หน้าหลัก » บทความ » พหุปัญญา (Multiple Intelligence)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

พหุปัญญา

พหุปัญญา (Multiple Intelligences) หมายถึง ปัญญาหลากหลายด้านของมนุษย์ ซึ่งเป็นการอธิบายความสามารถของสมองมนุษย์แต่ละคนว่า สามารถแสดงศักยภาพด้านใดออกมาบ้าง เงื่อนไขสำคัญของการสร้างความฉลาดให้เด็กในแต่ละด้านคือ ทำพื้นฐานการเรียนรู้ จดจำ และเข้าใจ ผ่านประสาทสัมผัสที่ครบทั้ง 6 ช่องทาง ทั้งนี้ ผู้ใหญ่จำนวนมากเข้าใจว่า เด็กเรียนรู้ผ่านตา (เห็นภาพ รูปทรง สี ตำแหน่ง ตัวหนังสือ ฯลฯ) กับหู (ได้ยินเสียง รับคลื่น ฯลฯ) เท่านั้น จึงมักสอนลูกๆด้วยการชี้ชวนให้ดู สั่งสอนอบรม (คือพูดให้ฟัง หรือ ปล่อยให้ดูทีวี ดูรายการสารคดี หรืออ่านหนังสือ ฯลฯ) และมักละเลยการจัดประสบการณ์ที่จะให้ได้ครบทั้ง 6 ช่องทาง คือ การดมกลิ่น การรับรส การรับความรู้สึก อุณหภูมิ รับสัมผัสผ่านผิวหนังทุกส่วนทั่วร่างกาย และความรู้ สึกภายใน (ตื่นเต้น ชอบ ไม่ชอบ กลัว วูบวาบ) หากเราจัดประสบการณ์ให้เด็กไม่ครบ การเรียนรู้ก็ขาดวิ่น เสมือนเราแต่งตัวให้เด็กแค่ใส่เสื้อกับกางเกง แต่ขาดรองเท้า ถุงเท้า หมวก ฯลฯ อยากให้ลูกดูสวย น่ารัก เตะตาคนอื่น แต่เราให้ความสนใจเพียงบางเรื่อง ที่เหลือให้ลูกไปคลำทางเอาเอง แล้วเราก็ตั้งความหวังว่าลูกเราจะเก่งเมื่อโตขึ้น พอไปโรงเรียนก็พบว่า ทำไมไม่เก่งอย่างใจเราปรารถนา ก็ส่งไปกวดวิชา ซึ่งก็สายไปแล้ว เพราะเลยเวลาที่สำคัญในชีวิตที่จะปูพื้นฐานแล้ว ไปกวดวิชา ครูกวดวิชาก็สอนได้เฉพาะวิธีทำข้อสอบ ให้สอบเข้าได้ แล้วโตขึ้นจะเป็นอย่างไร ในเมื่อทักษะสำคัญหลายๆด้านไม่ได้รับการพัฒนาตั้งแต่เล็ก เลยเวลาพัฒนาก็จะซ่อมสร้างใหม่ได้ยาก

พหุปัญญาคืออะไร?

พหุปัญญา หรือความฉลาด ในทัศนะของ Dr.Howard Gardner ซึ่งเป็นผู้เสนอคำนี้ขึ้นมา หมายถึง ความสามารถของมนุษย์ที่จะค้นหาปัญหา และหาทางแก้ไขปัญหา รวมไปถึงความสามารถในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบสนองหรือรับใช้สังคมของตน เขาต้องการแสดงให้เห็นอย่างเจาะจง และกระตุ้นเตือนผู้ใหญ่ โดยเฉพาะครูว่า เด็กแต่ละคนมีปัญญาหรือความฉลาดหลายด้าน ซึ่งเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องค้นหา เพื่อสามารถช่วยกระตุ้น หรือจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน โดยการจำ แนกความฉลาดของมนุษย์ออกได้เป็น 7 ด้าน ซึ่งต่อมาได้เพิ่มเข้าไปอีก 2 ด้าน รวมเป็น 9 ด้าน (ซึ่งในอนาคตก็อาจเพิ่มเติมเข้าไปได้อีก เมื่อมีองค์ความรู้มากขึ้น) ประกอบด้วย

  • Visual/Spatial Intelligence ความฉลาดที่จะเรียนรู้ด้วยการมองเห็นภาพ/มิติ เก็บข้อมูลจากการมองเห็นจนเกิดความ คิดในเชิงมิติ และปรากฏภาพในสมอง และจดจำภาพเหล่านั้นเป็นข้อมูลไว้ใช้ต่อไป เด็กกลุ่มนี้มักจะชอบเรียนรู้ด้วยแผนที่ ตา ราง แผนภูมิ กราฟ รูปภาพ วิดิทัศน์ และภาพยนตร์ ให้ความสำคัญกับความเข้าใจที่จะนำไปสู่การลงมือกระทำ เป็นทักษะที่ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ บันทึกไว้ในสมอง เกิดภาพในใจ จนสามารถคิดค้นสิ่งต่างๆ หรือแก้ไขปัญหา ทักษะของเด็กที่เก่งด้านนี้ อา ทิ ต่อภาพปริศนา การอ่าน เขียน และทำความเข้าใจแผนภูมิ กราฟ และเก่งเรื่องทิศทาง สเก็ตภาพ วาดเขียน รวมไปถึงการออก แบบภาพมิติต่างๆ หรือจัดการภาพได้ดี โตขึ้นมีแนวโน้มที่จะประกอบอาชีพบางอย่างได้ดี เช่น ผู้นำทาง/ออกแบบการนำทาง ศิล ปินภาพปั้น สถาปัตย์ นักออกแบบภายใน วิศวกร ฯลฯ
  • Verbal/Linguistic Intelligence ความฉลาดที่จะเรียนรู้ด้วยการฟัง พูด และใช้ภาษา และมีทักษะในการฟัง อ่าน เขียน ใช้คำ เด็กพัฒนาทักษะด้านการฟังและการพูดได้ดี ความคิดมักจะออกมาเป็นคำพูดมากกว่าเป็นภาพ เก่งที่จะเล่าเรื่อง อธิบาย สอน พูดขำขัน เข้าใจความหมายในคำพูดได้ดี จดจำข้อมูล พูดชักจูงโน้มน้าวคนอื่น อธิบายวิเคราะห์การใช้คำพูด ซึ่งเมื่อโตขึ้น มีแนวโน้มที่จะทำอาชีพต่อไปนี้ อาทิเช่น นักประพันธ์ นักการสื่อสาร (เขียนข่าว บทความ) ครู นักกฎหมาย นักการเมือง นักแปล ฯลฯ
  • Logical/Mathematical Intelligence ความฉลาดที่จะเรียนรู้ด้วยเหตุผล ตรรกะ และตัวเลข เด็กมักคิดเป็นระบบ หรือ เรียงลำดับตามเหตุการณ์ ตามอันดับตัวเลข เก่งที่จะเชื่อมโยงข้อมูลชิ้นส่วนต่างๆเข้าเป็นภาพใหญ่ มักกระตือรือร้นสนใจสิ่งรอบ ตัวเสมอๆ มักชอบถามคำถามและชอบทดลองเพื่อให้ได้คำตอบ มีทักษะในการแก้ปัญหา จัดลำดับหรือจัดกลุ่มข้อมูล เชื่อมโยงความคิดเชิงนามธรรม และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน สามารถจัดการกับเหตุผลที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นลูกโซ่ได้ยาวๆ และเห็นความก้าวหน้าของมัน สามารถทำวิจัยได้ดี มักถามคำถามเรื่องธรรมชาติรอบตัว อีกทั้งยังมีทักษะด้านการคำ นวณ และรูปทรงเรขาคณิต เมื่อโตขึ้น มีแนวโน้มที่จะประกอบอาชีพบางอย่างได้ดี คือ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร โปรแกรมเมอร์ นักวิจัย นักบัญชี นักคณิตศาสตร์ ฯลฯ
  • Bodily/Kinesthetic Intelligence ความฉลาดที่จะควบคุมร่างกาย การเคลื่อนไหว และจัดการงานต่างๆได้ดี มักแสดงตัวตนด้วยการเคลื่อนไหว มีทักษะในการใช้สายตาร่วมกับการใช้มือ เช่น เล่นบอลได้ดี หรือ ยิงเป้าได้แม่น ด้วยทักษะในการจัด การสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทำให้สามารถจดจำและจัดระบบข้อมูลสิ่งรอบตัวได้ดี ซึ่งทำให้มีทักษะในการเต้นรำ ควบคุมสมดุลร่าง กาย กีฬา การทดลอง ใช้ภาษากาย ศิลปะ การแสดง เลียนแบบ ใช้มือในการสร้างสรรค์หรือสร้างสิ่งต่างๆ แสดงอารมณ์ด้วยภาษากาย และมีแนวโน้มที่จะประกอบอาชีพบางอย่างได้ดี อาทิ นักเต้นรำ นักกีฬา ครูสอนพลศึกษา นักแสดง นักผจญเพลิง ช่างฝีมือหรือผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ ฯลฯ
  • Musical/Rhythmic Intelligence ความฉลาดที่จะสร้างและดื่มด่ำกับสุนทรีย์ทางดนตรี ทำให้เด็กกลุ่มนี้มักคิดเป็นเสียง จังหวะ และ รูปแบบ (คล้ายกับการเล่นดนตรี แบบที่วงดนตรีเล่นร่วมกันเป็นเพลง) มักตอบสนองต่อเสียงดนตรี ทั้งด้านความชื่นชมหรือวิพากษ์วิจารณ์ เด็กกลุ่มนี้จะไวมากกับเสียงที่อยู่รอบตัว เช่น เสียงกระดิ่ง น้ำหยด ทำให้มีทักษะในการร้องเพลง ผิวปาก เล่นเครื่องดนตรี จดจำจังหวะและแบบแผนของเสียง ประพันธ์เพลง จดจำท่วงทำนองเสนาะ และเข้าใจโครงสร้างและจังหวะของดนตรี จึงมีแนวโน้มที่จะประกอบอาชีพเหล่านี้ คือ นักดนตรี ดีเจ นักร้อง นักแต่งเพลง ฯลฯ
  • Interpersonal Intelligence ความฉลาดที่จะสร้างความสัมพันธ์และเข้าใจผู้อื่น มักจะมองสิ่งต่างๆด้วยมุมมองของคนอื่นๆรอบตัว เพื่อให้เข้าใจว่าคนอื่นๆคิดอย่างไรและรู้สึกอย่างไร มีทักษะในการเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก แรงบันดาลใจ และ แรงกระตุ้นของผู้คน เป็นนักจัดการแม้บางครั้งอาจจะดูว่าเจ้ากี้เจ้าการไปบ้าง แต่ก็เพื่อให้เกิดความสงบสันติในกลุ่ม และทำให้เกิดความร่วมมือกัน โดยใช้ทั้งภาษาพูดและภาษากาย เช่น การสบตา การเอียง/โน้มตัว ยิ้ม เพื่อสร้างสัมพันธ์ให้สื่อสารกันได้ มีทัก ษะในการฟังและเข้าใจคนอื่น ใช้ความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก ในการให้คำปรึกษาหรือประสานงานในกลุ่ม จะคอยตรวจสอบอารมณ์ของกลุ่ม แรงบันดาลใจและความตั้งใจ ใช้การสื่อสารทั้งภาษาพูดและภาษากาย สร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มได้ดี เป็นนักประสานและแก้ไขความขัดแจ้ง ทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีในระหว่างผู้คน คนกลุ่มนี้มักจะประกอบอาชีพเหล่านี้ได้ดี คือ นักจิตวิทยา Counselor นักการเมือง นักธุรกิจ นักเจรจาต่อรอง ฯลฯ
  • Intrapersonal Intelligence ความฉลาดในการเข้าใจตนเอง สื่อสารกับตนเอง โดยเฉพาะการมีสติกับภาวะภายในของตน พยายามที่จะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกภายใน ความฝัน สัมพันธภาพกับผู้อื่น เข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของตน สะท้อนและวิ เคราะห์ตนเอง เข้าใจแรงปรารถนาและความใฝ่ฝันของตน วิเคราะห์แบบแผนการคิดของตน ให้เหตุผลกับตน เข้าใจบทบาทหน้า ที่และสัมพันธภาพกับคนอื่น เมื่อโตขึ้นมีแนวโน้มที่จะประกอบอาชีพเหล่านี้คือ นักวิจัย นักคิด/ปราชญ์ นักปรัชญา
  • Naturalistic Intelligence ความฉลาดในการเรียนรู้สิ่งต่างๆในธรรมชาติรอบตัว แยกแยะความเป็นจริง/ลักษณะร่วมหรือแตกต่างของสิ่งรอบตัว จัดกลุ่มสิ่งที่เหมือนหรือต่างกัน ด้วยแนวคิดที่เป็นเหตุเป็นผล มองเห็นลำดับชั้นของความเชื่อมโยงในธรรมชาติ จัดแบบแผนความคิดของตน ด้วยการจัดกลุ่ม จัดอันดับชั้นของความจำต่อสิ่งรอบตัว จึงมีทักษะในการจัดระบบคิดภายในตัวเอง แสดงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและเข้าใจธรรมชาติรอบตัว จดจำแยกแยะรายละเอียด สนุกกับการแจงนับและจัดระ บบสิ่งต่างๆรอบตัว ชอบที่จะใช้กราฟ แผนภูมิ ตาราง และลำดับเวลา โตขึ้นมีแนวโน้มที่จะประกอบอาชีพเหล่านี้ได้ดี เช่น นักธรณีวิทยา นักมานุษยวิทยา นักวิทยาศาสตร์ เกษตรกร นักปศุสัตว์ นักปรุงอาหาร ฯลฯ
  • Existential Intelligence ความฉลาดในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้ากับภาพใหญ่ (มหภาค) จนเห็นความงดงามของสรรพสิ่งในโลก เชื่อมโยงการดำรงอยู่ของมนุษย์และตนเองกับสิ่งที่ใหญ่กว่า เช่น จักรวาล พระเจ้า ความดีงาม สามารถรวบรวมสรุปรายละเอียด แล้วทำให้เกิดความเข้าใจถึงสิ่งที่ใหญ่กว่า เห็นคุณค่าของการเกิดเป็นมนุษย์ เห็นความงดงามของศิลปะ คุณธรรมบารมี และมีแนวโน้มที่จะใส่ใจกับการค้นหาความหมายในชีวิต พยายามมองหาความเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้สาขาย่อยๆเข้าเป็นภาพใหญ่ สนใจและชื่นชมกับวรรณคดี เรื่องเล่า อัตประวัติของคนต่างวัฒนธรรม รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับครอบครัวและเพื่อนๆ รวมไปถึงชุมชน และขยายไปถึงชุมชนโลก ชอบเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคมและการเมือง ใส่ใจกับสุขภา วะของตน ที่จริงอาจเชื่อมโยงไปถึง “ปัญญาญาณ” ในศาสนาพุทธและการพัฒนาด้านจิตวิญญาณอื่นๆ

พหุปัญญามีที่มาอย่างไร?

Dr.Howard Gardner เขียนเรื่อง พหุปัญญา เป็นครั้งแรกในหนังสือชื่อ Frames of Mind: The Theory of Multiple Intelligences ตี พิมพ์ในปี 1983 โดยที่เขาได้ผสมผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ เข้ากับจิตวิทยาพัฒนาการ โดยมีพื้นฐานสำคัญมาจากองค์ความ รู้จากการวิจัยด้านการแพทย์ โดยเฉพาะด้านสมองและการเรียนรู้ ยาวนานมากว่า 100 ปี ซึ่งนักวิจัยค้นพบว่า สมองแต่ละส่วนจะควบคุมความฉลาดแต่ละด้าน และมีหลายส่วนที่ทำงานร่วมกันสิ่งสำคัญที่สุดซึ่ง Dr.Howard Gardner ย้ำเสมอคือ

  • ทุกคนมีความฉลาดทุกด้าน
  • ความฉลาดแต่ละด้านไม่ได้แยกจากกันเด็ดขาด แต่หากผสมผสานรวมกันเป็นบุคลิกภาพของเรา
  • ทฤษฎีพหุปัญญา ไม่ได้นำเสนอเพื่อแบ่งแยก หรือจัดอันดับว่าใครฉลาดกว่ากัน แต่ที่จริง เพื่อให้ทุกคนในสังคมสามารถใช้ความฉลาดที่ตนถนัด เอื้อประโยชน์ให้แก่สังคมของตนอย่างเต็มความสามารถ

การจัดกิจกรรมพหุปัญญามีลักษณะอย่างไร?

ครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพหุปัญญาแต่ละด้านให้เด็ก ดังนี้

  • Visual/Spatial Intelligence ได้แก่ การให้เด็กเคลื่อนไหวอิสระในบริเวณที่เรียนรู้ หัดให้ร่างภาพก่อนจะเข้าสู่บทเรียน ฝึกเขียนแผนที่ แผนภาพ ฝึกการระดมความคิด จัดสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นการใช้ตา ฝึกการเคลื่อนไหวตามจินตนาการ ฝึกการรวบ รวมข้อมูล จากการมองเห็นเข้าเป็นการคิดเป็นระบบ
  • Verbal/Linguistic Intelligence ได้แก่ การฝึกค้นคว้าคำศัพท์ใหม่ๆ เรียนรู้คำศัพท์ในภาษาอื่นๆ ฝึกให้นำเสนอหน้าชั้นเรียน โต้วาที อภิปราย แทรกบทละคร การแสดงเข้ามาในบทเรียน หัดเขียนบันทึกประจำวันอย่างสม่ำเสมอ กระตุ้นให้ฝึกเขียนบทความสร้างสรรค์ ฝึกให้เล่าเรื่อง หัดอ่านวรรณกรรมเด็กและเยาวชน
  • Logical/Mathematical Intelligence ได้แก่ การฝึกจัดลำดับกิจกรรม การฟังคำสั่ง นำเสนอ “คำจำกัดความ หรือ ข้อตก ลง” ก่อนจะเข้าสู่กิจกรรมในบทเรียน จัดให้มีคำถามปลายเปิดอยู่ในกระบวนการแก้ปัญหา ส่งเสริมการทดลองซึ่งเด็กๆจะสามารถทดสอบสมมติฐานได้ หัดให้ใช้เหตุผล หรือ การอนุมานในการนำเสนอ ฝึกให้มีการโต้แย้งในชั้นเรียน หัดแก้ปัญหาเกม puzzles ให้เด็กฝึกกำหนดเป้าหมายระยะสั้นของการเรียนรู้ของตนและกลุ่ม ส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมในกระบวนการประเมิน ผล
  • Bodily/Kinesthetic Intelligence ได้แก่ การจัดกิจกรรมที่ให้ได้ใช้มือ ร่างกาย เพิ่มการแสดงเข้าไปในหน่วยการเรียนรู้ ใช้เกมเพื่อทบทวนบทเรียน ใช้ดนตรี จังหวะในการเรียนรู้ จัดบทเรียนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เรียนตัวเลขจากสิ่งของที่จับต้องได้ เปิดโอกาสให้เด็กได้สร้างและแยกแยะสิ่งของต่างๆด้วยตนเอง ให้เด็กฝึกที่จะสร้างแนวคิดผ่านการทดลองด้วยร่างกายของตนเอง ให้เด็กเคลื่อนไหวในชั้นเรียนอย่างอิสระ เล่นต่อบล็อก
  • Musical/Rhythmic Intelligence ได้แก่ การฝึกการฟังเสียงเดี่ยว เสียงผสมในสิ่งแวดล้อม ฝึกการเคลื่อนไหวตามจัง หวะ ฝึกการวาดภาพจากสิ่งที่เห็นในสิ่งแวดล้อม หัดฟัง ร้องเพลงกล่อมเด็ก/เพลงพื้นบ้าน ฝึกภาษาต่างประเทศ ฟังเสียงเครื่องดน ตรีชนิดต่างๆ ทั้งเดี่ยวและผสม ฝึกเรียงลำดับตามรูปแบบของสิ่งต่างๆ ฝึกอ่านโน้ตดนตรี
  • Interpersonal Intelligence ได้แก่ การให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในชั้นเรียน ให้เด็กทำงานเป็นกลุ่ม ให้เด็กเลือกจัดกลุ่มของตนโดยอิสระ ฝึกทำงานเป็นทีม โดยแต่ละคนมีหน้าที่ดูแล ฝึกวางแผนการทำงาน ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ ใช้การแข่ง ขันกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ ที่จะตั้งเป้าหมายไปสู่ความสำเร็จที่สูงขึ้น ฝึกบทบาทสมมติ เชื้อเชิญคนภายนอกเข้ามาช่วยทำ งานกับกลุ่ม จัดให้มีการทำงานร่วมกับชั้นเรียนอื่นๆ
  • Intrapersonal Intelligence ได้แก่ การใช้บทเรียนที่แตกต่างในระหว่างเด็กแต่ละกลุ่ม ใช้การอุปมาอุปมัยในบทเรียน จัดให้มีทางเลือกสำหรับผู้เรียน ส่งเสริมให้เด็กตั้งเป้าหมายของตนในการเรียน จัดให้มีการเขียนบันทึกประจำวันก่อนเข้าสู่บท เรียน เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความรู้สึกต่อบทเรียน รวมทั้งการสะท้อน เสนอแนะ จัดให้มีการประเมินผลตัวเด็กในกระบวนการประเมินผลชั้นเรียน นำประเด็นเรื่องความยุติธรรมในสังคมเข้าสู่บทเรียน ใช้แบบสอบถาม ประเมิน และเครื่องมืออื่นๆ ที่จะช่วยให้เด็กประเมินความก้าวหน้าของตน
  • Naturalistic Intelligence ได้แก่ การฝึกให้ทำกราฟแผนภูมิทั้งระนาบกว้างและลึก ฝึกให้ระดมสมองด้วยกระบวนการต่างๆ ฝึกทำ mind mapping นำประเด็นการเรียนรู้ไปสู่ธรรมชาติรอบตัว ฝึกทำแฟ้มงานประจำตัว พยายามจัดโครงการร่วมกับชั้นเรียนอื่นๆ
  • Existential Intelligence ได้แก่ การทบทวนบทเรียนเดิม ก่อนจะขึ้นบทเรียนใหม่ กำหนดประเด็นที่ครอบคลุมแนวคิดหลายๆด้าน เชื่อมโยงบทเรียนเข้ากับเรื่องราวในโลก บูรณาการหน่วยการเรียนรู้ข้ามวิชา ใช้ศิลปะเข้าในหน่วยการเรียนรู้ อภิ ปรายความสำคัญของประเด็นที่จะเรียนรู้ เชิญคนภายนอกที่มีความเห็นแตกต่าง/กว้าง ให้เด็กฝึกที่จะสรุปประเด็นต่างๆที่ได้เรียน กระตุ้นให้เด็กกล้าที่จะแสดงความเห็น หรือมุมมองที่แตกต่างออกไปจากบทเรียน ให้เด็กมีส่วนในการกำหนด จัดปรับหน่วยการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับตน เพื่อให้มีความเป็นเจ้าของบทเรียน (มากกว่าจะเป็นของครู/พ่อแม่)

การจัดกิจกรรมพหุปัญญามีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

หากพ่อแม่และครูเข้าใจ เห็นความสำคัญขององค์ความรู้ด้านพหุปัญญา และพยายามทำความเข้าใจกับพัฒนาการของเด็กๆแต่ละคนว่า มีความแตกต่างในความฉลาดแต่ละด้าน แต่ทุกคนก็มีทุกด้าน มากน้อยต่างกัน ซึ่งจะทำให้เห็นทางว่า จะเข้าไปช่วยเหลือกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ให้เหมาะกับความสามารถได้อย่างไร โดยไม่ยึดติดอยู่แต่ความคาดหวังของตนและสังคม สำหรับครูก็ไม่ยึดติดในหลักสูตรที่ตายตัวมาก จนเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของเด็กที่แตกต่างกัน เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสที่จะฝึกฝนพหุปัญญาทุกๆด้าน และทำให้เด็กมองเห็นความแตกต่างระหว่างตนเองกับคนอื่นๆ โดยไม่คิดแข่งขัน และรู้ว่าตนอ่อนในเรื่องอะไร เก่งในเรื่องอะไร เด็กจะได้ตั้งเป้าหมายของตนเองได้ตรงกับความสามารถและความสนใจ ทำให้รักในการเรียนรู้ การทำงาน และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

สถานศึกษาใดที่จัดกิจกรรมส่งเสริมพหุปัญญา?

  • โรงเรียนกสิณธรเซนต์ปีเตอร์ 110 หมู่ 6 ซอย 24/8 ถนนกาญจนาภิเษก ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี จัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยมีกิจกรรมการพัฒนาปัญญา 8 ด้านไปพร้อมกัน โดยต่อยอดแววเด่นให้แก่ปัญญาที่โดดเด่น และพัฒนาปัญญาด้านอื่นๆที่มีความโดดเด่นน้อยให้พัฒนามากยิ่งขึ้น
  • โรงเรียนอนุบาลจุติพร 59/229 เมืองทองธานี ถนนแจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีการนำพหุปัญญามาปรับใช้กับเด็กปฐมวัยในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการวัดความสนใจและความถนัด ตลอดจนการหาวิธีการปรับปรุงและพัฒนาพหุปัญญา โดยการจัดกิจกรรมกลุ่มและกิจกรรมเดี่ยว ที่เด็กได้เลือกตามความสนใจของตนเอง และการใช้ The Project Spectrum Activities ซึ่งเป็นโครงการที่ ดร.การ์ดเนอร์ คิดค้น เพื่อใช้วัดความฉลาดและความถนัดของเด็กปฐมวัย มาใช้เพื่อสัง เกตและค้นหาความสามารถของเด็กเป็นรายบุคคล และเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อให้เห็นพหุปัญญาของเด็กแต่ละบุคคลเด่น ชัดขึ้น และเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาเด็กให้เต็มศักยภาพ รู้ความถนัด ความสามารถของตนเอง ยอมรับและชื่นชมความสามารถของผู้อื่น ตลอดจนสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะนำพหุปัญญามาประยุกต์ใช้กับลูกได้อย่างไร?

  • ฝึกความฉลาดด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งเป็นเบื้องต้นของการพัฒนาสมอง สมองเด็กจะพัฒนาความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อก่อน สังเกตได้จากเด็กขวบปีแรก จะฝึกฝนตั้งแต่ “ชันคอ คืบ คลาน นั่ง ยืน เดิน วิ่ง” ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เมื่อเริ่มทำได้ดีพอควรแล้ว ต่อมาก็จะฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก คือ การใช้นิ้วมือหยิบจับสิ่งของเล็กๆ กล้ามเนื้อใบหน้าในการฝึกพูด ซึ่งทั้งหมดนี้ พ่อแม่จะต้องช่วยทำให้ดูเป็นตัวอย่าง โดยเฉพาะการฝึกพูดของเด็กไทย ในปัจจุบันถือว่าช้ากว่าอายุอันควรมาก เพราะผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่า การพูดต้องมีคนทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เด็กจะเฝ้าสังเกตวิธีการใช้ริมฝีปาก ลิ้น ฟัน ในการเปล่งคำพูด เพราะถ้านั้นต้องฝึกตั้งแต่เล็กๆ อย่าปล่อยให้เป็นไปเอง โดยขาดการดูแล ถ้าไม่ฝึก เด็กจะพูดช้ากว่าอายุอันควร ซึ่งจะส่งผลไปถึงการพัฒนาด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการเรียนรู้ผ่านภาษา
  • ฝึกความฉลาดด้านตรรกะและการคำนวณ ให้ลูกได้สัมผัสของรอบตัว ตั้งแต่ของใช้ในห้องนอน ในบ้าน ในครัว บริเวณบ้าน ให้หัดนับจำนวนถ้วยชามในบ้าน ช้อน ใบไม้ ดอกไม้ ก้อนหิน จะทำให้เด็กๆเริ่มสัมผัสและรับรู้ จด ที่สำคัญ คือ “เกิดความเข้าใจ” ความแตกต่างของสิ่งรอบตัวในด้าน “สี รูปร่าง มิติ ระยะ” ซึ่งเป็นฐานสำคัญยิ่งต่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และเกิดสะสมกระบวนการคิด จากความเข้าใจเหตุผล ความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว ในเวลาต่อมา ก็ให้ได้ฝึกทำงานศิลปะ ทั้งการวาด ปั้น ตัด จัด แยกแยะ แกะและถอด
  • ฝึกความฉลาดด้านดนตรี ผลการวิจัยในปัจจุบัน พบชัดเจนว่า ดนตรีส่งเสริมพัฒนาการของสมอง เพราะฉะนั้น แม่ที่กำ ลังตั้งครรภ์ ควรฟังดนตรีเบาๆ จังหวะช้า ท่วงทำนองไม่กระแทกกระทั้น เมื่อเด็กคลอดก็ฟังดนตรีไปพร้อมกับลูก ฟังหลากหลายรูปแบบด้วยกัน เน้นดนตรีมากกว่าเนื้อร้อง ถ้าหากจะให้ฟังเพลงร้อง ก็เน้นให้เป็นเพลงที่มีเสียงร้องภาษาไทยชัดเจน เพื่อฝึกพัฒนาการทางภาษาไปพร้อมกัน เมื่อลูกคุ้นเคยกับจังหวะดนตรีแล้ว ก็ฝึกให้ลูกเคลื่อนไหวอย่างช้าๆไปกับเสียงดนตรี ไม่ควรส่ง เสริมการเต้นตามเพลงในมิวสิควิดิโอที่เราเห็นกันบ่อยๆในทีวี ไม่เหมาะกับสมองและร่างกายของเด็กเล็ก
  • ฝึกความฉลาดสัมพันธภาพกับผู้อื่น ที่สำคัญที่สุดคือ การปลูกฝังความประทับใจของการอยู่ร่วมกันในครอบครัว พ่อ-แม่-ลูก การที่พ่อแม่โอบอุ้ม พูดคุยกันด้วยคำพูดที่อ่อนหวาน ประคับประคองจิตใจกัน จะเป็นรากฐานสำคัญยิ่ง ที่จะทำให้เด็กเกิดความไว้วางใจคนอื่นๆ เริ่มต้นจากคนในครอบครัว ขณะเดียวกัน เด็กก็ได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างบุคคลต่างๆ เช่น พ่อต่างจากแม่อย่างไร (เด็กเล็กยังไม่เข้าใจความแตกต่างว่า ผู้หญิงกับผู้ชายต่างกันอย่างไร) ภาพ เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความรู้สึกต่อพ่อต่างจากแม่อย่างไร ต่อมาจึงเริ่มมีเพื่อน ก็จะทำให้เห็นความแตกต่างของคนอื่นๆ ขยายไปถึงสังคมภายนอก พ่อแม่ควรส่ง เสริมให้ลูกได้รู้จักคนแปลกหน้าบ้าง เพื่อให้ฝึกการปรับตัวเข้ากับคนอื่นที่อยู่นอกครอบครัว ผลวิจัยทั่วโลก พบชัดเจนว่า เด็กที่มีความฉลาดด้านสัมพันธภาพกับผู้อื่น จะประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นฐานของการพัฒนาด้านอื่นๆที่สำ คัญต่อไป

เกร็ดความรู้เพื่อครู

  • ไม่มีเด็กที่เรียนรู้ไม่ได้ มีแต่ครูที่ไม่เข้าใจเด็ก
  • ยิ่งฝึกยิ่งเก่ง แต่ต้องเน้นทุกประสาทสัมผัสให้ครบ
  • ต้องวางเป้าหมายการเรียนรู้ในแต่ละชั่วโมง ให้สอดคล้องกับอายุ และลำดับขั้นพัฒนาการเด็ก
  • หัดให้เด็กพึ่งตนเอง ดูแลจัดการตัวเอง เป็นการสร้างความมั่นใจตั้งแต่เล็กๆจนโต ว่าเขาจะสามารถดูแลตัวเองได้เมื่อโต แม้มีปัญหาวิกฤตในชีวิต ก็จะผ่านไปได้อย่างมีสติ
  • ฝึกสติด้วยวิธีการต่างๆ เป็นพื้นฐานให้เด็กฝึกความฉลาดในเรื่องการเข้าใจตนเอง และการเชื่อมโยงกับภาพกว้างในโลก
  • สำหรับการพัฒนาสมองผ่านการเคลื่อนไหวหรือการเล่น ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ปัจจุบัน มีแนวโน้มที่โรงเรียนจะให้เวลากับการเคลื่อนไหวของเด็กน้อยลง การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหว ไปพร้อมเสียงดนตรีที่แตกต่างกัน ช้าบ้าง เร็วบ้าง ควรมีทุกวัน โดยให้เด็กเคลื่อนไหวไปตามจินตนาการของเด็ก อาจใช้วิธีให้เด็กจับคู่ทำตามกัน ดูสิว่า ใครจะสร้างสรรค์ท่าทางตามเสียงเพลงได้แตก ต่างกัน ครูจะแปลกใจมากว่า เด็กๆมีความสามารถในการแสดงออก (ซึ่งเราอาจจัดเป็นศิลปะจากดนตรี) อย่างสร้างสรรค์มากกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ เด็กๆจะสนุกมาก และจะเป็นช่วงเวลาที่สมองได้ทดสอบการเคลื่อนไหวของร่างกาย การเข้าใจมิติต่างๆ รวมไปถึงความเร็ว และความเร่งด้วย

บรรณานุกรม

  1. Gardner, Howard. (2002). Interpersonal Communication amongst Multiple Subjects: A Study in Redundancy. Experimental Psychology
  2. Gilman, Lynn. (1998). A Reply to Perry D. Klein's 'Multiplying the problems of intelligence by eight. Canadian Journal of Education 23 (1): 96–102, doi:10.2307/1585968, JSTOR 1585790
  3. Gardner, Howard. (1995). How Are Kids Smart: Multiple Intelligences in the Classroom. Administrators' Version. ISBN 1-887943-03-X. National Professional Resources Dr. Howard Gardner, along with teachers and students from Fuller Elementary School in Gloucester, MA, discuss the theory behind Multiple Intelligences and demonstrate how they have integrated it into their classrooms and community. (41 minutes)
  4. Gilman, Lynn. (2012). The Theory of Multiple Intelligences. Indiana University. [Retrieved 14 November 2012].
  5. Smith, Mark K. (2008). Howard Gardner, multiple intelligences and education. The encyclopedia of informal education. [Retrieved 22 October 2011].
  6. PBS. Howard Gardner's Multiple Intelligence Theory. [Retrieved 9 December 2012].
  7. Scarr, S. (1985), An authors’ frame of mind. [Review of Frames of mind: The theory of multiple intelligences], New Ideas in Psychology. 3 (1): 95–100
  8. กสิณธรเซนต์ปีเตอร์, โรงเรียน. กิจกรรมพัฒนาพหุปัญญา(Multiple Intelligences) http://kindergarten.kasintorn.ac.th/kindergarten_MI.html [ค้นคว้าเมื่อ 15 มกราคม 2557].
  9. อนุบาลจุติพร, โรงเรียน. ทฤษฎีพหุปัญญา. http://www.jutiporn.ac.th/index.php/curriculam/8 [ค้นคว้าเมื่อ 15 มกราคม 2557].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน