หน้าหลัก » บทความ » ติดแม่ (Clinginess and Separation Anxiety)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ติดแม่ (Clinginess and Separation Anxiety) หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดจากการที่เด็กเกิดความกลัว และวิตกกังวลจากการแยกจากผู้ปกครอง โดยแสดงออกมาเป็นการติดผู้ปกครองคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะแม่ โดยไม่ยอมให้แม่ห่างออกไปจากตน โดยเฉพาะเมื่อตกอยู่ในภาวะเครียด เมื่อรู้สึกขาดความมั่นใจในตนเอง และเมื่อรู้สึกขาดความมั่นคง ซึ่งในช่วงแรก เริ่มของชีวิต เด็กๆมักจะแสดงอาการ “ติดแม่” มากบ้างน้อยบ้างเป็นเรื่องปกติ แล้วจะค่อยๆบรรเทาลงและหายไปในที่สุดเมื่อโตขึ้น

แม้ว่าการติดผู้ปกครองจะไม่ใช่ปัญหาถาวรที่เกิดขึ้นในชีวิตเด็ก แต่ก็ทำให้ผู้ปกครองหลายๆคนเป็นกังวล นอก จากนี้ เด็กบางรายอาจแสดงพฤติกรรมดังกล่าวเป็นระยะเวลานานอย่างรุนแรงจนน่าตกใจ ส่งผลให้ผู้ปกครองบางส่วนเลือกที่จะไม่ส่งลูกไปยังสถานรับเลี้ยงเด็ก รวมถึงไม่ให้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม หรือแม้กระทั่งโรงเรียน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกเกิดความเครียดหรือวิตกกังวลจากการแยกจากผู้ปกครอง ซึ่งในท้ายที่สุด ความปรารถนาดีของผู้ปกครองอาจกลายเป็นชนวนที่ทำให้เด็กไม่สามารถออกไปเผชิญโลกภายนอกได้เพียงลำพัง และทำให้ผู้ปกครองต้องขอความช่วยเหลือจากทางโรงเรียนและแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

อาการติดแม่หรือผู้เลี้ยงดูคนใดคนหนึ่งมากเป็นพิเศษนั้น มักแสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดในช่วงที่มีการเปลี่ยน แปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเด็ก กล่าวคือ การเข้าโรงเรียน ซึ่งเป็นการแยกจากกันครั้งแรกระหว่างเด็กกับบ้าน อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมติดแม่ก็ยังอาจเกิดขึ้นได้อีกแม้ในวัยรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด เช่น การพบเจอกับความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน การสูญเสียคนสำคัญในชีวิต การถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน การย้ายโรงเรียน การเจ็บป่วยของผู้ปกครอง การทะเลาะเบาะแว้งกันในครอบครัว เป็นต้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เด็กมักจะแสดงความกังวลหรือความเครียดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อต้องไปโรงเรียน และยืนกรานว่าจะอยู่กับผู้ปกครองตลอดเวลา โดยความกังวลหรือความเครียดอาจรุน แรงถึงขั้นทำให้เด็กไม่กล้าอยู่คนเดียว และทำให้เด็กกลับไปนอนกับผู้ปกครอง แม้ว่าจะได้แยกห้องนอนไปแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ดี อาการติดแม่ (Clingy behavior) และความรู้สึกกังวลเมื่อต้องแยกจาก (Separation anxiety) โดยทั่วไปนั้น ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งของพัฒนาการของเด็ก โดยเด็กจะเริ่มแสดงอาการดังกล่าวตั้งแต่ในช่วง 8-9 เดือนแรกของชีวิต และจะพัฒนาต่อไปสู่ระดับสูงสุดเมื่ออายุ 18 เดือน อาการติดแม่จะยังคงอยู่ต่อไปจนกระทั่งเด็กอายุได้ประมาณ 3 ขวบ ขณะที่เด็กอีกหลายๆคนอาจจะยังคงแสดงอาการดังกล่าวเป็นระยะๆ แม้ว่าจะโตขึ้นมากแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากเด็กยังคงแสดงพฤติกรรมติดแม่อย่างเด่นชัดและรุนแรงอย่างต่อเนื่องแม้จะอายุราว 4-5 ขวบแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าเด็กมีความผิดปกติที่เรียกว่า โรควิตกกังวลจากการแยกจาก (Separation Anxiety Disorder:SAD) ซึ่งอาจส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมติดแม่ต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 8-10 ปี หรือติดตัวเด็กไปจนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการทางสังคมของเด็ก และกระทบต่อชีวิตประจำวัน และกิจกรรมที่เด็กต้องเข้าร่วม หากเด็กไม่ได้รับการช่วย เหลืออย่างเหมาะสม

ปัญหาติดแม่มีลักษณะอย่างไร?

อาการติดแม่และรู้สึกกังวลเมื่อต้องแยกจากแม่หรือผู้เลี้ยงดู ถือเป็นเรื่องปกติของเด็กในช่วงวัยหนึ่งๆ อย่างไรก็ตาม หากอาการดังกล่าวมีความรุนแรงมากจนผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าเด็กมีอาการติดแม่ในระดับที่เป็นปัญหา และอาจเป็นโรควิตกกังวลจากการแยกจาก ซึ่งสามารถสังเกตได้ดังนี้

  • ร้องไห้หนัก เรียกหาแม่ และวิ่งตามแม่ เมื่อต้องแยกจากกัน
  • ร้องไห้หนักจนอาเจียน
  • หวาดกลัวอย่างเฉียบพลัน (Panic attack) และร้องอาละวาด (Temper tantrum)
  • ปฏิเสธการนอนเพียงลำพัง
  • ฝันร้ายเกี่ยวกับการแยกจากผู้เป็นแม่
  • เครียดหรือเป็นทุกข์เมื่อต้องแยกจาก
  • กังวลเรื่องความปลอดภัยของแม่
  • กลัวการหลงจากแม่เมื่อออกไปนอกบ้าน
  • ปฏิเสธการไปโรงเรียน
  • ปฏิเสธการทำกิจกรรมต่างๆหากแม่ไม่อยู่ด้วย
  • ปฏิเสธผู้อื่นยกเว้นแม่
  • กลัวและไม่เต็มใจที่จะอยู่เพียงลำพัง
  • อาจมีอาการปวดท้อง ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ อันไม่ได้เกิดจากความเจ็บป่วยทางร่างกาย
  • อาเจียน
  • ติดแม่มาก และจะไม่ยอมแยกไปไหน แม้จะอยู่ในบ้านด้วยกันก็ตาม

หากเด็กแสดงลักษณะดังกล่าวร่วมกันหลายประการ อย่างติดต่อกันอย่างน้อยเป็นเวลา 1 เดือน รวมถึงผู้ปกครองสามารถสังเกตได้ว่าพฤติกรรมเหล่านั้นมีผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันและการทำกิจกรรมของเด็กแล้ว ผู้ปกครองควรปรึก ษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เด็กได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

ปัญหาติดแม่มีสาเหตุมาจากอะไร?

เด็กแต่ละคนรับมือกับความเครียดและความวิตกกังวลแตกต่างกัน และสาเหตุที่เด็กมีอาการติดแม่ก็แตกต่างกันไปในเด็กแต่ละราย บทบาทของผู้ปกครองจึงเป็นการพยายามค้นหาสาเหตุการติดแม่ของลูก ซึ่งโดยทั่วไปมักได้แก่

  • เด็กพบเจอประสบการณ์ร้ายแรงในชีวิต หรือประสบการณ์อันก่อให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคง เช่น การถูกรังแก การเคยได้รับบาดเจ็บ ความกลัวต่อความล้มเหลว การเสียชีวิตหรือเจ็บป่วยของคนในครอบครัว การหย่าร้างของผู้ปกครอง เป็นต้น
  • ความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เช่น การย้ายที่อยู่อาศัย การย้ายโรงเรียน หรือการเพิ่มขึ้นของสมาชิกในครอบ ครัว
  • การแยกจากกับผู้ปกครองเป็นระยะเวลานาน หรือกลัวว่าผู้ปกครองจะทิ้งไป
  • ความอ่อนไหวทางอารมณ์ เด็กบางคนอาจมีความอ่อนไหวทางอารมณ์สูง ขาดความมั่นใจ และไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อต้องอยู่เพียงลำพัง จึงต้องยึดติดอยู่กับแม่ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตนเอง
  • กรรมพันธุ์ เนื่องจากความกลัวและความวิตกกังวลเป็นลักษณะที่สืบทอดทางพันธุกรรมได้
  • ภาวะเครียดและวิตกกังวลของผู้ปกครอง โดยเด็กจะสามารถซึมซับวิธีการแสดงออกของผู้ปกครอง และเรียนรู้ถึงความรู้สึกของผู้ปกครอง จนเกิดเป็นความเครียดและวิตกกังวลของตัวเองได้
  • ความคาดหวังที่สูงเกินจริง หากผู้ปกครองคาดหวังในตัวลูกสูงมากจนเกินไป ความล้มเหลวแต่ละครั้งจะยิ่งบั่นทอนความมั่นใจของเด็ก นอกจากนี้เด็กอาจจะปักใจเชื่อว่าความพยายามของตนเองมีไม่มากพอและถอดใจได้ง่าย อันเป็นเหตุให้เด็กรู้สึกซึมเศร้าและขาดความมั่นใจมากยิ่งขึ้นไปอีก
  • การปกป้องลูกที่มากเกินไป หากผู้ปกครองคอยช่วยเหลือและปกป้องลูกมากเกินไป จนไม่เปิดโอกาสให้เด็กมีอิสระในการกระทำสิ่งใดๆด้วยตนเอง ย่อมเป็นการขัดขวางความมั่นใจ และโอกาสในการเติบโตเป็นอิสระของเด็ก

ปัญหาติดแม่มีความสำคัญอย่างไร?

เด็กแทบทุกคนย่อมต้องเคยผ่านช่วงเวลาของความกลัวและวิตกกังวลจากการแยกจากผู้ปกครอง โดยแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมติดผู้ปกครองคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะแม่ โดยปกติแล้วลักษณะเช่นนี้จะปรากฏเมื่อเด็กอายุระหว่าง 18 เดือนถึง 3 ขวบ ทว่าเด็กที่โตกว่านั้นจะยังสามารถกลับไปมีพฤติกรรมติดแม่ได้อีก โดยเฉพาะเมื่อตกอยู่ในภาวะเครียด เมื่อรู้สึกขาดความมั่นใจในตนเอง และเมื่อรู้สึกขาดความมั่นคงในชีวิต อย่างไรก็ตาม ปัญหาลูกติดแม่อาจมีความรุนแรงมากขึ้นในระดับที่เป็นความผิดปกติ หรือโรควิตกกังวลต่อการแยกจาก (Separation Anxiety Disorder:SAD) ซึ่งความแตกต่างระหว่างอาการติดแม่โดยทั่วไป กับโรควิตกกังวลต่อการแยกจากนั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ความรุนแรงของพฤติกรรมก้าวร้าวที่เด็กแสดงออก เมื่อต้องแยกจากคนที่ตนผูกพันมากที่สุด และระดับความเครียด และความกลัวที่มากจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกเริ่มเข้าเรียนเป็นวันแรก เขาอาจแสดงความวิตกกังวลตั้งแต่ตื่นนอน และอาจร้องไห้เมื่อเข้าสู่ตึกเรียนและต้องแยกจากแม่ เขาอาจจะร้องไห้กลับมาบ้านและขอไม่ไปโรงเรียนในวัดถัดไป แต่หลังจากนั้น เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 วัน ลูกเริ่มปรับตัวได้และกลับมาร่าเริงเหมือนปกติ กรณีเช่นนี้ย่อมหมายถึงอาการติดแม่ในระดับทั่วไป แต่หากเมื่อเวลาผ่านไป แทนที่ลูกจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ลูกกลับยังคงแสดงความวิตกกังวลและเป็นทุกข์ในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะถึงขั้นรู้สึกไม่สบายจนไม่สามารถเรียนหรือทำกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม และครูไม่สามารถปลอบโยนให้รู้สึกผ่อนคลายได้ กรณีเช่น นี้ อาจเป็นสัญญาณของโรควิตกกังวลต่อการแยกจาก

หากเด็กแสดงลักษณะอันเป็นสัญญาณของโรควิตกกังวลต่อการแยกจากโดยไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น การปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งและควรเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด เพื่อเปลี่ยนเด็กที่มีความกลัวและกังวลจากการแยกจาก และไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆร่วมกับใครได้ ให้กลายเป็นเด็กที่มีความสุขกับโรงเรียนและผู้อื่น และสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาติดแม่ได้อย่างไร?

พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถดำเนินการตามข้อแนะนำต่อไปนี้ เพื่อช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาติดแม่ได้

  • ไม่เพิกเฉย ทำให้ลูกเสียกำลังใจ หรือลงโทษลูกจากการมีพฤติกรรมติดแม่ ทั้งนี้เพราะพฤติกรรมติดแม่ถือเป็นพฤติ กรรมด้านบวกที่แสดงให้เห็นว่า ลูกรู้สึกผูกพันและปลอดภัยในความดูแลของแม่ หากแม่ปฏิเสธลูกอย่างรุนแรง อันจะกระ ทบต่อจิตใจของลูก ก็อาจทำให้ลูกรู้สึกกลัวและลังเลที่จะเข้าหาแม่เมื่อมีปัญหา
  • ตอบสนองต่อความต้องการและความรู้สึกของลูก รวมถึงพยายามหาสาเหตุของพฤติกรรมการติดแม่ ทั้งนี้ เมื่อแม่จำเป็นต้องขัดความต้องการของลูก แม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจถึงเหตุผลของการแยกจาก รวมถึงควรใส่ใจต่อความรู้สึกของลูก โดยการแสดงให้ลูกเห็นว่าแม่เข้าใจความต้องการของลูก พร้อมตอบรับความต้องการของลูกว่าเป็นความต้องการของแม่เช่นกัน เพียงแต่แม่ไม่สามารถเล่นกับลูกในตอนนี้ได้ หากแม่สามารถเข้าใจความต้องการและความรู้สึกของลูกได้เช่นนี้ เด็กเองก็จะสามารถเข้าใจแม่ได้เช่นกัน และอาจจะแสดงความต้องการผูกติดกับแม่น้อยลง เพื่อให้แม่ได้ทำกิจกรรมของแม่เอง
  • สร้างความมั่นคงทางความรู้สึกให้แก่เด็ก โดยการสร้างกิจวัตรขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กรู้สึกเคยชินกับกิจกรรมที่ทำ เนื่องจากเด็กยังไม่เข้าใจเรื่องเวลา และจะสนใจเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า รวมถึงมีความทรงจำที่สั้น ดังนั้นหากผู้ปกครองสามารถย้ำเตือนหรือบอกล่วงหน้าเกี่ยวกับกิจกรรมที่เด็กจะต้องทำต่อไป รวมถึงเน้นอย่างชัดเจนว่าเวลาใดที่ผู้ปกครองจะสามารถเล่นด้วยได้ ย่อมทำให้เด็กรู้สึกมั่นคงมากขึ้น แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นการฝึกให้เด็กมีระเบียบไปในตัวอีกด้วย
  • เสริมสร้างให้ลูกมีความมั่นใจในตนเอง เด็กโดยทั่วไปจะมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นเมื่อสามารถกระทำกิจกรรมใหม่ๆ ได้ดี หรือสามารถรับผิดชอบสิ่งต่างๆรอบตัวได้ด้วยตนเอง ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองจึงควรสนับสนุนให้เด็กช่วยเหลือตนเอง หรือมอบหมายให้เด็กทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับความสามารถ เช่น ให้เด็กช่วยในการจัดโต๊ะอาหาร หรือเก็บของเล่นให้เข้าที่ เป็นต้น หากเด็กมีความมั่นใจในความสามารถของตนเอง ความพร้อมที่จะออกไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย
  • ชมเชยลูกทุกครั้งที่ลูกแสดงให้เห็นถึงการพึ่งตนเองและเป็นอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกสามารถทำกิจกรรมหรือสิ่งที่ได้รับมอบหมายได้โดยลำพัง และสร้างโอกาสให้ลูกได้กระทำสิ่งนั้นอีก โดยไม่ต้องมีผู้ปกครองแนะนำหรือควบคุมดูแล
  • ให้เวลาพิเศษกับลูก เด็กบางคนอาจเรียกร้องความรักจากพ่อแม่อย่างไม่ลดละ เนื่องจากรู้สึกไม่มั่นใจว่าได้รับความสนใจจากผู้ปกครอง ทั้งนี้ผู้ปกครองอาจแก้พฤติกรรมดังกล่าวได้ด้วยการให้เวลาสั้นๆ เพื่อเล่นกับลูกในช่วงที่ว่างระหว่างวัน โดยไม่ใส่ใจกับกิจกรรมอื่นรอบตัวนอกจากลูก
  • การแยกจากกันและการกล่าวลาต้องเกิดขึ้นอย่างกระชับด้วยคำพูดเดิมทุกครั้ง และไม่ควรตอบสนองมากจนเกิน ไปเมื่อลูกร้องไห้หรืออาละวาด เพราะจะเป็นการยืดเวลา และอาจทำให้ลูกแสดงพฤติกรรมที่รุนแรงมากขึ้นเพื่อเรียกร้องเวลาจากผู้ปกครอง
  • ไม่หนีไปโดยไม่บอกกล่าวเพราะจะยิ่งทำให้ลูกกังวลและไม่กล้ากระทำกิจกรรมใดๆเป็นเวลานาน เนื่องจากไม่รู้ว่าพ่อแม่จะหนีตนไปเมื่อใด
  • สนับสนุนกิจกรรมการเข้าสังคม โดยให้เด็กรู้จักเพื่อนในวัยเดียวกัน เพื่อเป็นการทำให้เด็กผูกติดกับเพื่อนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพูนทักษะการเข้าสังคมของลูกอีกด้วย นอกจากนี้พ่อแม่อาจกำหนดเป็นกิจวัตร โดยการกำหนดวัน เช่น วันหยุดสุดสัปดาห์ สำหรับให้ลูกได้ใช้เวลาร่วมกับเพื่อนมากขึ้น หรือได้ออกไปสัมผัสบรรยากาศนอกบ้านมากขึ้น
  • อยู่ในสายตาของลูกในขณะที่เขากำลังปฏิบัติกิจกรรมทางสังคมร่วมกับผู้อื่น โดยอาจจะเล่นกับลูกและเพื่อนของลูกก่อน จนกระทั่งเด็กรู้สึกผ่อนคลายและสามารถเล่นกันต่อได้เอง ในวันที่ลูกต้องพบเพื่อน พ่อแม่ควรมีเวลาอยู่กับลูกเพื่อคอยสอนทักษะการเข้าสังคมให้กับลูก รวมถึงเป็นต้นแบบในการเล่นกับผู้อื่นที่ดี หรือแสดงให้ลูกเห็นวิธีการรับมือกับความขัดแย้งอย่างเหมาะสม รวมถึงคอยควบคุมดูแลไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่อาจสร้างความเครียดและความวิตกกังวลให้กับลูก
  • ลองแยกตัวออกจากลูกเมื่อลูกอารมณ์ดีหรือรู้สึกมั่นคง เช่น ในขณะที่อยู่กับญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนบ้าน และลองเพิ่มเวลาของการแยกตัวออกมาให้นานขึ้นทีละนิด
  • หากลูกมีพฤติกรรมติดแม่ในระดับที่รุนแรงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน พ่อแม่ ผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและเป็นปกติสุข

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูเป็นผู้ที่จะต้องคอยรับมือเด็กในขณะที่เขาถูกแยกจากผู้ปกครอง โดยอาจต้องคอยรองรับอารมณ์ของเด็ก และต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้เด็กสามารถจดจ่อในการเรียนและกิจกรรม ทั้งนี้ ครูสามารถมีส่วนช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาเด็กติดแม่ได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • สอบถามเด็กถึงสาเหตุของความกังวลซึ่งทำให้ไม่อยากแยกจากผู้ปกครองหรือบ้าน เช่น ถูกเพื่อนรังแก ไม่สบาย หรือมีปัญหาภายในครอบครัว เป็นต้น
  • พูดคุยกับผู้ปกครอง เพื่อสอบถามว่าผู้ปกครองทราบถึงปัญหาของเด็กหรือไม่ หรือเด็กเคยแสดงพฤติกรรมติดแม่มาก่อนหรือไม่ และการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลคืออะไร หรือครูจำเป็นต้องลองคิดหาวิธีแก้ไขร่วมด้วยหรือไม่
  • พูดคุยกับผู้ปกครองเกี่ยวกับวิธีการตอบสนองต่อพฤติกรรมติดแม่ของเด็ก เพื่อให้เห็นภาพว่าผู้ปกครองเด็ดขาดกับลูกมากพอหรือไม่ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกเป็นผลมาจากความกังวลและการปกป้องลูกมากเกินไปของผู้ปกครองเอง
  • รับฟังเด็กและผู้ปกครอง และพยายามจัดการปัญหาร่วมกัน
  • สะท้อนให้เด็กเห็นพฤติกรรมของตนเองเมื่อแยกจากผู้ปกครอง โดยอาจผูกเป็นเรื่อง หรือวาดเป็นรูปในทางสร้าง สรรค์และเหมาะสมกับวัยของเด็ก
  • หมั่นกระตุ้นและสร้างกำลังใจให้กับเด็กในการกระทำกิจกรรมต่างๆด้วยตนเองโดยไม่มีผู้ปกครอง
  • สนับสนุนให้เด็กใกล้ชิดกับเพื่อนคนอื่นๆมากขึ้น ผ่านกิจกรรมที่ทำ นอกจากนี้ครูยังอาจมอบหมายให้เด็กจับคู่กันและคอยช่วยเหลือกัน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการทางสังคมและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันให้กับเด็ก
  • ทำให้การแยกจากกันระหว่างเด็กกับผู้ปกครองเป็นไปอย่างกระชับ และเปิดโอกาสให้เด็กปรับตัวและยอมรับความจริงของการแยกจากผู้ปกครอง
  • แนะนำให้ผู้ปกครองยิ้มเมื่อต้องแยกจากลูก เพื่อให้การจากลาเป็นไปในทางบวก อีกทั้งยังเป็นการบังคับตัวของผู้ปกครองเองไม่ให้แสดงสีหน้ากังวลต่อหน้าลูกอีกด้วย รวมถึงแนะนำให้ผู้ปกครองเดินจากไปด้วยท่าทางสงบนิ่ง มั่นใจ และไม่หันกลับมา
  • เมื่อผู้ปกครองจากไป ครูควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและอารมณ์ของเด็กให้ดีขึ้น ซึ่งวิธีที่ดีที่ สุดคือการดึงความสนใจของเด็กให้มาอยู่ที่กิจกรรมที่น่าสนใจในโรงเรียน

บรรณานุกรม

  1. 10 Ways to Handle a Clingy Kid - http://www.mommyshorts.com/2011/07/10-ways-to-encourage-independence.html [2013, Aug 24]
  2. Clingy Behaviour - http://www.handsonscotland.co.uk/topics/anxiety/clingy.html[2013, Aug 24]
  3. How to Help Clingy Kids - http://www.micheleborba.com/blog/2009/04/02/detaching-your-clingy-kids-tips-from-the-today-show [2013, Aug 24]
  4. Separation Anxiety Disorder - http://www.childrenshospital.org/az/Site1573/mainpageS1573P1.html [2013, Aug 24]
  5. Separation Anxiety in Children - http://www.helpguide.org/mental/separation_anxiety_causes_prevention_treatment.htm[2013, Aug 24]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน