หน้าหลัก » บทความ » พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็กปฐมวัย (Improper Behavior in Young Children)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็กปฐมวัย

พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็กปฐมวัย (Improper Behavior in Young Children) หมายถึง การกระทำของเด็กที่เกิดจากความตั้งใจ โดยที่การกระทำนั้นไม่เหมาะสมกับสถานที่หรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ ได้แก่ พฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมที่ผิดศีลธรรม พฤติกรรมท้าทายอำนาจ พฤติกรรมรบกวนในชั้นเรียน พฤติกรรมไม่สนใจเรียน พ่อแม่และครูจึงควรวางแผนดำเนินการเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็ก โดยการใช้เทคนิคจัดสภาพแวดล้อมที่ป้องกันไม่ให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็กปฐมวัยมีความสำคัญอย่างไร

เด็กปฐมวัยเป็นวัยเริ่มต้นของชีวิต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การสร้างรากฐานที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจให้กับเด็กในวัยนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงอายุแรกเกิดถึง 6 ปี นับเป็นระยะที่มีความสำคัญช่วงหนึ่งในการวางรากฐานคุณภาพชีวิตของเด็ก การที่เด็กได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา จริยธรรม บุคลิกภาพและสังคมในทิศทางที่ถูกต้อง จะเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาในขั้นตอนต่อไปได้อย่างมั่นคง อีกทั้งเด็กในวัยนี้ยังง่ายต่อการปลูกฝังพฤติกรรมและการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าเด็กปฐมวัยเป็นวัยทองของชีวิต จึงควรมีการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กเติบโตไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต การปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีควรเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย เพราะวัยเด็กเป็นวัยแห่งการเตรียมตัวเพื่อเป็นสมาชิกในสังคมใหญ่ และเป้าหมายของการศึกษาปฐมวัยที่สมบูรณ์นั้น มิใช่เพียงเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนต่อในระดับชั้นประถมศึกษาเท่านั้น แต่ควรเป็นการเตรียมเพื่อความสำเร็จของชีวิตในอนาคตของเด็กด้วย โดยมุ่งให้เด็กเป็นคนดี คนเก่งและสามารถอยู่อย่างมีความสุขในสังคม ดังนั้นในช่วงแรกของชีวิตเด็กควรจะได้รับการปลูกฝังคุณลักษณะที่ดี โดยเฉพาะคุณธรรมจริยธรรมมากกว่าช่วงอื่น เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เริ่มพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเด็กในช่วงอายุ 2 – 7 ปีจะอยู่ในขั้นการหลบหลีกการลงโทษ ถ้าพ่อแม่และครูสั่งสอนว่าสิ่งใดต้องควรทำ สิ่งใดไม่ถูกต้องไม่ควรทำ เด็กจะเลียนแบบในสิ่งที่ดี ดังนั้นพ่อแม่และครูควรปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ถูก ต้องเหมาะสม ซึ่งการพัฒนาและปลูกฝังให้มีคุณลักษณะที่ดีในด้านคุณธรรมและจริยธรรมดังกล่าวข้างต้น ควรทำอย่างสม่ำ เสมอทั้งที่บ้านจากพ่อแม่ผู้ปกครองและการเสริมสร้างการเรียนรู้ที่ดีโดยครูที่โรงเรียน แต่การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมที่เป็นคุณลักษณะที่ดีดังกล่าว ควรได้รับการปลูกฝังและพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคำนึงถึงปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ วุฒิภาวะ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากการอบรมเลี้ยงดูทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็กปฐมวัยมีลักษณะอย่างไร?

พฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับในห้องเรียนหรือแม้กระทั่งที่บ้านของเด็กเอง เป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์จะให้เกิด เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อตัวเด็กและผู้อื่น ส่งผลต่อความสัมพันธ์อันดีต่อบุคคลต่างๆที่แวดล้อมเด็กด้วย พฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับของเด็กมี 2 ลักษณะ ได้แก่ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม (Improper Behavior) และพฤติกรรมที่ผิดพลาด (Mistaken Behavior) ดังนี้

  • พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หมายถึง การกระทำที่เกิดจากความตั้งใจ โดยการกระทำนั้นไม่เหมาะกับสถานที่ หรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์แบ่งออกเป็น 5 ประเภทดังนี้
    • ความก้าวร้าว (Aggression) เป็นการทำร้ายทางร่างกายและทางวาจาต่อครู เพื่อนและสิ่งอื่นๆ
    • ธรรม (Immorality) เป็นการกระทำที่ขาดต่อหลักศีลธรรม เช่น โกหก หลอกลวง ขโมย เป็นต้น
    • ท้าทายอำนาจ (Defiance of authority) เป็นการปฏิเสธหรือฝ่าฝืนที่จะกระทำตามที่ครูหรือผู้ใหญ่ขอให้ทำ
    • รบกวนชั้นเรียน (Class disruption) เช่น พูดเสียงดัง ตะโกน เดินไปเดินมา ขว้างปาข้าวของ ฯลฯ
    • ไม่สนใจเรียน (Goofing off) เช่น ไม่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย เหม่อลอย ฯลฯ
  • พฤติกรรมที่ผิดพลาด (Mistaken Behavior) เป็นอีกมุมมองหนึ่งของพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับของเด็ก เกิดจากความเชื่อว่าเด็กมีประสบการณ์และพัฒนาการที่จำกัด ระยะปฐมวัยเป็นวัยที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับสังคม หากเด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับแล้วผู้ใหญ่มองพฤติกรรมของเด็กในลักษณะของการประพฤติผิด ย่อมหมายถึงเด็กรู้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดและเด็กตั้งใจทำผิด หากมองพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นข้อผิดพลาดของเด็ก อันเนื่องมาจากยังไม่มีวุฒิภาวะทางสติปัญญาและอารมณ์ ถือเป็นมุมมองที่ยอมรับในความแตกต่างและความเป็นปัจเจกของเด็กมากกว่า อันจะนำไปสู่ความช่วยเหลือให้เด็กเรียนรู้และแสดงออกในทางที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

การป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กปฐมวัยมีประโยชน์อย่างไร?

พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่เกิดจากความตั้งใจในการกระทำของเด็ก เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวเด็กเองและต่อผู้ที่อยู่รอบข้างทั้งครู เพื่อน พ่อแม่ ผู้ปกครอง อีกทั้งยังทำให้กระบวนการเรียนการสอนไม่เป็นไปตามที่ครูวางแผนไว้ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่เป็นความก้าวร้าว พฤติกรรมผิดศีลธรรม พฤติกรรมการท้าทายอำนาจ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมรบกวนชั้นเรียนและพฤติกรรมการไม่สนใจเรียน ซึ่งถ้าครูและผู้ใหญ่สามารถจัดการกับพฤติกรรมของเด็กได้จะเกิดประโยชน์ดังต่อไปนี้

  • ช่วยให้เด็กสามารถปฏิบัติตนได้เหมาะสมกับกาลเทศะ เด็กจะได้เรียนรู้ว่าสิ่งใดกระทำแล้วเป็นที่ยอมรับ สิ่งใดที่ทำแล้วไม่เป็นที่ยอมรับ เช่น เด็กจะเรียนรู้ว่าถ้าพูดจาหยาบคายต่อเพื่อนจะทำให้เพื่อนไม่คบหาสมาคมด้วย เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำให้เด็กสามารถปรับตัวให้เข้าสถานการณ์ต่างๆได้ดีอีกด้วย
  • ช่วยให้กระบวนการจัดการเรียนการสอนดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างอาจส่งผลต่อการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน และส่งผลกระทบต่อการดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนในภาพรวม เช่น พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมประเภทไม่สนใจเรียน คอยก่อกวน ไม่นั่งอยู่กับที่คอยรบกวนผู้อื่น เดินไปเดินมาในห้องตลอดเวลาทำให้ครูและเพื่อนเดือดร้อน ดังนั้นถ้าครูสามารถป้องกันปัญหาที่เกิดจากพฤติ กรรมที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้ได้ จะทำให้การดำเนินการต่างๆในกระบวนการเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่น
  • ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่ดีให้กับเด็ก โดยเฉพาะคุณธรรมศีลธรรมทางศาสนา พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบาง อย่างเป็นการกระทำผิดตามหลักธรรมทางศาสนา เช่น การพูดเท็จ หลอกลวงผู้อื่น การลักขโมยสิ่งของ เป็นพฤติ กรรมการผิดศีลธรรมและเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ดังนั้นควรปลูกฝังพฤติกรรมที่เหมาะสมตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เด็กซึมซับพฤติกรรมที่ดีอย่างถูกต้อง
  • ช่วยให้เด็กมีวินัยทั้งต่อตนเองและสังคม การป้องกันและลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เด็กเรียนรู้ความมีวินัย เช่น การตรงต่อเวลา การรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จทันตามเวลา การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบของห้องเรียนและของโรงเรียน
  • ช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะควบคุมและกำกับตนเอง โดยเฉพาะการควบคุมตนเองในด้านอารมณ์ที่มีผลต่อพฤติกรรมที่แสดงออกอย่างไม่เหมาะสม เพราะถ้าเด็กสามารถเก็บอารมณ์และควบคุมไม่ให้อารมณ์มาเป็นตัวทำลายการเข้าสังคม จะทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ สังคมได้ดีและมีพัฒนาการเป็นไปตามวัยด้วย
  • ช่วยให้เด็กมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือพัฒนาการเป็นไปตามวัย พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมประเภทการไม่สนใจเรียนส่งผลต่อพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ถ้าเด็กได้รับการแก้ปัญหาให้พฤติกรรมการไม่สนใจเรียนลด ลงได้ ก็จะทำให้เด็กสามารถเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนกับเพื่อนและครูได้
  • ช่วยให้เด็กมีกิริยามารยาทและมีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ การแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมการท้าทายอำนาจ การไม่ปฏิบัติหรือปฏิเสธในสิ่งที่ผู้ใหญ่ให้ปฏิบัติเป็นการต่อต้านของเด็ก แสดงถึงพฤติกรรมที่ไม่มีสัมมาคารวะและเป็นการแสดงพฤติกรรมที่เสียมารยาท ดังนั้นการลดพฤติกรรมการท้าทายอำนาจลงได้ จะส่งผลให้เด็กมีมารยาทที่ดีและมีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่

ครูจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็กปฐมวัยที่โรงเรียนได้อย่างไร?

ครูใช้เทคนิคในการลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ จำกัดสิ่งที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในทางลบและเพิ่มส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็ก ดังนี้

  • การป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม (Preventing Improper Behavior) ครูมีบทบาทในการป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก ดังนี้
    • การเตรียมการในห้องเรียน ครูเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเตรียมการ เพื่อให้มีการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน โดยเริ่มตั้งแต่การจัดห้องเรียนล่วงหน้าก่อนเด็กมาถึงโรงเรียน และเตรียมให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ครูเป็นผู้ให้ความสนใจติดตามพัฒนาการของเด็ก และต้องไม่เป็นเพียงผู้รู้จักเด็กเท่านั้นแต่ต้องเข้าใจเด็กด้วย ดังนั้นครูและเด็กจะต้องมีความสัมพันธ์ต่อกันในทางบวก
    • การจัดกิจกรรมที่น่าสนใจทำให้เด็กอยากเรียนรู้ ถ้ากิจกรรมนั้นง่ายหรือยากเกินไป ก็จะทำให้เด็กมีพฤติ กรรมที่ไม่เหมาะสมได้ การจัดกิจกรรมที่สร้างความสนใจให้กับเด็ก เป็นวิธีการป้องกันพฤติกรรมที่ไม่ดี และไม่เหมาะสมได้ดีกว่าวิธีพูดกับเด็กหรือแยกเด็กไว้ต่างหากหลังเกิดปัญหา เช่น ถ้าเด็กได้เรียนรู้จากกิจกรรมที่ท้าทายต่อความสนใจของเขาแล้ว เด็กก็จะไม่มีพฤติกรรมก่อกวนหรือไม่สนใจเรียน การจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างทั่วถึงครบทุกคน จะช่วยสร้างความรับผิดชอบให้แก่เด็ก เช่น การทำงานเป็นกลุ่ม การไปทัศนศึกษา การทดลองวิทยาศาสตร์เป็นกลุ่ม เป็นต้น
    • การจัดเตรียมห้องเรียนเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าครูมีการวางแผนอย่างรอบคอบ ผู้มาเยี่ยมเยียนชั้นเรียนสามารถบอกจุดประสงค์ของครูได้จากการมองรอบๆ ห้อง เช่น เด็กสามารถหยิบวัสดุเครื่องเล่นโดยสะดวกหรือไม่ ครูสามารถมองเห็นเด็กได้ทั่วถึงหรือไม่ เด็กสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงของห้องได้ง่ายหรือยากเพียงใด เป็นต้น
    • ครูจัดให้มีกฎระเบียบหรือข้อตกลงของชั้นเรียน ที่มีความสอดคล้องกับเป้าหมายของครูและเหมาะสมกับเด็ก เด็กทุกคนต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามข้อตกลง บางข้ออาจจำเป็นต้องใช้ตลอดปี บางข้ออาจใช้แค่ระยะเวลาหนึ่งแล้วล้มเลิกไป ข้อตกลงในชั้นเรียนเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กสามารถควบคุมตนเองได้มากที่สุด เช่น หยิบและเก็บของให้เข้าที่ แต่งตัว เข้าห้องน้ำ รับประทานอาหาร สิ่งเหล่านี้จะฝึกให้เด็กรู้จักปกครองตนเอง สำหรับการสอนกฎในชั้นเรียนเมื่อเริ่มเปิดเทอมใหม่ๆ ครูอาจสอนเด็กเป็นรายบุคคล กลุ่มย่อยหรือกลุ่มใหญ่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความเหมาะสม
    • ครูลดการรอคอย เด็กเล็กมีแนวโน้มที่จะแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หากต้องรอคอยนานเกินไป ทั้งนี้เนื่องจากเด็กต้องการการเคลื่อนไหว และมีขีดจำกัดของการควบคุมตนเอง เช่น คอยครูนำสื่อการเรียนการสอน คอยเล่นของเล่นที่มีจำนวนน้อย คอยในแถวเป็นเวลานาน คอยทำกิจกรรมใหม่เป็นเวลานานหลังจากทำกิจกรรมเก่าเสร็จ
    • มีแผนการที่รอบคอบ เนื่องจากห้องเรียนอนุบาลมีอุปกรณ์และของเล่นจำนวนมาก เมื่อใช้เสร็จแล้วจะเป็นเวลาของการจัดเก็บเข้าที่ ครูมีแผนการที่รอบคอบในการจัดวางของเหล่านั้นให้เป็นระเบียบ มองเห็นสะดวกเพื่อเด็กจะได้ไม่สับสนในการดูแลรักษาห้องให้เรียบร้อยตามที่ตนรับผิดชอบ
    • มีความคล่องตัวในการสับเปลี่ยนกิจกรรม ปัญหาพฤติกรรมอาจเกิดขึ้นได้เสมอในช่วงสับเปลี่ยนจากกิจกรรมหนึ่งไปอีกกิจกรรมหนึ่ง เด็กจะไม่ชอบการเข้ามาขัดขวางการเล่นที่ตนกำลังสนใจ เว้นแต่จะมีการวาง แผนที่ดี ครูจะเตือนเด็กล่วงหน้าและให้เวลาเด็กมากพอสำหรับการทำกิจกรรมที่กำลังปฏิบัติอยู่ก่อนเปลี่ยนกิจกรรมใหม่
  • การแก้ปัญหาการผิดวินัย (Resolving Discipline Problems) การจัดการในชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพนั้น ครูจะเตรียมการทั้งป้องกันและแก้ปัญหาการประพฤติผิด เพราะในบางครั้งปัญหาเล็กที่ไม่ได้รับการป้องกันไว้ล่วงหน้า อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไขยากในภายหลัง ดังข้อเสนอแนะต่อไปนี้
    • ครูไม่ให้ความสนใจต่อการประพฤติที่ไม่เหมาะสมที่เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ร้ายแรง เช่น การเหม่อลอย ไม่สน ใจครูเล่านิทาน ซึ่งเป็นผลเสียต่อการเรียนรู้เป็นรายบุคคล ควรแก้ไขโดยการเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กด้วยการที่ครูตั้งใจฟังเวลาเด็กพูด เพราะเด็กมักชอบเลียนแบบครู
    • ครูให้ความสนใจการประพฤติไม่เหมาะสมที่เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องจนอาจเพิ่มความรุนแรงได้ ครูแก้ปัญหาเช่นนี้ด้วยวิธีการที่นุ่มนวล เช่น การเข้าไปใกล้เด็กแล้วเรียกชื่อก่อนที่จะบอกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น นอก จากนี้ครูอาจใช้วิธีมองสบตา สั่นศีรษะ สัมผัสตัวเด็ก หรือดึงเด็กให้มาทำงานใกล้ๆครู
    • หากมีเด็กที่อยู่ไม่นิ่ง ไม่ยอมทำกิจกรรมใดๆครูจะหากิจกรรมที่เขาสนใจมาให้ทำ โดยบอกสิ่งที่เขาควรทำอย่างชัดเจน หรืออาจมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้ช่วยครูทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งก็ได้
    • บอกให้เด็กรู้ทันทีถึงผลการกระทำของตน เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เด็กเข้าใจความสัมพันธ์ของเหตุและผล เช่น ถ้าเด็กทำสีหกเขาจะต้องช่วยทำความสะอาด หากไม่ทำเขาจะไม่ได้ใช้สีอีก
    • เด็กที่พูดคำหยาบมีหลายสาเหตุด้วยกัน บางครั้งครูควรจะเฉยเสียและสอนเด็กทางอ้อม โดยครูเป็นแม่แบบของการใช้คำพูดที่เหมาะสมแทนการใช้คำหยาบของเด็ก
    • ครูไม่ให้ความสนใจต่อพฤติกรรมการแสดงอารมณ์รุนแรงเมื่อเด็กควบคุมตนเองไม่ได้ เช่น การหวีดร้อง กัด ซึ่งปกติแล้วเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้กับเด็กที่มีอายุไม่เกิน 8 ปี
    • การปฏิบัติต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมชนิดร้ายแรง ซึ่งแม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยในชั้นเรียน แต่ก็มีผลกระทบต่อครูและเด็กอื่นๆ เช่น การต่อสู้ การเกเร การทำให้สิ่งของแตกหักเสียหาย ต้องอาศัยความใจเย็น ความอดทน การใช้น้ำเสียง คำพูดที่ช่วยให้เด็กมั่นใจ และความสงบเยือกเย็นของครู สิ่งเหล่านี้จะเป็นสื่อบอกเด็กๆว่าครูมีความ สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ที่น่ากลัวสำหรับพวกเขา
    • ถ้าหากครูเผชิญกับสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ครูควรเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ให้เร็วที่สุด แต่บางครั้งหากให้เวลาเด็กต่ออีกเล็กน้อย พวกเขาอาจแก้ปัญหาของตนเองได้ ตัวอย่างเมื่อเกิดเหตุเด็กสองคนต่อสู้กัน ควรแยกตัวเด็กออกมาจนกว่าทั้งคู่จะสงบอารมณ์ แล้วให้เด็กเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แนะให้เด็กหาวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดโดยที่เด็กสามารถเข้าใจและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหตุและผลที่เกิดขึ้นกับตัวเองโดยตรง ช่วยให้เด็กเข้าใจว่าพฤติกรรมส่วนใหญ่ของพวกเขาเป็นต้นเหตุของปัญหา และให้เข้าใจวิธีการแก้ปัญหาของครู หากเด็กทำผิดซ้ำครูควรใช้วิธีการเช่นเดิม เพื่อให้เด็กเข้าใจว่าครูมีความคงเส้นคงวา พยายามรักษาทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ในกฎระเบียบหรือข้อตกลง และไม่มีอะไรหรือใครอยู่เหนือวิสัยที่จะแก้ไขหรือช่วยเหลือได้
    • หลีกเลี่ยงการทำโทษรวมทั้งการดุด่า การแยกตัวเด็กให้ไปอยู่ตามลำพังไม่อนุญาตให้ทำกิจกรรมที่ชอบ ส่งเด็กไปหาครูใหญ่หรือเทคนิควิธีใดก็ตามที่ทำให้เด็กขาดความรู้สึกนับถือตนเอง เช่น การทำให้ละอาย การตำหนิ การทำให้รู้สึกต่ำต้อย และการทำโทษเด็กทางร่างกาย ไม่ช่วยให้เด็กเปลี่ยนพฤติกรรม การที่ครูตีเด็กเป็นการแสดงแบบอย่างของความรุนแรง จึงเป็นวิธีสุดท้ายที่ครูควรทำหลังจากวิธีอื่นไม่ได้ผล เพราะผลที่ตามมาอาจทำลายความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กตลอดไป

พ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมของลูกที่บ้านได้อย่างไร?

บ้านและโรงเรียนมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการให้การศึกษาแก่เด็ก โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ รวมทั้งคุณธรรมจริยธรรม ถ้าขาดความร่วมมือและการช่วยเหลือจากทางบ้านในการพัฒนาเด็ก โรงเรียนจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ปกครองและครูต้องทำหน้าที่ร่วมกันเพื่อจัดการศึกษาที่เหมาะสมให้กับเด็ก ดังนั้นผู้ปกครองจึงมีหน้าที่ในการจัดกิจกรรมหรือมีแนวปฏิบัติ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กปฐมวัย ดังนี้

  • เป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งในด้านการปฏิบัติตนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ และเป็นแบบอย่างในด้านการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมทางด้านคุณธรรมจริยธรรมให้กับเด็ก เช่น การพูดจาด้วยถ้อยคำที่สุภาพ พูดให้กำลังใจและรู้จักการควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์คับขันเพื่อเป็นตัวอย่างแก่เด็ก
  • ป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ตลอดจนการสนับสนุนพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยประสานความร่วมมือกับทางโรงเรียน โดยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและปรับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็ก
  • พ่อแม่ไม่ควรลงโทษอย่างรุนแรงเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจเป็นแรงผลักดันให้เด็กทำพฤติ กรรมซ้ำอีก
  • พ่อแม่ควรซักถามถึงสาเหตุของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่เด็กกระทำ และอธิบายเหตุผลให้เด็กฟังด้วยการคำนึง ถึงความเหมาะสมกับวัยที่เด็กสามารถรับรู้และเข้าใจได้
  • พ่อแม่ควรสร้างข้อตกลงกับเด็กที่บ้าน เพื่อให้เด็กปฏิบัติตนอย่างมีวินัย เช่น ลูกต้องเก็บที่นอนให้เรียบร้อยตอนตื่นนอนทุกวัน และควรให้รางวัลหรือแรงเสริมเมื่อเด็กทำได้
  • พ่อแม่ควรจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศภายในบ้านให้น่าอยู่ มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อป้องกันการเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็ก เช่น การจัดเก็บของเล่นของใช้ภายในบ้านให้เป็นที่เป็นทาง ไม่วางเกะกะหรือรกรุงรัง เพราะอาจทำให้เด็กเดินไปชนหรือทำข้าวของเสียหายได้
  • พ่อแม่ควรให้เด็กเลือกและตัดสินใจทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง และเมื่อเด็กรับปากว่าจะทำแล้วต้องให้เขารับผิดชอบและทำสิ่งนั้นจนสำเร็จ วิธีนี้จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความภาคภูมิใจ และรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและสังคม

ข้อเสนอแนะสำหรับครู

การป้องกันและลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็กปฐมวัยนั้น ครูปฐมวัยควรเสริมสร้างความมีวินัยให้กับเด็ก โดยจัดการเรียนรู้ให้เด็กสามารถควบคุมตนเองจากข้อตกลงที่เด็กและครูร่วมกันสร้างขึ้น การจัดกิจกรรมต่างๆต้องเน้นให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นด้วยวิธีส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จ จากการทำกิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติด้วยตนเองและกระบวนการกลุ่ม เพื่อให้เด็กเรียนรู้ที่จะร่วมมือ อันเป็นแนวทางในการลดปัญหาพฤติกรรมความขัดแย้งกับเพื่อนได้ นอกจากนี้ครูควรจัดกิจกรรมให้เด็กเรียนรู้ถึงความต้องการและความรู้สึกของผู้อื่น และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาความรู้สึกทางศีลธรรม ซึ่งจะสอนให้เด็กเห็นถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้น รวมทั้งเห็นสาเหตุและความสัมพันธ์ของเหตุผลต่างๆ นอกจากนี้ครูปฐมวัยควรศึกษาวิธีการแก้ปัญหาหรือปรับพฤติกรรมทางลบให้เป็นพฤติกรรมทางบวก ด้วยการใช้ทฤษฎีการวางเงื่อนไขมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับปฐมวัย

บรรณานุกรม

  1. จิตตินันท์ เดชะคุปต์. (2537). แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับพัฒนาการและการเตรียมความพร้อมของเด็กปฐมวัย : แนวการศึกษาชุดวิชาหลักการและแนวคิดทางการศึกษาปฐมวัย. นนทบุรี : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุทัยโขทัยธรรมาธิราช.
  2. นฤมล เนียมหอม. (2548). การสร้างวินัยในตนเองให้กับเด็กปฐมวัย : ห้องเรียนครูแมว. กรุงเทพฯ : โรงเรียนทุ่งมหาเมฆ.
  3. ราศี ทองสวัสดิ์. (2539). เอกสารอบรมเชิงปฏิบัติการ กลยุทธ์การสอนอนุบาล. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
  4. สุธาทิพย์ วิเชียรวัฒนชัย. (2554). การศึกษาความต้องการของผู้ปกครองเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ควรปลูกฝังและพฤติกรรมที่ปรากฏคุณธรรมของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม.( การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.
  5. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2550). การพัฒนาคุณธรรมของเด็กปฐมวัยด้วยวิธีสอนโดยใช้นิทานชาดก. กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนครินทรวิโรฒ.
  6. Schickedanz ,J.A. (1983). Strategies for Teaching Young Children. New Jersey : Prentice Hall.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน