หน้าหลัก » Blogs » ชั้นเรียนประถม – ประสมศาสตร์ประสานศิลป์ STEAM ตอนที่ 55 – คำถามคาใจครู STEM (4)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


คำถามคาใจครู STEM

คำถามที่ 4 : เป็นไปได้ไหมที่ ครูสอน STEM คิดเหมือนศิลปิน และศิลปินคิดเหมือนครูสอน STEM?

เป็นที่ยอมรับกัน (Acknowledge) ว่า ความพยายามปรับ (Adapt) บทเรียน STEM ให้รวม (Incorporate) กิจกรรมที่สัมพันธ์กับศิลปะเป็นความเสี่ยง (Risk) ครูประถมศึกษามักได้รับการพร่ำบอกในสิ่งที่สอน วิธีการลงรายละเอียด (Micro-manage) นี้มักทำลายความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ของครู

แต่การทำงานกับศิลปะและศิลปินจะช่วยปลดปล่อยให้เกิดความคิดอิสระ ในขณะที่สร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและท้าทายสำหรับนักเรียน ตัวอย่างเช่น การทำงานกับช่างปั้นมืออาชีพ (Professional potter) ผู้ที่ไม่เพียงแต่ใช้ศิลปะเป็นหนทาง (Means) ให้เด็กสร้างวัตถุที่สวยงามและน่าอัศจรรย์ (Amazing) เท่านั้น แต่ยัง “ตอกย้ำ” (Reinforce) แนวความคิดทางคณิตศาสตร์ อีกด้วย

เด็กเองก็จะกระตือรือร้นในบทเรียนการชั่ง-ตวง-วัด (Measurement) เมื่อวาดภาพเบื้องต้น (Initial drawing) ของวัตถุดังกล่าว โดยใช้ทั้งความสามารถในการมองเห็นและความสามารถทางมิติสัมพันธ์ (Visual and spatial abilities) เด็กต้องกะประมาณ (Estimation) ปริมาณดิน (Clay) และเวลาในเตาเผา (Kiln) รวมทั้งต้องกำหนด (Determine) ขนาดของงานเมื่อสำเร็จรูปแล้ว

ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยสติปัญญาทางตรรกะ (Logical intelligence) และความสัมพันธ์ภายในบุคคล (Intra-personal) และระหว่างบุคคล (Inter-personal) ในการครอบคลุม (Blanket) กระบวนการทั้งหมด จึงจะสามารถสร้างแรงจูงใจ (Motivation) ให้เด็กเรียนรู้ เข้าใจ และประยุกต์ใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์

ครูสอน STEM ที่สามารถมองเห็นว่า ศิลปะเปิดประตูสร้างสรรค์ให้วิธีการสอน จะได้รับประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์ เนื่องจากศิลปะไม่เพียงแต่กระตุ้น (Activate) สมองในหลากหลายหนทาง แต่ยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สนับสนุน (Support) และเพิ่มพูน (Enrich) ความสุขของผู้เรียน [และผู้สอนด้วย]

แนวความคิดของการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative learning) มิใช่สิ่งใหม่ แต่ได้ดำเนินการมายาวนานแล้ว เมื่อความคิดนี้เกิดขึ้นอีกครั้งในคริสต์ทศวรรษ 1970s ก็กลายเป็นรากฐานใหม่ (New ground) สำหรับครูผู้เคยแต่สอนนักเรียนที่นั่งประจำโต๊ะ ซึ่งเด็กไม่ค่อยวิสาสะกับเพื่อนนักเรียน (Fellow student) ข้างโต๊ะด้วยซ้ำ

การสร้างบทเรียนที่บูรณาการศิลปะ จะส่งเสริมความร่วมมือทางวัฒนธรรมภายในโรงเรียนและในชั้นเรียน และระหว่างครูสอน STEM กับครูสอนศิลปะ เด็กจะได้เรียนรู้ผ่านการสังเกตผู้ใหญ่ 2 คนทำงานร่วมกัน ซึ่งบางครั้งก็อาจมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่มักลงเอยด้วยทางออกที่ดีที่สุด และทางออกนั้น มักตรง¬ข้าม (Contrary) กับวิธี “สอนเพื่อสอบ” (Teach to test) ปฏิสัมพันธ์ในเชิงบวก (Positive interaction) อาจเป็นสิ่งที่ประเมินค่า (Assess) ไม่ได้ แต่เราสามารถสัมผัสได้ ดังนั้น การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือการสอน มักสร้างผลลัพธ์ที่เพิ่มพูนประสบการณ์ในเชิงบวกให้ทุกๆ คนที่เกี่ยวข้อง

แหล่งข้อมูล:

  1. Sousa, David A. and Tom Pilecki. (2013). From STEM to STEAM – Using Brain-Compatible Strategies to Integrate the Arts. Thousand Oaks, CA : Corwin – A SAGE Company.
  2. STEAM not STEM - http://steam-notstem.com/ [2017, July 16].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน