หน้าหลัก » บทความ » ปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ (Imitation Behavior)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ

พฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็ก (Imitation Behavior in children) ในเชิงจิตวิทยาหมายถึง การแสดงออกทางพฤติกรรมของเด็กที่ถูกกระตุ้นด้วยระบบการรับรู้ของร่างกาย (Perception system) จากแบบอย่าง (Model) ที่คอยดึงความสนใจและชี้นำให้เด็กปฏิบัติตาม หากจะพูดถึงพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ลูกสัตว์จะเฝ้าสังเกต จดจำ และลอกเลียนแบบการกระทำของสมาชิกรุ่นพี่ ส่วนมนุษย์นั้น การลอกเลียนแบบเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ค่อยๆสั่งสมในแต่ละวัน สมองส่วนที่เรียกว่า “เซลล์กระจกเงา” (Mirror Neuron) ซึ่งเป็นระบบการทำงานของสมองที่ทำงานแบบ เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม (When in Rome, do as Roman do) เมื่อเด็กเห็นพฤติกรรมดังกล่าวซ้ำๆในสภาพแวดล้อมเดิมๆ เด็กจะเริ่มลอกเลียนแบบพฤติกรรมทางสังคมดังกล่าว (Reproduction of social conduct) ตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นผู้อื่นหาวเด็กก็มักจะหาวตาม เป็นต้น ทั้งนี้เซลล์กระจกเงาเป็นเสมือนไมโครชิพที่ฝังลึกในสมองของมนุษย์ที่มีอยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่ก่อให้เกิดสัญชาตญาณและความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์

กรณีศึกษาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็กทารกเผยให้เห็นว่า เด็กอายุก่อนหนึ่งขวบเต็มจะเลียนแบบท่าทางการเคลื่อนไหวทางอารมณ์ของบุคคลรอบข้าง โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นพ่อแม่ของเด็ก ตัวอย่างเช่น การยกแขน การยิ้ม ความพยายามที่จะเปล่งคำพูด เป็นต้น เด็กอาจเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้คำพูดตามผู้ใหญ่เวลายกหูโทรศัพท์ บิดขี้เกียจ หรือแม้แต่ล้อ เลียนน้ำเสียงต่างๆของตัวการ์ตูน สิ่งต่างๆเหล่านี้อาจเป็นพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในชีวิตประจำวันที่คอยสะท้อนภาพความทรงจำในวัยเยาว์ของเด็ก ทุกพฤติกรรมที่เด็กพบเห็นในชีวิตประจำวัน จะหล่อหลอมคุณภาพชีวิตของเด็กในวันข้างหน้าทั้งสิ้น เช่น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สิ่งแวดล้อมต่างๆทั้งดีและเลว ล้วนมีผลต่อการแสดงออกทางสังคมและความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กเช่นกัน ในช่วงหนึ่งขวบที่เป็นวัยเตาะแตะ เป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญทางการเจริญเติบโตของเด็ก (Crucial year of growth) เด็กจะเริ่มปูพื้นทักษะด้วยประสาทสัมผัสต่างๆ ผ่านการเรียนรู้ จดจำและเริ่มลอกเลียน แบบ ดร.ลิซา นาลเว็น กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กแห่งสถาบันการพัฒนาเด็กในรัฐนิวเจอร์ซี กล่าวว่า “การลอกเลียนแบบนั้นสำคัญต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของศักยภาพของสมองของเด็ก อาทิเช่น ทักษะทางด้านการใช้ภาษาไปจนถึงทักษะทางสังคม” แต่ไม่ใช่ว่าเด็กวัยเตาะแตะ (Toddler) จะเลียนแบบทุกจังหวะการเคลื่อนไหวของพ่อแม่ ดร.แดเนียล บี แคสเลอร์ ผู้บริหารด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กแผนกกุมารเวชศาสตร์ ประจำสถาบันสุขภาพเด็กแห่งโรงพยาบาลเซนต์โยเซฟในฟีนิกซ์ กล่าวว่า “เด็กบางคนจำเป็นต้องใช้เวลาในการเฝ้าสังเกตการณ์และประมวลผลข้อมูลก่อนที่พวกเขาจะเริ่มพยายามกระทำสิ่งใดออกมา” พฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็กมักมีกระบวนการและรูปแบบเป็นไปตามอัตลักษณ์ทางเพศ กล่าวคือ ลูกชายมักเลียนแบบพ่อ ลูกสาวมักเลียนแบบแม่ แต่กระนั้นเด็กวัยเตาะแตะที่อายุหนึ่งขวบมักเลียนแบบทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเห็น โดยไม่คำนึงถึงอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender identity) และสามารถเข้าใจถึงความหมายของท่าทางและพฤติกรรมที่เขากำลังทำตามอยู่ การเลียนแบบอัตลักษณ์ทางเพศดังกล่าวจะเริ่มปรากฏกับเด็กในวัยสามขวบเป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็กอาจยังไม่สร้างปัญหาความหนักใจให้กับผู้ปกครองมือใหม่บางท่านในวันที่เขายังเป็นเด็กแบเบาะ แต่ปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบมักค่อยๆก่อตัวขึ้นตามกาลเวลาโดยเริ่มสร้างปัญหาแก่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ในวัยเรียน วัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ผู้ปกครองควรใส่ใจลูกน้อย เริ่มจากการทำตนเป็นแบบอย่างที่ดี (Role model) ในวันที่เขาพร้อมที่จะเรียนรู้และรับฟัง

ปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบมีลักษณะอย่างไร?

ปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบจะแตกต่างไปตามพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก อายุ และเพศ พฤติกรรมการแสดงออกของเด็กสามารถสะท้อนความใส่ใจและการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมเขา ปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็กมีลักษณะดังนี้

  • ลูกมีการใช้ภาษาแปลกๆ หรือวาจาผรุสวาส สบถ หรือศัพท์แสลง
  • ชอบนำสิ่งของเครื่องใช้ติดที่ตัวมาใช้เป็นอาวุธทำร้ายผู้อื่น
  • ติดอุปกรณ์ทางเทคโนโลยี เช่น ไอแพท ไอโฟน เกมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  • ชอบใช้วลีเด็ดตามละคร ตามการ์ตูน หรือใช้คำศัพท์ที่มีผู้คิดขึ้นใหม่ๆโดยไม่รู้ความหมาย
  • ชูนิ้วกลางเพราะเคยเห็นในภาพยนตร์ต่างชาติ
  • พูดบทสนทนาในเรื่องเดิมๆซ้ำๆที่ชื่นชอบ เช่น การ์ตูนตอนโปรด เกมการแข่งขันหรือการต่อสู้ที่เป็นฉากก้าวร้าวและกรีดร้องเพื่อเรียกร้องความสนใจ
  • ไม่ชอบทำความสะอาดอวัยวะร่างกายและไม่ชอบอาบน้ำเอง
  • มีปัญหาพัฒนาการทางสมองและมีพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น ลูกชายวัยสามขวบไม่โต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่น ขาดปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง ดูการ์ตูนวันละหลายชั่วโมง ใช้คำพูดและภาษาที่แปลกประหลาด อีกทั้งยังพูดช้า ลูกสาววัยห้าขวบหัดแต่งหน้า ทำหน้าทำตาแปลกๆ ติดละคร ส่งเสียงร้องกรี๊ดๆเวลาไม่พอใจ ลูกชายวัยเก้าขวบชอบคบกับเพื่อนรุ่นพี่ ตามไปเล่นนอกบ้านและกลับบ้านผิดเวลา บางครั้งมีปัญหาการใช้กำลังกัน มีร่องรอยการถูกทำร้ายตามร่างกาย เป็นต้น
  • มีพฤติกรรมรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง เช่น ชกตีกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน พกพาอาวุธไปโรงเรียน ผลักเพื่อนตกสระน้ำ เป็นต้น
  • เด็กที่ไม่ได้รับการดูแลและสั่งสอนอย่างจริงจังในวัยเด็ก จะส่งผลโดยตรงมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวในวันข้างหน้าพฤติกรรมการแสดงออกที่ก้าวร้าวในวัยรุ่นนี้อาจเกิดจากการลอกเลียนแบบ (Imitation) เมื่อเขายังอยู่ในวัยเด็กเล็กเมื่อเขาเติบโตขึ้นและมีความคิดเป็นของตัวเอง พฤติกรรมซ้ำๆที่เขาได้มาจากการลอกเลียนแบบจะพัฒนาไปสู่การสร้างอัตลักษณ์อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวในที่สุด อัตลักษณ์ที่คงที่มีทั้งลักษณะที่ดีและไม่ดี ซึ่งเด็กแสดงออกให้เห็นถึงความชื่นชอบหรือความคลั่งไคล้ผ่านพฤติกรรม เช่น ในวัยเด็กชอบก้าวร้าวใช้กำลังโดยการทะเลาะและทำร้ายผู้อื่น เมื่อโตขึ้นหากไม่ได้รับการแก้ไขกลายเป็นนักเลงมีพฤติกรรมเที่ยวทะเลาะวิวาท ใช้อาวุธทำร้ายผู้คนที่ไม่มีทางสู้ ไปจนถึงทำอันตรายจนผู้อื่นถึงแก่ชีวิต

ปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบมีสาเหตุมาจากอะไร?

พฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็กอายุ 1 ขวบมีสาเหตุมาจากการหล่อหลอมทางสภาพแวดล้อมโดย เฝ้าดูและฟังคนรอบตัวเพื่อสร้างการยอมรับและฝังจำ พยายามลอกเลียนแบบและฝึกฝนซ้ำๆ อย่างไรก็ตามพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในวัยเด็กนั้นเป็นเพียงแค่การได้ลองทำจากการเรียนรู้ตามธรรมชาติ นับตั้งแต่ช่วงอายุ 3 ขวบขึ้นไป เด็กจะเริ่มระบุอัตลักษณ์ทางเพศและตัวตนของตนเองมากยิ่งขึ้นผ่านสิ่งที่เขาเลือก เช่น การเลือกสีและแบบของเสื้อผ้า การทำกิจกรรมยามว่าง (วาดรูป เตะฟุตบอล เข้าครัว) ช่วงอายุ 8 - 9 ปี เป็นช่วงเวลาที่เด็กสามารถจดจำภาพความรุนแรงผ่านสื่อออนไลน์หรือหน้าจอโทรทัศน์ได้อย่างง่ายดายและลึกซึ้ง ไปจนถึงการซึมซับพฤติกรรมของบุคคลรอบข้างไว้ได้ทั้งหมด ดังนั้น ช่วงอายุนี้จึงเป็นช่วง เวลาที่ผู้ปกครองต้องดูแลใกล้ชิดมากขึ้นและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก เพื่อส่งเสริมให้ลูกประพฤติดีเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมในวันข้างหน้า หากผู้ปกครองเริ่มเห็นสัญญาณที่บ่งบอกปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบที่ไม่ดีในตัวลูกจะต้องรีบแก้ไขสาเหตุหลักที่ส่งผลต่อปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็กมีดังนี้

ปัจจัยทางกายวิภาค

  • เซลล์กระจกเงา (Mirror Neuron) เป็นเซลล์ที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในสมองของคนเรา เซลล์กระจกเงานี้จะทำงานตลอดเวลาโดยการเรียนรู้จดจำแบบอัตโนมัติโดยที่เราไม่รู้ตัว ผ่านการมองเห็น การสัมผัส การได้ยิน หรือการได้กลิ่น ดังนั้นเด็กที่มีพัฒนาการการเรียนรู้หรือพฤติกรรมแสดงออกมาในรูปแบบต่างๆ ล้วนเป็นผลมาจากเซลล์กระจกเงาในสมองทั้งสิ้น เช่น ลูกวัยหนึ่งขวบหัดคลาน เพราะคุณแม่คลานให้ดูเป็นตัวอย่าง ลูกสาววัยห้าขวบทะเลาะกับน้องแล้วใช้เล็บจิกหัวน้อง เพราะเคยเห็นพฤติกรรมตัวละครนางร้ายในทีวีตบกัน ลูกผู้ชายวัยแปดขวบพูดตลกล้อเลียนคุณครูผู้หญิง เพราะอาจเคยเห็นคุณพ่อพูดตลกล้อเลียนเสียดสีผู้หญิงในวงเหล้ามาก่อน เป็นต้น พัฒนาการและพฤติกรรมการแสดงออกที่ก้าวร้าวเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดจากการลอกเลียนแบบพฤติกรรมผ่านเซลล์กระจกเงาของเด็กทั้งสิ้น
  • ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) กล่าวว่า ปัจจัยในการเรียนรู้ประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environment) บุคคลรอบตัว (Person) และพฤติกรรม (Behavior) เด็กหรือบุคคลธรรมดาทั่วไปจะเรียนรู้สิ่งๆหนึ่งได้ เริ่มจากความสนใจเป็นอันแรก และจดจำผ่านการมองเห็น ได้ยิน ดมกลิ่นหรือลิ้มรส จากนั้นจึงค่อยเริ่มปฏิบัติตาม และสุดท้ายคือขั้นตอนของการปฏิบัติ เพราะเด็กมีแรงจูงใจหรือสนใจที่จะทำพฤติกรรมนั้นๆด้วยตนเอง อาจกล่าวได้ว่าการเรียน รู้ทางสังคมของเด็กจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากเซลล์กระจกเงาที่เป็นส่วนที่จะช่วยเสริมสร้างการเลียนแบบพฤติกรรมของเด็ก ดังนั้นหากพ่อแม่ต้องการที่จะเสริมสร้างพัฒนาการเรียนรู้ของลูก พ่อแม่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ทางสังคมกับเด็ก โดยเริ่มจากการดึงดูดความสนใจให้ลูกร่วมทำกิจกรรมหรรษากับเพื่อนๆ จากนั้นให้ลูกทำกิจกรรมนั้นซ้ำๆ จนกระทั่งเขามีความสนใจที่จะปฏิบัติกิจกรรมนั้นด้วยตนเอง

ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม

  • สื่อสังคมสมัยใหม่อันได้แก่ สื่อออนไลน์ เกมพกพา วิทยุ โทรทัศน์ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวันที่เด็กส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พ่อแม่ส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูก มักจะปล่อยให้ลูกอยู่กับสื่อต่างๆเหล่านี้เพียงลำพัง เด็กก็จะบริโภคสื่อต่างๆผ่านการเรียนรู้หรือประสบการณ์ที่เขามีอยู่โดยขาดคำแนะนำที่เหมาะสม หรือบ่อยครั้งที่ผู้ปก ครองมักปลอบใจหรือให้รางวัลลูกน้อยด้วยการมอบอุปกรณ์สมัยใหม่ เช่น ไอโฟน เกมกดที่สามารถพกพาไปทุกหนทุกแห่ง สิ่งล่อใจเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเพื่อนแก้เหงาให้กับเด็กนับตั้งแต่ที่เขาเริ่มเรียนรู้ที่จะเปิดทีวีเองหรือกดโทรศัพท์มือถือเป็น อีกทั้งยังเป็นสื่อสังคมตัวฉกาจที่ลวงล่อให้เด็กๆเริ่มกระทำสิ่งไม่เหมาะสม ไปจนถึงการเปิดรับคนแปลกหน้าเข้ามาสู่ชีวิตที่อาจเป็นภัยอันตรายได้
  • เพื่อนฝูงและสังคมเป็นเสมือนรั้วที่กางกั้นรอบตัวเด็ก ปัจจัยนี้อาจไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการลอกเลียนแบบของเด็ก แต่หากเด็กเริ่มเรียนรู้และซึมซับสิ่งต่างๆรอบตัวเขาโดยขาดการไตร่ตรอง เพื่อนฝูงและสังคมมักกลายเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาที่ทรงอิทธิพลต่อนิสัยใจคอของเด็กในอนาคตได้เช่นกัน

ปัจจัยทางการเลี้ยงดู

  • การสั่งสอนทางตรง เด็กอาจซึมซับและปฏิบัติตนตามคำสอนของพ่อแม่อย่างเคร่งครัด โดยไม่คับข้องใจเลยหากผู้ ใหญ่มีวิธีการสั่งสอนและเทคนิคการเลี้ยงดู พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดี นำการปฏิบัติตนที่ดี ลูกก็จะปฏิบัติตนเป็นคนดีตามโดยไม่ขัดขืน
  • การสั่งสอนทางอ้อม เด็กอาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เนื่องจากคำสั่งสอนของพ่อแม่ตรงกันข้ามกับการปฏิบัติตัวของพ่อแม่เอง เช่น พ่อนั่งดูรายการฟุตบอลสองชั่วโมงเต็ม แต่กลับบอกให้ลูกอ่านหนังสือให้มากขึ้น แม่สอนให้ลูกเคารพความคิดเห็นคนอื่นแต่ตนเองกลับไม่เคยรับฟังความคิดเห็นลูก คุณตาสูบบุหรี่และบอกกับหลานว่าบุหรี่เป็นสิ่งที่ไม่ดีอย่าทำเหมือนคุณตา เป็นต้น ถึงแม้ว่าผู้ปกครองจะมีความหวังดี ต้องการสั่งสอนเด็กให้ทำตามในสิ่งที่พูด ไม่ใช่ในสิ่งที่พวกเขากระทำ อย่างไรก็ตามการกระทำตนเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีและขัดแย้งกับคำสั่งสอน ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อคำพูด และทำให้เด็กตกอยู่ภายใต้ภาวะเสี่ยงที่จะกระทำพฤติกรรมเลียนแบบซึ่งพร้อมจะหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนประเภทเดียวกันหรือกลายเป็นคนโกหกในที่สุด

การแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบมีความสำคัญอย่างไร?

จะเกิดอะไรขึ้นกับลูกน้อยในวันนี้ที่จะกลายเป็นวัยรุ่นในวันข้างหน้า หากพ่อแม่ละเลยที่จะแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็กเล็ก

  • ในเด็กเล็กช่วงอายุ 1 - 2 ขวบ ปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบจะแสดงออกมาอย่างชัดเจน เช่น เด็กที่ชมภาพ ยนตร์หรือการ์ตูนวันละ 3 ชั่วโมง จะนำคำพูดในการ์ตูนมาใช้ในการสื่อสาร ใช้ภาษาที่ผิดแปลก ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ขาดปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในบ้าน เอาแต่ใจ หรือก้าวร้าวเมื่อถูกขัดใจ ร้องไห้เก่ง เป็นต้น
  • จากทักษะการเรียนรู้ลอกเลียนและปฏิบัติตาม นำไปสู่พฤติกรรมที่สร้างความเป็นตัวตนแก่ลูก พฤติกรรมการลอกเลียนแบบที่ไม่เหมาะสมซึ่งเด็กแสดงออกบ่อยครั้ง จะเสริมสร้างลักษณะนิสัยที่ผิดๆให้กับตัวเด็ก และจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การระบุอัตลักษณ์แห่งตน” หรือ Self-identification กล่าวคือ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวได้ถูกปลูกฝังและหยั่งรากลึกเข้าไปในจิตใจและตัวตนของเด็ก ทำให้เด็กเข้าใจว่านี่คือพฤติกรรมที่บ่งบอกอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของเขาอย่างแท้จริง เช่น เมื่อได้รับการตอกย้ำว่าเด็กคนนั้น “แย่” “เกียจคร้าน” “น่ารังเกียจ” เป็นต้น ช่วงเวลาแห่งการวางราก ฐานแห่งการเป็นตัวตน (Formative time of ego development) เป็นช่วงที่จิตใจเด็กเปราะบาง เด็กจะยินยอมและรับฟังในสิ่งที่สังคมต่อว่าหรือประณามพวกเขาทั้งหมดและอาจเชื่อตามนั้นได้โดยทันที ดังนั้น หากช่วงสำคัญทางการพัฒนาตัวตนของพวกเขานั้นล่วงเลยผ่านไปกับการถูกต่อว่า ดูถูกความสามารถ หรือถูกครหานินทา เมื่อเติบโตขึ้นไปเด็กเหล่านี้จะรับรู้แต่เพียงว่า เขานั้นขาดประสิทธิภาพ สังคมไม่ยอมรับ และความรู้สึกด้อยค่าจะยิ่งตอกย้ำให้เขากระทำพฤติกรรมต่างๆที่เลวร้ายเพื่อตอกย้ำมุมมองของคนและประชดสังคม ซึ่งยากต่อการเปลี่ยนแปลงแก้ไข
  • การลอกเลียนแบบส่งผลทางอ้อมต่อทักษะด้านการใช้ภาษา หมายรวมถึงบทสนทนาในชีวิตประจำวันไปจนถึงทักษะการสื่อสารทุกช่องทาง อีกทั้งยังส่งผลต่อทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ (Critical thinking) เด็กที่ลอกการบ้าน มักมีนิสัยเกียจคร้าน ทำอะไรก็ชอบทำลวกๆ ขาดการวิเคราะห์ไตร่ตรอง มักขาดทักษะการริเริ่มสร้างสรรค์ หรือไม่ได้รับการฝึกฝนให้ทำงานจนสำเร็จด้วยตนเอง
  • เด็กแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว (Aggressive behavior) พฤติกรรมการแสดงออกที่ก้าวร้าวจะบั่นทอนพัฒนาการด้านความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient/ Emotional Intelligence) ทำให้เด็กเข้ากับผู้อื่นในสังคมได้ยาก ขาดเพื่อนฝูง จนกระทั่งกลายเป็นเด็กที่มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม (Sociopath) และอาจเข้าหากลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมเหมือนๆกัน เพื่อหาที่พึ่งทางใจและเพื่อต้องการความเห็นใจจากคนรอบข้าง พฤติกรรมที่เหมือนกันที่ดึงดูดเด็กเหล่านี้ให้จับกลุ่มกัน เช่น การแต่งตัว การแสดงออก ท่าทางการพูด หรือทรงผมที่คล้ายคลึงกัน เป็นต้น

พ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็กได้อย่างไร?

การแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็กในช่วงระยะวัย 1 - 5 ขวบของเด็กนั้น อาจมีวัตถุประสงค์เพื่อขจัดปัญหา พัฒนาการการเรียนรู้ในระยะแรก และการเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตของเขา ส่วนในช่วงวัย 6 - 9 ขวบนั้น การแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็กจะละเอียดอ่อนและซับซ้อนมากขึ้น ในระดับปฐมวัยเป็นพื้นฐานสำคัญที่ผู้ปกครองควรคำนึงถึงพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ เพราะเด็กมีการเรียนรู้ที่มากยิ่งกว่าวัยอื่นๆ ควรพิจารณาจากแนวทางต่อไปนี้

  • “พ่อแม่คือกระจกเงาของลูก” หากพ่อแม่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ลูกซึ่งเป็นผ้าขาวผืนน้อยก็จะค่อยซึมซับรับเอาแบบอย่างนั้นจนเป็นผ้าที่มีสีสันสวยงาม หากพ่อแม่เป็นคนเจ้าอารมณ์หรือทะเลาะเบาะแว้งกันภายในครอบครัวอยู่เป็นกิจวัตร กระจกเหล่านั้นก็จะสะท้อนภาพความรุนแรงให้เด็กซึมซับและทำตาม ฉะนั้นผู้ปกครองควรรู้จักขจัดนิสัยไม่ดีของตนเองออกไปเสียก่อน โดยการควบคุมวาจา อารมณ์และการกระทำให้เหมาะสมต่อหน้าลูก
  • ลบความคิดที่ว่า “เขายังเป็นเด็ก” เพราะความคิดนี้จะติดอยู่ในสมองของคุณพ่อคุณแม่เสมอไปจนถึงวันที่เขาเติบโตขึ้นและพร้อมจะเผชิญโลกเพียงลำพัง หากลูกกระทำผิด อย่ามองว่าเป็นสิ่งน่ารักหรือตลกขบขัน ให้ตักเตือนเขา และยกแบบอย่างพฤติกรรมที่ดีและเหมาะสมแก่วัยของเขา อาจนำตัวการ์ตูนโปรดหรือดาราที่เขาชื่นชอบมายกตัวอย่างประกอบพฤติกรรมที่น่าชื่นชม
  • ผู้ปกครองต้องพยายามควบคุมจำกัดเวลาที่ลูกใช้ไปกับการบริโภคสื่อไม่สร้างสรรค์ เช่น รายการการ์ตูนที่มีเนื้อหารุนแรง สื่อออนไลน์ที่นำเสนอการแก้ไขปัญหาโดยการตบตีทะเลาะวิวาท รายการวิทยุที่พูดสบถสาบานควรควบคุมและจำกัดเวลาให้ลูกบริโภคสื่อในช่วงระยะเวลาที่พอเหมาะ ไม่ได้หมายความว่า ต้องห้ามปราม จำกัดสิทธิ์ไม่ให้ดูทีวีที่เนื้อหารุน แรง ซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้เด็กอยากรู้อยากเห็น ขาดภูมิคุ้มกัน รับสภาพปัญหาความเลวร้ายไม่ได้ และมีพฤติกรรมลักลอบบริโภคสื่อ โดยแอบดูรายการที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมเพียงลำพัง เพื่อไม่ให้ถูกต่อว่า ซึ่งนั่นจะทำให้เขาขาดคำแนะนำในการเลือกปฏิบัติ ดังนั้นนอกจากการจำกัดเวลาแล้ว ผู้ปกครองควรห่วงใยและดูแลเขาอย่างใกล้ชิดในขณะที่เขาบริโภคสื่อต่างๆด้วย
  • ผู้ปกครองควรพยายามถามไถ่ถึงกิจกรรมที่ลูกทำในแต่ละวันที่โรงเรียน เพื่อสำรวจพฤติกรรมความสนใจของลูก และเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นประจำวันอีกด้วย
  • นอกจากเรียนรู้ที่จะตำหนิและต่อว่าเมื่อเด็กกระทำพฤติกรรมไม่ดีแล้ว เมื่อใดก็ตามที่เด็กประพฤติตนเหมาะสม ไม่นอกลู่นอกทาง ก็ควรให้คำชื่นชมเขาอย่างเต็มใจ และรู้จักมอบรางวัลให้เด็กในบางโอกาส เมื่อเด็กเรียนรู้ว่าเขาจะได้รับรางวัลเมื่อทำดี เด็กก็จะพยายามกระทำพฤติกรรมนั้นอีก
  • เข้าไปพบปะและพูดคุยกับเพื่อนสนิทของเด็กในชั้นเรียน เพื่อดูพฤติกรรมของพวกเด็กๆอย่างใกล้ชิด
  • นำทฤษฎีเซลล์กระจกเงาและทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมมาประยุกต์ใช้ร่วมกันอย่างฉลาดให้เหมาะสมตามวัยต่างๆ เช่น เด็กวัยหนึ่งขวบเพิ่งเรียนรู้การเลียนแบบท่าทางของบุคคลรอบข้าง ดังนั้นจึงควรสอนท่าทางการแสดงออกที่สำคัญให้แก่เขาตั้งแต่ช่วงวัยนี้ เด็กวัยสามขวบเป็นต้นไปเริ่มตระหนักถึงอัตลักษณ์ทางเพศและตัวตนของเขา อาจสงสัยเรื่องอวัยวะเพศของตัวเอง และมีพฤติกรรมเลือกทำกิจกรรมที่มีลักษณะแบ่งตามเพศและระดับสมรรถภาพ ดังนั้น การหากิจกรรมที่เหมาะสมและให้เด็กเรียนรู้ลักษณะทางเพศในวัยสามขวบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เด็กวัยห้าขวบเป็นต้นไปเริ่มซุกซนและมีพฤติกรรมที่ใช้กำลังมากขึ้น เด็กผู้ชายอาจเล่นเตะต่อยกับเพื่อนด้วยกัน ฉะนั้นผู้ปกครองควรดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เขาลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ก้าวร้าวระหว่างกัน
  • หากเด็กไม่ค่อยให้ความสนใจกับกิจกรรมที่ครอบครัวจัดให้ ลองชักชวนเพื่อนร่วมห้องของเขามาทำกิจกรรมร่วม กันในยามว่าง เพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กและฝึกให้ลูกมีพฤติกรรมการเข้าสังคมอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง เพื่อแบ่งปันและร่วมแก้ไขปัญหาพฤติกรรมของเด็กในวัยเดียวกันได้อีกด้วย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การปลูกฝังพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็กที่โรงเรียนถือเป็นสิ่งที่ครูต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก เพราะเด็กใช้ช่วงเวลาหนึ่งในสามของวันไปกับการเข้าสังคมกับเพื่อนๆในชั้นเรียน การเรียนรู้ทักษะภาษาและทักษะการคิดวิเคราะห์ต่าง ๆ ดังนั้นครูจึงควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดดังนี้

  • ดูแลการร่วมกิจกรรมของเด็กในแต่ละวันอย่างเหมาะสม
  • ไม่ล้อเลียนเด็กคนใดคนหนึ่งระหว่างการร่วมกิจกรรม เพราะจะทำให้เด็กคนอื่นๆลอกเลียนแบบพฤติกรรมล้อเลียน อีกทั้งยังสร้างปมด้อยให้กับเด็กที่ถูกล้อ
  • การเสริมสร้างสุขอนามัยเป็นสิ่งสำคัญ เพราะโรงเรียนเป็นแหล่งรวมกลุ่มทางสังคม ซึ่งมีเด็กมาจากครอบครัวและลักษณะการเลี้ยงดูที่ต่างกัน ดังนั้นการสอนให้เด็กรู้จักล้างมือ ล้างหน้า แปรงฟัน จึงเป็นส่วนหนึ่งในการปลูกฝังให้เด็กเลียน แบบการสร้างสุขอนามัยเมื่อเขาอยู่ที่บ้าน
  • ดูแลสื่อออนไลน์ การ์ตูน หรือสื่อการสอนต่างๆ ที่นำมาใช้ให้เหมาะสมกับวัยเด็ก และให้คำแนะนำอย่างถูกต้อง อีกทั้งยังไม่ควรปล่อยให้เด็กใช้อุปกรณ์หรือเทคโนโลยีเพียงลำพัง เพราะเด็กอาจเข้าถึงสื่อลามกอนาจาร จับกลุ่มพูดคุย ไปจนถึงลอกเลียนแบบด้วยความสนุกสนานอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในหมู่เพื่อนฝูง

บรรณานุกรม

  1. Encyclopædia Britannica: Imitation. http://global.britannica.com/EBchecked/topic/283471/imitation [3.8.2014]
  2. Grossman, Dave and DeGaetano, Gloria. Kids & Violence: First Imitation, Then Identification. e Not Alone. http://www.enotalone.com/personal-growth/4573.html [26.7.2014]
  3. Hermes, Amanda.(2013). Social Learning Theory in Children. http://www.livestrong.com/article/238281-social-learning-theory-in-children/ [5.8.2014]
  4. Information for Parents: Imitation. http://www.parentingcounts.org/professionals/parenting-handouts/information-for-parents-imitation.pdf [24.7.2014]
  5. Kazdin, Alan and Rotella, Carlo. I Spy Daddy Giving Someone the Finger. http://www.slate.com/articles/life/family/2009/01/i_spy_daddy_giving_someone_the_finger.html [12.7.2014]
  6. Mirror, Mirror In The Brain: Mirror Neurons, Self-understanding And Autism Research. (2007) http://www.sciencedaily.com/releases/2007/11/071106123725.htm [9.8.2014]
  7. Morin, Amy. Role Model the Behavior You Want to See From Your Kids. http://discipline.about.com/od/disciplinebasics/a/Role-Model-Behavior-That-You-Want-To-See-From-Your-Kids.htm [13.7.2014]
  8. Stiefel, Chana. What Your Child Learns By Imitating You. Parents. http://www.parents.com/toddlers-preschoolers/development/behavioral/learning-by-imitating-you/

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน