หน้าหลัก » บทความ » พฤติกรรมความสุข (Happiness Behavior)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

พฤติกรรมความสุข

พฤติกรรมความสุข (Happiness Behavior) หมายถึง การแสดงออกที่สะท้อนถึงความสุขของเด็กปฐมวัย ขณะดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งสังเกตได้จากพฤติกรรมและการใช้ถ้อยคำของเด็กที่การปฏิบัติตนที่สะท้อนให้เห็นว่าเด็กมีความสุข เช่น ยิ้มแย้มแจ่มใส กระตือรือร้น อยากร่วมกิจกรรม มีอารมณ์ขัน ปฏิบัติตามข้อตกลงด้วยความเต็มใจ มีสมาธิ ทำงานร่วมกับผู้อื่น สนทนาโต้ตอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยความพอใจ เป็นต้น พฤติกรรมความสุขเกิดจากการที่เด็กได้รับการยอมรับว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีหัวใจและสมอง ได้รับโอกาสในการเรียนรู้จากสิ่งที่ตนเองสนใจและถนัด ตามความแตกต่างของแต่ละคน ซึ่งจะทำให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกสนาน เมื่อเด็กมีความสุขแล้วจะทำให้เด็กสนใจอยากเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและส่งผลต่อความสำเร็จในการเรียนและพัฒนาการด้านต่างๆ

ความสำคัญของการส่งเสริมพฤติกรรมความสุขให้กับเด็กปฐมวัย

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติได้นำเสนอทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความสุขว่า การสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความสุขเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียน มี 6 ประการ คือ

  • สร้างความรักและศรัทธาต่อการเรียนรู้ เป็นสิ่งจำเป็นมากเพราะจะช่วยให้นักเรียนเกิดความรัก ความสนใจต่อบท เรียน ต่อครู และต่อผู้ร่วมเรียน การสร้างศรัทธาจะเกิดขึ้นได้โดยการสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ครูต้องเข้าใจนัก เรียน ครูต้องเข้าใจตนเอง รู้บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ รู้สภาพของตนเอง รวมถึงเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ มีบทเรียนที่สนุกและเพลิดเพลิน ต้องสร้างความสนใจและสร้างความผูกพันในการเรียน
  • เห็นคุณค่าจากการเรียนรู้ การเรียนของเด็กจะประสบความสำเร็จ เมื่อเขาเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ว่าเรียนไปทำไม? เรียนไปเพื่ออะไร? เรียนแล้วได้อะไร? เรียนแล้วจะเป็นอะไร? เด็กจะเห็นว่าบทเรียนแต่ละบทมีคุณค่าก็ต่อเมื่อสิ่งที่เขาเรียนนั้นเป็นประโยชน์และมีความหมายต่อตัวเอง
  • เปิดประตูสู่ธรรมชาติ การเรียนแต่เฉพาะในห้องเรียนบางครั้งอาจจะรู้สึกคับแคบและอึดอัดทั้งครูและเด็ก แต่จะรู้สึกสดชื่นและมีชีวิตชีวา หากได้ออกไปนอกห้องเรียน โดยธรรมชาติเด็กจะเป็นนักค้นคว้าและชอบแสวงหาคำ ตอบเกี่ยวกับโลกรอบตัว เด็กจะอ่านสรรพสิ่งรอบตัวด้วยความรู้สึกและจิตสัมผัส
  • ความมุ่งมาดและมั่นคง การรู้จักตนเอง รู้จุดดี จุดด้อยของตนเอง ยอมรับสภาวะแห่งตน ไม่ดูถูกตนเอง ไม่โทษคนรอบข้าง ใจกว้างและพร้อมจะปรับปรุงแก้ไข รู้จักระงับอารมณ์ มั่นใจและตั้งใจจริง ย่อมจะนำความสำเร็จในชีวิตมาให้แก่ตน ซึ่งจะนำไปสู่ความภาคภูมิใจเห็นคุณค่าในตนเองและไม่คิดว่าชีวิตของตนเองเป็นสิ่งไร้ค่า
  • ดำรงรักษ์ไมตรีจิต เมื่อเด็กโตขึ้นมา สังคมของเขาย่อมขยายวงจากครอบครัวไปสู่โรงเรียนและสังคมที่ใหญ่ขึ้น เด็กเริ่มต้องการเพื่อน เริ่มอยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นกลุ่มเป็นพวก ไม่ชอบอยู่โดดเดี่ยว ครูมีส่วนช่วยให้เด็กได้เรียนรู้วิธีการรักษาไมตรีจิตมิตรภาพต่อเพื่อน ด้วยการจัดกิจกรรมที่เด็กมีส่วนร่วม
  • ชีวิตที่สมดุล การรักษาสมดุลของชีวิตคือ การปรับตนเองให้อยู่ในความพอเหมาะพอดี รู้ขีดจำกัดของความปรารถนาส่วนตน มีการประพฤติปฏิบัติที่งดงาม ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้และเข้าใจธรรมชาติของชีวิตและความเป็นไปของโลก ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เขาได้รู้จักตัวเอง รู้ความสามารถ รู้จุดอ่อนของตนเอง รู้จักปรับตัวและรู้วิธีแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาด

ส่วนองค์ประกอบที่สำคัญที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุขนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติได้เสนอแนวคิดสำคัญ 6 ประการดังนี้

  • เด็กแต่ละคนได้รับการยอมรับจากเพื่อนและครู เด็กต้องได้รับการยอมรับว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีหัวใจและมีสมอง ดังนั้นเด็กจึงควรมีสิทธิ์ที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร สามารถมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความ คิด ความสนใจ ในสิ่งต่างๆได้ มีความรู้สึกรัก โกรธ ดีใจ หรือเสียใจเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ตัวโตๆ มีความสามารถเฉพาะตัว มีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างไปจากคนอื่น มีสิทธิ์ได้รับการปฏิบัติจากผู้ใหญ่อย่างมนุษย์คนหนึ่ง ที่สำคัญที่สุดคือ เด็กควรมีโอกาสเลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจ ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเลือกอนาคตให้กับตนเอง ผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครูหรือญาติพี่น้องควรเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำที่ดีกับเด็ก ไม่ใช่ผู้ออกคำสั่งหรือผู้บงการชีวิต พวกเขาควรได้รับการยอมรับว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีหัวใจและสมอง เพียงแต่อ่อนเยาว์กว่าผู้ใหญ่ทั้งหลาย เด็กย่อมต้องการที่จะมีความสุขในชีวิต ความต้องการของเด็กอาจเป็นเพียงเรื่องพื้นๆ ไม่ซับ ซ้อน เด็กต้องการชีวิตที่ร่าเริง สนุกสนาน แจ่มใส ต้องการมีจิตใจที่เบิกบาน สดชื่น ร่างกายแข็งแรง มีพลังทั้งกายและใจที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความมีศักยภาพทางความคิดและสติปัญญา มีสุขภาพจิตที่ดีและมีความหวังในชีวิต
  • ครูมีความเมตตา จริงใจและอ่อนโยนต่อเด็กทุกคนโดยทั่วถึง ครูต้องมีความเข้าใจทฤษฎีแห่งพัฒนาการตามธรรม ชาติของเด็ก เข้าถึงความรู้สึกละเอียดอ่อนความคิดอันไร้ขอบเขตและความฝันอันกว้างไกลของเด็กแต่ละคน ควรเปิดโอกาสให้เขาได้สานความฝัน จนบรรลุเป้าหมายของชีวิต ครูควรให้ความเอาใจใส่ต่อเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง มีความยุติธรรมสม่ำเสมอและวางตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีอารมณ์มั่น คง สดชื่น แจ่มใส มีสำนึกในการเป็นผู้ให้ มีการเตรียมตัวเพื่อการสอนให้มีคุณภาพอยู่เสมอ มีความเสียสละและอดทน มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเด็กให้รู้จักตัวเอง รู้จักแก้ปัญหาและเรียนรู้วิธีที่จะนำตัวเองไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง อย่างมีสติและเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม
  • พ่อแม่และครูควรช่วยกันอบรมสั่งสอนเด็กไปในทิศทางเดียวกัน โดยให้ความรู้ ให้โอกาส ให้ความเข้า ใจ ให้อภัย และให้ศรัทธาต่อโลกมนุษย์ เพื่อให้พวกเขาเป็นบุคคลที่มีความสุข

  • เด็กเกิดความรักและความภูมิใจในตนเอง รู้จักปรับตัวได้ทุกที่ ทุกเวลา เด็กรู้จักตนเอง รู้คุณค่าของชีวิตและความเป็นมนุษย์ของตน รับรู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ยอมรับทั้งจุดดีและจุดด้อยของตนเองและคิดหาวิธีปรับปรุงแก้ไข เข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงและรู้วิธีปรับตนเองให้อยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นๆได้โดยไม่เสียสุขภาพ จิต รู้จักเกรงใจและให้เกียรติผู้อื่น มีเหตุผลและใจกว้างพร้อมที่จะดำเนินชีวิตในบทบาทของผู้ใหญ่ที่มีความรับผิด ชอบ ความภูมิใจของเด็กจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กได้แสดงความสามารถบางสิ่งบางอย่างให้ผู้อื่นได้รับรู้ การที่เด็กได้ทำในสิ่งที่ชอบและถนัด เมื่อประสบความสำเร็จย่อมนำความภาคภูมิใจมาให้ตัวเองและเกิดกำลังใจที่จะพัฒนาฝีมือให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก งานใดที่เด็กทำแล้วเกิดความภาคภูมิใจ เด็กก็จะรักงานนั้นและอยากทำให้ดียิ่งขึ้นไป และเมื่อเด็กรักงานนั้นแล้วก็ย่อมที่จะรักผู้ร่วมงาน แล้วแผ่ขยายไปถึงผู้อื่น กลุ่มอื่นและอยากให้เขาประสบความสำเร็จด้วย ดังนั้น ภาระอีกประการหนึ่งของครูก็คือ การช่วยให้เด็กค้นพบความสามารถของตนเองและเปิดโอกาสให้แสดงความสามารถนั้นๆออกมา วิธีการนี้นอกจากจะสร้างความภูมิใจให้เด็กแล้ว ยังช่วยให้เด็กรู้จักตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าของตัวเองและรักตัวเองมากขึ้น เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อตัวเอง ในขณะเดียวกันก็เกิดความเห็นอกเห็นใจผู้ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จและอยากจะช่วยเพื่อนให้ประสบความสำเร็จบ้าง
  • เด็กแต่ละคนมีโอกาสเลือกเรียนได้ตามความถนัดและความสนใจ เพื่อให้เด็กได้ค้นพบความสามารถที่ซ่อนเร้นและรอการพัฒนา ทำให้เด็กมีกำลังใจที่จะเรียน ได้มีโอกาสรับรู้ว่าวิทยาการแขนงต่างๆสามารถจะเป็นประโยชน์ได้ทั้งนั้น หากเขาใส่ใจ มุ่งมั่น นอกจากนี้ยังต้องให้เขามีโอกาสเรียนเพื่อรู้อย่างลึกซึ้งและกว้างไกล (learn to know ) เรียนให้เข้าใจและให้รู้เคล็ดลับของการทำสิ่งต่างๆให้ประสบความสำเร็จ (learn to do) เรียนจนรู้จัก เข้าใจวิธีคิดและวิธีปฏิบัติของคนในอาชีพนั้นๆเสมือนเป็นคนที่อยู่ในอาชีพนั้นจริงๆ (learn to be) ทั้งยังสามารถนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ให้เข้ากับตนเองอย่างกลมกลืนและสร้างสรรค์ เพื่อความสุขของตนและคนรอบข้าง ศักยภาพของเด็กขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดูและความสามารถที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เมื่อเด็กเติบโตขึ้น ศักยภาพหรือความสามารถพิเศษเหล่านั้นจะเริ่มขยายตัวและแสดงออกมา หากเขาได้รับโอกาส จังหวะและแรงกระตุ้นที่เหมาะสม ความสามารถ ความถนัด และความสนใจพิเศษของเด็กก็จะปรากฏเด่นขึ้นเป็นลำดับ การจัดกิจกรรมที่หลากหลายให้เด็กได้เลือกทำตามที่เขาชอบและสนใจ จะช่วยให้เขาได้พัฒนาตนเองในด้านนั้นๆมากขึ้น
  • บทเรียนสนุก แปลกใหม่ จูงใจให้ติดตามและเร้าใจ การที่เด็กได้เรียนบทเรียนที่สนุกแปลกใหม่และเร้าความสนใจจะทำให้เด็กพัฒนาความคิดจากความรู้ที่ได้รับขยายวงไปสู่ความรู้ใหม่ เกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากทดลองเพื่อให้ได้เห็นผลที่สมจริง อยากศึกษาให้ลึกซึ้งเพิ่มเติม เกิดความตื่นเต้นและภาคภูมิใจในข้อค้นพบใหม่ๆ และสามารถถ่ายทอดแนวความคิดเหล่านั้นให้ผู้อื่นทราบด้วยด้วยความภูมิใจ ทำให้รักการเรียนและเห็นประโยชน์ในการเรียน ซึ่งไม่ได้ขีดวงจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่อาจสัมพันธ์กับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความเป็นไปในชีวิตและปรากฏการณ์ต่างๆที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตแต่ละท้องถิ่น ในส่วนของครูต้องมีความตื่นตัวที่จะเปิดใจให้กว้างเพื่อพัฒนาตนเองให้ทันกับเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การจัดบทเรียนต้องคำนึงถึงเด็กเป็นสำคัญ ทำโรงเรียนให้เป็นสถานที่ที่ไม่น่ากลัว ไม่เกิดความเครียด เพื่อให้เด็กทุกคนอยากมาโรงเรียน ครูที่มีคุณ ภาพคือครูที่สามารถดึงความสุขเข้ามาไว้ในห้องเรียน หรือดึงบทเรียนไปสัมพันธ์กับสิ่งนอกห้องเรียนได้อย่างแท้จริง ส่วนบทเรียนที่มีคุณภาพ ประกอบด้วยหัวข้อปลีกย่อยหลายข้อ แต่ละข้อจะส่งผลให้เด็กเห็นประโยชน์ของสิ่งที่เรียน บทเรียนที่มีคุณภาพแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
    • ส่วนเนื้อหาและกิจกรรม ต้องมีความแปลกใหม่น่าตื่นเต้นเร้าใจ อยากให้ติดตาม มีการเชื่อมโยงความรู้จากเก่าไปใหม่ มีกิจกรรมสนุกไม่น่าเบื่อ และตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก
    • ส่วนพัฒนาตน เป็นส่วนที่ขยายความรู้ไปสู่โลกกว้าง จูงใจใฝ่หาความรู้ด้วยตัวเอง เรียนรู้การทำ งานที่สร้างสรรค์ เรียนรู้วิธีการทำงานเป็นกลุ่ม ใจกว้างและรู้จักยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น
    • ส่วนเสริมสร้างทัศนคติ เด็กได้ค้นพบตัวเองและความสามารถของตน ได้เข้าใจชีวิตและธรรมชาติตามวัยที่รับได้ เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เข้าใจและเห็นคุณค่าท้องถิ่นของตน รักและเห็นประโยชน์ของการเรียน
  • สิ่งที่เรียนรู้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ สิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ต้องไม่จำกัดอยู่เฉพาะในบทเรียน แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในสภาพความเป็นจริง เกิดประโยชน์และมีความหมายต่อตัวเด็ก ทั้งยังสามารถพยากรณ์คาดคะเนหรือตั้งข้อสันนิษฐานต่างๆอันจะนำไปสู่การค้นคว้าเพื่อพิสูจน์ความจริง รู้จักสืบเสาะหาคำตอบต่อข้อสงสัยต่างๆจากแหล่งวิทยาการ รู้จักวิเคราะห์เหตุการณ์หรือสภาพการณ์ต่างๆได้อย่างมีเหตุผล มีจุดยืนที่แน่ นอนและมีความเชื่อมั่นในตนเองพอที่จะไม่ตกเป็นเครื่องมือของใครหรือเป็นเหยื่อของผู้ไม่ประสงค์ดี รู้วิธีดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า และสามารถให้ความช่วยเหลือแนะนำผู้อื่นได้เมื่อเขาโตขึ้น

การส่งเสริมพฤติกรรมความสุขมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

เมื่อเด็กมีความสุขในการเรียนรู้จะทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอย่างมีความสุข สำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมความสุขในเด็กปฐมวัยนั้น จะมีคุณค่าและประโยชน์ต่อเด็กในด้านต่างๆดังนี้

  • ช่วยให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตนเอง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมความสุข จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ถึงคุณค่าแห่งตน เรียนรู้ว่าตนเองเป็นคนมีความสำคัญ มีส่วนในการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ อื่นและสังคม ทำให้รู้สึกว่ามีคุณค่าในการดำเนินชีวิต นำไปสู่การสร้างความรู้สึกที่ดีและมีความภาคภูมิใจในตน เอง
  • ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียน ไม่มีความตึงเครียด เด็กรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนน่าสนใจ น่าเรียนรู้ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ราบรื่นระหว่างครูกับเด็กจนเกิดการยอมรับซึ่งกันและกัน จะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนและมีผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้น
  • ช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ดี เด็กที่มีความสุขในการเรียนจะรู้สึกผ่อนคลาย ไม่มีความกังวล รู้สึกปลอดภัย สามารถคิดและแก้ปัญหาต่างๆได้ดี ทำให้สามารถจัดการกับปัญหาและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ดีด้วย
  • ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น การแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของการมีความสุข ความรู้สึกร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่ดี ทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย มีความอ่อนโยนในจิตใจ จึงทำให้สามารถแสดงพฤติกรรมในเชิงบวกต่อบุคคลรอบข้างซึ่งเป็นการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น
  • ช่วยให้เด็กรับรู้อารมณ์ของตนเองและสามารถควบคุมอารมณ์ของตนได้อย่างเหมาะสม การจัดกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมความสุข เป็นการจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เรียนรู้คุณค่าของตนเอง ไม่กระทำสิ่งใดที่เป็นพฤติกรรมด้านลบ เรียนรู้ที่จะจัดการอารมณ์ของตนเองอย่างเหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องได้ รับการฝึกฝน ดังนั้นถ้ามีสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดหรือกระตุ้นอารมณ์ในด้านลบ เด็กที่มีพฤติกรรมความสุขจะสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความเป็นจริง
  • ช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เด็กที่มีพฤติกรรมความสุขจะประพฤติปฏิบัติสิ่งต่างๆที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ ลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมที่ผิดกฎกติกาและข้อตกลงต่างๆของสังคม จึงทำให้การอยู่ร่วมกันมีความสุขมากขึ้น
  • ส่งเสริมให้เด็กมีคุณธรรม จริยธรรมและมีจิตใจที่ดีงาม พฤติกรรมที่แสดงออกด้วยคำพูดและการปฏิบัติในสิ่งที่ดี ก็ถือเป็นพฤติกรรมความสุขด้วย เช่น การมีคุณธรรมจริยธรรมที่ดี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือให้กำลังใจ การมีเมตตากรุณาต่อสัตว์เลี้ยงต่างๆ ก็เป็นพฤติกรรมความสุขเช่นเดียวกัน

ครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมความสุขให้กับเด็กที่โรงเรียนอย่างไร?

ครูปฐมวัยเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมความสุขให้เกิดขึ้นกับเด็กขณะอยู่ที่โรงเรียน โดยครูมีบทบาททั้งในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข ซึ่งครูปฐมวัยควรยึดหลักในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมความสุขให้กับเด็กดังนี้้

  • จัดกระบวนการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้เด็กได้ใช้สมองทั้งสองซีกอย่างสมดุล การจัดกิจกรรมจะไม่เน้นสาระความรู้เพียงอย่างเดียว แต่จะสับเปลี่ยนกิจกรรมให้รู้สึกผ่อนคลายให้กับเด็ก เช่น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับระเบียบวินัย ครูมักใช้นิทาน เกมหรือเพลงเพื่อสอนให้เด็กเห็นตัวอย่างของการมีระเบียบวินัย เด็กจะไม่รู้สึกเบื่อหรือเครียดกับการสอนของครู
  • ให้โอกาสเด็กได้เลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจ เด็กจะรู้สึกพอใจและมีความสุขในการเรียน ถ้าสิ่งที่เรียนนั้นตรงตามความสนใจของเด็ก ครูจึงควรให้เด็กแต่ละคนเลือกตามความพอใจ เช่น การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ มักให้เด็กเลือกเคลื่อนไหวตามจินตนาการมากกว่าให้เด็กเคลื่อนไหวแบบเดียวกัน กิจกรรมสร้าง สรรค์ในแต่ละวันก็จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆให้เด็กได้เลือกทำตามความสนใจ เช่น การปั้น การประดิษฐ์ การพิมพ์ภาพ การสร้างภาพปะติด ฯลฯ หรือกิจกรรมการเล่นตามมุม ก็ให้เด็กเลือกเข้าเล่นตามความสนใจและสามารถเปลี่ยนกิจกรรมได้อย่างอิสระ
  • สร้างความมั่นใจในตนเองให้กับเด็ก การใช้คำพูดหรือปฏิสัมพันธ์ในเชิงบวกกับเด็ก จะมีคุณค่าอย่างมหาศาลที่จะทำให้เด็กมีความสุขในการเรียน การพูดในลักษณะของการให้กำลังใจ จะช่วยให้เด็กมีความสุขและประสบความ สำเร็จในการเรียน
  • สร้างความรักความศรัทธาของเด็กให้มีต่อครู ถ้าเด็กรู้สึกมั่นใจ รักและศรัทธาในตัวครูจะทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย มีความมั่นใจและเรียนรู้อย่างมีความสุข ดังนั้น ครูปฐมวัยจึงควรมีอารมณ์ที่มั่นคงและสร้างความไว้วางใจให้กับเด็ก
  • จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้วยการใช้เทคนิควิธีสอนที่มีความหลากหลายและแปลกใหม่ เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ครูจะไม่ใช้วิธีสอนแบบเดียวกันตลอดระยะเวลาในการสอน แต่มักใช้วิธีการที่หลากหลายสลับสับ เปลี่ยนเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้อยู่เสมอ เช่น การให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายโดยใช้ดนตรีและศิลปะเข้ามาผสม ผสานในการจัดการเรียนการสอน
  • ครูให้การยอมรับนับถือเด็กและปฏิบัติต่อเด็กอย่างเท่าเทียมกัน ให้ความรัก ความเมตตาต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอ ตัว อย่างของการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพฤติกรรมความสุข เป็นกิจกรรมที่รู้สึกผ่อนคลายเพื่อสร้างการรับรู้ถึงอารมณ์ที่มีความสุข เมื่อมีความรัก ความสงบ ความสุขย่อมเกิดขึ้น วิธีดำเนินกิจกรรม ครูพูดเบาๆ พร้อมกับเปิดเพลงดังนี้

    “ขอให้เด็กทุกคนนั่งให้สบาย แล้วปล่อยตนเองให้สงบนิ่งอยู่ภายใน... ให้เราสมมติว่ามีแสงสีชมพูเป็นวงกลมอยู่รอบตัวเรา... แสงสีชมพูนั้นเต็มไปด้วยความรัก... ความรักนั้นช่างนุ่มนวล เบา สบายและปลอดภัย แสงนั้นมาเตือนให้นึกถึงแสงที่อยู่ในตัวของเรา ซึ่งเต็มไปด้วยความรักเช่นกัน....เราปรับตัวกลืนเข้าไปในแสงสีชมพูที่อยู่ภายในและเพลิดเพลินเป็นสุขอยู่กับความรักที่เต็มเปี่ยมนั้น ...เราก็คือเรา... เราเต็มไปด้วยความรักอยู่แล้วโดยธรรมชาติ... เรากลืนหายอยู่ในความงามภายในตนเอง ... เมื่อใดก็ตามที่เราต้องการสัมผัสกับความรักภายในให้มากขึ้น... เราสามารถปรับตัวกลืนหายเข้าไปในโรงงานของความรักภายในตนเองได้และผลิตความรักให้มีมากยิ่งขึ้น ” ตัวอย่างของกิจกรรมความสุขนี้ จะเป็นการจินตนาการและสร้างความรู้สึกถึงการมีความสุขจากสิ่งที่วาดฝัน ซึ่งจะช่วยสร้างให้เด็กมีพฤติกรรมความสุขได้อีกวิธีการหนึ่ง

ผู้ปกครองจัดกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมความสุขให้กับลูกที่บ้านได้อย่างไร?

การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่มีผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อพัฒนาการและบุคลิกภาพของเด็ก เด็กที่มีความมั่นใจในตนเองมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี ล้วนมาจากพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่เป็นประชาธิปไตยและใช้เหตุ ผลในการอบรมเลี้ยงดู ให้โอกาสเด็กในการเลือกและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล เด็กจะมีพัฒนาการเป็นไปตามวัยและมีความ สุข ดังนั้นแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมความสุขของพ่อแม่ผู้ปกครองควรมีแนวทางดังนี้

  • ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานแก่เด็กอย่างเพียงพอ เด็กต้องการปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตทั้งอาหาร การกิน ภาวะโภชนาการ เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ การได้รับความปลอดภัย ปราศจากโรคภัย ถ้าเด็กได้รับการตอบ สนองพื้นฐานเหล่านี้อย่างเพียงพอ จะนำไปสู่การรู้สึกถึงการมีความสุขได้
  • ให้ความรักความเอาใจใส่เด็กอย่างเพียงพอ นอกจากปัจจัยทางด้านกายภาพแล้ว การดูแลเอาใจใส่ให้ความรัก ความอบอุ่นแก่เด็ก จะเป็นการเสริมสร้างพฤติกรรมความสุขให้กับเด็กได้ เพราะพวกเขาจะรู้สึกและสัมผัสได้ถึงความรักของพ่อแม่ เด็กที่มีความสุขจะมีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงในด้านต่างๆค่อนข้างสูง
  • ให้ความสำคัญและยอมรับนับถือเด็กว่าเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถ มีศักยภาพตามวัย เด็กจะรู้สึกภาคภูมิใจถ้าเขาได้รับการยอมรับนับถือจากบุคคลต่างๆ เขาต้องการแสดงความสามารถและต้องการความสำเร็จ พ่อแม่ผู้ปกครองควรคำนึงถึงศักยภาพของเด็กและเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถ เพื่อเขาจะได้ประสบความสำเร็จและมีความสุข

เกร็ดความรู้เพื่อครู

นอกจากครูจะมีหน้าที่ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมความสุขให้กับเด็กแล้ว ความสุขของเด็กจะเกิดขึ้นได้ภายใต้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างความสุข ดังนั้น การจัดสภาพแวดล้อมภายในและนอกห้องเรียนให้เด็กรู้สึกปลอดภัย มีความเชื่อมั่นและไว้วางใจต่อสภาพแวดล้อมก็เป็นวิธีการที่จะช่วยสร้างความสุขให้กับเด็กได้

บรรณานุกรม

  1. ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์. (2544). การเรียนรู้อย่างมีความสุข : สารเคมีในสมองกับความสุขและการเรียนรู้.กรุงเทพฯ :สกายบุ๊กส์.
  2. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  3. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2545). ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความสุข . พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : บริษัทสำนักพิมพ์วัฒนาพานิช.จำกัด.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
sirikul