หน้าหลัก » บทความ » ปัญหาเด็กฝาแฝด (Problems in Twins Children)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เด็กฝาแฝด (Twins) คือ เด็กที่เกิดมาพร้อมกับพี่ชาย พี่สาว น้องชาย หรือน้องสาว ในเวลาไล่เลี่ยหรือพร้อมกัน ทั้งนี้เพราะพวกเขาอาจเกิดจากการปฏิสนธิจากไข่ใบเดียวกัน หรือต่างใบ แต่ในเวลาเดียวกัน หากเด็กมีหน้าตาเหมือนกัน มีเพศเดียวกัน และมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกัน ย่อมแสดงว่าเป็นฝาแฝดอันเกิดจากการปฏิสนธิจากไข่ใบเดียวกัน หรือเป็นแฝดเหมือน (Identical Twin) โดยไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว จะแยกออกจากกันภายใน 2 สัปดาห์ และกระบวนการแบ่งเซลล์ของเด็กในครรภ์เป็นไปอย่างปกติ ส่งผลให้เด็กแยกจากกันโดยสมบูรณ์

สำหรับฝาแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ ผสมกับอสุจิคนละตัว หรือแฝดคล้าย (Fraternal Twin) จะมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน กล่าวคือ มีเพียงความคล้ายคลึงกันในลักษณะเดียวกับพี่น้องโดยทั่วไป และอาจเป็นได้ทั้งเพศเดียวกัน หรือเพศตรงข้ามกันก็ได้

ลักษณะฝาแฝดที่อาจเป็นไปได้อีกประการหนึ่ง คือ ฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน แต่ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแยกออกจากกันภายหลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการแบ่งเซลล์ที่ผิดปกติของเด็กในครรภ์ อันเป็นเหตุให้เด็กมีภาวะแทรกซ้อน หรือมีอวัยวะที่เชื่อมต่อกัน ทั้งนี้เพราะร่างกายไม่ได้แยกจากกันโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างแฝดลักษณะนี้ เช่น ฝาแฝดอินและจัน หรือที่รู้จักในนาม “แฝดสยาม” (Siamese Twins)

ในประเทศอังกฤษ 1 ใน 65 ของครรภ์จะเป็นเด็กแฝด และอัตราการได้ลูกแฝดยังเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิทยาการ “เด็กหลอดแก้ว” (In Vitro Fertilization:IVF) รวมไปถึงปัจจัยอื่นที่อาจนำไปสู่การได้ลูกแฝด เช่น

  • กรรมพันธุ์ ซึ่งมักขึ้นอยู่กับญาติฝ่ายแม่เป็นหลัก หากญาติฝ่ายแม่มีประวัติการได้ลูกแฝด โอกาสที่ผู้ปกครองจะได้ลูกแฝดตามไปด้วยจะมากกว่าประวัติการได้ลูกแฝดที่พบทางฝ่ายพ่อ
  • อายุของแม่ หากแม่อายุยิ่งมาก โอกาสได้ลูกแฝดจะยิ่งสูงตามไปด้วย ทั้งนี้ อ้างอิงตามสถิติจาก National Statistics Online แม่ในช่วงวัย 30 ตอนปลาย จะมีโอกาสได้ลูกแฝดมากที่สุด
  • ประวัติการมีลูก กล่าวคือ หากแม่มีลูกมาก แนวโน้มที่จะได้ลูกแฝดก็จะมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

ทั้งนี้ ไม่ว่าฝาแฝดจะมีหน้าตาเหมือนกัน หรือต่างกัน จะเป็นเพศเดียวกัน หรือต่างเพศกัน ผู้ปกครองของเด็กฝาแฝดย่อมต้องแบกรับงานที่หนักและท้าทายกว่าผู้ปกครองของเด็กโดยทั่วไป เพราะถือว่าต้องเหนื่อยกับลูกถึง 2 คนในเวลาเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ปกครองของเด็กฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน (Identical Twin) ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ความรู้ ความเข้าใจ และการเลี้ยงดูลูกอย่างสมดุลบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันจึงถือเป็นหัวใจสำคัญ มิเช่นนั้นแล้ว ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเด็กอาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังอาจจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่บุคคลอื่น ทั้งในครอบครัวและนอกครอบครัว เพื่อทำลายความคิดเหมารวมที่คนทั่วไปมักมีต่อเด็กฝาแฝดว่า “เป็นเด็กคนเดียวกัน” หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้อง “มีนิสัยใจคอเหมือนกัน” ซึ่งผิดโดยสิ้นเชิง

ปัญหาเด็กฝาแฝดมีลักษณะอย่างไร?

เด็กฝาแฝดส่วนใหญ่จะประสบปัญหาไม่ลักษณะใดก็ลักษณะหนึ่งในช่วงชีวิต ซึ่งนอกจากจะเป็นปัญหาที่เด็กฝาแฝดรู้ สึกว่ายากจะรับมือแล้ว อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างคู่แฝดได้เช่นกัน โดยปัญหาที่มักพบ ได้แก่

  • เด็กไม่ยอมแยกจากกัน ต้องอยู่ด้วยกันเสมอ จนเมื่อต้องแยกกันจะรู้สึกเปล่าเปลี่ยว หรือเศร้า
  • มีพัฒนาการทางด้านสังคมน้อย หรือขาดทักษะในการเข้าสังคม ทั้งนี้เพราะมักอยู่แต่กับคู่แฝดของตนเองตลอดเวลา จนขาดการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
  • ไม่สนใจการปรับตัวเข้าหาคนอื่น
  • ไม่ยอมรับบุคคลอื่น นอกจากแฝดของตัวเอง
  • มีพัฒนาการทางด้านภาษาน้อยกว่าเด็กโดยทั่วไป ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้ปกครองพูดคุยได้น้อยกว่าการเลี้ยงลูกคนเดียว
  • รู้สึกมีปมด้อย หรือไม่ได้รับความยุติธรรม เมื่อผู้ปกครอง หรือคนรอบข้างแสดงท่าทีชื่นชม หรือลำเอียงอีกฝ่ายมากกว่า
  • ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
  • ไม่ชอบเปรียบเทียบกันเอง
  • แข่งขันกันเอง
  • ทะเลาะกันได้ง่าย เพราะอยู่ด้วยกันมาก
  • มีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ ซึ่งอาจนำไปสู่ลักษณะนิสัยก้าวร้าว
  • สับสนระหว่างการเป็นคู่แฝดกับการเป็นตัวของตัวเอง

ปัญหาเด็กฝาแฝดมีสาเหตุมาจากอะไร?

สาเหตุสำคัญของปัญหาเด็กฝาแฝด อาจสรุปได้เป็น 3 ประการหลัก อันได้แก่ ความเหมือน ซึ่งเป็นสาเหตุอันเกิดจากตัวเด็กเอง นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอันเกิดจากผู้ปกครองและคนรอบข้างอีกด้วย

  • ความเหมือน
    สาเหตุหลักของปัญหาเด็กฝาแฝด คือ “ความเหมือน” อันส่งผลให้เกิดภาพการมองเด็กเป็นคู่ แทนการมองเด็กอย่างเป็นปัจเจกบุคคลอย่างที่ควรจะเป็น สำหรับตัวเด็กฝาแฝดเองนั้น การทำความเข้าใจระหว่างคำว่า “เรา” และ “ฉัน” ถือเป็นเรื่องยาก เนื่องจากเด็กจะต้องเรียนรู้การแยกแยะตนเองออกจากคู่แฝดของตนที่มีความคล้ายคลึงกันมาก โดยทั่วไป เด็กจะเริ่มสามารถแยก แยะตนเองได้ ด้วยการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมที่พบซ้ำๆตั้งแต่ในช่วง 6-10 เดือนแรก และจะค่อยๆเข้าใจตนเองมากยิ่งขึ้น แม้หน ทางในการรู้จักตนเอง และการแยกแยะตนเองออกจากคู่แฝดมักไม่ราบรื่นนักก็ตาม
  • ผู้ปกครอง
    ผู้ปกครองถือเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการสร้างความเข้าใจในการรู้จักตนเอง และการแยกแยะซึ่งกันและกันของเด็ก หากผู้ปกครองปฏิบัติต่อฝาแฝดเสมือนเป็นคนคนเดียวกัน หรือเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อกระ บวนการเข้าใจตนเองของเด็ก ขั้นตอนการพัฒนาอัตลักษณ์ของเด็กเริ่มขึ้นตั้งแต่เด็กยังเล็ก และจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้ความสำคัญต่อเด็กเป็นรายบุคคลอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพราะฝาแฝดแต่ละคู่ย่อมมีความต้องการที่ต่างกันออกไป หากผู้ปก ครองไม่สามารถเข้าใจลูกแต่ละคนได้ หรือตัดสินใจตามความสนใจของลูกคนใดคนหนึ่งมากจนเกินไป ความบอบช้ำทางจิตใจก็อาจจะติดตัวเด็กไปตลอดได้
  • คนรอบข้าง
    นอกจากรูปร่าง หน้าตาที่เหมือนกัน สภาพความเป็นฝาแฝดมักสร้างภาพเหมารวมให้เกิดขึ้นในการรับรู้ของคนรอบข้างอย่างกว้างขวางว่า เด็กฝาแฝดจะต้องมีลักษณะนิสัยที่เหมือนกันด้วยเช่นกัน ความเข้าใจผิดๆ หรือการเรียกเด็กสลับกัน ย่อมนำความรำคาญใจมาสู่เด็กได้บ้างไม่มากก็น้อย

ปัญหาเด็กฝาแฝดมีความสำคัญอย่างไร?

สถานะของการเป็นเด็กฝาแฝดสามารถก่อให้เกิดความยากลำบากทั้งต่อผู้ปกครองและตัวเด็กเอง โดยเด็กอาจมีปัญหาทางด้านอารมณ์อันเกิดจากการต้องแยกจากกันกับคู่แฝด ซึ่งปัญหาดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือโรงเรียน และจะแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละราย อย่างไรก็ตาม เด็กฝาแฝดบางรายอาจมีความพึงพอใจที่จะแยกจากอีกฝ่ายบ้างในบางเวลา ซึ่งมักขึ้นอยู่กับการดูแลเลี้ยงดูของผู้ปกครองเป็นหลัก รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันของเด็ก และความสน ใจที่ต่างกัน

เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น เด็กฝาแฝดมักอยากลองมีประสบการณ์การแยกจากคู่แฝดอีกฝ่าย และจะหันไปคบเพื่อนใหม่ อย่าง ไรก็ตาม เด็กมักประสบปัญหาในการปรับตัวเข้าหาผู้อื่น ทั้งนี้เพราะรู้สึกไม่คุ้นเคยกับการสร้างเพื่อนใหม่ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก มิใช่คู่แฝดของตนอย่างที่ผ่านมา

เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ฝาแฝดก็มักจะนึกถึงกันอยู่เสมอ แม้ว่าจะสร้างครอบครัวใหม่ หรือมีลูกแล้วก็ตาม เพราะความสัม พันธ์ระหว่างคู่แฝด อาจเป็นความสัมพันธ์รูปแบบที่ใกล้ชิดกันมากที่สุดระหว่างบุคคล ดังนั้นการช่วยเหลือให้เด็กฝาแฝดมีความพึงพอใจในความเป็นตัวของตัวเองของแต่ละคน และสามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม คือ การสอนให้เด็กเข้าใจถึงสมดุลระหว่างการอยู่ร่วมกัน และการแยกจากกันกับคู่แฝด ซึ่งจะส่งผลดีต่อตัวเด็กฝาแฝดได้อย่างมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีปัญหาอันเกิดจากความเป็นฝาแฝดมากเพียงใด แต่ฝาแฝดส่วนใหญ่ก็มักจะรู้สึกว่าการมีคู่แฝดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิต หากได้รับการชี้แนะและเลี้ยงดูจากผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด การมีคู่แฝดย่อมหมายถึงจุดเริ่มต้นสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเข้าสังคมในอนาคตของเด็ก นอกจากนี้ การมีคู่แฝดที่เกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน และโตขึ้นมาพร้อมกัน อีกทั้งยังมีรูปร่าง หน้าตาที่คล้ายคลึงกัน ย่อมทำให้คู่แฝดเป็นบุคคลที่รู้ใจกันมากที่สุด และอาจจะรักกันมากที่สุดก็เป็นได้

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาเด็กฝาแฝดได้อย่างไร?

การจัดการปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็กแฝด อาจถือได้ว่าเป็นความท้าทายที่สุดสำหรับพ่อแม่ลูกแฝด โดย เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดภาวะ Twin Escalation Syndrome กล่าวคือ เด็กคู่แฝดจะแสดงพฤติกรรมที่มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น เมื่อคนหนึ่งร้องไห้ อีกคนจะร้องไห้ดังกว่า และส่งผลให้อีกคนยิ่งร้องดังขึ้นไปอีก วนไปเช่นนี้เรื่อยๆ เป็นต้น แม้ภาวะดังกล่าวจะหลีก เลี่ยงได้ยากในลูกแฝด แต่เพื่อควบคุมไม่ให้ปัญหามีความรุนแรง และให้พ่อแม่สามารถรับมือกับการดูแลลูกแฝดได้ดีขึ้น พ่อแม่สามารถปฏิบัติตามวิธีการ ดังต่อไปนี้

  • มองลูกเป็นรายบุคคล ไม่มองแบบเหมารวม ในความเหมือน ลูกย่อมมีความแตกต่าง และการที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสามารถเข้าใจลูกได้ ย่อมเกิดจากความทุ่มเทและการใช้เวลาอยู่กับลูก เพื่อสังเกตทั้งพฤติกรรมและความสนใจของลูก พ่อแม่ควรปลูกฝังให้ลูกรู้จักเรียนรู้ความแตกต่างของกันและกัน แยกพวกเขาออกจากกันบ้างเมื่อมีโอกาส เพื่อไม่ให้ลูกติดกันมากจนเกิน ไป เพราะอาจทำให้การแยกจากกันเป็นเรื่องยาก รวมถึงอาจทำให้เด็กไม่สนใจการเข้าสังคมกับบุคคลอื่นนอกจากแฝดของตนเอง
  • รู้จักเบี่ยงเบนความสนใจ เด็กฝาแฝดมักจะทะเลาะกันได้ง่าย พ่อแม่อาจเบี่ยงเบนความสนใจของลูก เพื่อแก้สถานการณ์ให้ดีขึ้น โดยการหลอกล่อด้วยสิ่งที่ลูกชอบ หรือสามารถดึงความสนใจของลูกได้ เช่น ของเล่นชิ้นโปรด หรือชุดระบายสี เป็นต้น พ่อแม่ยังสามารถเบี่ยงเบนความสนใจของลูกได้ด้วยการพาลูกย้ายไปสู่บรรยากาศใหม่ของอีกสถานที่หนึ่ง หรือแม้เพียงการพาลูกเดินขึ้นหรือลงบันได นอกจากนี้การมอบหมายให้สมาชิกคนอื่นในครอบครัวมาเล่นกับลูกแทน ย่อมสามารถช่วยให้ลูกลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้น และถือเป็นการหยุดปัญหาได้อย่างฉับพลัน สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาเล็กน้อย พ่อแม่ก็อาจลดปัญหาได้ด้วยการพูด คุยกับลูก หรือให้ลูกช่วยทำงานบ้าน เป็นต้น
  • ให้ความเท่าเทียมกันกับลูก เด็กย่อมอยากใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กฝาแฝด ความต้อง การเวลาจากพ่อแม่ย่อมเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่า ดังนั้นพ่อแม่ควรใช้เวลาร่วมกับลูกให้มาก เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูก เช่น อาจสร้างบรรยากาศสงบก่อนนอนด้วยการเล่านิทาน พูดคุยกับลูกเงียบๆ เกี่ยวกับเรื่องราวในหนึ่งวัน และการแสดงความรักก่อนนอน เช่น กอด หรือหอมแก้ม โดยไม่ลืมว่าจะต้องให้เวลาลูกทั้งคู่ในเวลาที่เท่าเทียมกันเป็นรายบุคคล
  • ให้รางวัลสำหรับการประพฤติดี ในสถานการณ์ที่พ่อแม่มีลูกมากกว่าหนึ่งคน ลูกอาจเรียนรู้การเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ด้วยการตะโกนหรือโวยวาย ดังนั้นแทนที่พ่อแม่จะสนใจลูกคนที่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวในทันที ควรให้ความสำคัญกับลูกคนที่สงบนิ่งอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าลูกจะไม่น้อยใจ และเพื่อแสดงให้ลูกรับรู้ว่าพ่อแม่ชื่นชมในพฤติกรรมดีของเขา
  • ลดการเปรียบเทียบ สาเหตุหลักของปัญหาระหว่างฝาแฝดเกิดจากการแข่งขันซึ่งกันและกัน โดยเด็กมักแก่งแย่งกันเพื่อ ให้ได้มาซึ่งสิ่งของ ความสนอกสนใจ และการยอมรับ ทั้งนี้ วิธีการที่พ่อแม่จะสามารถช่วยลดการแข่งขันดังกล่าวได้ คือ การให้เวลาที่เพียงพอกับลูกแต่ละคน โดยระบุให้ชัดเจนว่าจะคุยกับลูกคนใดก่อน และแสดงให้ลูกอีกคนมั่นใจว่าเขาจะได้รับการรับฟังเช่นกัน
  • อดทนและอดกลั้น ในบางครั้งพ่อแม่อาจเป็นผู้ระเบิดอารมณ์ใส่ลูกเอง ดังนั้นเพื่อป้องกันการแสดงออกซึ่งความรุนแรงดังกล่าว พ่อแม่จำเป็นต้องอดทนและอดกลั้น โดยอาจข่มอารมณ์ของตนเองด้วยวิธีการต่างๆ เช่น นับ 1-10 หรือสูดหายใจเข้าลึก ๆ รวมถึงอาจเลือกเดินออกจากห้อง นอกจากนี้พ่อแม่ควรจดจำไว้เสมอว่า ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้
  • เข้าใจก่อน แล้วจึงให้ผู้อื่นเข้าใจตาม อันที่จริงแล้ว พ่อแม่ควรเตรียมความพร้อมรับมือกับลูกแฝดตั้งแต่เด็กยังอยู่ในครรภ์ โดยการค้นคว้าหาข้อมูลที่จำเป็น และไม่หยุดที่จะทำความเข้าใจลูก ไม่ว่าเขาจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม เนื่องจากผู้ที่จะเข้าใจเด็กแฝดได้ดีที่สุดนั้น นอกไปจากตัวคู่แฝดด้วยกันเอง ย่อมไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น “พ่อแม่” ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสนับ สนุนลูก พ่อแม่ควรเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับลูกให้เกิดขึ้นกับคนรอบข้าง

เกร็ดความรู้เพื่อครู

หากมีเด็กฝาแฝดในห้องเรียน ครูสามารถช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังต่อไปนี้

  • ให้ความสำคัญและการดูแลเด็กแฝดเป็น “รายบุคคล”
  • ส่งเสริมความเป็นปัจเจกบุคคล แต่ควรหลีกเลี่ยงการแยกแยะฝาแฝดออกเป็นคนละคน โดยการใช้คำเรียกที่เป็นการตีตรา (labeling) เช่น “คนที่เก่งกีฬา” “คนที่หัวไว” “คนที่ขี้แย” ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่ามีคนหนึ่งดีหรือด้อยกว่าอีกคนหนึ่ง
  • ตระหนักอยู่เสมอว่า แม้ฝาแฝดจะมีลักษณะภายนอกที่คล้ายคลึงกัน แต่ลักษณะนิสัยและความชอบย่อมต่างกัน ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปโดยง่ายว่า ฝาแฝดจะเลือกอะไรเหมือนกัน ฉะนั้นแล้ว ครูควรให้เด็กเป็นผู้เลือกกระทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง ซึ่งนอก จากจะเป็นวิธีที่มอบอิสระให้กับเด็กทั้งหมดแล้ว ยังทำให้เห็นความถนัดและความสนใจที่แตกต่างกันของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่แฝด เพื่อจะได้ให้การสนับสนุนได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไป
  • ยอมรับว่าที่ปรึกษาที่ดีที่สุดของครู คือ “ผู้ปกครอง” ฉะนั้น ครูควรปรึกษาผู้ปกครอง เพื่อเรียนรู้วิธีการตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก
  • หากการอยู่ร่วมห้องกันของเด็กขัดต่อพัฒนาการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสังคม อารมณ์ หรือสติปัญญา ครูควรแจ้งให้ผู้ ปกครองทราบ เพื่อร่วมกันดำเนินการต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้ปกครองเองก็มักรับรู้และเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูก และทาง ออกของปัญหานี้มักแก้ได้ด้วยการแยกเด็กแฝดให้เรียนคนละห้อง

บรรณานุกรม

  1. 20 Questions about Twins - http://babyworld.co.uk/2011/10/20-questions-about-twins/ [2013, August 17]
  2. Facts and Figures about Twins - http://www.twins.org.au/index.php/twins-and-twin-families/about-twins [2013, August 17]
  3. Am I an I or a We? - http://www.twinsmagazine.com/am-i-i-or-we [2013, August 17]
  4. Discipline for Twins - http://www.supernanny.co.uk/Advice/-/Parenting-Skills/-/Discipline-and-Reward/Discipline-for-Twins.aspx [2013, August 17]
  5. Teaching Twins in the Preschool Classroom - http://www.teachpreschool.org/2011/08/teaching-twins [2013, August 17]
  6. Twin Escalation Syndrome - http://multiples.about.com/cs/familyissues/a/twinescalation.htm [2013, August 17]
  7. Twin Issues - http://drbarbaraklein.squarespace.com/twin-issues/ [2013, August 17]
  8. Twin Troubles - http://twinsrealm.com/twintext2.htm [2013, August 17]
  9. Twin Tips - http://www.twinsuk.co.uk/res_about_twintips.php [2013, August 17]
  10. . Twins - http://www.cyh.com/HealthTopics/HealthTopicDetails.aspx?p=114&np=99&id=2151 [2013, August 17]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน