หน้าหลัก » บทความ » พัฒนาการด้านร่างกาย: วัยก่อนอนุบาล (Young Children Physical Development)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เด็กวัยแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ น่าจะเรียกได้ว่า เป็น “ช่วงวัยทองของชีวิต” มากกว่าวัยไหนๆ เพราะเป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโตด้านร่างกายและมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ มากมาย เด็กวัยก่อนอนุบาลจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ที่แตกต่างจากครรภ์ของแม่ เรียนรู้การรับประทานอาหาร เรียนรู้ทักษะทางสังคมในการติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่รอบตัวเด็ก เด็กทุกคนควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง เหมาะสม เพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีในการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่เหมาะสมในช่วงวัยต่อไป

พัฒนาการด้านร่างกายวัยก่อนอนุบาลสำคัญอย่างไร?

เด็กวัยทารกเป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ อย่างรวดเร็ว และเด็กยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้มากนัก พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ใกล้ชิดต้องดูแลเอาใจใส่ด้วยความรัก สอนให้รู้จักสิ่งต่างๆ และฝึกหัดทำในสิ่งที่ง่ายไปสู่สิ่งที่ยาก ซับซ้อนขึ้น จนคล่องแคล่ว แม่นยำ มีประสิทธิภาพ ค่อยๆ เรียนรู้จากสิ่งที่ยังทำไม่ได้มาเป็นสิ่งที่ทำได้ จะทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และรู้สึกว่าตนเองเป็นมีคุณค่า เกิดศรัทธาในตัวเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ในช่วงต่อไปของชีวิต พ่อแม่และผู้ที่เลี้ยงดูเด็กในวัยก่อนอนุบาลนี้ จึงควรให้ความสำคัญและเลี้ยงอย่างถูกหลักสุขอนามัย สิ่งที่ควรปฏิบัติในการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่วัยทารก ได้แก่ การอุ้ม กอด จูบเด็กด้วยสัมผัสที่อบอุ่น นุ่มนวล จะช่วยให้เด็กมีความสุข อบอุ่น มั่นใจ และสบายใจ พ่อแม่และบุคคลในครอบครัวช่วยเลี้ยงดูพูดคุย เล่นกับเด็ก หยอกล้อ ให้เล่นของเล่นที่ปลอดภัยเหมาะสม จะเป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้เด็กสนใจสิ่งแวดล้อม สนใจภาษา รู้วิธีสื่อความหมาย ช่วยให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับคนและสิ่งต่างๆ เพิ่มขึ้น ที่สำคัญ เด็กจะมีความสุขสนุกสนานเพลิดเพลิน เกิดความรู้สึกอบอุ่น ใกล้ชิด และผูกพัน พร้อมจะเติบโตอย่างมั่นคงต่อไป

เด็กวัยก่อนอนุบาลมีสมรรถนะและพัฒนาการด้านร่างกายอย่างไร?

  • แรกเกิด เด็กทารกจะเริ่มสบตาจ้องหน้าแม่ได้ตั้งแต่ในเดือนแรก เริ่มคุยอ้อแอ้ เริ่มยิ้ม สามารถชันคอขึ้นหรือหันคอได้ในท่านอนหงาย กำมือและงอแขนได้
  • เดือนที่ 2 เริ่มคว้าของเล่น ชูคอตั้งขึ้น แต่ยังไม่สามารถหนุนรับศีรษะได้เมื่อถูกจับให้อยู่ในท่านั่ง
  • เดือนที่ 3 กล้ามเนื้อตาจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยทำให้ทารกรู้จักมองตามวัตถุ และควบคุมการเคลื่อนไหวของมือและเท้า และยังช่วยให้ทารกแยกแยะวัตถุออกจากพื้นหลังที่มีสีใกล้เคียงกันมาก นอกจากนี้ ทารกจะพยายามดันตัว ไหล่ชูศีรษะและแขนทั้งสองข้างขณะนอนคว่ำ รวมทั้งกล้ามเนื้อคอที่มีพัฒนาการมากขึ้น ทำให้ทารกสามารถนั่งโดยมีคนพยุงและตั้งคอขึ้นได้
  • เดือนที่ 4 สามารถคืบ พลิกคว่ำ พลิกหงาย หันหาเสียงเรียกชื่อ เริ่มนั่งทรงตัวได้เมื่อมีคนช่วย เปลี่ยนสลับมือถือของได้
  • เดือนที่ 5 สามารถนั่งลำพังระยะสั้นๆ โดยไม่ต้องมีคนช่วยเหลือ มีการเริ่มจับฉวยของเล่น ประเภทตัวต่อหรือสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ โดยการกำมือแบบฝ่ามือร่วมกับต้นแขน แต่ยังไม่รู้จักการใช้หัวแม่มือร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถพลิกตัวจากคว่ำเป็นหงาย
  • เดือนที่ 6 เมื่อนอนคว่ำทารกสามารถใช้แขนดันเพื่อยกไหล่และศีรษะขึ้นรวมทั้งมองไปรอบๆ และเอื้อมคว้าวัตถุ
  • เดือนที่ 7 สามารถเริ่มคลานและเดินโดยมีผู้ใหญ่คอยจูงมือ นอกจากนี้ยังสามารถนั่งอย่างมั่นคงเป็นระยะเวลานานได้โดยไม่ต้องช่วยประคอง
  • เดือนที่ 8 เริ่มใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือหยิบของชิ้นเล็กได้ มองตามของที่ตกลงพื้นได้ นั่งได้อย่างมั่นคงขึ้น คลานไปไหนมาไหนเองได้
  • เดือนที่ 9 เริ่มเหนี่ยวตัว เกาะยืน เกาะเดิน ส่งเสียงต่างๆ เช่น หม่ำ จ๊ะ จ๋า และเริ่มตั้งไข่
  • 1 ขวบ ลุกขึ้นยืนด้วยตนเอง ขึ้นบันไดโดยมีคนจูง เริ่มเดินด้วยตัวเอง เริ่มวิ่ง เริ่มกระโดด เล่นกลิ้งลูกบอลเบาๆ ได้ ก้มเก็บของที่พื้นได้
  • 2 ขวบ เดินไปข้างหน้าหรือด้านข้าง ถอยหลัง วิ่งได้คล่องขึ้น กระโดดด้วยเท้าทั้ง 2 ข้าง เดินขึ้นบันไดโดยจับราว ดึงหรือผลักสิ่งของขณะเดิน ใช้ข้อมือได้มากขึ้น เช่น หมุนมือ ใช้มือหมุนสิ่งของ เดินถอยหลังนั่งเก้าอี้ได้ ขึ้นบันไดได้ หยิบของชิ้นเล็กๆ ได้ จับดินสอแท่งใหญ่ๆ ได้

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายให้ลูกได้อย่างไร?

  • ให้ความรัก-ความอบอุ่น เด็กวัยแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ ควรได้รับความอบอุ่นใจ จากการอ้อมกอดอันอบอุ่นของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระตุ้นพัฒนาการต่างๆ และสนองตอบความตื่นตัวของระบบประสาทของลูกน้อย สายตาที่คุณพ่อคุณแม่มองสบตาลูกตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน ใบหน้าของพ่อแม่ คือ ใบหน้าแรกที่ลูกอยากจดจำ แต่ละครั้งที่หนูน้อยจ้องมองใบหน้าของใครก็ตาม สมองน้อยๆ ก็จะบันทึกความทรงจำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อ้อมกอดที่อบอุ่นและสายตาของพ่อแม่ที่มองสบตาลูกทุกครั้ง จะเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนาและเรียนรู้โลกกว้างของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรจัดเวลาและหาสถานที่ เพื่อให้ลูกได้เคลื่อนไหว ได้ออกกำลังกาย ได้เล่นอย่างปลอดภัย ได้เรียนรู้จากการเล่น ได้แสดงออก ได้เลียนแบบท่าทางจากคนที่เล่นด้วย คุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตพฤติกรรมพัฒนาการของลูก เพื่อจะได้เข้าใจธรรมชาติและความรู้สึกนึกคิดของลูก
  • อาหารและนมแม่ มีผลการวิจัยมากมายที่บอกว่า นมแม่ดีที่สุด น้ำนมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับลูกน้อยครบถ้วนและเพียงพอ เด็กที่ได้รับนมแม่จะมีสุขภาพแข็งแรง และมีภูมิต้านทานโรคสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่ ดังนั้น ควรให้นมแม่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนี้ช่วงเวลาในการให้นมลูก ยังเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับลูกน้อยอีกด้วย หากทารกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอ ร่างกายก็จะทำงานได้อย่างเต็มที่ เด็กในช่วง 6 เดือนแรก ควรให้ทานนมแม่อย่างเดียว หลังจากนั้นจึงเริ่มให้อาหารเสริมเป็นอาหารบดละเอียด เช่น ข้าวกับไข่แดงต้มสุก วันละมื้อ 2-3 ช้อนชา พออายุ 7 เดือน ฟันเริ่มขึ้น สามารถให้อาหารที่มีลักษณะข้นและหยาบขึ้น เพื่อฝึกการเคี้ยว ลองให้ลูกหยิบถืออาหารรับประทานเอง เช่น ฟักทองนึ่ง หั่นเป็นชิ้นยาว เป็นการฝึกการใช้นิ้วมือหยิบของชิ้นเล็ก และเมื่ออายุใกล้ขวบแรก สามารถรับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อได้ รวมทั้งขนมหวานหรือผลไม้สุกอีก 1 มื้อ การให้อาหารเสริมแก่ลูก เป็นเรื่องที่สำคัญ พ่อแม่ควรคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น พัฒนาการของลูก คุณค่าทางโภชนาการ ปัญหาเรื่องโรคภูมิแพ้ อาหารและโภชนาการที่ดีในวัยทารกและเด็กเล็ก จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของสุขภาพร่างกายและสติปัญญาที่ดีในระยะยาว การให้อาหารเสริมจึงควรเริ่มทีละอย่าง และไม่ควรใส่เครื่องปรุงรส ถ้าใน 1-2 สัปดาห์แรกไม่พบว่ามีอาการแพ้ ค่อยเริ่มอาหารเสริมชนิดใหม่ต่อไป แต่ถ้ามีอาการแพ้ ให้หยุดอาหารชนิดนั้น หลังจากนั้นอีก 2-3 เดือน สามารถให้ลูกลองทานใหม่อีกครั้ง ถ้าป้อนอาหารในครั้งแรกให้ลูกไม่ได้ผล อย่าพยายามยัดเยียด ควรเว้นระยะสักหน่อย แล้วค่อยลองใหม่ในปริมาณน้อยๆ
  • ฝึกหัดกิจวัตรประจำวัน เวลาในการอาบน้ำ คุณแม่สามารถสอนให้ลูกรู้จักส่วนต่างๆ ของร่างกาย และอุปกรณ์ที่ใช้ในการอาบน้ำ บรรยายให้ลูกฟังด้วยว่ากำลังทำอะไร และจะทำอะไรต่อไป จะช่วยให้ลูกเรียนรู้กิจวัตรประจำวันไปในตัว พยายามให้ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจวัตรต่างๆ เช่น การทำอาหารที่แสนสนุก เมื่อถึงเวลาที่ลูกสามารถกินอาหารเสริมที่หลากหลายมากขึ้นได้แล้ว อย่าลืมจัดอาหารของลูกให้มีชนิด ขนาด และพื้นผิวที่หลากหลาย เช่น มีทั้งผลไม้ชิ้นเล็ก เส้นพาสต้า มักกะโรนี หรือซีเรียล ปล่อยให้ลูกน้อยใช้มือจับอาหาร เป็นการฝึกใช้นิ้ว และฝึกใช้ประสาทสัมผัสเมื่อได้สัมผัสกับอาหารที่มีลักษณะแตกต่างกัน ที่สำคัญ การพูดคุยกับลูกในการกิจวัตรต่างๆ เหล่านี้ ยิ่งคุณพ่อคุณแม่คุยกับลูกมากเท่าไหร่ ลูกจะยิ่งพัฒนาและเรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้มากขึ้น เวลาคุณพ่อคุณแม่พูดกับลูก ควรเว้นช่องว่างในช่วงคำง่ายๆ ที่ลูกจะสามารถพูดต่อได้ เช่น พยางค์สุดท้ายของคำ หรือคำสุดท้ายของประโยค ในช่วงแรกๆ ลูกอาจจะเงียบและทำหน้างง แต่ถ้าทำบ่อยๆ ลูกจะค่อยๆ จับจังหวะ จับคำพูดบางคำได้ และเริ่มพูดต่อในช่วงว่างที่พ่อแม่หยุดไว้ให้
  • เล่นด้วยกัน พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อเครื่องเล่นราคาแพงไว้ให้ลูกเล่น เพียงแค่พ่อหรือแม่นอนราบลงบนพื้น ปล่อยให้ลูกน้อยพยายามคลานข้ามตัวไป แค่นี้ร่างกายของพ่อแม่ก็จะกลายเป็นสนามเด็กเล่นที่สนุกที่สุดสำหรับลูกน้อย ได้พัฒนากล้ามเนื้อให้ทำงานสัมพันธ์ และเรียนรู้เรื่องการแก้ปัญหาไปพร้อมกัน ธรรมชาติของเด็กจะไม่อยู่นิ่ง ชอบวิ่งปีนป่าย พาลูกน้อยออกไปเล่นนอกบ้าน ที่สนามหญ้า หรือสนามเด็กเล่นเพื่อให้ลูกได้สัมผัสธรรมชาติ ปีนป่าย โหน ปาลูกบอล ซึ่งจะได้พัฒนาทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก
  • นวดผ่อนคลาย การนวดสัมผัสจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายของลูกน้อยได้เป็นอย่างดี เพราะการนวดจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ทำให้มีการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ช่วยสร้างกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ ให้แข็งแรง สามารถรับน้ำหนักและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ส่งผลให้ลูกน้อยพร้อมจะหัดคลาน นั่ง ยืน เดิน นอกจากนั้นยังช่วยการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ระบายลม ลดการท้องอืด ลูกน้อยจะสามารถรับประทานนมได้เพิ่มขึ้นและนอนหลับได้นานขึ้น

ประเมินพัฒนาการด้านร่างกายของลูกได้อย่างไร?

พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูสามารถประเมินพัฒนาการของลูกได้ตามวัย ดังนี้

อายุ พัฒนาการ ทำได้ ทำไม่ได้
1 เดือน สบตาและจ้องหน้าแม่
2 เดือน คุยอ้อแอ้ ยิ้ม ชันคอในท่าคว่ำ
3 เดือน ชันคอได้ตรง คว้าของเล่น หัวเราะเสียงดัง ชูคอตั้งขึ้น
4 เดือน พยายามคว้าของเล่น ยิ้ม ทักทาย แสดงอาการดีใจเมื่อเห็นสิ่งที่ตัวเองพอใจ
5 เดือน สามารถคืบ พลิกคว่ำ พลิกหงาย
6 เดือน คว้าของมือเดียว หันหาเสียง เรียกชื่อ ส่งเสียงโต้ตอบ
7 เดือน นั่งทรงตัวได้เอง เปลี่ยนสลับมือถือของได้
8 เดือน มองตามของตก กลัวคนแปลกหน้า
9 เดือน เล่นจ๊ะเอ๋ ตบมือ นั่งได้มั่นคง คลานได้ ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือหยิบของชิ้นเล็กได้
10 เดือน เหนี่ยวตัว เกาะยืน เกาะเดิน ส่งเสียงต่างๆ เช่น หม่ำ จ๊ะ จ๋า
12 เดือน ตั้งไข่ พูดเป็นคำมีความหมาย เลียนเสียงพูด ทำท่าทาง ทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้
12-18 เดือน ลุกขึ้นยืนด้วยตนเอง ขึ้นบันไดโดยมีคนจูง เดินเองได้ เริ่มวิ่งได้ กระโดดหยองแหยงได้ เล่นกลิ้งลูกบอลเบาๆ ได้ ก้มเก็บของที่พื้นได้โดยไม่ล้ม มองอย่างค้นหา
18-24 เดือน เดินไปข้างหน้าหรือด้านข้าง ถอยหลัง วิ่งช้าแล้วหยุดทันทีและเริ่มวิ่งได้ใหม่ กระโดดด้วยเท้าทั้ง 2 ข้าง เดินขึ้นบันไดโดยจับราว ดึงหรือผลักสิ่งของขณะเดิน ใช้ข้อมือได้มากขึ้น เช่น หมุนมือขณะหมุนสิ่งของ

เกร็ดความรู้เพื่อครู

บทบาทหน้าที่ที่สำคัญของคุณครูก็คือ การปฏิบัติหน้าที่ต่อกิจวัตรประจำวันของเด็ก ด้วยการทักทาย โอบกอด อย่างนุ่มนวลอ่อนโยน ดูแลการขับถ่าย ความสะอาด อาหารและนมที่เด็กจะต้องรับประทาน สังเกตและบันทึกพฤติกรรม รวมทั้งอาการเจ็บป่วยในแต่ละวัน กระตุ้นพัฒนาการตามวัยผ่านการเล่นกับเด็ก ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้เคลื่อนไหวอย่างปลอดภัย ได้เล่นกลางแจ้ง

บรรณานุกรม

  1. ธีระ สุมิตร และ พรอนงค์ นิยมค้า (2550), รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน.
  2. มัจฉรานี พุ่มสุวรรณ (2539), พัฒนาการของทารกและเด็ก. กรุงเทพ: บริษัท สำนักพิมพ์ข้าวฟ่าง จำกัด
  3. กรมอนามัย, กระทรวงสาธารณสุข. (2555). อ้างถึงใน. พัฒนาการเด็กตามวัย 1 เดือน- 6 ขวบ.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน