หน้าหลัก » บทความ » นีโอฮิวแมนนิส (Neo-humanist)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

แนวคิดนีโอฮิวแมนนิสมีความเชื่อเกี่ยวกับมนุษย์ที่ว่า มนุษย์เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีพัฒนาการสูงที่สุด พื้นฐานจิตใจของมนุษย์นั้นมีความดีงาม มีคุณค่า ใฝ่รู้ มีความต้องการจากภายในที่จะพัฒนาตนเองไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การพัฒนาคนตามแนวนีโอฮิวแมนนิสจึงมีหน้าที่จะต้องช่วยพัฒนาศักยภาพแฝงเร้นที่มีอยู่ในตัวคนเราให้แสดงออกมาได้อย่างสูงสุดด้วย การทำให้คน เราโดยเฉพาะในเด็กๆให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self Esteem) และการเข้าสู่สภาวะคลื่นสมองต่ำ ในสภาวะนี้เองคน เราจะสามารถใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่

นีโอฮิวแมนนิสคืออะไร?

นีโอฮิวแมนนิส คือ แนวทางในการพัฒนาคนแนวใหม่ด้วยวิธีการด้านบวก เพื่อที่จะพัฒนาคนให้สมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ การพัฒนาคนตามแนวนีโอฮิวแมนนิสจึงเป็นการพัฒนาในทุกๆด้านของคนเราให้กลายเป็นคนที่พึ่งตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีลักษณะดังนี้

  • Physically Fit หรือ มีร่างกายที่แข็งแรง ได้สัดส่วน สวยงาม
  • Mentally Strong หรือ มีจิตใจที่มั่นคง เปิดกว้าง เฉลียวฉลาด
  • Spiritual Elevated หรือ มีจิตสาธารณะ
  • Academic Knowledge หรือ มีความรู้ที่จะนำไปประกอบอาชีพที่ตัวเองถนัดและต้องการได้

นีโอฮิวแมนนิสมีที่มาอย่างไร?

นีโอฮิวแมนนิส (Neo-humanist) เป็นการมองโลกมองชีวิตแนวใหม่ด้านบวก ที่ค้นพบโดย P.R.Sarkar นักปราชญ์ นักจิต วิทยา และนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ชาวตะวันออก ในปี ค.ศ.1982 แนวคิดนี้มีความเชื่อใกล้เคียงกับแนวคิดมนุษย์นิยม (humanist) ที่เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะชนชาติใด ศาสนาใด ฐานะใด ผิวพรรณใด ฯลฯ ก็มีความสำคัญเท่าเทียมกัน และมีความสัมพันธ์กันเหมือนกับพี่น้องร่วมครอบครัวเดียวกัน ส่วนแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสจะมีมุมมองที่กว้างออกไปอีก โดยมองว่าไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง แต่จะต้องรวมไปถึงสัตว์ พืช และสิ่งที่ไม่มีชีวิตอื่นๆก็มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง มนุษย์ในฐานะที่เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีการพัฒนาสูงสุด จึงมีหน้าที่ดูแล พิทักษ์ ปกป้อง เพื่อให้ทุกสรรพสิ่ง (มนุษย์ สัตว์ พืช รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีชีวิตทั้งหลาย) อยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม สมานฉันท์ และมีความสุข

นีโอฮิวแมนนิสมีลักษณะอย่างไร?

การสอนเด็กตามแนวนีโอฮิวแมนนิส คือ แนวทางในการทำให้เด็กเก่ง ฉลาด แข็งแรง มีความคิดด้านบวก มีน้ำใจ และมีความสุข โดยวิธีการด้านบวก ดังต่อไปนี้

  1. การสร้างบรรยากาศให้คลื่นสมองต่ำ เด็กๆจะมีการเรียนรู้สิ่งต่างๆได้สูงสุดเมื่อจิตใจอยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายที่สุด ปราศจากความตึงเครียด ปราศจากความวิตกกังวล สบายใจและมีความสุข ซึ่งเราอาจจะเรียกสภาวะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดนี้ว่า สภาวะคลื่นสมองต่ำ มีการค้นพบว่า มีปัจจัยหลายๆประการที่มีอิทธิพลต่อคลื่นสมองของคนเรา เช่น เสียงเพลง คนรอบข้าง อาหารที่รับประทาน การออกกำลังกาย คำพูด การฝึกโยคะ และการทำสมาธิ ดังนั้น เด็กๆที่ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆในบรรยากาศที่ช่วยให้คลื่นสมองต่ำ เช่น ได้เรียนรู้จากคุณพ่อ คุณแม่ คุณครูที่อารมณ์ดี ยิ้มแย้ม และเป็นมิตร ได้รับประทานอาหารที่เป็นธรรมชาติ ได้ออกกำลังกายอยู่เสมอ ได้รับการยกย่องชมเชย ได้ฟังเพลงที่ทำให้คลื่นสมองต่ำ ได้ฝึกโยคะและทำสมาธิ ฯลฯ จะเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
  2. การพัฒนาเซลล์ประสานประสาท (Synapses) ความฉลาดของสมองขึ้นอยู่กับเซลล์ประสานประสาท ซึ่งเป็นตัวเชื่อมระหว่างเซลล์สมอง ยิ่งเซลล์ประสานประสาทนี้เกิดขึ้นมากเท่าใด สมองย่อมจะทำงานดีขึ้น ทำให้สมองฉับไว มีความจำดี เกินกว่า 80% ของการพัฒนาเซลล์ประสานประสาทจะเกิดในช่วงเด็กเล็กๆ มีการค้นพบว่า เซลล์ประสานประสาทนี้สามารถพัฒนาให้มีมากขึ้นได้ด้วยการทำให้กล้ามเนื้อมือและกล้ามเนื้อเท้าของเด็กแข็งแรง เนื่องจากฝ่ามือและฝ่าเท้าของคนเรามีเส้นประสาทรวมกันอยู่มาก และเส้นประสาทเหล่านี้จะเชื่อมไปยังสมอง ดังนั้นสมองของเด็กจะดีได้ด้วยการ
    • ให้เด็กๆมีการใช้มือและเท้าให้มาก เช่น กิจกรรมโยคะ การเต้นรำ ยิมนาสติกและตีลังกา วิ่ง ว่ายน้ำ ปีนป่าย ฯลฯ
    • จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้หลากหลาย เช่น ความช่างสังเกต กีฬา ดนตรี การทำสมาธิ ฝึกความจำ การทำคลื่นสมองต่ำ ภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฯลฯ เด็กๆที่ได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ก็จะกลายเป็นคนที่มีทักษะรอบตัว ไม่มีจุดอ่อนในเรื่องใดๆ
  3. การให้ความรัก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีวัยรุ่นคนใดที่มีปัญหาหากพวกเขาเติบโตมาท่ามกลางรอยยิ้ม คำชมเชย คำพูดให้กำลังใจ ความเข้าใจ การให้อภัย การกอด การสัมผัส และความเป็นเพื่อนของคนในครอบครัว และจากที่โรงเรียน สัมผัสที่อบอุ่น รอยยิ้มที่อ่อนหวาน เสียงหัวเราะ และแววตาที่ให้กำลังใจ จึงเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่คอยชโลมใจให้คนเรามีพลังในการต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในชีวิต ดังที่แบรดเลย์ นักมนุษยนิยมได้กล่าวไว้ว่า

                    ถ้าเพียงคุณสัมผัสฉันอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน

                    ถ้าเพียงแต่คุณมองตาฉันและยิ้มให้ฉัน

                    ถ้าเพียงแต่ฟังฉันพูดก่อนที่คุณจะชิงพูดเสียเองแล้ว

                    ฉันก็จะเติบโตได้ และงอกงามได้อย่างแท้จริง

นีโอฮิวแมนนิสมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

  • เด็กๆอยากเรียนหนังสือ อยากไปโรงเรียน เรียนหนังสืออย่างมีความสุข เพราะครูใช้วิธีการด้านบวกในการจูงใจเด็กให้เกิดการเรียนรู้
  • เด็กๆจะรู้สึกบวกกับตัวเอง มีความภาคภูมิใจในตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง เนื่องจากเด็กๆจะได้รับความรักอย่างเต็ม ที่จากคุณครู และผู้ปกครอง
  • เด็กๆจะเป็นคนที่สมองดี มีความคิดฉับไว มีความจำที่แม่นยำ เนื่องจากเซลล์ประสานประสาทของเด็กๆได้รับการพัฒนาจากการฝึกกล้ามเนื้อมือและเท้า จากการเล่นโยคะ วิ่ง ว่ายน้ำ เต้นรำ ยิมนาสติกและตีลังกา ปั้นแป้งและดินน้ำมัน ฯลฯ
  • เด็กๆจะเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรง ได้สัดส่วน สวยงาม เนื่องจากเด็กๆจะได้รับการจูงใจให้รับประทานอาหารที่มีพลังชีวิตสูงๆ เช่น ผักสด ผลไม้สด โยเกิร์ต ฯลฯ และมีการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง และทำโยคะอย่างสม่ำเสมอ
  • เด็กๆสามารถที่จะเก่งทางวิชาการ ควบคู่ไปกับดนตรี กีฬา ศิลปะ ฯลฯ เพราะเด็กๆถูกฝึกให้มีคลื่นสมองต่ำจากการทำโยคะสมาธิตั้งแต่อายุน้อยๆ พวกเขาจึงเป็นคนที่มีสมาธิสูง ความจำดี
  • เด็กๆจะเป็นคนที่มีจิตสาธารณะสูง มีน้ำใจและชอบช่วยเหลือผู้อื่น จากการที่เด็กๆได้ทำสมาธิตามแนวนีโอฮิวแมนนิส ด้วยการส่งความรักให้กับตัวเอง เพื่อนๆ คุณครู คนในครอบครัว คนในสังคม สัตว์ พืช..... เด็กๆก็จะมีจิตใจที่เปิดกว้างขึ้น มีความรักความเมตตาสูงขึ้น
  • เด็กๆจะเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง กล้าพูด กล้าคิด กล้าแสดงออก เนื่อง จากถูกเลี้ยงดูมาด้วยการใช้วิธีการด้านบวก เด็กๆจึงมีความรู้สึกด้านบวกกับตัวเองและคนรอบข้างสูง

สถานศึกษาใดที่จัดการสอนตามแนวนีโอฮิวแมนนิส?

  • โรงเรียนอมาตยกุล (ซอยพหลโยธิน 51 เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร) เป็นโรงเรียนที่ใช้การเรียนการสอนตามแนวนีโอฮิวแมนนิส มาเป็นเวลา 23 ปี มีตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่หก ภายในพื้นที่เกือบ 10 ไร่ ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งธรรมชาติ ล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่อันร่มรื่น สงบ สอดคล้องกับปรัชญานีโอฮิวแมนนิส ที่อยากให้เด็กๆ ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ รักธรรมชาติ และมีจิตใจที่สงบ เยือกเย็น ที่โรงเรียนมีกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยวิธีการด้านบวกมากมาย ที่จะทำให้เด็กเป็นคนที่มีคลื่นสมองต่ำ อารมณ์ดี ความจำดี มีความคิดสร้างสรรค์สูง มีสมองดี ฉับไว ด้วยการพัฒนาเซลล์สมองของเด็ก มีภาพพจน์ของตัวเองด้านบวก ด้วยคำพูดด้านบวก และการให้ความรักของคุณครู อยากมาเรียนหนังสือ อยากมาโรงเรียน ด้วยวิธีการจูงใจ ไม่ใช้การบังคับ และการทำเรื่องวิชาการยากๆให้กลายเป็นเรื่องง่าย ฯลฯ

เด็กๆส่วนใหญ่ของโรงเรียนที่เติบโตขึ้นมาตามแนวนีโอฮิวแมนนิส จะเป็นคนที่อารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง มีรูปร่างดี มีบุคลิกภาพดี ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย พอเพียง เล่นดนตรีเก่ง เล่นกีฬาเก่ง ทำงานศิลปะได้อย่างสร้างสรรค์ ควบคู่ไปกับการได้รับความรู้ทางวิชาการอย่างสนุกสนานและมีความสุข

พ่อแม่ ผู้ปกครอง จะนำแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสมาประยุกต์ใช้กับลูกได้อย่างไร?

แนวคิดนีโอฮิวแมนนิสเป็นเรื่องของการปฏิบัติเกินกว่า 95% ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องทฤษฎี ดังนั้น ถ้าทั้งทางบ้านและโรงเรียนใช้แนวทางด้านบวกนี้ในการพัฒนาเด็กร่วมกัน เด็กๆก็จะได้รับประโยชน์สูงสุด พ่อ แม่ ผู้ปกครองสามารถนำแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสมาประยุกต์ใช้กับลูกได้ดังนี้

  • ใช้เสียงเพลงที่จะปรับคลื่นสมองของเด็กๆ เช่น เพลง Awakening เปิดให้เด็กๆฟังในรถ ที่บ้าน เวลาก่อนนอน ตื่นนอน หรือทำการบ้าน เด็กๆและผู้ปกครองที่ได้ฟังเพลงชุดนี้บ่อยๆ (เป็นเพลงที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อให้คนฟังคลื่นสมองต่ำ) จะอารมณ์ดี ผ่อนคลาย มีสมาธิสูง ความจำดี และมีความสุข)
  • ใช้คำพูดด้านบวกกับลูก พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นอะไร ก็ให้ใช้คำพูดนั้นกับลูก เช่น เก่ง ยอดเยี่ยม สมองดี ฉลาด เข้มแข็ง ฯลฯ ไม่ใช้คำพูดด้านลบกับลูก เช่น ซน ดื้อ อ้วน ไม่ฉลาดเลย อืดอาด เกเร ควาย ฯลฯ คำพูดที่เราได้ยินมาแต่เล็กแต่น้อยจะถูกบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกและสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกนี้จะค่อยๆพัฒนากลายมาเป็นพฤติกรรมในที่สุด
  • หัดให้เด็กๆได้รับประทานอาหารที่มีพลังชีวิตสูง (Living food) ซึ่งจะช่วยทำให้คนเราเกิดสภาวะคลื่นสมองต่ำได้ง่าย อาหารเหล่านี้ได้แก่ ผักสด ผลไม้สด เมล็ดธัญพืช โยเกิร์ต น้ำผลไม้สด น้ำเปล่า ฯลฯ การหัดให้เด็กรับประทานผักด้วยวิธี การจูงใจด้านบวก อาจจะเริ่มต้นจากการที่พ่อแม่เริ่มรับประทานเป็นตัวอย่างก่อน แล้วเริ่มให้เด็กรับประทานวันละเล็กละน้อย เพิ่มปริมาณมากขึ้น จนกลายเป็นนิสัยของเด็กที่ชอบรับประทานอาหารที่มีพลังชีวิตสูงไปในที่สุด
  • หากิจกรรมที่ทำให้เด็กๆได้มีการบริหารกล้ามเนื้อมือ กล้ามเนื้อเท้าให้มากที่สุด เช่น เดิน วิ่ง ปีน ป่าย กระโดด ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ ยิมนาสติก ฯลฯ เพื่อให้เซลล์ประสานประสาทของเด็กมีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เด็กสมองดี มีความคิดที่ฉับไว ความจำดี ฯลฯ
  • ให้ความรักแก่เด็กเป็นประจำสม่ำเสมอ การให้ความรักตามแนวนีโอฮิวแมนนิส ประกอบไปด้วยพฤติกรรมด้านบวกต่อ ไปนี้ คือ ยิ้ม ชม (โดยไม่เปรียบเทียบ) สบตา สัมผัส สวัสดี ยิ่งเด็กได้รับความรักมากเท่าใด เขาก็จะเป็นคนที่มีความรู้สึกด้านบวกกับตัวเอง มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
  • มีตารางเวลาที่เหมาะสมและชัดเจนในแต่ละวันให้แก่เด็กๆ เช่น ตื่นเวลาใด เข้านอนเวลาใด ไปโรงเรียนเวลาอะไร เวลาไหนเป็นเวลาที่ต้องทำการบ้าน และทบทวนสิ่งที่ได้เรียนมา
  • เป็นตัวอย่างที่ดีๆให้แก่เด็กๆ เช่น เป็นตัวอย่างของคนที่นอนแต่หัวค่ำตื่นแต่เช้า การตรงต่อเวลา การพูดจาที่ไพเราะมีหางเสียงคะหรือครับ การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีพลังชีวิตสูง การทำสมาธิ การรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่น
  • หารายการทีวีดีๆ เพลงดีๆ หนังสือดีๆ ให้เด็กๆ ได้ดู ได้ฟัง และได้อ่าน เพราะข้อมูลดีๆจากสื่อต่างๆจะถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกที่จะกลายเป็นพฤติกรรมด้านบวก และในไม่ช้าข้อมูลเหล่านี้ก็จะพัฒนากลายเป็นพฤติกรรมด้านบวกของคนเราไปในที่สุด
  • เล่านิทานคุณธรรมให้เด็กๆฟังเป็นประจำสม่ำเสมอ

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจัดการเรียนการสอนตามแนวนีโอฮิวแมนนิส หรือการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการด้านบวก ในระยะแรกๆอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กค่อนข้างช้า แต่เมื่อเด็กเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีความภาคภูมิใจในตัวเองโดยไม่ต้องเปรียบ เทียบกับผู้อื่น การพัฒนาการของเด็กจะเริ่มเร็วขึ้น เร็วขึ้น และเร็วขึ้น โดยเด็กจะมีการพัฒนาทั้งด้าน IQ EQ และ MQ ไปพร้อมๆกัน การใช้วิธีการด้านลบอาจจะช่วยพัฒนา IQ ของเด็กได้ แต่จะเป็นการทำลายทั้ง EQ และ MQ ของเด็ก วิธีการด้านลบในการที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้หรือเปลี่ยนพฤติกรรมต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่คุณครูและผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงให้มากที่ สุด

  • การใช้คำพูดเปรียบเทียบ เช่น “ทำไมไม่เก่งเหมือนเพื่อน เพื่อนยังทำได้ทุกข้อเลย”, “เด็กห้อง ก สู้เด็กห้อง ข ไม่ได้เลย” ฯลฯ เด็กที่ถูกเปรียบเทียบว่า ดีกว่าก็จะเกิดความรู้สึกเด่นในใจ (Superiority complex) เด็กที่ถูกเปรียบเทียบว่าแย่กว่าก็จะเกิดความรู้สึกด้อยในใจ (Inferiority complex) และเด็กที่ถูกเปรียบเทียบนี้จะกลายเป็นเด็กที่คอยจะเปรียบเทียบกับผู้อื่นอยู่เสมอ และกลายเป็นคนขี้อิจฉาริษยาไปในที่สุด
  • การใช้คำพูดด้านลบ คำพูดมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อจิตใจของคนเรา โดยเฉพาะคำพูดที่เราได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่สมัยที่เรายังเป็นเด็กเล็กๆ จิตใจของคนเรา (ดีหรือไม่ดี) ส่วนใหญ่จึงขึ้นอยู่กับคำพูดที่เราได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่ในวัยเด็ก คำพูดที่เราได้ยินเสมอๆจะกลายเป็นทัศนคติ (attitude) และความเชื่อ (believe) ที่หยั่งลึกลงในจิตใต้สำนึก บุคลิกภาพและการกระทำต่างๆของคนเราจึงเป็นไปในแบบที่เราเชื่ออยู่ว่าเราเป็นคนอย่างไร เราจึงควรหลีกเลี่ยงคำพูดด้านลบต่างๆเหล่านี้ เช่น โง่ ไม่ได้เรื่อง อ้วน งก ขี้แย ดื้อ ซน ไอคิวต่ำ เซ่อ อืดอาด ขี้ขลาด ทึ่ม อ่อนแอ ขี้โรค ซน เลว ไม่ฉลาดเลย ควาย ฯลฯ และใช้คำพูดด้านบวกที่เราอยากให้เด็กเป็นแทน เช่น ฉลาด เก่ง เยี่ยม น่ารัก ดี ไอคิวสูง พูดเพราะ ยิ้มเก่ง สวย แข็งแรง ซื่อสัตย์ ฯลฯ เด็กๆที่เติบโตมาท่ามกลางคำพูดด้านบวกต่างๆ จะกลายเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความรู้สึกที่ดีให้กับตนเองและคนรอบข้าง
  • การหลอกให้กลัว เป็นวิธีการด้านลบอีกวิธีหนึ่งที่ครูควรหลีกเลี่ยง เช่น อย่าออกไปเล่นคนเดียวในที่มืดนะ เดี๋ยวผีหลอก, อย่าร้องนะ เดี๋ยวตำรวจจับ, อย่าไปเข้าห้องน้ำคนเดียวนะ เดี๋ยวตุ๊กแกจะมากินตับ, อย่าไปโดนแดดนะ เดี๋ยวไม่สบาย ฯลฯ แม้ว่าการหลอกให้กลัวจะได้ผลอย่างดีในการควบคุมพฤติกรรมของเด็กๆ แต่ผลเสียหายร้ายแรงที่ตามมาก็คือ ความกลัวในสิ่งที่ถูกหลอกนั้นจะถูกฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก จนอาจกลายเป็นจุดอ่อนของชีวิตที่อาจจะทำให้กลัวมากๆ (Phobia) ในสิ่งที่ถูกหลอกจริงๆไปจนตลอดชีวิต เช่น บางคนโตแล้วยังกลัวผีอยู่ (กลัวความมืด) บางคนกลัวความสูง บางคนกลัวเข็มฉีดยา บางคนกลัวแดด บางคนกลัวฝน ฯลฯ

บรรณานุกรม

  1. เกียรติวรรณ อมาตยกุล (2553) สอนให้เป็นอัจฉริยะตามแนวนีโอฮิวแมนนิส. กรุงเทพ : บริษัท ที.พี พริ้นท์ จำกัด
  2. Avadhutika Anandamitra Acarya.(1986) Neohumanist Education. Quezon City : Ananda Marga Publications,
  3. Avadhutika Anandanivedita Acarya.(1999) Teach Me to fly. West Bengal : Gurukula Publications,

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน