หน้าหลัก » บทความ » ถามอย่างไรให้ลูกคิดเป็น (Teaching Children about Critical Thinking)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ถามอย่างไรให้ลูกคิดเป็น

การถามลูกให้คิดเป็น (Teaching Children about Critical Thinking) หมายถึงการจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้พัฒนาสติ ปัญญาและการคิดของเด็ก เนื่องจากการได้รับการฝึกฝนในด้านการคิด การใช้คำถามเพื่อให้เด็กได้คิดหาคำตอบถือเป็นการฝึกฝนการทำงานของสมอง คำถามที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาการคิดให้กับเด็กคือ

  • คำถามระดับสูง เป็นคำถามที่เสริมให้มีทักษะการคิด โดยนำความรู้ประสบการณ์เดิมมาเป็นพื้นฐานในการหาคำตอบซึ่งได้ แก่ คำถามให้อธิบาย คำถามให้เปรียบเทียบ คำถามให้จำแนก คำถามให้ยกตัวอย่าง คำถามให้วิเคราะห์ คำถามให้สังเคราะห์ และคำถามให้ประเมินค่า
  • ส่วนคำถามระดับต่ำ หมายถึง คำถามที่ใช้ถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทั่วไป ซึ่งได้จากการจำและการสังเกต ซึ่งได้แก่ การถามให้สังเกต การถามให้ทบทวนความจำ การถามให้บอกความหมายหรือให้คำจำกัดความ การถามบ่งชี้ คำถามนำ และคำถามเร้าความสนใจ

การถามให้ลูกคิดเป็นสำคัญอย่างไร?

การใช้คำถามเป็นการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ทำให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์หาเหตุผลแก้ปัญหาทำให้เกิดการเรียนรู้อยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้น ทำให้มีการถามตอบอย่างต่อเนื่องระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก และการใช้คำถามถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่ช่วยให้เด็กสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาความคิดใหม่ๆ การใช้คำถามจะช่วยขยายทักษะการคิด เด็กในวัยก่อนเข้าเรียนจะเป็นวัยที่ชอบถามคำถามจนมีการขนานนามว่าเป็นวัยเจ้าปัญหา คนที่ถามคำ ถามคือคนที่ครุ่นคิดเพื่อหาคำตอบ ความสับสนในจิตใจมักเกิดจากการไม่สามารถหาคำตอบที่สนองความคิดของตนได้ ใน ทางการศึกษาการตั้งคำถามเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้เพื่อเป็นตัวกระตุ้นผู้เรียนให้แสวงหาสาระที่ต้องเรียนรู้ และชี้แนะช่อง ทางเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในทางสังคม คำถามเป็นตัวกำหนดความคิดในเชิงการแก้ปัญหา การตอบคำถามจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ ตอบคิดค้นและหาคำตอบที่ตนเองคิดว่าน่าจะถูกต้อง คำถามที่ใช้ถามเด็กสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ปะเภท ได้แก่

  1. คำถามระดับต่ำ เป็นคำถามที่ใช้ถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทั่วไปซึ่งได้จากการจำและการสังเกต แบ่งออกเป็น 6 ชนิด ดังนี้
    1. คำถามให้สังเกต เป็นคำถามที่ต้องใช้ประสาทสัมผัสตา หู ลิ้น จมูก การสัมผัสทางกาย เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนเป็นข้อมูลในการตอบคำถาม เช่น ดอกไม้ที่ลูกเห็นมีดอกอะไรบ้าง
    2. คำถามให้ทบทวนความจำ เป็นคำถามที่เด็กต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์เดิมมาตอบคำถาม เช่น จำได้ไหมว่ามีผีเสื้อกี่ชนิด
    3. คำถามให้บอกความหมายหรือให้คำจำกัดความ เป็นคำถามที่ใช้เพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจในเรื่องความ หมายของคำต่างๆ เช่น ลูกรู้ไหมว่าชาวนาคือใคร
    4. คำถามบ่งชี้ เป็นคำถามที่ผู้ถามกำหนดข้อมูลบางอย่างให้ แล้วให้เด็กเลือกว่าสิ่งใดเป็นคำตอบที่ต้องการ
    5. คำถามนำ เป็นคำถามเพื่อเน้นย้ำเรื่องที่พูดอีกครั้ง เป็นการทบทวนข้อเท็จจริงเพื่อเร้าความสนใจเด็ก
    6. คำถามเร้าความสนใจ ใช้เพื่อควบคุมกิจกรรมต่างๆในชั้นเรียนให้ดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อย เช่น ครูถามเด็กว่าเคยเห็นช้างหรือเปล่า
  2. คำถามระดับสูง เป็นคำถามที่เสริมให้มีทักษะในการคิด โดยนำความรู้และประสบการณ์เดิมมาเป็นพื้นฐานในการหาคำ ตอบ คำถามระดับสูงแบ่งได้เป็น 7 ชนิด ได้แก่
    1. คำถามให้อธิบาย เป็นคำถามที่ผู้ตอบต้องนำความรู้ประสบการณ์เดิมมาเป็นพื้นฐานในการหาคำตอบ เช่น เพราะเหตุใดลูกจึงบอกว่ามดชอบกินน้ำหวาน ไหนลองอธิบายให้แม่ฟังหน่อยซิ
    2. คำถามให้เปรียบเทียบ เป็นคำถามที่ต้องการให้เด็กคิดเปรียบเทียบสิ่งของแต่ละสิ่งว่ามีความคล้ายกันหรือแตกต่างกันอย่างไร คุณสมบัติที่นำมาเปรียบเทียบกัน เช่น รูปร่าง ลักษณะ สี น้ำหนัก จำนวน ความสูง ความกว้าง ความยาว รสชาติ
    3. คำถามให้จำแนก เป็นคำถามที่ให้แบ่งประเภทของสิ่งของและเรียงลำดับสิ่งของโดยใช้เกณฑ์ของตนเองและผู้อื่น
    4. คำถามให้ยกตัวอย่าง เป็นคำถามที่ให้เด็กบอกชื่อหรือยกตัวอย่างสิ่งของต่างๆ เช่น ให้เด็กยกตัวอย่างของใช้ที่ทำมาจากขวดพลาสติกคนละ 1 ชื่อ
    5. คำถามให้วิเคราะห์ ใช้เพื่อให้เด็กค้นหาความจริงที่เป็นเรื่องราวเหตุการณ์หรือแยกแยะเรื่องราวออกเป็นส่วนย่อย เช่น เพราะสาเหตุอะไรจึงเกิดสึนามิ
    6. คำถามให้สังเคราะห์ เป็นกระบวนการคิดที่ต่อจากการวิเคราะห์แล้วนำข้อมูลมาสรุป โดยเลือกคำตอบที่ดีที่สุด
    7. คำถามให้ประเมินค่า ใช้เพื่อให้เด็กฝึกพิจารณาคุณค่าของสิ่งต่างๆก่อนตัดสินใจอย่างมีเหตุผล รู้จักประเมินค่าของสิ่งต่างๆ สำหรับการใช้คำถามประกอบการเรียนการสอนครูหรือผู้ถามต้องใช้เทคนิคต่างๆเพื่อให้การถามบรรลุจุดมุ่งหมาย เช่น การพูดเสียงชัดเจน เสียงได้ยินทั่วทั้งห้อง ใช้ภาษาถูกต้อง ใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยเด็ก พูดประโยคสั้นๆไม่ซับซ้อน ใช้คำถามที่มีประเด็นเดียว คำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักที่ต้องการถามช่วยให้เด็กมองเห็นภาพมองเห็นแนวทางการตอบได้ชัดเจน เว้นระยะเวลาให้เด็กก่อนตอบคำถามจะช่วยให้เด็กมีโอกาสคิดคำตอบได้มากขึ้น และหาเหตุผลมาประกอบคำตอบได้มากขึ้น ให้เด็กตอบคำถามด้วยความสมัครใจ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กมีเสรีภาพในการคิดหาคำตอบ ควรให้เด็กตอบคำถามทีละคนไม่ควรตอบพร้อมกันทั้งห้อง และในคำถามหนึ่งข้อ ควรให้เด็กได้ตอบหลายๆคน และควรเสริมแรงเมื่อเด็กตอบคำถามได้เป็นการให้กำลังใจสนับสนุนคำตอบของเด็ก ใช้คำพูดสั้นๆและไม่ซ้ำกัน เช่น ดีมาก เก่งมาก ยอดเยี่ยม หรือใช้ท่าทาง เช่น ยิ้ม พยักหน้า ปรบมือ ชูนิ้วโป้ง เป็นต้น

การถามให้ลูกคิดเป็นมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การใช้คำถามในกิจกรรมการเรียนการสอนจะช่วยให้เด็กได้พัฒนาการคิดต่างๆเป็นการส่งเสริมความคิดและสติ ปัญญาของเด็กในด้านต่างๆและมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยในด้านต่างๆ ดังนี้

  • เพื่อช่วยให้เด็กสามารถเชื่อมโยงความรู้เก่าไปสู่ความรู้ใหม่ เป็นเชื่อมโยงความรู้เก่าที่เรียนมาแล้ว เพื่อให้เป็นพื้น ฐานของความรู้ใหม่ เพื่อจะให้เด็กเรียนเรื่องใหม่ได้เข้าใจยิ่งขึ้น
  • ทำให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน เด็กมีโอกาสแสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมตามคำถามที่ครูป้อนให้
  • ทำให้เด็กได้ค้นคว้าและหาความรู้ใหม่ การถามที่เป็นลักษณะการประยุกต์ความรู้ที่เรียนมาไปสู่การค้นคว้าและหาความรู้ใหม่
  • ช่วยให้เด็กทบทวนหรือสรุปเรื่องราวที่สอนโดยการใช้คำถาม และเป็นการประเมินดูว่าเด็กเข้าใจเรื่องมากน้อยเพียงใด โดยถามให้เด็กพูดสรุปโดยใช้ถ้อยคำของตนเอง
  • ช่วยให้เด็กมีความสนใจในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้น คำถามจะช่วยให้เด็กหันเหความสนใจต่อกิจกรรมการเรียนการสอนได้ดี ถ้าครูรู้จักเลือกคำถามมาใช้ให้มีความเหมาะสม
  • ส่งเสริมทักษะการคิดแบบต่างๆให้กับเด็ก เช่น การคิดแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การคิดวิจารณญาณ การคิดเชิงเหตุผล การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ เป็นต้น

ครูถามให้ลูกคิดเป็นอย่างไร?

การใช้คำถามมีความสำคัญต่อการพัฒนาประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย การเลือกใช้คำถามให้เหมาะสมกับกิจกรรมจะช่วยให้เด็กคิดหาคำตอบได้ ดังนั้น การใช้ภาษาในการถามเด็ก ครูจึงกระตุ้นให้เด็กอยากตอบและทำให้เด็กอยากจะเรียนรู้ต่อไป โดยไม่ใช้เฉพาะคำถามระดับสูงเสมอไป การใช้คำถามระดับต่ำก็ถูกเลือกมาใช้บ้าง เช่น การนำเข้าสู่กิจกรรม การถามเพื่อทบทวนความรู้เดิม ถามให้เด็กสังเกต คำถามนำและเร้าความสนใจ และเมื่อเข้าสู่กิจกรรมการเรียนการสอนแล้ว ครูจึงใช้คำถามระดับสูงเพื่อส่งเสริมการคิดของเด็ก การใช้คำถามของครูจะบูรณาการให้เข้ากับกิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน ดังนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวร่างกายตามจินตนาการ เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายตามจินตนาการประกอบเพลงหรือเสียงดนตรี ก่อนการเคลื่อนไหวครูอาจให้เด็กแบ่งกลุ่มแล้วครูถามว่าเด็กๆแต่ละกลุ่มอยากเคลื่อนไหวเป็นอะไร จะเคลื่อนไหวเลียนแบบท่าทางสัตว์หรือคน นกบินสูงจะแสดงท่าทางอย่างไร นกบินไปเจอภูเขาจะทำอย่างไร บางครั้งคำถามที่ครูใช้ในกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะอาจไม่จำเป็นต้องให้เด็กตอบ แต่การคิดของเด็กจะแสดงออกมาในรูปของพฤติกรรมการเคลื่อนไหวหรือท่าทางที่เด็กใช้ในกิจกรรม โดยคำถามที่ครูใช้จะอยู่ในขั้นของการเคลื่อนไหวร่างกายแบบต่างๆในแต่ละวัน
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นการเรียนรู้สาระความรู้ ความคิดรวบยอดตามหน่วยการเรียนในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งกิจกรรมที่จัดในกิจกรรมเสริมประสบการณ์มีความหลากหลายรูปแบบ เช่น การสนทนาอภิปราย การสาธิต การทดลองวิทยาศาสตร์ การทดลองประกอบอาหาร การเล่านิทาน การร้องเพลง การศึกษานอกสถานที่ เป็นต้น ดังนั้น การใช้คำถามจึงปรากฏอยู่ในทุกกิจกรรม เช่น การเรียนรู้หน่วยน้ำ กิจกรรมการทดลองกรองน้ำ ครูเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการกรองน้ำมาให้เด็กดูและสังเกต ครูใช้คำถามระดับต่ำเพื่อนำเข้าสู่กิจกรรม เช่น ถามว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการกรองน้ำมีอะไรบ้าง อุปกรณ์แต่ละชนิดมีสีอะไรบ้าง ส่วนในขั้นดำเนินกิจกรรมการกรองน้ำ ครูใช้คำถามระดับสูงเพื่อให้เด็กคิด เช่น ถามว่า ก้อนหิน ทรายหยาบ และทรายละเอียดมีความคล้ายกันหรือแตกต่างกันอย่างไร เป็นการถามเพื่อให้เด็กรู้จักคิดเปรียบเทียบ หรือถามให้เด็กอธิบาย เช่น ขั้นตอนในการกรองน้ำมีอะไรบ้าง เด็กๆลองอธิบายให้เพื่อนฟัง หรือการถามให้เด็กยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้ในการกรองน้ำ เด็กๆยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้ในกรองน้ำคนละ 1 ชนิด หรือในการประกอบอาหารกล้วยบวชชี ครูอาจถามว่า ให้เด็กยกตัวอย่างอาหารที่ทำจากกล้วยคนละ 1 ชนิด เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมถามให้เด็กอธิบายขั้นตอนการทำขนมกล้วยบวชชีให้เพื่อนฟัง
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ตัวอย่างการร้อยดอกไม้ โดยมีดอกไม้ชนิดต่างๆมาวางให้เด็กร้อย ครูอาจเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก โดยถามว่า ดอกไม้ที่วางอยู่เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร เด็กลองจัดกลุ่มดอกไม้เป็นกองๆว่าจะได้กี่กอง เด็กๆลองเรียงดอกไม้จากใหญ่ไปหาเล็ก หรือจากเล็กไปหาใหญ่ หรือถามให้เด็กยกตัวอย่างดอกไม้ เด็กๆยกตัวอย่างดอกไม้ที่มีสีเหลืองคนละ 2 ชนิด เป็นต้น กิจกรรมการพับกระดาษเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ ครูอาจถามว่า เด็กๆลองแยกนกออกเป็นกลุ่มซิว่าจะได้นกกี่กลุ่ม กิจกรรมการปั้นเมื่อเด็กปั้นเป็นสวนสัตว์ ครูอาจใช้คำถามให้เด็กอธิบายว่า เด็กอธิบายให้เพื่อนฟังซิว่าขั้น ตอนการปั้นช้างมีขั้นตอนการปั้นอย่างไร กิจกรรมการวาดภาพระบายสี เมื่อเด็กวาดภาพระบายสีเสร็จแล้ว ครูอาจใช้คำถามเพื่อให้เด็กจำแนกภาพวาดว่า เด็กๆวาดภาพอะไรบ้าง เด็กๆคนไหนวาดภาพสัตว์มาวางภาพที่โต๊ะรูปหมี เด็กคนไหนวาดภาพดอกไม้มาวางภาพที่โต๊ะรูปกุหลาบ เด็กๆคนไหนวาดภาพคนให้มาวางภาพที่โต๊ะรูปคุณลุง กิจกรรมการพิมพ์ภาพจากวัสดุธรรมชาติ ครูอาจใช้คำถามให้ยกตัวอย่าง ถามว่าเด็กๆลองยกตัวอย่างวัสดุธรรมชาติที่ใช้พิมพ์ภาพคนละ 1 ชนิด เป็นต้น
  • กิจกรรมเสรี/เล่นตามมุม ครูใช้คำถามขณะที่เด็กเล่นตามมุมต่างๆ เช่น ขณะที่เด็กเล่นในมุมบล็อกครูถามว่า เด็กๆแยกบล็อกเป็นกองๆว่าจะได้กี่กอง โดยเด็กอาจแยกบล็อกตามสี รูปร่าง รูปทรง จำนวน หรือมุมร้านค้า ให้เด็กจำแนกผักผล ไม้ตามเกณฑ์ที่เด็กเลือก เป็นต้น
  • กิจกรรมกลางแจ้ง กิจกรรมเกมการโยนห่วงลงหลัก ซึ่งจะมีห่วงยางสีต่างๆ หลังจากเล่นเสร็จแล้วครูใช้คำถามเพื่อ ให้เด็กจำแนกห่วงตามเกณฑ์ที่เด็กเลือก เช่น เด็กๆลองแยกห่วงเป็นกองๆซิว่าจะได้กี่กอง หรือกิจกรรมการโยนลูกบอลลงตะกร้า อาจถามให้เด็กจำแนกลูกบอลสีเป็นกองๆซึ่งเด็กอาจใช้เกณฑ์สี ขนาด หรือผิวของลูกบอล

พ่อแม่ผู้ปกครองจะถามให้ลูกคิดเป็นได้อย่างไร?

พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดกับลูก และเป็นผู้ที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการเด็กในด้านต่างๆ เด็กในช่วงวัย 3 -5 ปี เป็นวัยอยากรู้อยากเห็น และมักจะช่างซักช่างถาม ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครองตอบหรือถามกลับไปยังเด็ก ก็จะทำให้เด็กสามารถพัฒนาการคิดและสติปัญญาได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครองจึงควรใช้เวลาที่อยู่กับลูกถามคำถามกระตุ้นการคิดหรือใช้คำถามระดับสูง เช่น การถามให้เด็กอธิบาย การถามให้เปรียบเทียบ การถามให้จำแนก การถามให้ยกตัวอย่าง การถามให้วิเคราะห์ การถามให้สังเคราะห์ การถามให้ประเมินค่า พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถใช้สถานการณ์ต่างๆที่อยู่กับลูก ถามคำถามกับเด็ก เช่น สถานการณ์การเล่นของเด็ก ขณะที่เด็กเล่นของเล่นประเภทบล็อกหรือลูกบอลสี พ่อแม่ใช้คำถามให้เด็กแยกบล็อกหรือลูกบอลเป็นกองตามเกณฑ์สี รูปร่าง พื้นผิว ฯลฯ หรือสถานการณ์การประกอบอาหารในครัว อาจให้เด็กช่วยหยิบผัก ล้างผักหรือผลไม้ แล้วให้เด็กแยกผักผลไม้ไว้ในตะกร้า หรืออาจถามให้เด็กแยกตัวอย่างผักหรือผลไม้ที่มีสีต่างๆ อย่างละ 1 ชนิด หรือเมื่อปรุงอาหารเสร็จ อาจถามให้เด็กอธิบายขั้นตอนการปรุงอาหาร เช่น อธิบายการทำแกงเลียงซิว่ามีขั้น ตอนอะไรบ้าง หรือถามให้เด็กวิเคราะห์ว่า เพราะสาเหตุใดผักในกระทะจึงเปลี่ยนสี เพราะเหตุใดแป้งจึงขยายตัวใหญ่ขึ้นเมื่ออยู่ในน้ำมันร้อน หรือสถานการณ์การพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ พ่อแม่ใช้คำถามเปรียบเทียบ เช่น กวาง ช้าง ม้าลายเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร มีสัตว์ชนิดใดที่บินได้เหมือนนกบ้าง ยกตัวอย่างสัตว์ที่มี 4 ขามา 2 ชนิด ช้างและหมี สัตว์ชนิดใดวิ่งเร็วกว่ากัน เพราะอะไร สถานการณ์การเดินทางไปโรงเรียน ขณะรถติดอยู่บนถนน พ่อแม่ใช้คำถามให้เด็กเปรียบเทียบ เช่น ให้เด็กจำแนกรถว่ามีกี่สี เปรียบเทียบว่ารถคันใดสูงที่สุดและเรียงลำดับรถตามขนาดหรือความสูง ให้เด็กยกตัวอย่างของใช้ที่มีสีแดง สีเขียว หรือสีเหลืองเหมือนสัญญาณไฟจราจร หรือสถานการณ์การไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร พ่อแม่ใช้คำ ถามให้เด็กเปรียบเทียบรสชาติอาหารว่ามีรสชาติเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร อาหารประเภทใดมีผักเป็นส่วนประกอบ อาหารประเภทใดเป็นขนมหวานหรืออาหารคาว เป็นต้น และสถานการณ์การพาลูกไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า พ่อแม่ ช้คำ ถามให้เด็กเปรียบเทียบสินค้าประเภทเดียวกัน เช่น การเปรียบเทียบผงซักฟอกยี่ห้อต่างๆ น้ำยาล้างจาน หรือสินค้าอื่นๆ ทั้งในด้านปริมาณ ขนาด ลักษณะบรรจุภัณฑ์ของสินค้านั้นๆ จะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายขณะเดียวกันการส่ง เสริมการคิดด้วยการใช้คำถามจะทำให้เด็กได้รับการฝึกฝนการใช้สมองอันเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาด้านสติปัญญาในลำดับต่อไป

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การบูรณาการคำถามในกิจกรรมต่างๆจะช่วยพัฒนาการคิดให้กับเด็กได้ ควรเลือกใช้คำถามให้เหมาะสมกับกิจกรรม บางครั้งการใช้คำถามระดับต่ำก็มีความจำเป็นเช่นเดียวกันโดยเฉพาะการใช้คำถามระดับต่ำในการนำเข้าสู่กิจกรรม การเร้าความสนใจของเด็ก หรือเพื่อทบทวนความจำในสิ่งที่เด็กเรียนรู้มาแล้ว ก่อนที่จะใช้คำถามระดับสูงเพื่อให้เด็กได้พัฒนาการคิดในระดับสูงยิ่งขึ้น

บรรณานุกรม

  1. ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ. (2541). คิดเก่ง สมองไว.กรุงเทพฯ : โปรดั๊กทีฟ บุ๊ค.
  2. พรรณี ช. เจนจิต. (2551). จิตวิทยาการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 14. กรุงเทพฯ : คอมแพคพริ้นท์.
  3. เยาวพา เดชะคุปต์. (2538). รายงานผลการวิจัยเรื่องความสามารถทางสติปัญญากับความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นเด็กเล็ก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. กรุงเทพฯ : ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
  4. วัฒนาพร ระงับทุกข์ . (2545). เทคนิคและกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค.
  5. สุภัททา ปิณฑะแพทย์. (2555). ศิลปะในการตั้งคำถาม : การแสวงหาเพื่อเจริญปัญญา. จาก http://www.supatta.haysamy.com/question.html [สืบคนเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2557].
  6. สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์. (2542). ยุทธศาสตร์การสอน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
  7. อุทัยวรรณ ดอกพรม. (2548). ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย.ราชบุรี: คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎ หมู่บ้านจอมบึง.
  8. Cohen, N.J. (2001). Language Impairment and Psychopathology in Infants, Children and Adolescents. London: Sage Publications.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน