หน้าหลัก » บทความ » ปัญหาระบบประมวลผลทางประสาทสัมผัส (Kids and Sensory Processing Problem)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ปัญหาระบบประมวลผลทางประสาทสัมผัส

ระบบประมวลผลทางประสาทสัมผัส (Sensory Integration Processing) หมายถึง กระบวนการจัดระเบียบการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งเป็นระบบประสาทที่สามารถรับรู้สัมผัสผ่านอวัยวะส่วนต่างๆผ่านขั้นตอนการประมวลผลภายในร่างกาย จากนั้นสมองจึงสั่งให้ตอบสนองสิ่งที่มากระตุ้นหรือสัมผัสอย่างเหมาะสม ระบบรับรู้ความรู้สึกอาจแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่

  1. การรับสัมผัส (Tactile Sense)
  2. การรับความรู้สึกผ่านกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อต่อของร่างกาย (Proprioceptive Sense)
  3. ระบบการทรงตัว (Vestibular System)

ซึ่งในเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิดระบบประสาทสัมผัสทุกส่วนจะพัฒนาไปตามวัย เมื่อเด็กโตขึ้นระบบการทำงานทั้ง 3 ส่วนจะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างสัมพันธ์กันและช่วยอำนวยความสะดวกระหว่างที่เด็กประกอบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การรับรู้ได้ถึงอวัยวะทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า การประกอบกิจกรรมเดิน-วิ่ง การทำงานร่วมกับเพื่อน การพูดคุยกับคนแปลกหน้า เป็นต้น

ผู้ปกครองเคยสังเกตหรือไม่ว่าลูกของเรามีปัญหาพัฒนาการทางร่างกายและอารมณ์ไม่สมวัย เช่น ลูกวัย 1 ขวบไม่เรียนรู้ที่จะตั้งไข่ ลูกวัย 3 ขวบปฏิเสธการฝึกใช้ห้องน้ำ ลูกวัย 5 ขวบสนทนาไม่รู้เรื่อง ลูกวัย 9 ขวบมีปัญหาเรื่องการตีความคำถามและคำสั่ง เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่สำคัญของความผิดปกติทางการรับรู้ผ่านระบบประสาทสัมผัสของลูกน้อย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบอกว่าเด็กกำลังมีความผิดปกติของระบบประมวลผลทางประสาทสัมผัสซึ่งเรียกว่า “Sensory Processing Disorder” หรือ “Sensory Integration Dysfunction”

ในปี 2014 สหรัฐอเมริกาได้รวบรวมสถิติผู้คนที่ประสบกับภาวะผิดปกตินี้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่เป็นจำนวนกว่า 4,000,000 รายทั่วประเทศ ความผิดปกตินี้เกิดขึ้นจากอุปสรรคทางการรับรู้และโต้ตอบสารที่ผ่านมายังระบบประสาทสัมผัสของร่างกาย สัญญาณที่แสดงออกอย่างชัดเจนของเด็กที่ประสบกับภาวะความผิดปกตินี้คือ มีท่าทีโต้ตอบสิ่งเร้าเกินปกติ เช่น ออกแรงจับฝาพลาสติกที่มีขนาดเบาอย่างมาก สะดุ้งตกใจเมื่อถูกสัมผัสโดยไม่รู้ตัวทุกครั้ง เด็กที่ประสบภาวะนี้จะรู้สึกว่าร่างกายทำงานไม่สัมพันธ์กัน ไม่สามารถบอกได้ว่าอวัยวะส่วนแขนขา (Limbs) อยู่ตำแหน่งใดของร่างกายไปจนถึงไม่สามารถเข้าร่วมบทสนทนาหรือประกอบกิจกรรมสันทนาการกับบุคคลรอบข้างได้ อาการความผิดปกตินี้อาจเชื่อมโยงได้กับความผิดปกติทางพัฒนาการอย่าง Autism

ภาวะความผิดปกติทางระบบประสาทสัมผัสนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ดังนั้นผู้ ปกครองควรสร้างเกราะคุ้มกันด้วยการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับลักษณะการแสดงออกของความผิดปกติ พร้อมเทียบเคียงกับพฤติกรรมของเด็กและศึกษาหาความรู้ว่าจะมีวิธีเยียวยาอย่างง่ายด้วยมือของผู้ปกครองเองอย่างไร มีผู้เชี่ยวชาญแขนงใดที่ผู้ ปกครองสามารถเข้าไปติดต่อเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้บ้าง

ปัญหาระบบประมวลผลทางประสาทสัมผัสมีลักษณะอย่างไร?

อาการความผิดปกติที่แสดงออกของเด็กแต่ละช่วงวัยอาจมีความต่างกัน ลักษณะของความผิดปกติของระบบประมวลผลทางประสาทสัมผัสนั้นอาจมีลักษณะทางการแสดงออก 2 รูปแบบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง (Bipolar Expression) ได้แก่ ตอบ สนองเกินผิดปกติ (Hyperactivity/Hyper-reaction) ตอบสนองเฉื่อย (Hypoactivity/Hypo-reaction) อย่างไรก็ตามข้อมูลในบทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำและสมบูรณ์แบบ หากแต่ผู้ปกครองสามารถอ่านเพื่อศึกษาและใช้เป็นแนวทางประ กอบในการสังเกตเด็กได้ โดยมูลนิธิ Sensory Processing Disorder Foundation แห่งสหรัฐอเมริกาได้รวบรวมและแบ่งอาการที่แสดงออกตามช่วงวัย ดังนี้

  • วัยแรกเกิด (Infant)/ วัยหัดเดิน (Toddler)
    • เด็กมีปัญหาการเคี้ยวและกลืน
    • เด็กปฏิเสธที่จะทำกิจกรรมกับคนอื่นยกเว้นกับคนที่ใกล้ชิดที่สุด เช่น พี่เลี้ยง พ่อแม่
    • เด็กมีปํญหาการนอน เช่น ใช้เวลานานกว่าจะนอน นอนหลับได้ไม่นาน
    • เด็กแสดงออกถึงความขุ่นเคืองใจเวลาสวมเสื้อผ้าให้ เช่น ร้องกรี๊ด ร้องไห้ไม่หยุดทั้งที่ใส่เสื้อผ้าให้เสร็จแล้ว
    • เด็กไม่ชอบเล่นของเล่นโดยเฉพาะของเล่นที่เน้นพัฒนาการทางความถนัดของมือหรือสัมผัส (Sense and Dexterity)
    • เด็กมีปัญหาเรื่องการสร้างสมาธิระหว่างทำกิจกรรมหรือมีท่าทีสับสนเมื่อเปลี่ยนกิจกรรม
    • เด็กไม่รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดหรือมีท่าทีตอบสนองช้าเมื่อถูกทำให้บาดเจ็บ
    • เด็กปฏิเสธการสวมกอดหรือผลักพ่อแม่ออกเพื่อไม่ให้สัมผัสโดนร่างกาย
    • เด็กไม่สามารถสงบอารมณ์เมื่อพ่อแม่พยายามดึงความสนใจด้วยการเรียกชื่อ การใช้ของเล่นหรือเมื่อให้ดูดจุกนมปลอม (Pacifier)
    • เด็กมีท่าทีบังคับสมดุลย์ทางร่างกายขณะเดินได้อย่างยากลำบาก เช่น เดินชนสิ่งของรอบทิศทาง
    • เด็กไม่หัดพูดหรือไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ตามพัฒนาการ (Non-vocalizing: Non-babbling)
    • เด็กตกใจได้ง่าย
    • เด็กมีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องจนผิดสังเกต
    • เด็กไม่เริ่มคลาน ไม่เริ่มยืน ไม่เริ่มเดินหรือไม่วิ่ง
  • เด็กวัยอนุบาล (Preschool kids)
    • เด็กไม่สามารถเรียนรู้และเข้าใจเมื่อถูกสอนให้ใช้ห้องน้ำหรือต้องล้างทำความสะอาดเมื่อขับถ่าย
    • เด็กไวต่อสิ่งเร้า (Overly Sensitive Kids) เช่น เมื่อถูกสัมผัส เมื่อได้ยินเสียง เมื่อได้กลิ่น เช่น ลูกร้องไห้เอามือปิดหูทั้งสองข้างทุกครั้งที่ลมพัดกระดิ่งจนเกิดเสียง
    • เด็กไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือถูกกระแทกอย่างรุนแรง
    • เด็กพยายามหลีกเลี่ยงการเรียนรู้ทักษะในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อสอนให้ใช้ดินสอ เมื่อสอนให้รัดเข็มขัด เมื่อสอนให้ติดกระดุมเสื้อผ้า
    • เด็กไม่สามารถควบคุมอวัยวะแขนขาให้สัมพันธ์กับทิศทางที่ควรจะเป็น
    • เด็กขยับตัวไปมาไม่หยุดจนเกินปกติ
    • เด็กใช้พื้นที่ในการทำกิจกรรมต่างๆมาก เช่น วิ่งออกนอกลู่ เดินลงบันไดไม่ชิดขวา นั่งกินที่ นอนกินที่ เป็นต้น
    • เด็กอารมณ์แปรปรวน ฉุนเฉียว ทำให้บุคคลรอบข้างคาดเดาไม่ได้
    • เด็กพูดจาไม่รู้เรื่อง
    • เด็กมีความบกพร่องทางความเข้าใจและการตีความประโยคคำถาม คำสั่ง ประโยคบอกเล่าต่างๆในชีวิต ประจำวัน
  • เด็กวัยประถม (School Age)
    • เด็กใจลอยขณะที่เรียน ชอบบิดตัวไปมาหรือลุกจากที่นั่งตัวเองบ่อยครั้ง
    • เด็กมีท่าทีเพลิดเพลินกับสนามเด็กเล่นจนผิดปกติ
    • เด็กใช้เวลาทำกิจกรรมต่างๆนาน เช่น ทำการบ้านหลายชั่วโมง
    • เด็กไม่สามารถควบคุมตัวเองให้ทำวิชาคัดลายมือได้นานเท่าเด็กคนอื่น
    • เด็กอยากเล่นเกมมวยปล้ำ อยากต่อสู้ตัวต่อตัวกับเพื่อนหรือสมาชิกในบ้านตลอดเวลา
    • เด็กชอบนั่งหลังค่อมบนเก้าอี้ บางทีก็ตกเก้าอี้
    • เด็กเฉื่อยชา ชอบทำกิจกรรมที่ไม่ต้องขยับตัวหรือเคลื่อนไหวร่างกาย (Sedentary Activities)
    • เด็กมีปัญหาการควบคุมระดับเสียงเมื่อสนทนาหรือเมื่ออ่านออกเสียง เช่น อ่านเสียงดังเกินไป อ่านเสียงเบาเกินไป
    • เด็กมีบทสนทนาที่ติดขัดบ่อยครั้ง มีจังหวะการพูดที่ช้าหรือเร็วไป
  • วัยรุ่น (Adolescent)/ วัยผู้ใหญ่ (Adult) ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สมองมีพัฒนาการด้านการเรียนรู้มากขึ้น และประสาทสัม ผัสบางส่วนอาจได้รับการพัฒนาเช่นกัน มักมีท่าทีการแสดงออก เช่น ไวต่อสัมผัสอย่างชัดเจนและโวยวายเมื่อถูกสัมผัส มีท่าทีระคายเคืองเมื่อได้ยินเสียงรอบข้าง มีนิสัยผัดวันประกันพรุ่งหรือกว่าจะเริ่มทำกิจกรรมหนึ่งๆต้องใช้เวลานานมาก ทำงานหลายๆงานและไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงได้ ออกกำลังมากกับวัตถุที่มีขนาดเล็ก ซุ่มซ่าม หกล้ม เดินชนสิ่งของรอบตัวจนมีแผลฟกช้ำเต็มตัว ไม่สามารถจัดระเบียบขั้นตอนในการทำงาน มีปัญหาเรื่องความเข้าใจและการตีความสารที่ส่งมา ไม่สามารถจดจ่อกับการประชุมที่ต้องนั่งฟังเฉยๆเป็นเวลานาน ใช้เวลาอ่านทบทวนสารหลายรอบกว่าจะเริ่มประมวลผลและทำความเข้าใจ ไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดและระบบความคิดได้เมื่อต้องนำเสนอความคิดเห็น เป็นต้น

ปัญหาระบบประมวลผลทางประสาทสัมผัสมีสาเหตุมาจากอะไร?

อันที่จริงนักวิจัยยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่สำคัญได้ และประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนศึกษา สาเหตุที่แท้จริงของเอสพีดี (SPD: Sensory Processing Disorder) ที่เกิดขึ้นในเด็กและผู้ใหญ่ จากการวิจัยในขั้นแรกค้นพบสาเหตุที่สำคัญ ดังนี้

  • มาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม กล่าวคือ ลักษณะอาการความผิดปกตินี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ ญาติพี่น้องหรือบรรพบุรุษ ดังนั้นอาจหมายความว่าลักษณะความผิดปกตินี้ได้ฝังลึกเข้าไปในรหัส DNA ของเด็กและไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ จากหลักฐานที่ยืนยันข้อสันนิษฐานนี้มาจากผลการศึกษาในปี 2006 เป็นผลการศึกษาที่กระทำกับฝาแฝดที่มีอาการความผิดปกติคือ มีสัมผัสไวต่อเสียงและแสง (Hypersensitivity to Light and Sound) พบว่าเด็กทั้งสองมีลักษณะอาการเช่นเดียวกันทั้งคู่ นั่นหมายความว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีความเป็นไปได้สูง
  • เกิดจากภาวะหรือโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นก่อนกำเนิด (Prenatal Complications)
  • ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู (Environmental Factors) ผลการศึกษาพบว่าเด็กบางคนมีอาการแสดงความผิดปกติทางประสาทสัมผัสในช่วงวัยก่อนเข้าเรียน ทั้งที่ในวัยหัดเดินยังสามารถเรียนรู้และมีพัฒนาการตามวัย ความผิดปกติดังกล่าวได้ส่งผลต่อการเรียนและตอกย้ำให้อาการผิดปกติเพิ่มความรุนแรง จนท้ายที่สุดเด็กถูกจำ กัดออกจากสังคมเพื่อน (Social Isolation) ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่กล้าแสดงออก วิตกกังวล ก้าวร้าว เป็นต้น

การแก้ไขปัญหาระบบประมวลผลทางประสาทสัมผัสมีความสำคัญอย่างไร?

แม้ว่านักวิจัยยังไม่สามารถหาข้อสรุปถึงสาเหตุที่แน่ชัดของเอสพีดีได้ กระนั้นผู้ปกครองก็ไม่ควรละเลยความสำคัญของความผิดปกตินี้ เพราะอาจส่งผลระยะยาวในอนาคตตามมา ดังนี้

  • เด็กมีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลวทางพัฒนาการเรียนรู้ทางวิชาการและทักษะสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความฉลาดทางอารมณ์หลายลักษณะ เช่น ไม่สามารถเข้าสังคมกับเพื่อน ซึมเศร้าและวิตกกังวล ขาดทักษะการสร้างอุดมคติและขาดความทะเยอทะยาน กลายเป็นเด็กขาดความรับผิดชอบและขาดความร่วมมือในสภาวะถูกบังคับ กล่าวคือเด็กกลัวที่จะเข้าสังคมหรือแสดงออกในที่สาธารณะ จึงเลือกที่จะไม่ร่วมมือ
  • ส่งผลกระทบต่อผู้ให้การเลี้ยงดูทั้งในด้านความน่าเชื่อถือและชื่อเสียง บ่อยครั้งที่สังคมมักตราหน้าและต่อว่าบุพการีของเด็กที่มีปัญหาความบกพร่องในด้านต่างๆ
  • ส่งผลต่อความสำเร็จทางหน้าที่การงานและชีวิตครอบครัวในอนาคตของเด็ก เช่น หาคู่สมรสยาก ไม่ได้รับการพิจารณาให้เข้าทำงาน เนื่องจากบุคลิกทางการแสดงออกและทักษะทางสังคมด้อยกว่าคนอื่นๆ
  • เกิดสภาวะวิตกกังวลรูปแบบต่างๆตามมา จนทำให้เกิดภาวะเครียดและส่งผลกระทบต่อบุคคลรอบข้าง ทำให้บรรยากาศความอบอุ่นภายในครอบครัวหายไป
  • เนื่องจากความวิตกกังวลทำให้เด็กแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมาในลักษณะที่ต่างกัน เช่น ร้องไห้ครวญคราง ไม่ยอมพูดจาโต้ตอบด้วย ทำร้ายคนอื่นเพื่อป้องกันตัวเอง เป็นต้น
  • สังคมไม่ให้การยอมรับเพราะอาจยังไม่มีความรู้ในเรื่องความผิดปกติทางประสาทสัมผัสและมักเข้าใจว่า เด็กในกลุ่มอาการเหล่านี้เป็นเด็กก้าวร้าวเอาแต่ใจ (Spoiled Kids)
  • เกิดพฤติกรรมข้างเคียง (Behavioral Side-Effect) เนื่องจากเด็กถูกจำกัดออกจากสังคมส่วนรวมและสร้างกรอบปมด้อยให้กับตัวเอง จึงทำให้เด็กเลือกที่จะอยู่กับครอบครัวที่เข้าใจทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมา เช่น
    • เลือกที่จะบริโภคความบันเทิงรอบตัวเพียงลำพังเพื่อเป็นการคลายเครียด จนอาจทำให้เกิดอาการติดสื่อบัน เทิง (การ์ตูน เกมส์คอมพิวเตอร์ ภาพยนตร์ ฯลฯ)
    • ลูกมีอาการฝันผวา (Night terror) หรือฝันร้าย (Nightmare) สลับกัน
    • ลูกปฏิเสธโรงเรียน (School refusal) เป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเมื่อเด็กได้รับผลกระทบจากการจำกัดออกจากสังคมเพื่อน (Social isolation) ไม่ยอมพูดจากับทุกคนที่โรงเรียน หากเด็กถูกบังคับให้ไปโรงเรียนอาจทำให้เกิดอาการ School Phobia ซึ่งคือโรคกลัวโรงเรียน เด็กอาจแสดงออกได้ถึงอาการผิดปกติต่างๆ เช่น เป็นไข้ ไม่มีเรี่ยวแรง ท้องเสีย อาเจียน เป็นต้น

ครูจัดกิจกรรมเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาระบบประมวลผลทางประสาทสัมผัสที่โรงเรียนอย่างไร?

  • ครูอาจสร้างกิจกรรมสันทนาการบนพื้นฐานศาสตร์ของกิจกรรมบำบัด เช่น กิจกรรมในคาบพละศึกษา ให้เด็กได้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อแขนและขา กิจกรรมฝึกความแม่นยำต่างๆ ทั้งการโยนห่วง การโยนลูกบอลให้ลงห่วง กิจกรรมว่ายน้ำจะช่วยให้เด็กผ่อนคลาย จากผลการศึกษาพบว่า เด็กจะมีความผ่อนคลายทางร่างกายและจิตใจเมื่อร่างกายของเขาได้สัมผัสน้ำ ซึ่งทำให้เขาสามารถเคลื่อนไหวสรีระได้อย่างอิสระและปราศ จากอันตรายจากการหกล้มหรือถูกกระแทก
  • ในโรงเรียนส่วนใหญ่ ครูจะจัดของเล่นสร้างทักษะไว้ในมุมของเล่นให้กับเด็กปฐมวัย และในบางโรงเรียนก็นำมุมของเล่นไปไว้ในห้องสมุด ทั้งนี้เพื่อเด็กจะได้ทั้งการอ่านและความเพลิดเพลินหลังจากการอ่าน เกมทางความคิดบนระบบคอมพิวเตอร์นั้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กมีความรู้ และเด็กส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับคอมพิวเตอร์มากกว่าของเล่นชนิดต่างๆ ดังนั้นเกมบนคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนจัดให้จึงเป็นเกมการเล่นเพื่อการคิด การแข่งขัน การวางแผนและการสร้างทักษะขั้นพื้นฐานในสาระการเรียนรู้ต่างๆ เช่น เกมหมากรุก เกมเซียนโกะ เกมบวกเลข เกมบิงโก เกมคาดเดาคำศัพท์ภาษาไทยและอังกฤษ เป็นต้น

พ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยแก้ไขปัญหาระบบประมวลผลทางประสาทสัมผัสได้อย่างไร?

เด็กมากมายที่มีความผิดปกติของระบบประมวลผลทางประสาทสัมผัสนั้นอาจมีพรสวรรค์แฝงอยู่ ดังนั้นเพื่อให้พวกเขาค้น พบและดึงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาอย่างเต็มสมรรถนะ ผู้ปกครองจึงต้องให้การดูแลเขาอย่างละเอียดอ่อน ดังนี้

  • การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและการบำบัดเฉพาะทางเพื่อประเมินความบกพร่องและผลกระทบ
    • นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist) คือ ผู้ดูแลด้านการบำบัดด้วยกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยจะประยุกต์กิจกรรมให้กับผู้ที่ประสบกับความผิดปกติดังกล่าวด้วยการสร้างเสริมกิจกรรมในรูปแบบต่างๆอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นทางด้านกายภาพ ด้านอารมณ์ความรู้สึก สภาพจิตใจ การพัฒนาและปรับระบบความคิดเด็กให้สามารถเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ การปฏิบัติกิจกรรมบำบัดนั้นเป็นทั้งการรัก ษา การประเมินผล ไปจนถึงการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ในสหรัฐอเมริกาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้สามารถทำ งานดูแลเด็กได้โดยการดูแลในฐานะพี่เลี้ยงผู้ใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน สถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้แต่ตอนไปโรงเรียน กิจกรรมบำบัดเบื้องต้น ได้แก่ การปีนป่าย การกระโดด การกดเพื่อออกแรง การวาดเขียน เป้าหมายคือการสร้างบุคลิกภาพ สร้างความเชื่อมั่นในตนเอง ส่งเสริมสมรรถนะทางร่างกายและจิตใจกับเด็ก
    • นักกายภาพบำบัด (Physical Therapist) คือ ผู้เชี่ยวชาญที่จะดูแลเรื่องสมรรถนะทางร่างกายเป็นหลักโดย เฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีความบกพร่องทางอวัยวะ เช่น กล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อแขน เป็นต้น
    • นักโสตบำบัด (Auditory Therapist) คือ ผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาดูแลความบกพร่องทางการได้ยินของเด็ก สำหรับเด็กที่มีประสาทสัมผัสไวทางการได้ยิน โดยจะมีกิจกรรมและการเยียวยาบำบัดเพื่อสร้างความมั่น ใจในการดำรงชีวิตโดยการให้เด็กเรียนรู้ที่จะรับมือกับเสียงที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของพวกเขา
    • นักอรรถบำบัด (Speech and Language Pathologist) คือ ผู้เชี่ยวชาญที่จะดูแลควบคุมด้านการออกเสียงของผู้ป่วย การตีความวิเคราะห์สารที่ส่งมา ทักษะการโต้ตอบบทสนทนาและความสมบูรณ์ทางภาษาและไวยากรณ์ให้กับผู้ป่วย
    • จิตบำบัด (Psychotherapy) คือ ศาสตร์ที่เข้ามามีบทบาททางความผิดปติและความเสียหายทางด้านจิตใจของผู้ป่วยโดยตรง ผู้ป่วยจะได้รับการพัฒนาระบบความคิดและแนวทางในการปฏิบัติตนเพื่อพัฒนาศักย ภาพทางความคิดและการแสดงออกอย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยทำให้เด็กสามารถเข้าสังคมเพื่อนได้อย่างไม่ต้องวิตกกังวลอีกต่อไป
    • โภชนาบำบัด (Nutritional Therapy) คือ ศาสตร์ที่ช่วยดูแลเรื่องโภชนาการให้เหมาะสมกับพัฒนาการและสติปัญญา รวมถึงซ่อมแซมความผิดปกติของอวัยวะในร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งจะสามารถช่วยให้หลีก เลี่ยงอาหารบางประเภทที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกายและช่วยเติมเต็มสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละวัน
    • ศาสตร์การจัดกระดูก (Chiropractic) คือ ศาสตร์ที่ผสมผสานเข้ากับศิลป์ ศาสตร์นี้จะช่วยให้เด็กที่มีอาการเอสพีดีสามารถต่อรองกับการทำงานของระบบประสาทกล้ามเนื้อและข้อต่อที่ทำหน้าที่ควบคุมท่า ทางการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม
    • การบริหารสมอง (Brain Gym) คือ ศาสตร์ของวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวที่ดูแลสมรรถนะทางกายภาพ เนื่องจากระบบทางร่างกายนั้นสอดคล้องกับทักษะการเรียนรู้และการแสดงออกของผู้ป่วย ซึ่งศาสตร์นี้จะทำงานอย่างสอดคล้องกับระบบการทำงานของโสตและทัศนะ ช่วยกระตุ้นระบบประสาทในสมอง ลดความเสียหายของปฏิกิริยาโต้ตอบของเอสพีดีและช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์ประสาทระหว่างสมองทั้ง 2 ซีก ทั้งยังช่วยในการรวบรวมสมาธิ ระบบความจำ ทักษะการพูด อ่านและเขียน
    • การบำบัด Craniosacral คือ เทคนิคที่ช่วยลดความตึงเครียดของระบบประสาทผ่านการนวดด้วยฝ่ามือ (Manual Therapy)
    • อาชาบำบัด (Hippotherapy) คือ การนำม้ามาใช้ในการเยียวยาความเสียหายทางสภาพจิตใจของเด็ก ซึ่งจะช่วยในเรื่องการควบคุมบุคลิกภาพ การทรงตัว การเคลื่อนไหวและกล้ามเนื้อของเด็กให้แข็งแรง ทั้งยังช่วยเรื่องปฏิกิริยา Reflex Action ในเด็กให้แสดงออกมาอย่างถูกจังหวะและไม่ตื่นตัวจนเกิดอันตราย
  • การสร้างเสริมประสบการณ์ภายในบ้านในความดูแลของผู้ปกครอง
    • เฝ้าดูความผิดปกติอย่างใกล้ชิด เด็กที่มีอาการเอสพีดีอาจมีพฤติกรรมชอบเสาะแสวงหา ให้ผู้ปกครองร่วมทำกิจกรรมซ่อนหาไปกับเขา หากเด็กมีพฤติกรรมหลีกหนี ลองให้พื้นที่กับเขาแต่ต้องรู้วิธีในการดึงเขาเข้าร่วมทำกิจกรรมกับทุกคนในบ้าน
    • สร้างกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) ได้ที่บ้าน ด้วยการสอนให้ลูกหัดปีนป่าย ออกแรงกดวัตถุ สอนให้ลูกคัดลายมือ สอนให้ลูกออกเสียง สอนให้เขาวาดภาพเพื่อระบายอารมณ์ความรู้สึก เป็นต้น
    • ศาสตร์บำบัดดีไออาร์ (Developmental Individual Difference Relationship-based) คือ ศาสตร์ที่ประ ยุกต์ใช้ให้เข้ากับคุณพ่อคุณแม่และลูกที่มีอาการเอสพีดีโดยตรง เป็นการละเล่นง่ายๆที่สร้างความสัม พันธ์ให้กับสมาชิกภายในบ้านโดยใช้เวลาเพียงแค่ 20 นาที ในระหว่างการบำบัดพ่อแม่ต้องเป็นฝ่ายเริ่มตั้งคำถามเพื่อนำเด็ก แม้ว่าเด็กไม่มีท่าทีที่อยากจะร่วมเล่นด้วย วิธีการเล่นจะเป็นการนำ “ลายกระเบื้องบนพื้น” หรือ “ภาพวาด” เข้ามาเป็นส่วนประกอบ เช่น พ่อแม่ตั้งคำถามว่าส่วนใดของลายกระเบื้องบนพื้นปรากฏเป็นรูปกระต่าย ให้ลูกชี้บอกตำแหน่งและลองเปลี่ยนรูปแบบคำถามไปเรื่อยๆ หากเด็กชี้ตำ แหน่งที่จุดเดิมๆ ให้ลองสังเกตและตั้งคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งนั้น ถัดมาลองให้ลูกตั้งคำถามกลับและให้คุณพ่อคุณแม่ชี้ในตำแหน่งเดียวกันที่ลูกชี้ การกระทำเหล่านี้จะช่วยให้พ่อแม่เข้าสู่ความเข้าใจโลกในจินตนาการของเด็กและเด็กจะสามารถรับรู้ได้ว่าพ่อแม่คือบุคคลที่เข้าใจเขาเช่นเดียวกัน ขั้นที่ 2 ให้พ่อแม่ตั้งคำท้ากับลูก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์กล้าแสดงออกของเด็กและช่วยเสริมสร้างให้เด็กพัฒนาทักษะทางการเชื่อมโยง การสื่อสารและความคิด ให้ลองสังเกตพฤติกรรมการตอบสนองของลูก หากลูกไวต่อการตอบสนอง (Overreaction) ต่อสัมผัสและการฟัง ให้พ่อแม่ลดจังหวะของบรรยากาศการเล่นให้นุ่มนวลลง หากลูกมีปฏิกิริยาโต้ตอบที่เฉื่อย (Under-Reaction) ต่อสัมผัสและการฟัง ให้พ่อแม่เร่งจังหวะการเล่นให้กระปรี้กระเปร่ามากขึ้น
    • ของเล่นเพื่อสร้างเสริมระบบประสาทสัมผัส (Sensory Toys) ในร้านของเล่นตามห้างสรรพสินค้านั้น มีของเล่นสำหรับเด็กมากมายหลายชนิดเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ทางการสัมผัสของเด็ก เช่น
      • Sensory Lighting เป็นของเล่นประเภทที่มีแสงสว่างและดนตรีเพื่อความผ่อนคลายและความเคยชินกับแสงให้เด็ก
      • Chewable Toys เป็นของเล่นประเภทขบเคี้ยวสำหรับเด็กในวัยกำลังซนและชอบกัดแทะสิ่ง ของ
      • Garden Play เป็นของเล่นที่มีขนาดใหญ่และต้องนำไปวางไว้กลางแจ้งสำหรับเด็กที่กลัวสังคม เพราะของเล่นประเภทนี้จำเป็นต้องมีผู้ร่วมเล่นเพื่อความบันเทิงรูปแบบกลุ่ม อีกทั้งยังช่วยเรื่องการออกแรงเพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
      • Balancing Toys เป็นของเล่นที่ช่วยดูแลเรื่องการทรงตัวของเด็ก ของเล่นประเภทนี้จะมีความปลอดภัยสูงมากทำให้เด็กกล้าที่จะเคลื่อนไหว และช่วยผ่อนคลายจิตใจจากความตึงเครียด เพราะเด็กสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระโดยไม่เกิดอันตรายใดๆ
      • Tactile Toys เป็นของเล่นที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะการออกแรงสัมผัสกับวัตถุในน้ำหนักที่ต่าง กันและความรู้สึกในการรับสัมผัสเมื่อถูกสัมผัส พื้นผิวของของเล่นจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้และจดจำพื้นผิวของสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน และเป็นการเตรียม พร้อมกับรูปแบบสัมผัสของวัตถุที่เด็กยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

เกร็ดความรู้เพื่อครู

สิ่งแรกที่ครูจะสามารถทำได้เพื่อการแก้ไขปัญหาคือ การให้ความรู้และเปลี่ยนทัศนคติของนักเรียนที่ต้องอยู่ร่วม กับนักเรียนที่มีความผิดปกติทางประสาทสัมผัส เด็กในระดับปฐมวัยนั้นยังมีพัฒนาการทางความเข้าใจที่ไม่สมวัยและค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการปลูกจิตสำนึกให้เด็กๆมีความเห็นใจและเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกันจึงควรมาเป็นอันดับแรก โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายวิธีการหรือทฤษฎีทางวิชาการให้ยุ่งยาก

บรรณานุกรม

  1. Sensory Toys and Sensory Lighting. http://cheapdisabilityaids.co.uk/sensory-toys-and-sensory-lighting-1-c.asp. [2014, Dec 21]
  2. Sensory Integration Disorde. https://www.fatbraintoys.com/special_needs/sensory_integration_disorder.cfm. [2014, Dec 21]
  3. Clinics and Therapies. http://out-of-sync-child.com/resources/. [2014, Dec 21]
  4. Kids Who Feel Too Much. http://www.parents.com/health/kids-who-feel-too-much/. [2014, Dec 22]
  5. Symptoms of Sensory Processing Disorder. http://spdfoundation.net/symptoms.html. [201, Dec 22]
  6. Sensory Processing Disorder. http://www.webmd.com/parenting/sensory-processing-disorder. [2014, Dec 22]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน