หน้าหลัก » บทความ » ทัศนศึกษา (Field Trips)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ทัศนศึกษาหรือการศึกษานอกสถานที่ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ที่ครูจัดให้กับเด็กเพื่อเพิ่มพูนความรู้และด้วยประสบการณ์ตรงจากแหล่งการเรียนรู้ซึ่งเป็นสถานที่จริง ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า จากการสังเกต การสำรวจ การทดลอง การปฏิบัติจริง และเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในห้องเรียน โดยบูรณาการทักษะหลายด้านเข้าด้วยกัน พร้อมกับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์

ทัศนศึกษาสำคัญอย่างไร?

การจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาให้กับเด็กปฐมวัย ควรเป็นกิจกรรมที่เด็กได้รับประสบการณ์ตรง จากการได้ปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ผ่านการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ การได้สังเกต สำรวจ ทดลอง ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย และค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งมีความสำคัญ ดังนี้

  • การพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ตอบสนองต่อธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการเรียนรู้ด้วยวิธีการนี้ทำให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเป็นการเรียนที่มีความ หมายและมีคุณค่าต่อเด็ก ซึ่งหากสังเกตพฤติกรรมของเด็กอนุบาลจากการพาเด็กออกไปนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการที่มุ่ง เน้นด้านวิชาการ หรือเพื่อนันทนาการ จะพบว่าเด็กมีความสนใจ กระตือรือร้นและอยากเข้าร่วมกิจกรรม และสามารถจดจำสิ่งที่พบเห็นได้ดี เพราะการพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อธรรมชาติการเรียนรู้ และสร้างความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ให้กับเด็ก ดังที่ Jean-Jacques Rousseau, Jean Piaget และ John Dewey ต่างมีแนว คิดที่สอดคล้องกันว่า เด็กจะเรียนรู้ได้ดีจากการลงมือปฏิบัติ ทดลอง สำรวจ ค้นคว้า และพบความรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์ที่เขาได้ปฏิบัติโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ดังนั้น การจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมให้กับเด็กปฐมวัยจึงต้องคำนึงถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กเป็นสำคัญ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545) หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา ระบุว่า “แนวทางการจัดการศึกษา ยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนทุกคนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องเสริมสร้างให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องยึดหลักความสอดคล้อง ความสนใจ ความถนัดและความแตกต่างระหว่างบุคคล จัดกิจกรรมที่ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และให้รู้จักการประยุกต์ใช้ความรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและใฝ่รู้ ผสมผสานความรู้อย่างสมดุล ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้วยการจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อม สื่อ และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และต่อการเรียนรู้ รอบรู้ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ จากการประสานความร่วมมือของทุกฝ่ายเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามศักยภาพ”
  • ทัศนศึกษาหรือการศึกษานอกสถานที่ เป็นกิจกรรมย่อยอีกหนึ่งกิจกรรมที่จัดอยู่ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่ครูจัดให้กับเด็ก โดยพาเด็กไปรับประสบการณ์ตรงจากการได้สังเกตด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า (Five Senses) มีกิจกรรมที่เด็กได้สำรวจ บันทึกและสะท้อนการเรียนรู้เป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในประเด็นหรือหัวเรื่องการเรียนรู้ที่ครูไม่สามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาให้เด็กเรียนภายในห้องเรียนได้ เช่น การเรียนรู้กระบวนการผลิตรองเท้า การผลิตน้ำ การทำงานของโรงงานผลิตเครื่องดื่มต่างๆ การทำงานของที่ทำการไปรษณีย์ การศึกษาธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติ การศึกษาการดำรงชีวิตของสัตว์ ซึ่งการเรียนรู้แบบอื่นๆ ทั้งการบรรยาย การเล่าเรื่อง การให้เด็กดูภาพ ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ไม่สามารถทำให้เด็กเข้าใจและเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายได้ ดังนั้นการพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่จึงถือเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด
  • การไปทัศนศึกษาเป็นกิจกรรมที่เด็กได้ไปพักผ่อนหย่อนใจพร้อมกับการเรียนรู้ในสถานที่ทางธรรมชาติ เช่น ชายทะเล สวนสาธารณะ และยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักในความสำคัญของความเป็นชาติ เอกลักษณ์ของชาติ การเข้าใจหน้าที่ของตนในการพัฒนาชาติ เช่น การพาเด็กไปศึกษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โบราณสถานต่างๆ เป็นต้น

เด็กจะได้รับประโยชน์อะไรจากการไปทัศนศึกษา?

ทัศนศึกษาหรือการศึกษานอกสถานที่เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อเด็ก ดังนี้

  • ตอบสนองต่อความสนใจ ความต้องการของเด็ก เนื่องจากการไปศึกษานอกสถานที่ทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ได้เปลี่ยนสถานที่การเรียนรู้ จากการเรียนรู้เฉพาะในห้องเรียน
  • การไปศึกษานอกสถานที่ทำให้เด็กรู้สึกตื่นเต้น ช่วยกระตุ้นการรับรู้และการเรียนรู้ของเด็ก โดยธรรมชาติเด็กใน ช่วงปฐมวัยต้องการเรียนรู้จากการได้ใช้ประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งเพียเจท์ (Piaget) ได้กล่าวว่า เด็กในช่วง 2-7 ปี เป็นช่วงวัยที่เด็กต้องการการเรียนรู้จากการได้รับประสบการณ์ใหม่ๆหรือการซึมซับ (Assimilation) จากประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เด็กได้รับจากการสังเกตโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งประสบการณ์ที่เด็กได้รับจะนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างทางสติปัญญาในขั้นการปรับขยายโครงสร้าง (Accommodation) ที่เด็กจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆอย่างมีเหตุผลจากการเรียนรู้สิ่งต่างๆที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้การปรับความรู้เดิมให้เข้ากับประสบการณ์ใหม่ทำให้เกิดความสมดุลของสมองหรือสติปัญญา เช่น เด็กเคยมีประสบการณ์การทำให้น้ำสะอาดด้วยผ้ากรอง การกรองตามวิธีการธรรมชาติด้วยหิน ทราย ถ่าน หรือเครื่องกรองน้ำขนาดเล็ก แต่จากการที่เด็กได้ไปศึกษาโรงงานการผลิตน้ำดื่มก็จะทำให้เด็กมีประสบการณ์ใหม่ๆเกี่ยวกับวิธีการกรองน้ำที่ต้องใช้เครื่องจักรต่างๆที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้เด็กได้ปรับเปลี่ยนความรู้เดิมและความรู้ใหม่จนเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจหรือเป็นโครงสร้างทางสติปัญญาที่เกิดความสมดุลทางสมอง หรือเรียกว่า equilibrium
  • การไปศึกษานอกสถานที่ช่วยให้เด็กได้พัฒนาทั้งคุณลักษณะอื่นๆ เช่น ประสบการณ์ทางสังคม เด็กจะได้รู้จักการเข้าสังคมและพบเพื่อนมากขึ้น ได้เรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกัน ช่วยให้รู้จักการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือหมู่คณะ ได้รับความงอกงามทางสติปัญญาจากการได้ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย มีกิจกรรมได้เลือกทำมากมาย ทำให้เด็กและเยาวชนได้เลือกเรียนรู้ตามความต้องการ ความถนัดและความสนใจ ทำให้เกิดการเรียนรู้และได้รับประสบการณ์ต่างๆที่มีคุณค่า

ครูจัดกิจกรรมทัศนศึกษาให้ลูกอย่างไร?

การพาเด็กออกไปศึกษานอกสถานที่ ครูจะเตรียมการและวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อพาเด็กไปศึกษาในแหล่งเรียนรู้ที่มีความสอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ตามหน่วยการจัดประสบการณ์ เช่น การเรียนรู้หน่วยน้ำ เด็กอาจต้องการรู้วิธีการทำให้น้ำสะอาด จึงวางแผนร่วมกันระหว่างเด็กและครูว่าจะไปศึกษาการผลิตน้ำดื่มจากโรงงานผลิตน้ำในชุมชน ครูจำเป็นต้องวาง แผนล่วงหน้าเกี่ยวกับเรื่องการขออนุญาตผู้ปกครองในการนำเด็กไปศึกษาแหล่งเรียนรู้ภายนอกโรงเรียน เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ขณะไปศึกษานอกสถานที่ วางแผนการจัดกิจกรรมให้กับเด็กในระหว่างการไปศึกษานอกสถานที่ ดังนี้

  • เขียนจดหมาย และส่งแบบฟอร์มตอบรับขออนุญาตผู้ปกครองพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่
  • ประสานงานและสำรวจสถานที่จริงก่อน เพื่อความสะดวกในการเตรียมตัวเด็ก และเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสถานที่นั้นเหมาะสมกับวัยของเด็ก มีกิจกรรมที่เด็กสนใจ
  • ครูจะพูดคุยกับเด็กก่อนการไปทัศนศึกษา เกี่ยวกับสิ่งที่เด็กจะไปเยี่ยมชมหรือครูอาจให้เด็กวางแผนร่วมกันเกี่ยว กับสิ่งที่ต้องการทราบจากการไปเยี่ยมชม
  • เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการบันทึกการเรียนรู้ เช่น สมุดบันทึกการเดินทาง ดินสอ สีเทียน เพื่อให้เด็กได้บันทึก วาดรูป หรือเขียนจากประสบการณ์ที่ได้รับ
  • ครูและเด็กจะร่วมกันกำหนดกฎเกณฑ์ ข้อตกลงก่อนไปศึกษานอกสถานที่ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวเด็ก เช่น ความมีวินัยต่างๆ เป็นต้น
  • ระหว่างการไปศึกษานอกสถานที่ ครูจะใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กคิด และสังเกต โดยครูจะบันทึกพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กตลอดช่วงการไปทัศนศึกษาด้วย

พ่อแม่จะพาลูกไปทัศนศึกษาได้อย่างไร?

การพาเด็กไปทัศนศึกษาหรือศึกษานอกสถานที่นั้น นอกจากครูจะจัดกิจกรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยแล้ว พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถจัดกิจกรรมนี้ให้กับลูกได้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เช่น ไปพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ เที่ยวทะเล เที่ยวน้ำตก เป็นต้น พ่อแม่สามารถสร้างเสริมประสบการณ์และการเรียนรู้ให้เกิดกับเด็กจากการไปในสถานที่ต่างๆ ที่นอกจากจะทำให้เด็กได้ผ่อนคลายและมีความสนุกสนานจากการท่องเที่ยวแล้วเด็กยังได้เรียนรู้อีกทางหนึ่งด้วย โดยมีขั้นตอน ดังนี้

  • เตรียมการ วางแผนการเรียนรู้ร่วมกันกับลูก โดยช่วยกันหาข้อมูลแหล่งเรียนรู้ กำหนดเวลาที่จะไป ให้ลูกมีส่วนเลือกสถานที่ตามความสนใจ และพิจารณาความเหมาะสมของการเดินทาง ระยะทาง ตลอดจนค่าใช้จ่าย
  • สร้างข้อตกลง พ่อแม่ควรตกลงกับลูกก่อนไป เพื่อเป็นการสร้างระเบียบวินัยให้กับลูก ให้ลูกเตรียมวัสดุอุปกรณ์การบันทึก เช่น สมุดบันทึก ดินสอ สีเทียน เพื่อให้เด็กได้วาดหรือเขียนบันทึกสิ่งที่เขาสนใจ กิจกรรมการเรียนรู้จากการไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆนี้ พ่อแม่สามารถเป็นผู้กระตุ้นการเรียนรู้ให้กับลูกด้วยการเสริมแรง เช่น กล่าวคำชมเชยเมื่อเด็กสามารถวาดรูป เขียนบันทึกหรือเขียนชื่อสิ่งที่พบได้ จะทำให้เด็กมีกำลังใจและอยากเรียนรู้สิ่งต่างๆจากการไปทัศนศึกษามากยิ่งขึ้น
  • สรุปผลการเรียนรู้ หลังจากพาลูกไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆแล้ว พ่อแม่ควรให้เด็กได้สะท้อนผลการเรียนรู้เมื่อกลับมาถึงบ้าน เช่น ให้ลูกเล่าประสบการณ์จากการเที่ยวสวนสัตว์ ให้ลูกบอกชื่อสัตว์ต่างๆที่ได้ไปเยี่ยมชม ให้ลูกบอกจำนวนสัตว์แต่ละชนิด สัตว์ชนิดใดมี 2 เท้า สัตว์ชนิดใดมี 4 เท้า กิจกรรมต่างๆเหล่านี้พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้กับลูกเพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านให้กับลูก และเป็นการต่อยอดการเรียนรู้จากการเรียนรู้จากโรงเรียนได้อีกทางหนึ่งด้วย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การเรียนรู้โดยวิธีการพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าต่อเด็ก ทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง และสามารถตอบสนองความต้องการและความสนใจของเด็กได้ แต่การเรียนรู้ด้วยวิธีการนี้อาจมีข้อจำกัดในเรื่องการดูแลความปลอดภัย เช่น อันตรายที่อาจเกิดกับเด็กขณะเดินทาง ขณะเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ อันตรายจากเครื่องจักรการทำงานของโรงงานอุตสาหกรรม ลำพังครูหรือพี่เลี้ยงเด็กอาจจะดูแลความปลอดภัยให้กับเด็กได้ไม่ทั่วถึง การให้ผู้ปกครองเข้าร่วมไปศึกษานอกสถานที่ เป็นวิธีการที่ช่วยป้องกันปัญหาความปลอดภัยให้กับเด็กได้

บรรณานุกรม

  1. กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2545). คู่มือการจัดท่องเที่ยวทัศนศึกษาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเด็กและ เยาวชน. กรุงเทพฯ: ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กและครอบครัว.
  2. กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  3. ชาติชาย ปิลวาสน์. (2544). การศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยโดยใช้กระบวนการ วางแผน ปฏิบัติ ทบทวน.ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ถ่ายเอกสาร.
  4. พรรณทิพย์ สิริวรรณบุศย์. (2553). ทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  5. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2550). การศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎ สวนดุสิต.
  6. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  7. สำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ. (2540). แผนการส่งเสริม การท่องเที่ยวทัศนศึกษาสำหรับเยาวชน. กรุงเทพฯ: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.
  8. Good, C.V. (1945). Dictionary of education. New York: McGraw – Hill.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน