หน้าหลัก » Blogs » ชั้นเรียนประถม - ประสมศาสตร์ประสานศิลป์ STEM ตอนที่ 6 – ความเชื่อผิดๆ ใน STEM (1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ในตลาดงาน(1)

ความเชื่อยอดนิยม (Popular) เกี่ยวกับ STEM อาจไม่เป็นจริง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  1. STEM ไม่ใช่สาขาวิชาที่ต้อนรับสตรี - ตรงกันข้ามกับความเชื่อนี้ก็คือ ผู้ว่าจ้างจำนวนไม่น้อยกระหายที่จะได้สตรีผู้มีความสามารถพิเศษ (Talent) ทางด้านเทคโนโลยี (High-tech) มาร่วมงานด้วย ถึงกับใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะดึงดูดสตรีเข้ามาในวงการ ผ่านโปรแกรมฝึกงาน (Internship) สำหรับนักศึกษา และการเป็นพันธมิตร (Partnership) กับชุมชน ที่ให้โอกาสผู้สำเร็จการศึกษาฝึกอบรมระหว่างทำงาน (On-the-job training) ในขณะที่การศึกษาสาขาวิชา STEM อาจดูเป็นงานที่ซับซ้อน (Complex) หรือทำงานคนเดียว แต่ก็มีทรัพยากรและระบบสนับสนุนจำนวนมาก อาทิ ชุมชนการเรียนรู้ (Learning community) ซึ่งสตรีที่เรียนด้านคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมศาสตร์ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่ผลักดันความก้าวหน้า (Thrive) ไปด้วยกัน
  2. เด็กหญิงไม่ชอบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ – ตรงกันข้ามกับความเชื่อนี้ก็คือ เด็กหญิงมีแนวโน้มที่จะทำคะแนนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ได้สูงกว่าเด็กชาย และเลือกเรียนจำนวนหน่วยกิตในวิชา (Discipline) เหล่านี้ ไม่น้อยกว่าเด็กชาย แต่เด็กหญิงก็มักจะสูญเสียความสนใจ เมื่อทัศนคติของพ่อแม่ ครู หรือเพื่อนฝูง ได้นำทาง (Steer) ความสนใจไปทิศทางอื่น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยแสดงผลว่า ถ้าเด็กหญิงได้รับกำลังใจหรือการสนับสนุน เธอมักจะมีความสนใจและความสามารถในการประสบความสำเร็จในวิชาทั้งสอง
  3. คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาที่น่าเบื่อและไม่เกี่ยวข้อง (Relevant) กับชีวิตจริง (Real life) – ตรงกันข้ามกับความเชื่อนี้ก็คือ ทุกคนต้องใช้ทักษะคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในวิถีทางนับไม่ถ้วน (Myriad) ในชีวิตประจำวัน พ่อแม่และครูอาจตอกย้ำ (Emphasize) ความจริงในข้อนี้ เมื่อต้องประยุกต์ใช้การชั่งตวงวัด และวิชาเคมีในการปรุงอาหาร เปรียบเทียบราคาในซุปเปอร์มาร์เก็ต อธิบายการทำงานของเครื่องยนต์ ฯลฯ
  4. คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นวิชาสำหรับคน “สมองดี” (Brainiac) เท่านั้น – ตรงกันข้ามกับความเชื่อนี้ก็คือ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า นักเรียนที่มีความหลงใหล (Passion) ในสาขาวิชา STEM เป็นกุญแจที่จะไขประตูไปสู่ความสำเร็จมากกว่า “พลังสมอง” (Brain-power) วิธีสอนเก่าๆ อาทิ การบรรยาย (Lecture) ที่น่าเบื่อ และการท่องจำ (Memorization) ไม่สร้างแรงบันดาลใจ (Inspiring) ให้เกิดความกระตือรือร้น (Enthusiasm) กำลังถูกทดแทนด้วยวิธีการ (Approach) ใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้บนพื้นฐานของโครงงาน (Project) ต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติในการรับมือ (Hands-on tackle) กับความท้าทายในโลกแห่งความเป็นจริง (Real-world challenge) นักเรียนอาจพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) หรือใช้วิชาพีชคณิตและเรขาคณิตในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น การมีส่วนร่วมและมีพื้นฐานที่ถูกที่ควรในทักษะสำคัญ (อาทิ คณิตศาสตร์) จะนำทางไปสู่ความสำเร็จ

แหล่งข้อมูล:

  1. U.S. News and World Report. (2015). A Parent’s Guide to STEM. Washington D.C.
  2. Renewable energy - https://en.wikipedia.org/wiki/Renewable_energy [2016, August 4].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน