หน้าหลัก » บทความ » ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ (Creative Interaction)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ (Creative Interaction) หมายถึง ปฏิสัมพันธ์เชิงบวกที่นำมาใช้ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กโดยองค์รวม เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ประ กอบด้วย การสบสายตา วาจาสร้างสรรค์ และสัมผัสที่อบอุ่น ซึ่งเด็กปฐมวัยจะเรียนรู้ได้ดี เมื่อเด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ปราศจากความกดดัน หรือภาวะความตึงเครียด บรรยากาศที่เกิดความประทับใจ และรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่าจะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองไปสู่เป้าหมายได้ ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ ได้แก่ การใช้ปฏิสัมพันธ์ในเชิงบวกทั้งการสบสายตา การพูดจาอย่างสร้างสรรค์ และการสัมผัสด้วยความรักและอบอุ่น จะทำให้เด็กมีความมั่นใจ และภาคภูมิใจในตนเอง นำไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆได้อย่างมั่นคงและยืนยาว

ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์มีความสำคัญอย่างไร?

การสร้างปฏิสัมพันธ์เป็นการแสดงออกด้วยคำพูดหรือกิริยาท่าทาง เพื่อสื่อความหมายและสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในแต่ละวัน ในบางครั้งเราอาจจะไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องนี้ การที่คนเราพูดหรือสื่อสารแบบผิดพลาด จะมีผลกระทบต่อความรู้สึกหรือจิตใจของคนที่เราได้มีปฏิสัมพันธ์ด้วย ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กควรตระหนักถึงทักษะ ในการสื่อสารหรือการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก เพราะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับบุคคลอื่น การมีปฏิสัมพันธ์ด้วยภาษาพูด อาจทำให้บุคคลที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วยรู้สึกเป็นไปในทางบวกหรือทางลบก็ได้ ดังนั้น การพูดหรือสื่อสารใดๆกับบุคคลอื่น ควรมีการคิดวางแผนในการพูดอย่างระมัด ระวัง พ่อแม่และครูควรวางแผนว่า จะใช้การสื่อสารกับเด็กด้วยการใช้คำพูดอย่างไร และเมื่อพูดแล้วควรทำในสิ่งที่พูดหรือสัญญาไว้กับเด็กเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น การยิ้มและการแสดงความรู้สึกหรือการใช้อารมณ์ขัน การใช้น้ำเสียง คำพูดที่เลือก ใช้ การสร้างจุดสนใจในการพูดแต่ละครั้ง เป็นสิ่งที่ทุกคนควรเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ การพูดหรือสื่อสารในแต่ละวันอาจมีความแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ เช่น การพูดเพื่อให้เด็กสนทนาโต้ตอบ การพูดเพื่อให้เด็กระดมพลังสมอง การพูดที่เป็นการแนะนำ การพูดเพื่อสร้างข้อตกลงให้กับเด็ก การพูดในสนามเด็กเล่น หรือการพูดในการพาเด็กออก ไปศึกษานอกสถานที่ ลักษณะของการพูดหรือการมีปฏิสัมพันธ์ในแต่ละสถานการณ์จะมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้การพูดเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี ทำให้ครูสามารถจัดการกับชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ปฏิสัมพันธ์แบบสร้างสรรค์หรือเสริมพลัง มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างสุขภาพจิตและการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย และอาจกล่าวได้ว่าการมีปฏิสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของห้องเรียนในระดับปฐมวัย บางครั้งการสร้างปฏิสัมพันธ์แบบไม่ได้คิดหรือวางแผนล่วงหน้า จะให้ผลน้อยกว่าการที่พ่อแม่และครูได้ตระหนัก และให้ความสำคัญต่อการใช้คำพูดในการสร้างปฏิสัมพันธ์ และผลที่ได้รับก็จะมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

การสร้างปฏิสัมพันธ์แบบสร้างสรรค์กับเด็ก เป็นการสื่อสารที่ดีระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก ซึ่งสามารถเรียนรู้และศึก ษาทั้งในเรื่องความสนใจและความต้องการของเด็ก อีกทั้งยังช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนอีกด้วย การใช้ปฏิ สัมพันธ์สร้างสรรค์เป็นการสร้างสัมพันธภาพในเชิงบวกระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ทำให้เด็กกล้าที่จะแสดงออกและเรียนรู้ด้วยความมั่นใจ เด็กที่มีสัมพันธภาพที่ดีกับครู มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในการเรียนภาษา คณิตศาสตร์ และได้เปรียบในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร สัมพันธภาพที่ดีระหว่างเด็กและครู จะทำให้กระบวนการเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่น สร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ช่วยให้การจัดการในชั้นเรียนเป็นไปด้วยดี และจะทำให้เด็กเกิดความประทับใจ และยอมรับโรงเรียนหลังจากจบการศึกษาไปแล้ว ซึ่งเยาวพา เดชะคุปต์ ได้เสนอแนวทางในการสร้างปฏิ สัมพันธ์สร้างสรรค์ที่ประกอบด้วยพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก 3 ประการ ได้แก่

  • สบสายตา การสบสายตาเป็นภาษาท่าทางที่สื่อความหมายได้ดีอีกวิธีการหนึ่ง สายตาที่พ่อแม่และครูมองและสบสายตากับเด็ก จะทำให้เด็กรับรู้ได้ถึงความรัก ความเมตตา และความอบอุ่น บางครั้งการสบสายตากับเด็ก ทำให้เห็นและเรียนรู้เด็กได้หลายเรื่อง เช่น อาจรู้ว่าเด็กมีสุขภาพดีหรือเจ็บป่วยหรือไม่ เด็กรู้สึกอย่างไร จะทำให้สามารถตอบสนองเด็กได้ตรงกับสภาพที่เด็กกำลังประสบอยู่ ดังนั้น การสบสายตาจึงเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ ที่ส่งผลให้เด็กเกิดความมั่น ใจและกล้าที่จะแสดงพฤติกรรมต่างๆ รวมถึงส่งผลดีต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กโดยรวม
  • วาจาสร้างสรรค์ การเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมและสร้างสรรค์ หรือการพูดในเชิงบวกของพ่อแม่และครู ย่อมส่งผลต่อพัฒนาการโดยรวมของเด็กด้วย การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีบุคลิกภาพที่ดีโดยเฉพาะบุคลิกภาพภายใน ได้แก่ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสุภาพเรียบร้อย ความมีวินัยในตนเอง การจัดการและควบคุมอารมณ์ได้สอด คล้องกับสถานการณ์
  • สัมผัสที่อบอุ่น นอกจากการพูดหรือการใช้สายตาเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับเด็กแล้ว การสัมผัสเด็กถือเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีให้กับเด็กอีกวิธีการหนึ่ง การสัมผัสด้วยการโอบกอด การสัมผัสเด็กอย่างเหมาะสม จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดีด้วย เด็กจะรู้สึกถึงความอบอุ่นและการสื่อสารความรัก ความปรารถนาดีที่พ่อแม่มีให้ได้อย่างมั่นคง การกอดลูกด้วยความนุ่มนวล จึงถือเป็นวิธีเสริมสร้างความมั่นใจและความรู้สึกปลอดภัยให้กับตัวลูกด้วย

ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์มีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ทั้งพฤติกรรมการสบสายตา วาจาสร้างสรรค์ และสัมผัสอบอุ่น มีคุณค่าต่อการส่งเสริมเด็กปฐมวัยในด้านต่างๆ ดังนี้

  • ตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานของเด็ก เด็กปฐมวัยต้องการได้รับความรักความอบอุ่น การดูแลเอาใจใส่จากผู้ ใหญ่ทั้งครู พ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก และเด็กยังต้องการอาหาร รวมถึงความรู้สึกปลอดภัยในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน การใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์จะเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานของเด็กได้
  • ช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง เมื่อครูหรือผู้ใหญ่ใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ต่อเด็ก ทั้งการใช้ท่าทางหรือการพูดและสัมผัสเด็ก จะเป็นสิ่งที่ไปกระตุ้นให้เด็กรู้สึกมั่นใจ และไว้วางใจต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยเฉพาะเด็กในวัยทารกที่แม้จะพูดสื่อสารไม่ได้ แต่เด็กจะรับรู้ถึงปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ของแม่หรือผู้ใหญ่ตอบสนองหรือแสดงออกต่อเขาได้
  • ช่วยให้เด็กกล้าทำสิ่งต่างๆอย่างสร้างสรรค์ การสร้างความมั่นใจให้กับเด็กจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ หรือแสดงออกด้วยการกระทำสิ่งต่างๆตามความคิดและจินตนาการของตนเอง โดยเฉพาะเด็กในวัย 3–5 ปี ที่มีพัฒนาการในขั้นรู้สึกเป็นอิสระและริเริ่มทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง การที่เด็กได้รับอิสระและการได้รับกำลังใจจากผู้ใหญ่จะเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กได้รับการพัฒนาด้านความคิดสร้างสรรค์
  • ช่วยส่งเสริมให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียน จากการศึกษาวิจัยพบว่า การใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ทำให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตนเอง และเมื่อเด็กมีความมั่นใจในตนเองแล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในการเรียนด้วย
  • ช่วยส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาคุณธรรม ด้านการมีวาจาสุภาพ ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์การใช้วาจาสร้างสรรค์เป็นการแสดงออกด้านการเลือกใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารในเชิงบวก ทำให้เด็กได้เรียนรู้การใช้คำและประโยคที่เหมาะสมในการนำมาสื่อสารระหว่างกัน และเรียนรู้มารยาทในการพูดซึ่งเป็นทักษะทางภาษา
  • ช่วยให้ครูสามารถจัดการกับชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องการควบคุมชั้นเรียน และการดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
  • ช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในชั้นเรียน เช่น พฤติกรรมการทะเลาะวิวาท พฤติกรรมการก้าวร้าวของเด็ก จากการที่ครูสร้างปฏิสัมพันธ์แบบสร้างสรรค์ ทำให้เด็กเรียนรู้พฤติกรรมการพูดในเชิงบวก ดังนั้น จึงเป็นวิธีการลดภาวะความขัดแย้งระหว่างเด็กด้วยกัน
  • ช่วยส่งเสริมทักษะทางสังคมให้กับเด็ก การที่เด็กใช้วิธีการที่สร้างสรรค์ด้วยการพูดหรือสนทนาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นวิธีการที่ทำให้เด็กสามารถปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนได้ เด็กสามารถเล่นและทำงานร่วมกับกลุ่มได้เป็นอย่างดี

ครูใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์กับเด็กปฐมวัยที่โรงเรียนอย่างไร?

องค์ประกอบของปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ได้แก่ การสบสายตา วาจาสร้างสรรค์ และสัมผัสอบอุ่น การที่ครูนำปฏิ สัมพันธ์สร้างสรรค์มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการดำเนินชีวิตประจำวันที่โรงเรียน ถือเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ให้ห้องเรียนมีคุณภาพ การใช้วิธีการสบสายตา อาจเป็นวิธีการที่ใช้เมื่อเด็กพบกับครูในครั้งแรก เช่น การสบสายตากับเด็กที่เข้าเรียนใหม่ การสบสายตาเพื่อทักทายเด็กในตอนเช้าที่เด็กเข้ามาในบริเวณโรงเรียน หรือการสบสายตาเพื่อให้กำลังใจเด็กเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น ได้แก่ การที่เด็กออกมานำเสนองานหรือพูดคุยหน้าชั้นเรียน การให้เด็กออกมาเล่านิทานหรือประสบการณ์ให้เพื่อนฟัง การให้เด็กออกมาเป็นตัวแทนในการทดลองหรือสาธิตอย่างใดอย่างหนึ่ง การสบสายเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ เพื่อให้เด็กได้รับกำลังใจอย่างดีจากครู และทำให้เด็กมีความมั่นใจในการทำสิ่งต่างๆได้ด้วยตนเอง ส่วนวาจาสร้างสรรค์เป็นการแสดงปฏิสัมพันธ์ที่ครูใช้กับเด็กในทุกกิจกรรม ทั้งกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี กิจกรรมกลางแจ้ง และเกมการศึกษา ลักษณะของการใช้วาจาสร้างสรรค์เป็นการสื่อสารทางบวก ที่เป็นการเสริมสร้างพลังในการสร้างความสำเร็จให้ กับเด็ก หรืออาจกล่าวได้ว่า การใช้วาจาสร้างสรรค์เป็นการเสริมแรงให้กับเด็ก เพื่อให้พฤติกรรมที่พึงประสงค์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ครูก็จะใช้การพูดในทางสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งที่ตน เองได้ปฏิบัติและอยากแสดงพฤติกรรมนั้นๆต่อไป ตัวอย่างของการใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ของครูกับเด็กปฐมวัยจากการจัดกิจกรรมประจำวันที่โรงเรียน มีดังนี้

  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น
    • สถานการณ์การปั้นดินน้ำมัน เมื่อครูเดินเข้าไปสังเกตพฤติกรรมขณะปั้นดินน้ำมันของเด็กในกลุ่ม ซึ่งมีเด็กกำลังปั้นเป็นตัวสัตว์ แต่ต่างคนต่างก็ปั้นของตนเอง ครูใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์เพื่อจุดมุ่งหมายให้เด็กนำตัวสัตว์ที่ปั้นแล้วมาจัดให้เป็นสวนสัตว์ โดยใช้คำพูดดังนี้ “เด็กๆปั้นเป็นตัวอะไรบ้างคะ ไดโนเสาร์ของน้องนัทสวยจังเลยค่ะ หมีของน้องแพรวน่ารักมากค่ะ แต่ครูว่าสัตว์ที่หนูปั้นกันอยากมีเพื่อนนะคะ อยู่ตัวเดียวมันคงเหงาแย่เลย เด็กๆจะนำสัตว์เหล่านี้ไปรวมกันไว้ที่ไหนดีคะ” จากการใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ด้วยการใช้วาจาที่ส่งเสริมให้เด็กคิดเชิงบวกและให้กำลังใจดัง กล่าว ทำให้เด็กคิดวางแผนโดยการนำสัตว์ต่างๆมารวมไว้ด้วยกัน และจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นสวนสัตว์ได้ในที่สุด
    • สถานการณ์การวาดภาพระบายสี เมื่อครูเดินเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กที่กำลังวาดภาพระบายสี แล้วยิ้มให้กับเด็กในกลุ่ม เอามือไปลูบหัวน้องเบสท์แล้วพูดว่า “วันนี้หนูวาดรูปอะไรให้ครูดูคะ” เมื่อน้องเบสท์ตอบว่า วาดรูปแมว ที่บ้านของหนูเลี้ยงแมว 2 ตัวครับ แต่เมื่อครูสังเกตเห็นว่า แมวที่เด็กวาดยังขาดอวัยวะบางอย่าง ครูอาจกระตุ้นด้วยคำพูดเชิงบวกว่า “แมวของน้องเบสท์ไม่มีตาแล้วจะมองเห็นเหรอคะ ช่วยเติมลูกตาให้น้องแมวหน่อยซิคะ”
  • กิจกรรมเสรี ตัวอย่างเช่น
    • สถานการณ์ในมุมหนังสือ เมื่อครูเดินเข้าไปในมุมหนังสือ และสังเกตว่าเด็กแต่ละคนต่างคนต่างอ่านหรือเปิดหนังสือนิทานดู ครูอาจกระตุ้นโดยใช้คำพูดให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ในกิจกรรมการอ่านว่า “มีนิทานเรื่องอะไรบ้างคะ วันนี้เด็กๆอยากฟังนิทานเรื่องอะไรคะ” จากนั้นครูหยิบนิทานที่เด็กอยากฟังมาเล่าพร้อมทั้งให้เด็กดูภาพประกอบ เมื่อครูเล่าไปได้สักระยะหนึ่ง ครูอาจให้เด็กออกมาเล่าต่อจากครูโดยพูดว่า วันนี้เพื่อนๆคนไหนอยากให้น้องแพรวเล่านิทานให้ฟังบ้างคะ น้องแพรวคะเพื่อนๆอยากให้หนูเล่านิทานต่อจากครู มาเล่าให้เพื่อนๆฟังหน่อยค่ะ” เมื่อเด็กได้รับความไว้วางใจจากเพื่อน ก็จะเกิดความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และส่งผลต่อการกล้าแสดงออกพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้
    • สถานการณ์ในมุมบ้าน ครูเดินเข้าไปในมุมบ้านซึ่งเด็กกำลังสนใจการเล่นตุ๊กตา แต่จำนวนตุ๊กตามีไม่ครบตามจำนวนเด็ก และครูเห็นว่าเด็กบางคนครอบครองตุ๊กตานาน และควรเปลี่ยนให้เพื่อนเล่นบ้าง แทนที่ครูจะออกคำสั่งว่าให้หยุดเล่นและส่งตุ๊กตาให้คนอื่นบ้าง แต่ครูควรพูดว่า “น้องมีนคะ หนูเล่นกับน้องตุ๊กตานานแล้วคะ น้องตุ๊กตาคงเบื่อแล้วนะคะ ครูว่าน้องตุ๊กตาอยากไปเล่นกับคนอื่นแล้วคะ” การพูดเช่นนี้ของครูไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่าถูกพรากจากสิ่งของที่เขาเล่นอยู่ แต่เป็นการใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ และให้เด็กเข้าใจว่าตุ๊กตาเปรียบเสมือนสิ่งที่มีชีวิต และมีความรู้สึกเช่นเดียวกับเด็ก
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น
    • สถานการณ์การสนทนาเกี่ยวกับประโยชน์ของต้นไม้ ในขณะที่ครูให้เด็กนั่งเป็นครึ่งวงกลม แล้วร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับประโยชน์ของต้นไม้ในหน่วยต้นไม้ แต่มีเด็กหลายคนคุยส่งเสียงดัง ทำให้การดำเนินกิจกรรมต้องหยุดชะ งักลง ครูอาจหยุดสนทนาแล้วนิ่งพักระยะหนึ่ง กวาดสายตาไปมองเด็กทุกคน เพื่อให้รู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง จากนั้นครูอาจถามเด็กว่า “เด็กๆคะในห้องเรียนของเรามีนักเรียนกี่คนคะ” เมื่อเด็กตอบว่ามี 20 คน ครูก็ถามต่อไปว่าแล้วครูละคะมีกี่คน เด็กตอบว่ามีคนเดียว จากนั้นครูจึงพูดว่า เสียงเด็กๆหลายคนพูดกันกับเสียงครูพูดคนเดียว เสียงไหนจะดังกว่ากัน ถ้าเช่นนั้นเด็กควรจะพูดแข่งกับครูหรือเปล่าคะ การพูดเช่นนี้จะทำให้เด็กรับรู้ได้ทันทีว่าควรหยุดส่งเสียงดังหรือพูดแซงครู โดยครูไม่ต้องใช้คำว่ากล่าวหรือออกคำสั่งกับเด็ก จากสถานการณ์ที่ยกตัวอย่างจึงเห็นได้ว่า ครูหลีกเลี่ยงการพูดในเชิงบังคับหรือออกคำสั่งหรือการข่มขู่ให้เด็กกลัว แต่ครูใช้การสื่อสารในเชิงบวกที่มีความสร้างสรรค์มาจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็ก

พ่อแม่ ผู้ปกครองใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์กับลูกที่บ้านได้อย่างไร?

พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นบุคคลสำคัญที่มีหน้าที่อบรมเลี้ยงดูและเสริมสร้างพัฒนาการของลูก โดยร่วมมือกับครูพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการตามวัย ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กเป็นบุคคลแรกที่จะเตรียมเด็กในด้านพัฒนาการต่างๆ เพื่อสร้างความพร้อมก่อนเข้าสู่โรงเรียนอนุบาล ดังนั้น พ่อแม่ควรได้รับการเรียน รู้และพัฒนาตนเองให้มีความรู้เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก และการส่งเสริมพัฒนาการแบบองค์รวมให้กับลูก จากการศึกษาผลงานวิจัยพบว่า พ่อแม่ที่มีความพร้อมทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและมีการศึกษา มีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อความต้องการของลูกได้มากกว่าพ่อแม่ที่มีรายได้ต่ำหรือมีการศึกษาต่ำ แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการให้การศึกษาให้กับผู้ปกครองมีแนว โน้มที่ดีมากขึ้น เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและข่าวสารที่มีความรวดเร็ว และทุกครอบครัวสามารถเข้า ถึงสื่อต่างๆได้อย่างรวดเร็ว จึงอาจกล่าวได้ว่า พ่อแม่ในยุคปัจจุบันเป็นผู้ที่มีความเท่าทันต่อข้อมูลข่าวสารและทันต่อการได้ รับการศึกษา ดังนั้น การใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ทั้งในเรื่องการใช้ภาษาในการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์กับลูก การแสดงพฤติกรรมที่ทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น จึงเป็นบทบาทสำคัญที่พ่อแม่ควรตระหนักและนำมาใช้ เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมที่พึงประ สงค์ให้กับเด็ก ถ้าหากครอบครัวมีความเข้มแข็ง พ่อแม่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกด้วยความรักแล้ว ปัญหาพฤติกรรมหรือปัญ หาสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบันคงจะลดลง และประเทศก็จะมีเยาวชนที่มีคุณภาพ เป็นกำลังในการพัฒนาประเทศต่อไป ตัวอย่างของการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกของพ่อแม่สามารถทำได้จากสถานการณ์ต่างๆที่พ่อแม่มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับลูก ทั้งกิจ กรรมที่ปฏิบัติร่วมกันภายในครอบครัวหรือกิจกรรมนอกบ้าน มีดังต่อไปนี้

  • การช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันทั้งในเรื่องการล้างหน้าแปรงฟัน การอาบน้ำ การแต่งตัวไปโรงเรียน การผูกเชือกรองเท้า ฯลฯ กิจวัตรประจำวันต่างๆเหล่านี้ เด็กควรทำได้ด้วยตนเองเมื่อเขามีวุฒิภาวะ การส่งเสริมให้เด็กสามารถทำไปปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ช้าหรือเร็วเพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับโอกาสที่เด็กจะได้รับการกระตุ้นหรือฝึกฝน รวมถึงการส่งเสริมของพ่อแม่หรือการให้กำลังใจ การเสริมแรงเพื่อกระตุ้นให้กับเด็ก เช่น ถ้าเด็กพยายามติดกระดุมเสื้อ แต่เขาติดผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง พ่อแม่ไม่ควรดุลูก แต่ควรใช้คำพูดเพื่อให้กำลังใจเด็ก อาทิ “ไม่เป็นไรค่ะ พรุ่งนี้หนูคงทำได้ดีกว่านี้” หรือพูดว่า “แม่ภูมิใจในตัวลูกมากเลยค่ะที่ลูกผูกเชือกรองเท้าได้” หรือเมื่อลูกรับประทานอาหารไม่หกและใช้ช้อนส้อมได้ พ่อแม่ควรเสริมแรงด้วยการพูดว่า “วันนี้หนูเก่งจังเลย ทานข้าวได้หมดจาน ไม่หกด้วย แถมแม่ไม่ต้องป้อนแล้ว ดีจังเลยค่ะ”
  • การช่วยเหลืองานบ้าน พ่อแม่ควรฝึกฝนให้ลูกรู้จักช่วยเหลืองานบ้านเล็กๆน้อยๆตามที่เด็กจะทำได้ และเมื่อเขาทำได้อย่างมั่นคงก็ควรใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นให้ลูกอยากทำกิจกรรมต่อไป เช่น เมื่อลูกสามารถกวาดบ้านได้สะ อาด พ่อเข้ามาพูดว่า “โอ้โฮ วันนี้พื้นสะอาดจังเลย ใครนะที่มาช่วยพ่อกวาดบ้าน อย่างนี้ต้องพาไปเที่ยวสวนสัตว์แล้ว” หรือเมื่อลูกให้อาหารกับสัตว์เลี้ยง เช่น แมว สุนัข หรือปลา พ่อแม่อาจพูดว่า “เจ้าเหมียวขนฟูสวยจังเลย อ้วนท้วนด้วย นี่คงเป็นเพราะหนูนะที่ให้อาหารมันทุกวัน” นอกจากนี้กิจกรรมอื่นๆที่ลูกปฏิบัติแล้วเป็นที่น่าพอใจ พ่อแม่ควรใช้การเสริมแรงด้วยการใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่จะแสดงพฤติกรรมอย่างถาวร แต่ถ้าลูกไม่ปฏิบัติหรือละเลย ก็ไม่ควรใช้การบังคับหรือว่ากล่าว แต่ควรพูดให้ลูกคิดได้ด้วยตนเอง เช่น ถ้าเห็นว่าลูกไม่ช่วยเหลืองานบ้าน การกวาดพื้น พ่อแม่อาจพูดว่า “วันนี้เพื่อนๆพ่อมาที่บ้านของเรา แต่พ่อดูแล้วพื้นยังสกปรกอยู่ ทำอย่างไรดีนะพื้นจึงจะสะอาด และพ่อก็ไม่ต้องอายเพื่อนที่มาเที่ยวบ้านของเรา”
  • กิจกรรมนอกบ้าน นอกจากการสร้างปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ขณะอยู่กับลูกที่บ้านแล้ว พ่อแม่ควรใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์กับลูกเมื่อต้องมีกิจกรรมนอกบ้าน เช่น การเรียนรู้นอกสถานที่ การไปเที่ยวสวนสัตว์ การไปเที่ยวน้ำตก เที่ยวทะเล หรือสวนสนุก การใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์เพื่อสร้างกำลังใจให้กับลูก และให้ลูกเรียนรู้ที่จะยอมรับนับถือในความ สามารถของตนเอง และพร้อมที่จะแสดงออกซึ่งความสามารถนั้นอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์เพื่อเป็นการประกาศหรือให้กำลังใจกับลูกต่อหน้าเพื่อนๆหรือบุคคลอื่น ก็จะยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้กับเด็กได้มากยิ่งขึ้น และจะทำให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตนเองอีกด้วย เช่น การพูดเพื่อให้กำลังใจลูกเมื่อลูกได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันทักษะทางวิชาการในงานวิชาการต่างๆ อันจะนำมาซึ่งการประสบความสำเร็จในด้านการเรียน แต่พ่อแม่ควรใช้การปฏิสัมพันธ์สร้าง สรรค์กับลูก เพื่อให้ลูกแสดงพฤติกรรมตามความสามารถของเขาและตามความเป็นจริง ไม่ใช่การกล่าวชื่นชมลูกว่ามีความ สามารถมากเกินความเป็นจริง ไม่เช่นนั้นแล้ว เด็กอาจหลงผิด คิดว่าตนเองมีความสามารถมาก และไม่ยอมที่จะพัฒนาต่อไปเนื่องจากผลที่พ่อแม่ชื่นชมว่าเก่งแล้ว เป็นต้น และสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่พ่อแม่ไม่ควรปฏิบัติต่อลูกคือ การนำลูกไปเปรียบ เทียบกับเด็กคนอื่นๆ ในทางที่แสดงว่าเด็กคนอื่นๆดีกว่าลูกของตนเอง แล้วอยากให้ลูกเอาเป็นแบบอย่าง วิธีการนี้ นอกจากจะไม่สร้างสรรค์แล้ว ยังทำให้เด็กเกิดปมด้อยในใจ และมีการถดถอยในพฤติกรรมด้วย อาจทำให้เกิดการชะงักงันทางพัฒนา การได้

เกร็ดความรู้เพื่อครู

บทบาทของครูนอกจากจะใช้ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กในด้านต่างๆแล้ว ครูควรแสดงพฤติกรรมโดยใช้การสื่อสารแบบสร้างสรรค์อย่างสม่ำเสมอ และครูควรเป็นแบบอย่างในพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้เด็กได้เรียนรู้จากการเลียนแบบอีกด้วย ไม่ว่าครูจะพยายามสอนเด็กด้วยการบอกเล่าสักเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าการเรียนรู้ที่ไม่ได้เกิดจากสภาพการเรียนรู้ตามสภาพจริงแล้ว การเรียนรู้นั้นๆจะไม่มีความหมายต่อผู้เรียนเลย ดังนั้น ตัวแบบจึงมีความสำคัญสำ หรับเด็กปฐมวัย ทั้งครูและพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างด้านพฤติกรรมที่ต้องการให้เด็กแสดงพฤติกรรมนั้นๆ

บรรณานุกรม

  1. เยาวพา เดชะคุปต์. (2542). ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์. วารสารการศึกษาปฐมวัย. 3 (2) : 21 – 26 ตุลาคม 2542.
  2. Amy Laura Dombro and others. (January 2011). “Powerful Interaction,” Young Children. 66 (1) : 12 – 20.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน