หน้าหลัก » Blogs » ชั้นเรียนประถม – ประสมศาสตร์ประสานศิลป์ STEM ตอนที่ 103 – ต้นไม้ผลัดใบกับต้นไม้ไม่ผลัด (3)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ต้นไม้ผลัดใบกับต้นไม้ไม่ผลัดใบ

คำอธิบายของต้นไม้ผลัดใบ (Deciduous) เหมือนการวาดภาพ (Image) ของคนงานที่ทำงานหนัก (Toil) ในฤดูร้อน เมื่อใบไม้ยังคงอยู่บนกิ่งก้าน (Branch) เพื่อให้แน่ใจว่า มันจะมีสารโภชนาการ (Nutrient) ในดิน (Soil) สำหรับฤดูเจริญพันธุ์ถัดไป เมื่อฤดูไม้ใบผลิมาถึง ในภาคตะวันออกของสหรัฐอเมริกา มีต้นไม้ผลัดใบเต็มไปหมด อันได้แก่ ต้นโอ๊ค (Oak) เมเปิล (Maple) หม่อน (Mulberry) วอลนัท (Walnut) เบอร์ก (Birch) และ เอ็ล์ม (Elm)

แล้วอาจมีคำถามว่า มีประเภทอื่นของต้นไม้ที่ผลัดใบหรือไม่? คำตอบคือ มี ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “แห้งแล้งผลัดใบ” (Drought deciduous) เนื่องจากต้นไม้นี้จะสูญเสียใบ เมื่อมันได้รับความร้อน (แทน ความหนาวในฤดูหนาว) ตัวอย่างเช่น ต้นพาโล เวอร์ดี (Palo verde) ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำรัฐ Arizona ต้นไม้นี้พึ่งพาอาศัยกิ่งก้าน (ซึ่งมีสีเขียว) ในการสังเคราะห์แสง (Photo-synthesis) เมื่อมันผลัดใบ (Shed)

ต้นไม้ไม่ผลัดใบ (Coniferous) ทำงานแตกต่างกัน ใบของมันจะเล็กมาก เมื่อเปรียบเทียบกับใบของต้นไม้ผลัดใบ ใบของมันอาจดูเหมือนเข็ม (Needle-like) และไม่ได้รับ (Exposed to) แสงอาทิตย์เท่ากับใบที่กว้างใหญ่กว่าของต้นไม้ผลัดใบ แต่นี่ก็ไม่เป็นปัญหาของต้นไม้ไม่ผลัดใบ เพราะมันสามารถรักษาใบไม้ของมันให้คงอยู่ได้ตลอดปี โดยที่ การสังเคราะห์แสงเกิดขึ้นตลอดปีเมื่อดวงอาทิตย์ฉายแสงมากระทบมัน

เข็มที่อยู่บนต้นไม้ไม่ผลัดใบไม่หล่นจากต้นพร้อมกันทั้งหมด เนื่องจากต้นไม้ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องอาศัยดินที่อุดมด้วยสารโภชนาการ ในขณะที่ใบจากต้นไม้ผลัดใบ จะร่วงหล่นไปตามกาลเวลา เพื่อกลายเป็นปุ๋ยหมัก (Compost) ให้เป็นสารโภชนาการของตัวมันเอง ในเวลาต่อมา

ในภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา มีต้นไม้ไม่ผลัดใบอยู่ทุกแห่งหน ซึ่งอยู่รอดท่ามกลางภูมิอากาศที่โหดร้าย (Harsh) ดินจืด (Poor soil) และขาดน้ำ ส่วนตัวอย่างของต้นไม้ไม่ผลัดใบ ได้แก่ ต้นสนชนิดต่างๆ อันมี ไพน์ (Pine) เฟอร์ (Fir) สปรูซ (Spruce) และจูนิเปอร์ (Juniper)

ต้นไม้ผลัดใบไม่จำเป็นต้องมีผลกระทบของปุ๋ย (Fertilizer effect) ดังกล่าว มันสามารถอยู่อย่างพอเพียงด้วยอาหารจากการสังเคราะห์แสงตลอดปี โดยใช้ใบของมันเอง นี่อธิบายว่า ทำไมต้นไม้ไม่ผลัดใบ จึงมีรูปทรงกรวย (Conical shape) ซึ่งช่วยลดทอนความเสียหายให้น้อยที่สุด (Minimize) จากลม น้ำแข็ง และหิมะ ใบของมันแคบและทรงสูงชะลูด (Slender) ทำให้แสงอาทิตย์เข้าถึงเข็มทุกเล่ม เพื่อประโยชน์สูงสุด (Optimize) ของความสามารถในการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ตลอดปี

แหล่งข้อมูล:

  1. Sawah, Rihab and Anthony Clark. (2015). The Everything STEM Handbook – Help Your Child Learn and Succeed in the Fields of Science, Technology, Engineering, and Math. Avon, MA: Adams Media.
  2. What’s the Difference Between Deciduous and Coniferous Trees? - https://gardenerdy.com/whats-difference-between-deciduous-coniferous-trees. [2018, June 14].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน