หน้าหลัก » บทความ » ปัญหาเด็กติดการ์ตูน (Children's Addiction to Cartoons)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ปัญหาเด็กติดการ์ตูน

ปัญหาเด็กติดการ์ตูน (Children's Addiction to Cartoons) หมายถึง เด็กที่มีพฤติกรรมการแสดงออกทางความชื่นชอบในการ์ตูนมากเกินไป จนอาจส่งผลเสียทางด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต การ์ตูนส่วนใหญ่มักเป็นการ์ตูนที่ฉายบนหน้าจอโทรทัศน์ หากจะให้จับคู่ “เด็ก” กับ “การเมือง” อาจจะฟังดูขัดแย้ง แต่ถ้าหากเป็น “เด็ก” กับ “การ์ตูน” คำคู่นี้ดูสอด คล้องและแยกกันไม่ออกเลยทีเดียว ไม่ว่ากี่ยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน การ์ตูนก็ยังคงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเด็ก การ์ตูนในสมัยคุณปู่คุณย่าของพวกเราอาจยังไม่น่าจูงใจให้เด็กๆมีอาการติดงอมแงมได้ เพราะยังขาดสีสันและการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ (Natural motion) แต่หากพูดถึงการ์ตูนในยุคปัจจุบันแล้ว เทคโนโลยีการสร้างสรรค์ตัวการ์ตูนนั้นก้าวไกลไปมาก การออกแบบตัวการ์ตูน การโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ไปจนถึงตารางเวลาของการฉายผ่านรายการการ์ตูน ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กสามารถติดตามได้ง่ายดายขึ้น

ปัญหาเด็กติดการ์ตูนเป็นความกังวลใจของผู้ปกครองส่วนใหญ่ เนื่องจากลูกมีความโปรดปรานการ์ตูนเสียจนไม่ยอมทำการบ้าน ไม่ออกไปรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับครอบครัว ไม่เข้าร่วมกิจกรรมสังสรรค์อื่นๆที่ครอบครัวนำเสนอ ทราบหรือไม่ว่าเวลาโดยเฉลี่ยนับตั้งแต่เด็กเข้าโรงเรียนจนเรียนจบรับปริญญาที่ใช้ไปกับการเรียนนั้น คิดเป็น 13,000 ชั่วโมง แต่หากลองนับเวลาที่เด็กดูสื่อการ์ตูนรูปแบบต่างๆ นับตั้งแต่เขาเริ่มเรียนอนุบาลจนจบมหาวิทยาลัย เวลาทั้งสิ้นที่เขาใช้ไปกับการนั่งจ้องหน้าจอโทรทัศน์คิดเป็น 18,000 ชั่วโมงเลยทีเดียว เดวิด แซ็ดเชอร์ นายแพทย์ผ่าตัดศัลยกรรมทั่วไปจากสหรัฐ อเมริกากล่าวว่า เด็กที่มีพฤติกรรมการแสดงออกที่ก้าวร้าว มีสาเหตุหนึ่งมาจากสื่อการ์ตูนที่ถ่ายทอดพฤติกรรมความรุนแรงผ่านตัวการ์ตูน และมีผลต่อพัฒนาการสติปัญญารวมถึงปัญหาสภาวะจิตของเด็ก (Mental issues of children) สำหรับเด็กที่มีอาการติดการ์ตูนในขั้นรุนแรงจะแสดงออกถึงพฤติกรรมหลัก 2 ลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ พฤติกรรมก้าวร้าว (Aggressive behavior) ซึ่งพฤติกรรมก้าวร้าวดังกล่าวจะไม่เพียงแค่ส่งผลเสียในตัวเด็กเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงบุคคลรอบข้าง ผู้เชี่ยว ชาญได้ให้ความหมายของพฤติกรรมก้าวร้าวไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นอาการที่แสดงออกผ่านลักษณะทางกายภาพแล้วก่อให้ เกิดผลเสียทางอารมณ์ต่อบุคคลรอบข้างหรือเป็นอันตรายต่อสังคม อาการพฤติกรรมก้าวร้าวอาจเริ่มจากการใช้วาจาผรุสวาท ขู่คุกคาม ทำลายทรัพย์สิน ไปจนถึงทำร้ายผู้อื่น อย่างไรก็ตามพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กระดับอนุบาลไปจนถึงประถมวัยที่มีผลมาจากการถูกห้ามปรามไม่ให้ดูการ์ตูนเรื่องโปรด ไม่อาจเหมารวมไปกับพฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ เหตุมาจากประสบการณ์และพัฒนาการที่ยังล่าช้า ถึงแม้ว่าพัฒนาการและกระบวนการทางความคิดในเด็กจะไม่สามารถเทียบเคียงกับวัยผู้ใหญ่ แต่กระนั้นเด็กในวัยดังกล่าวก็มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่รู้จักลอกเลียนแบบพฤติกรรมต่างๆจากตัวการ์ตูนที่เขาชื่นชอบได้เช่นกัน พฤติกรรมลักษณะที่สอง คือ อาการลงแดง (Withdrawal symptom) ลักษณะอาการลงแดงในเด็กที่ติดการ์ตูนจะเกิดขึ้นต่อเมื่อถูกห้ามปรามไม่ให้ชมการ์ตูน ถูกจำกัดเวลา ลักษณะทั่วไปของอาการ ได้แก่ ร้องไห้โวยวายและวิงวอนขอดูการ์ตูน ลูกบอกว่ารับประทานอาหารไม่ลงเพราะอยากดูการ์ตูน ซึมเศร้าเพราะอยากดูการ์ตูน เป็นต้น

ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ แต่จะทำอย่างไรเมื่อเด็กกับการ์ตูนเป็นสิ่งคู่กัน มุมมองต่างๆอาจเปลี่ยนไปเมื่อคำ ตอบของปัญหาต่างๆอาจไม่ได้มาจากตัวลูกร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มาจากการปลูกฝังและการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่เริ่มให้ลูกรู้ จักการ์ตูน ถึงเวลาที่ผู้ปกครองจะเปิดใจและเริ่มเรียนรู้พัฒนาการของเด็กและการ์ตูนไปพร้อมๆกัน

เด็กติดการ์ตูนมีลักษณะอย่างไร?

เด็กเริ่มเรียนรู้ที่จะรับชมแสงสีและรับฟังเสียงจากภาพการ์ตูนเมื่อมีอายุเพียงแค่ 6 เดือน การเรียนรู้และพัฒนาการผ่านสื่อการ์ตูนของเด็กจึงเริ่มนับตั้งแต่เขายังแบเบาะ ยิ่งอายุมากขึ้น ความกระตือรือร้นในตัวเด็กที่มีต่อการ์ตูนก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อเด็กมีอายุได้ราวๆ 2 ขวบครึ่งไปจนถึง 3 ขวบจะเริ่มมีพฤติกรรมการแสดงความโปรดปรานที่มีต่อการ์ตูน มูลนิธิ Kaiser Family แห่งสหรัฐอเมริกาได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้ว่า โดยทั่วไปเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ขวบ มักมีความอด ทนในการดูทีวี โดยเฉลี่ยเพียงแค่ 2 ชั่วโมงต่อวัน และสื่อที่ปรากฏบนหน้าจอในช่วงเวลาสองชั่วโมงนั้นอาจเป็นภาพยนตร์ รายการบันเทิง ดีวีดี ซึ่งหมายความว่า การ์ตูนเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเวลาที่เด็กใช้ภายในสองชั่วโมงดังกล่าว และแน่นอนว่ายิ่งโตขึ้น การบริโภคสื่อโทรทัศน์ย่อมใช้เวลานานขึ้นเพราะมีความบันเทิงเป็นตัวจูงใจ เด็กช่วงอายุ 8 ขวบขึ้นไปจนถึงช่วงวัย รุ่นตอนปลาย เด็กจะใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงหน้าจอทีวีและอีก 2 ชั่วโมงหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อติดตามสื่ออื่นๆ เช่น สื่อวิดีโอบนช่องยูทู๊ป (Youtube) อย่างไรก็ตามตัวกำหนดเรื่องเวลาในการดูการ์ตูนของเด็กเป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานอย่างง่ายที่นำมา ใช้วิเคราะห์เด็กที่มีอาการติดการ์ตูน เพราะลักษณะเด็กติดการ์ตูนไม่ได้มีเพียงแค่เวลาเป็นตัวกำหนดอาการเด็กติดการ์ตูน แต่ยังประกอบด้วยข้อสังเกตอื่นๆที่ผู้ปกครองสามารถลองใช้เพื่อตรวจสอบลูกของตัวเองได้ ดังนี้

  • เด็กดูการ์ตูนเรื่องๆหนึ่งมากกว่าหนึ่งตอน โดยปกติแล้วเด็กมักจะสร้างกรอบของความพอดีในการชมสื่อต่างๆ (Limit recognition) กล่าวคือ เมื่อความบันเทิงหนึ่งจบลง เด็กจะหยุดชมสื่อบันเทิงนั้นทันทีและหันไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน แต่หากลูกเริ่มแสดงพฤติกรรมการดูการ์ตูนแบบเกินขีดจำกัด ในรูปแบบที่ว่า “ดูแล้วดูอีก” นี่อาจเป็นสัญญาณของเด็กที่ติดการ์ตูน
  • เมื่อถูกขัดจังหวะการดูการ์ตูน เช่น สมาชิกในบ้านเปลี่ยนไปดูช่องทางการเมือง หรือคุณพ่อคุณแม่ไปปิดโทรทัศน์ เด็กจะแสดงพฤติกรรม 2 ลักษณะควบคู่กัน หรือไม่ควบคู่กันก็ได้ พฤติกรรมลักษณะแรก คือ พฤติกรรมก้าวร้าว (Aggressive behavior) ลักษณะที่สอง คือ อาการลงแดง (Withdrawal symptom) เช่น อาการเกรี้ยวกราด (Tantrums) ตะโกนโวยวายจนเกินจริง (Exaggeration) ขู่พ่อแม่ว่าจะไม่พูดจาด้วย ทำลายข้าวของ ร้องไห้ครวญคราง (Moaning) ประชดประชันด้วยการไม่ดูการ์ตูนอีกเลยเป็นระยะเวลาสักพัก เก็บตัวเข้าห้องนอน เปิด-ปิดกระแทกประตู (Door slam) เป็นต้น
  • มีอาการซึมเศร้าระยะแรก (Symptoms of initial depression) เช่น ขาดสมาธิในการเรียน ไม่สนใจบุคคลรอบข้าง ไม่ต้องการเพื่อนหรือสังคมที่โรงเรียน เชื่องช้า อ่อนเพลียง่าย รับประทานอาหารน้อยลงหรืออาจมากขึ้นจนเกินความพอดี เด็กนอนหลับยาวนานขึ้นหรือพักผ่อนน้อยลง เป็นต้น ทั้งนี้อาการซึมเศร้าเบื้องต้นเหล่านี้ไม่อาจร้ายแรงจนนำไปสู่โรคซึม เศร้ากระทั่งคิดอยากฆ่าตัวตายแต่อย่างใด อาการเหล่านี้เกิดมาจากความวิตกกังวลประจวบกับความต้องการที่จะดูการ์ตูนซึ่งมาจากจิตใจห้วงลึกของเด็ก หรือเกิดมาจากปัจจัยทางสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ไปจนถึงเรื่องของความบกพร่องทางพันธุกรรม (Genetic vulnerability) ที่ทำให้เด็กเกิดอาการเหล่านี้ได้ง่ายเมื่อถูกห้ามปรามหรือขัดจังหวะจากสิ่งที่ชื่นชอบ

เด็กติดการ์ตูนมีสาเหตุมาจากอะไร?

ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาเด็กติดการ์ตูนมีหลายรูปแบบด้วยกัน ดังนี้

  • การ์ตูนมีภาพและสีสันอันเกิดขึ้นจากจินตนาการสร้างสรรค์ที่เด็กไม่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการออกแบบหน้าตาตัวการ์ตูน ลายเส้น สีสัน ฉาก บรรยากาศ และน้ำเสียงพากย์ของการ์ตูนล้วนมีผลต่อความบันเทิงที่เด็กจะได้รับผ่านระบบโสตและทัศนะ (Audio-visual system)
  • การ์ตูนเป็นความบันเทิงที่เหมาะสำหรับเด็ก เนื่องจากเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ตึงเครียด รวมไปถึงมุขตลกที่เข้าถึงอารมณ์ขันของเด็ก
  • ปัญหารุมเร้าจากสิ่งแวดล้อมทั้งที่บ้านและโรงเรียนทำให้เด็กต้องการหลีกหนีจากโลกความเป็นจริงและหาสิ่งบัน เทิงที่เหมาะสมตามวัย ปัญหารุมเร้าต่างๆ เช่น พ่อแม่ทะเลาะกัน ถูกคุณครูต่อว่าจนเสียใจ การสูญเสียบุคคลที่รัก เป็นต้น
  • การติดตามกระแสสังคม (Social fever/Mainstream popularity) หรือการทำตัวให้ทันเหตุการณ์ที่กำลังเป็นที่นิยมเพื่อเข้าสังคมกับเพื่อนๆ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กอยากจะรับชมสื่อการ์ตูนมากขึ้น จนกลายเป็นอาการติดการ์ตูน
  • ผู้ปกครองส่งเสริมการเลี้ยงดูด้วยการ์ตูนตั้งแต่เป็นเด็กแรกเกิด เนื่องจากภาพแรกที่สร้างความบันเทิงให้เด็กคือ การ์ตูน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กจะชื่นชอบการ์ตูนฝังใจ

การแก้ไขปัญหาเด็กติดการ์ตูนมีความสำคัญอย่างไร?

อาจกล่าวได้ว่าปัญหาเด็กติดการ์ตูนเป็นปัญหาสังคม (Social issues) เด็กในวันนี้จะเติบโตไปเป็นพลเมืองของประเทศชาติในวันข้างหน้า ฉะนั้นการให้ความสำคัญกับลูกของตนเองจึงเสมือนการรับผิดชอบร่วมกันต่อสังคมเช่นเดียวกัน การเข้าไปมีส่วนร่วมและให้คำแนะนำกับลูกขณะที่เขาบริโภคสื่อการ์ตูนจึงสำคัญยิ่ง American Psychological Association พบ ว่า การ์ตูนที่มีการใช้ความรุนแรง เช่น ตัวการ์ตูนเอาไม้ตีหัวกันแต่ไม่บาดเจ็บ ตัวการ์ตูนถูกผลักตกจากตึกและฟื้นคืนชีพ เป็นต้น มีอิทธิพลต่อระบบการรับรู้ของเด็ก (Sensitivity in children) เมื่อเด็กได้รับชมว่าความรุนแรงไม่ก่อให้เกิดความเสีย หายต่อชีวิตหรือทรัพย์สิน เด็กจะเกิดความรู้สึกเฉยชาต่อความรุนแรงและต้องการลอกเลียนแบบ พฤติกรรมที่ก้าวร้าวเหล่านี้ที่เกิดมาจากการเลียนแบบตัวการ์ตูนล้วนนำมาซึ่งอันตรายต่อตัวเด็กและบุคคลรอบข้างทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นการละเลยปัญหาลูกติดการ์ตูน การไม่ให้ความสำคัญกับการ์ตูนที่ลูกกำลังดูอยู่ จึงอาจนำมาซึ่งปัญหาต่างๆดังนี้

  • ลูกกลายเป็นเด็กขาดสังคม ทำตัวห่างจากผองเพื่อนและครอบครัว (Lack of social interaction in family and among friends) และพัฒนาการทางสมองในด้านสังคมล่าช้า (Obstruct of social systems in brain)
  • ขาดสมาธิในการเรียนเพราะจิตใจจดจ่ออยู่กับความบันเทิงของการ์ตูน
  • การวิจัยพบว่า กว่า 50% ของเด็กที่มีพฤติกรรมติดการ์ตูนนั้นมีลักษณะตัวอ้วนและน้ำหนักเกินมาตรฐานร่วมด้วย หรือบางรายเป็นโรคอ้วน (Obesity) เนื่องจากความเพลิดเพลินของเด็กเกิดขึ้นเมื่อได้รับความบันเทิงของการ์ตูน และเมื่อเด็กมีความสุขก็จะรับประทานขนมตามไปด้วยในปริมาณที่เกินจำกัด พฤติกรรมดูการ์ตูนพร้อมกับการรับประทานขนมขบเคี้ยวนั้นเป็นสาเหตุของโรคอ้วน หรืออาการอื่นๆตามมา เช่น อาการปวดฟันเนื่องมาจากฟันผุ ร่างกายอ่อนเพลียง่าย และหรืออาการที่เป็นผลทางอ้อมที่มาจากการดูทีวีไม่ถูกวิธี อาทิ อาการสายตาเหนื่อยล้า (eye fatigue) เด็กสายตาสั้นลง เป็นต้น
  • การวิจัยพบว่า เด็กติดการ์ตูนมีอาการผิดปกติหลายอย่างด้วยกัน เช่น เด็กไม่สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งๆหนึ่งได้นาน กล่าวคือ มีอาการวอกแวกง่าย (distractibility) เด็กบางคนอาจนั่งบิดตัวไปมา เด็กมีอาการอยู่ไม่นิ่งและซนเกินปกติ (Hyperactivity) ใจร้อน ขาดการชั่งใจและคิดหาเหตุผลก่อนพูด (Impulsiveness) ทั้งสามอาการผิดปกติดังกล่าวคือ อาการของโรคสมาธิสั้น หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า “ADHD” Attention Deficit Hyperactivity Disorder
  • การ์ตูนที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง (Distorted sense of reality) มีผลโดยตรงต่อการรับรู้ทางสติปัญญาของเด็ก ในเด็กเล็กช่วงอายุ 6 เดือน – 5 ขวบ (นับตั้งแต่ช่วงอายุของเด็กที่เรียนรู้ที่จะดูการ์ตูน) เด็กจะยังไม่สามารถแยกแยะอารมณ์ ความรู้สึก หรือแม้แต่การ์ตูนและความเป็นจริงได้ออกจากกันโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นการ์ตูนที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงมีผลต่อพฤติกรรมการเลียนแบบของเด็ก เช่น ตัวร้ายทำการทดลอง แล้วเกิดระเบิดเข้าหน้าตัวเองและไม่ตาย เป็นต้น เด็กที่ไม่สามารถคิดชั่งใจหรือไม่มีผู้ปกครองคอยให้คำแนะนำอาจเกิดความอยากรู้อยากเห็น (curiosity) และเลียนแบบตัวการ์ตูนที่ใช้ความรุนแรงในการสร้างอารมณ์ขัน (sense of humor)
  • การค้นคว้าวิจัยยังพบอีกว่า เด็กที่ดูการ์ตูนแนวใช้ความรุนแรง ต่อสู้โดยการใช้กำลัง มีแนวโน้มที่จะกลัวความเจ็บ ปวดน้อยลง (Less responsive to pain) และยังกล้าที่จะทำกิจกรรมตะลุยหรือเสี่ยงภัยด้วยตัวเองมากขึ้น อันนำไปสู่ความเชื่อ มั่นในตนเองที่อาจผิดรูปแบบและนำไปสู่การทำอันตรายต่อผู้อื่น (Likely to harm others)
  • การวิจัยค้นพบว่า การเปลี่ยนสีสันฉับพลันหรือภาพแสงที่มีความเร็วสูงในการ์ตูนบางเรื่องมีผลต่ออาการลมชักในเด็ก (Seizures in Children) เนื่องจากภาพที่เปลี่ยนโดยฉับพลันหรือแสงวูบวาบที่มีความเร็วแสงสูงทำให้การส่งผ่านข้อมูลทางการมองเห็นผ่านจอประสาทตาไปยังสมองเกิดความผิดปกติ
  • นักประสาทวิทยาแห่ง American Academy of Pediatrics ได้ให้ข้อสังเกตว่า ประสบการณ์ส่งผลต่อการเสริมสร้างพัฒนาการสมอง หากเด็กมีปัญหาติดการ์ตูน นั่นหมายความว่า เด็กใช้เวลาไปกับการดูการ์ตูนทั้งสิ้นด้วยระบบโสตและทัศนะ การใช้ประโยชน์จากประสาทการมองเห็นและการฟังเพียงเพื่อการดูการ์ตูนนี้ ส่งผลต่อการทำงานของสมองซีกซ้ายซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวกับพัฒนาการทางการอ่านและภาษาของเด็ก เด็กอาจมีความเข้าใจเมื่อรับชมหรือรับฟังการ์ตูน แต่ผลจากการที่สมองเคยชินกับการตีความและเรียนรู้อย่างรวบรัดตัดตอนผ่านสื่อการ์ตูนบนหน้าจอโทรทัศน์ จึงทำให้เด็กขาดทักษะหรือประสบการณ์ด้านการอ่าน การสื่อสาร ด้านตรรกะและคิดวิเคราะห์
  • SM หรือ Subliminal message อาจส่งผ่านเข้ามาในการ์ตูนที่ลูกกำลังดูอยู่ SM คือ ข้อความซ่อนที่มีผลต่อระบบจิตใต้สำนึกของมนุษย์ ข้อความเหล่านั้นอาจปลุกปั่นให้เรากระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเลิกกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่รู้ตัว SM ในสื่อต่างๆถูกห้ามปราม แม้จะไม่ได้มีกฎหมายออกมาเป็นทางการ แต่สื่อใดที่มีการใช้สารหรือข้อความโน้มน้าวและพิสูจน์ได้ว่าใช้ข้อความซ่อนเพื่อชักจูงผู้บริโภคนั้น สื่อนั้นจะถูกระงับการเผยแพร่ออกอากาศ ตัวอย่างข้อความซ่อนในการ์ตูน เช่น SpongeBob ตัวการ์ตูนฟองน้ำสีเหลืองที่ชอบยิ้มยิงฟันสองซี่ เวลาที่ตัวการ์ตูนนี้ผิดหวัง มักจะพูดติดปากว่า Tartar sauce (น้ำจิ้มข้นสีขาวที่ไว้ใช้รับประทานกับของทอดเพื่อแก้เลี่ยน) ประโยคเด็ดของการ์ตูนเรื่องนี้เป็นที่นิยมในปี คริสตศักราช 2004 ในสหรัฐอเมริกา ในวงการการ์ตูนไทย ข้อความซ่อนส่วนใหญ่มักมาจากการพากย์การ์ตูนญี่ปุ่น (Anime) เป็นการใส่ความคิดเห็นหรือความรู้สึกของผู้พากย์เอง บางครั้งมีคำพูดหรือชื่อตัวการ์ตูนที่เสียดสีการเมือง หรือแม้แต่โฆษณาที่คั่นระ หว่างการ์ตูน ล้วนแอบแฝงข้อความซ่อนซึ่งจูงใจให้เด็กอยากทดลองหรือปฏิบัติตาม เช่น โฆษณาเวเฟอร์กรอบเคลือบช็อก โกแลตที่ฉายซ้ำๆด้วยประโยคเชิญชวน “ลองเลย” และหรือ “อย่างนี้ ต้องลอง” เป็นต้น

พ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยแก้ไขปัญหาเด็กติดการ์ตูนได้อย่างไร?

หากพูดถึงรูปแบบการเลี้ยงดูบุตรหลานให้ว่าง่าย เชื่อฟัง และอยู่สงบเป็นที่เป็นทางเพื่อไม่รบกวนการทำงานของคุณพ่อคุณแม่วัยทำงาน การ์ตูนคงเป็นเสมือนธรรมเนียมปฏิบัติที่ผู้ปกครองหลายท่านเลือกที่จะนำมา “เลี้ยงดู” ลูกๆตัวน้อยในวัยซน เพื่อให้เขาอยู่นิ่งและเพื่อที่คุณพ่อคุณแม่จะได้มีเวลาทำงานบ้านและกิจกรรมอย่างอื่นมากขึ้น การเลี้ยงดูเด็กด้วยสื่อการ์ตูนบนหน้าจอโทรทัศน์นั้นล้วนมีข้อดีและข้อเสีย ข้อดีส่วนใหญ่คือ ผู้ปกครองมีเวลาทำกิจกรรมที่นอกเหนือจากการเลี้ยงดูลูกมากขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่ข้อเสียของการเลี้ยงดูลูกด้วยการให้ชมการ์ตูนนั้นตกลงอยู่ที่ตัวเด็กล้วนๆ ซึ่งคือ อาการเด็กติดการ์ตูน และจะทำอย่างไรเมื่อปัญหาเด็กติดการ์ตูนเกิดขึ้นกับลูกของเราโดยไม่คาดคิด ต่อไปนี้เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเด็กติดการ์ตูนซึ่งทำได้โดยง่าย ดังนี้

  • ไม่ติดตั้งโทรทัศน์ไว้ในห้องรับประทานอาหารหรือห้องนอนลูก วิธีนี้จะช่วยสร้างสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบ ครัวมากขึ้น ทำให้คุณพ่อคุณแม่มีเวลาพูดคุยกับลูกมากขึ้นระหว่างรับประทานอาหาร และลูกจะเข้านอนได้เป็นปกติมากขึ้น
  • พยายามปิดโทรทัศน์ให้บ่อยครั้งขึ้น เมื่อเด็กเห็นพฤติกรรมการเดินไปปิดโทรทัศน์ของพ่อแม่ เด็กจะทำตามเมื่อเขาชมการ์ตูนจบเรียบร้อยแล้ว ลดความเสี่ยงที่ลูกจะใช้เวลานั่งดูการ์ตูนต่อไปเรื่อยๆ และเพิ่มสมาธิในการทำกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากการดูทีวีอีกด้วย
  • นำสื่อสร้างสรรค์อื่นๆมาดึงดูดความสนใจลูก เช่น สื่อคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา สื่อวิดีโอสารคดีต่างแดน หรืออาจนำของเล่นที่มีหน้าตาเป็นตัวการ์ตูนเพื่อดึงความสนใจของลูกให้ออกห่างจากจอทีวีมากขึ้น
  • พ่อแม่ทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี การชักชวนโดยตรงให้ลูกที่ติดการ์ตูนหันมาทำกิจกรรมที่เป็นสาระประโยชน์อย่างอื่นนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก หากเด็กไม่รู้สึกกระตือรือร้นหรือจูงใจด้วยกิจกรรมดังกล่าว ดังนั้นวิธีการชักชวนทาง อ้อมเกิดขึ้นด้วยการเริ่มต้นเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกของเรา ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากให้ลูกอ่านหนังสือ ลองเอาหนังสือที่น่าสนใจไม่เครียดและสอดแทรกความรู้มาอ่านเองเสียก่อน และเริ่มจากลองเล่าเรื่องสนุกหรือแปลกประหลาดที่พบในหนังสือให้ลูกฟัง จากนั้นเด็กจะเกิดความอยากรู้อยากเห็นและหันมาสนใจกิจกรรมการอ่านมากขึ้น
  • การเบี่ยงเบนความสนใจเด็กให้ห่างจากการ์ตูนอีกวิธีหนึ่งอาจต้องพึ่งหน้าจอทีวีหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ เด็กส่วนใหญ่กลัวเรื่องสยองขวัญ แต่กลับอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวลี้ลับหรือประสบการณ์สยองขวัญต่างๆ ลองหารายการทีวีหรือสื่อวิดีทัศน์ที่พาให้เด็กไปผจญภัยกับเรื่องราวเหล่านี้ผ่านตรรกะหรือข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เช่น รายการ Mystery hunters บนช่อง Youtube เป็นต้น
  • คุณพ่อคุณแม่ร่วมดูการ์ตูนกับลูก การร่วมดูการ์ตูนกับลูกที่ติดการ์ตูนทำให้ผู้ปกครองสามารถคัดกรองเนื้อหาที่นำเสนอได้ หากพบสิ่งผิดปกติ จึงค่อยให้คำอธิบายอย่างสร้างสรรค์ หากในสื่อการ์ตูนที่ลูกรับชมมีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศหรือความรักเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ควรปิดบังเนื้อหาเหล่านี้ เนื่องจากเด็กจะเกิดความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น จึงควรให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา พูดถึงคุณประโยชน์และโทษของสิ่งต่างๆที่มาพร้อมกับสื่อ เพื่อให้ลูกเกิดการเปรียบเทียบและชั่งใจ
  • การตัดรายการการ์ตูนให้ออกไปจากชีวิตเด็กโดยสิ้นเชิงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง ผู้ปกครองควรเริ่มเยียวยาปัญหานี้ด้วยการจำกัดเวลาการดูการ์ตูนของลูกทีละน้อย และจูงใจด้วยกิจกรรมครอบครัวอื่นๆ หากลูกเคยชม 4 ชั่วโมง ให้ค่อยๆลดเหลือ 3 ชั่วโมง ไปจน 2-1 ชั่วโมง จนผู้ปกครองรู้สึกว่าลูกมีกิจวัตรการดูการ์ตูนเป็นปกติ กล่าวคือ ไม่ติดการ์ตูนอีกต่อไป จึงค่อยหยุดการจำกัดเวลาไว้เท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมที่จะพาลูกไปทำกิจกรรมที่เขาสนใจ เพราะหากไม่มีสิ่งล่อใจ (Incentive) เด็กจะรู้สึกว่าการจำกัดเวลาแห่งความสนุกบนหน้าจอโทรทัศน์ของเขาคือการลงโทษ แต่หากมีสิ่งล่อใจแล้ว ความรู้สึกผิดหรือเสียใจที่ถูกจำกัดเวลาการดูการ์ตูนจะลดน้อยลง เพราะเด็กจะจดจ่ออยู่กับกิจกรรมที่ผู้ปกครองเชิญชวนไปทำ
  • จัดให้มีกิจกรรมสร้างสรรค์ทางผลงานในหมู่ผองเพื่อน อาจเชิญชวนเพื่อนของลูกมาทำกิจกรรมศิลปะวาดเขียนหรือถ่ายรูปเล่นตามสวนสาธารณะหรือห้างสรรพสินค้า การได้พบปะเพื่อนฝูงจะเสริมสร้างให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคมที่ดีขึ้น และเด็กจะไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อได้พบหน้าเพื่อนร่วมชั้นเรียนตามสถานที่สาธารณะ กิจกรรมนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมที่สามารถช่วยให้เด็กออกห่างจากการ์ตูนบนหน้าจอทีวีได้อย่างสิ้นเชิง
  • ผู้ปกครองต้องเปิดใจให้กว้างและเป็นกลาง คุณพ่อคุณแม่บางท่านต่อว่าลูกที่ติดการ์ตูน ทั้งที่ตัวเองยังมีพฤติกรรมเสพติดสื่อทางการเมืองเกือบตลอดทั้งวันเช่นกัน ฉะนั้นการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการ์ตูนเป็นสื่อไร้สาระและเหมาะแค่สำหรับเด็กจึงไม่ถูกต้อง แม้การ์ตูนจะอยู่คู่กับเด็ก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้ใหญ่รับชมการ์ตูนไม่ได้ การ์ตูนนั้นเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย และการ์ตูนแต่ละชนิดมีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอที่ต่างกัน เหตุที่คนเราบริโภคสื่อการ์ตูนน้อยลงเมื่อโตขึ้นเพราะมีหน้าที่ความรับผิดชอบและจำเป็นต้องใฝ่หาความรู้จากสื่ออื่นๆมากขึ้น จากความจำเป็นนำไปสู่ความชอบที่หลาก หลายในการเลือกบริโภคสื่อสร้างสรรค์ตามงานที่ต้องรับผิดชอบ ตามวัยวุฒิ และคุณวุฒินั่นเอง ฉะนั้นหากผู้ปกครองท่านใดยังมีพฤติกรรมนั่งชมรายการโปรดของตนเอง แต่ต่อว่าลูกที่ดูการ์ตูน จึงควรพิจารณาพฤติกรรมตนเองเสียก่อน ปรับมุมมองให้เป็นกลาง เป็นตัวอย่างที่ดี เข้าใจในความชอบของเด็กที่ใฝ่หาความบันเทิงเบาสมองเป็นที่ตั้ง ให้คำปรึกษาลูก สอนสั่งอย่างตรงไปตรงมาถึงปัญหาการติดการ์ตูนในตัวเขา เพื่อที่เขาจะได้เข้าใจและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมอื่นๆที่สร้าง สรรค์มากขึ้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

อาจเป็นช่วงเวลาน้อยนิดที่เด็กจะได้ชมสื่อการ์ตูนผ่านจอโทรทัศน์ที่โรงเรียน อย่างไรก็ตามการสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ถูกต้องในการชมสื่อการ์ตูนก็ยังจำเป็นต้องปลูกฝัง แม้เด็กจะกลับจากโรงเรียนมาบ้านแล้วก็ตาม

  • การสั่งการบ้านเพื่อให้เด็กดูการ์ตูนน้อยลงอาจไม่ใช่วิธีที่ดีนัก เพราะเด็กจะไม่รู้สึกจูงใจกับการบ้านหรือสิ่งที่เขาได้รับมอบหมายให้ทำ ฉะนั้นคุณครูอาจมอบหมายงานที่สร้างสรรค์ที่เด็กสามารถทำร่วมไปกับการดูการ์ตูนอย่างสร้างสรรค์แล้วนำมาเล่าให้ครูฟัง เช่น จับผิดพฤติกรรมตัวร้ายในการ์ตูนที่เด็กชอบดูเป็นประจำ หรือจับใจความสำคัญในแต่ละตอน การฝึกให้เด็กช่างสังเกตในสิ่งที่เขาไม่เคยใส่ใจมาก่อนเป็นจุดเริ่มที่จะฝึกหัดให้เขาสนใจสิ่งเล็กๆรอบข้างในชีวิตมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เขารู้จักจับใจความ คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และแยกแยะสิ่งต่างๆอีกด้วย
  • แนะนำรายการสร้างสรรค์ที่หลากหลาย หาชมได้ง่าย และเป็นสื่อที่มีตัวการ์ตูนเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะจะทำให้เด็กไม่รู้สึกตึงเครียดที่จะต้องดูรายการเหล่านั้นตามคำแนะนำ อีกทั้งยังจะช่วยให้เด็กใช้เวลากับการ์ตูนที่เขาติดน้อยลง
  • สอนทำกิจกรรมผ่านการอ่านหนังสือหรือสื่อคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กๆจะได้ใช้เวลากับสิ่งอื่นๆมากขึ้นนอกเหนือจากการชมการ์ตูนผ่านหน้าจอทีวี
  • ให้ความรู้ปัญหาเด็กติดการ์ตูนเพื่อให้เด็กนักเรียนลองวิเคราะห์และสังเกตพฤติกรรมตัวเองเบื้องต้น และเมื่อเขารับรู้และสังเกตเห็นปัญหา เขาจะพยายามหาข้อแก้ไขหรือบริโภคสื่อการ์ตูนอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น

บรรณานุกรม

  1. Cartoon Characters Shave Their Heads To Show Kids With Cancer That Bald Is Beautiful - http://www.huffingtonpost.com/2014/04/22/bald-cartoons-cancer-awareness_n_5191930.html [May 29, 2014]
  2. What is Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD, ADD)? - http://www.nimh.nih.gov/health/topics/attention-deficit-hyperactivity-disorder-adhd/index.shtml [May 29, 2014]
  3. How to Limit Your Child’s Screen Time - http://www.becomingminimalist.com/how-to-limit-your-childs-screen-time/ [May 29, 2014]
  4. Childhood Depression - http://www.webmd.com/depression/childhood-depression [May 30, 2014]
  5. Cartoon watching: an addiction or entertainment? - http://www.dawn.com/news/1074012 [May 30, 2014]
  6. Animation Style Overview - http://www.kidzworld.com/article/6269-animation-style-overview [May 30, 2014]
  7. What is Aggressive Behavior? - http://www.healthline.com/health/aggressive-behavior [May 30, 2014]
  8. Effects of Cartoons on Children - http://www2.bgsu.edu/departments/tcom/faculty/ha/tcom103fall2004/gp9/ [May 31, 2014]
  9. Watch: Snoopy, Garfield, and Other Cartoon Characters Go Bald to Help Kids with Cancer Cope - http://www.people.com/article/Cartoon-Characters-Go-Bald-to-help-kids-with-Cancer [May 31, 2014]
  10. Redirect your kids’ cartoon addiction – Many Good Things Can Happen - http://ezinearticles.com/?Redirect-Your-Kids-Cartoon-Addiction---Many-Good-Things-Can-Happen&id=5794996 [May 31, 2014]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน