หน้าหลัก » Blogs » ชั้นเรียนประถม – ประสมศาสตร์ประสานศิลป์ STEM ตอนที่ 99 – การทดลองการสังเคราะห์แสง

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


การทดลองการสังเคราะห์แสง

วัสดุที่ต้องเตรียม – สำลีธรรมชาติ (Organic cotton wool) เมล็ดมัสตาร์ด (Mustard seed) ขวดสเปรย์ฉีด แก้วน้ำหรือจานกระเบื้อง (Ceramic) ทรงลึก 2 ใบ

ขั้นตอนปฏิบัติ –

  1. ควรทำการทดลองนี้ ในฤดูที่อากาศอบอุ่น อาทิ ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) ฤดูร้อน หรือต้นฤดูใบไม้ร่วง (Fall) โดยให้เด็กปั้นก้อนสำลีธรรมชาติเป็นชั้น (Layer) หนา แล้ววางในแก้วน้ำหรือจานลึกทั้ง 2 ใบ ฉีดน้ำเพื่อให้สำลีธรรมชาติชื้น (Dampen)
  2. ให้เด็กโปรย (Sprinkle) เมล็ดมัสตาร์ด บนพื้นผิว (Surface) ของสำลีธรรมชาติแต่ละก้อน แล้วฉีดน้ำตรงเมล็ดมัสตาร์ดอีก จนสำลีธรรมชาติเริ่มเปียกชุ่ม (Soak) และส่วนบนของเมล็ดมัสตาร์ด ก็แฉะน้ำไปด้วย
  3. บอกให้เด็กวางแก้วน้ำหรือจานลึกใบหนึ่งในมุมมืดที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์เลย และอีกใบหนึ่งใกล้หน้าต่างที่ได้รับแสงอาทิตย์ในปริมาณมากตลอดวัน แต่ปราศจากการฉายส่องโดยตรงของแสงอาทิตย์
  4. บอกให้เด็กตรวจสอบความชื้น (Moisture) ของสำลีธรรมชาติที่อยู่ในแก้วน้ำหรือจานลึกทั้ง 2 ใบ ทุกๆ วัน หากทำการทดลองนี้ในฤดูร้อน เด็กอาจต้องฉีดน้ำใส่แก้วน้ำหรือจานลึกในจุดที่สว่าง (Lit spot) ครั้งหนึ่งในตอนเช้า และอีกครั้งในตอนเย็น เพื่อให้แน่ใจว่าเมล็ดมัสตาร์ดไม่แห้งจนเกินไป
  5. บอกให้เด็กตรวจสอบว่า เมล็ดมัสตาร์ดได้งอกเงย (Sprout) ใน 10 วันแรกของการทดลองหรือไม่? ถ้างอกเงย ถามเด็กว่า พบความแตกต่างระหว่างความเร็วของการงอกเงยหรือไม่? กล่าวคือ ความเร็วช้าของการเติบโตในแก้วน้ำหรือจานลึกที่ได้รับแสงอาทิตย์ เปรียบเทียบกับส่วนที่อยู่ในมุมมืด
  6. ทุกๆ วัน ให้เด็กดูแลแก้วน้ำหรือจานลึกทั้ง 2 ใบ และแตะสำลีธรรมชาติในแต่ละใบ เพื่อตรวจสอบความชื้น ในเวลาประมาณ 30 วัน ควรจะมีส่วนที่งอกพ้นดิน (Canopy) หรือหน่อสีเขียวของเมล็ดมัสตาร์ดงอกเงยให้เห็น
  7. บอกให้เด็กฉีดน้ำต่อไปบนแก้วน้ำหรือจานลึกทั้ง 2 ใบ และให้แน่ใจว่าสำลีธรรมชาติยังคงเปียกชื้นต่อไปอีกประมาณ 10 ถึง 15 วัน แล้วถามเด็กว่าหน่อเขียวของมัสตาร์ดไหนที่เติบโตได้สูงกว่ากัน?

ถ้าเด็กรายงานว่า เมล็ดมัสตาร์ดบนจานที่อยู่ใกล้หน้าต่างที่ได้รับแสงอาทิตย์ มีอัตราการเติบโตสูงกว่ามากแสดงว่า เด็กเริ่มรู้ว่า แสงอาทิตย์มีความสำคัญแค่ไหน อันที่จริง สิ่งมีชีวิตทั้งปวงเติบโตได้เพราะได้กินสารโภชนาการ (Nutrient) โดยที่พืช (Plant) สามารถผลิตอาหารให้ตัวเองโดยใช้แสงอาทิตย์ น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง (Photo-synthesis) ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับสารที่อยู่ในใบเขียวของพืชที่เรียกว่า “คลอโรฟิลล์” (Chlorophyll)

แหล่งข้อมูล:

  1. Sawah, Rihab and Anthony Clark. (2015). The Everything STEM Handbook – Help Your Child Learn and Succeed in the Fields of Science, Technology, Engineering, and Math. Avon, MA: Adams Media.
  2. Photosynthesis - https://en.wikipedia.org/wiki/Photosynthesis. [2018, May 11].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน