หน้าหลัก » Blogs » ปัญหาใหญ่ ในโรงเรียนขนาดเล็ก (ตอนที่ 2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ผู้ให้การสนับสนุนแนวคิดเรื่องโรงเรียนขนาดเล็ก (Small school) ได้ชี้ให้เห็นว่าในโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 400 คนหรือต่ำกว่า 200 คนนั้น นักเรียนจะได้รับโอกาสให้เข้าร่วมกิจกรรมที่ส่งเสริมความเป็นผู้นำมากกว่า นอกจากนี้เด็กๆ จะเข้าร่วมกิจกรรมนอกชั้นเรียนมากขึ้น เนื่องมากจากข้อเท็จจริงที่ว่าทั้งครู ผู้ใหญ่และนักเรียนในโรงเรียนต่างรู้จักกันหมด และ เด็กๆ ก็จะได้รับความสนใจมากกว่า

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนหลายแห่ง [ในสหรัฐอเมริกา] ด้ยกเลิกแนวคิดเรื่องโรงเรียนขนาดเล็กไป เพราะไม่สามารถเอาชนะปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้ แม้หลังจากได้รับทุนสนับสนุนให้ทดลองทำดูแล้ว หลายเขตได้ทำการทดลองนี้โดยการปิดโรงเรียนขนาดใหญ่และเปิดโรงเรียนที่เล็กกว่า

Gates Foundation (มูลนิธิของมหาเศรษฐีโลก บิล เกตส์ ผู้สร้างอาณาจักรไมโครซอฟต์ จนประสบความสำเร็จไปทั่วโลก) เป็นผู้สนับสนุนเงินทุนให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเริ่มเปลี่ยนความสนใจไปเน้นที่การพัฒนาหลักสูตรมากกว่า โดยให้เงินทุนสนับสนุนการสอนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แทน

ผู้สนับสนุนแนวคิดของโรงเรียนขนาดเล็ก [โดยเฉพาะ Deborah Meier นักการศึกษาชาวอเมริกัน ที่ได้ชื่อว่า เป็นบุกเบิกในการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีโรงเรียนขนาดเล็ก] อ้างถึงข้อดีว่า ในโรงเรียนขนาดเล็ก เด็กจะประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ มากขึ้น เข้าร่วมในชั้นเรียนมากขึ้น มีอัตราการจบการศึกษาเพิ่มขึ้น และมีการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาก็เพิ่มขึ้น

Deborah Meier กล่าวด้วยว่าโรงเรียนขนาดเล็กทำให้นักเรียนได้นั่งล้อมวงในโต๊ะเดียวกัน และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการตัดสินใจร่วมกันด้วย และนี่เองคือแนวคิดหลักที่โรงเรียนทุกแห่งควรสอนนักเรียน กล่าวคือ สอนให้พวกเขาเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพในสังคมแบบประชาธิปไตย สอนให้เด็กปฏิบัติหรือกระทำสิ่งต่างๆ ตามหลักประชาธิปไตย ซึ่งมีประโยชน์และใช้ได้ผลยิ่งในโรงเรียนขนาดเล็ก

ตัวอย่างความสำเร็จของเด็กในโรงเรียนขนาดเล็กสามารถเห็นได้จากโรงเรียนขนาดเล็กใน Oakland California จากการศึกษาของสถาบัน Annenberg นั้นพบว่า การเรียนการสอนโรงเรียนขนาดเล็กให้ผลลัพธ์ดีกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะนักเรียนได้เรียนจบจากหลักสูตรที่แน่นกว่า และมีอัตราการขาดเรียนน้อยกว่า เมื่อเทียบกับโรงเรียนขนาดใหญ่

งานเขียน The American Dream and the Public Schools ของ Jennifer L. Hochschild และ Nathan Scovronick ก็ได้ระบุไว้ว่า ห้องเรียนขนาดเล็กกว่าทำให้เกิดการสร้างสรรค์หลักสูตรทางวิชาการที่ท้าทายขึ้น เพื่อช่วยเด็กๆ ที่ตามไม่ทันเพื่อนด้วย

สังคมการเรียนรู้ขนาดเล็กที่สมาชิกต่างใกล้ชิดกัน จะทำให้เกิดผลลัพธ์และกฎระเบียบต่างๆ ที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับสังคมการเรียนรู้ขนาดใหญ่ โรงเรียนขนาดใหญ่ทำให้เด็กมีโอกาสน้อยที่จะเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ นักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะถูกทำให้แยกตัวออกจากเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน หรือ มีโอกาสพัวพันกับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงมากกว่าด้วย [อาทิ ยาเสพติด และอาชญากรรม]

แหล่งข้อมูล:

  1. Small school movement - http://en.wikipedia.org/wiki/Small_schools_movement [2013, June 24].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน