หน้าหลัก » บทความ » พัฒนาการด้านสติปัญญา: วัยก่อนอนุบาล (Young Children Cognitive Development)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

พัฒนาการด้านสติปัญญา หรือองค์ความรู้เรื่องสมองกับการเรียนรู้ของมนุษย์ เป็นเรื่องที่มีการศึกษากันมานานเป็นศตวรรษ ตั้งแต่ยุคที่เทคโนโลยียังไม่ทันสมัย ซึ่งใช้เพียงการสังเกตจากเด็กที่ปกติเปรียบเทียบกับเด็กผิดปกติ จนถึงปัจจุบันที่มีการตรวจสมองโดยเอาเข้าเครื่องติดตามซึ่งสามารถฉายภาพให้เห็นปฏิกิริยาการทำงานในสมองส่วนต่างๆ ได้ ลองมาทบทวนดูว่า เรารู้จักสมองอันเป็นแหล่งเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตตั้งแต่เด็กเล็กๆ จนถึงวัยผู้ใหญ่อย่างไรนี่เป็นข่าวดีสำหรับพ่อแม่ ครูอาจารย์ ที่มีความห่วงกังวลต่อระดับสติปัญญาและพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก เพียงแต่ท่าน “ผ่อนคลาย สบาย”กับลูกหรือลูกศิษย์ สังเกต ทำความเข้าใจความแตกต่างของเด็กแต่ละคน หาความรู้ว่าขั้นตอนพัฒนาการที่สำคัญของเด็กคือ“เมื่อไร อะไร อย่างไร และทำไม”เพื่อจะกำหนดบทบาทการกระตุ้นอย่างเหมาะสม “ไม่มากเกินไปจนเคร่งเครียดหรือ น้อยเกินไปจนละเลย”ใช้เวลาอยู่กับลูกหรือเด็กให้มากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงอายุที่เด็กไวต่อการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง เล่นกับเขา เรียนรู้ไปกับเขา คือ PLAY AND LEARN จนเป็นการเพลิดเพลิน

พัฒนาการด้านสติปัญญาวัยก่อนอนุบาลสำคัญอย่างไร?

สมองเด็กทารก ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ด้วยอัจฉริยภาพของวิวัฒนาการของสมอง เราจะเริ่มเห็นการเจริญเติบโตของสมองเด็กตั้งแต่ยังเป็นทารกเดือนแรกในครรภ์มารดา จะพบว่า เซลล์สมองเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วถึงนาทีละ 250,000 ตัวต่อนาที จนถึงอายุครรภ์ 7 เดือน จะมีเซลล์สมองทั้งหมด แสนล้านเซลล์ และจะเกิดการเชื่อมโยงกับเซลล์สมองตัวอื่นๆ เป็นล้านๆ ๆ จุด ในลักษณะที่เป็นระบบระเบียบชัดเจนกว่า 40 ระบบ เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาการเคลื่อนไหว การใช้ภาษา การมองเห็น การได้ยินการได้กลิ่น การรับรส และการรับสัมผัสต่าง ๆ การทำงานของสมองจะสมบูรณ์ดีเพียงใด ก็จะขึ้นกับพัฒนาการของสมองตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ว่า เซลล์สมองสมบูรณ์หรือไม่ การเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ต่างๆ ทั้งส่วนที่รับ แปลความ และ ตอบสนอง ไปกันอย่างดีตามระบบหรือไม่ จากการวิจัยทำให้เราเข้าใจสมองได้ชัดเจนขึ้นมากว่า สมองและโลกของเราเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันอย่างสวยงามและละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง กล่าวคือ สมองเปลี่ยนแปลงและปรับตัวตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวบนฐานของต้นทุนทางพันธุกรรมของมนุษย์ แต่พัฒนาการของสมองมีความยืดหยุ่นมากอันเนื่องจากองค์ประกอบในสมองมีมากมายหลายระบบที่แตกต่างกัน แต่ละระบบจะมีพัฒนาการแตกต่างกันไปตามสภาพการทำหน้าที่ตลอดช่วงชีวิตของเรา ช่วงเวลาที่สำคัญมากที่ถือเป็นการวางรากฐานให้กับสมองของเด็ก ก็คือ ช่วง 6-7 ขวบปีแรกของชีวิต เหมือนกับการปลูกบ้านแล้วต้องวางเสาเข็ม หากวางเสาเข็มให้ลูกให้ดี แล้วเขาจะเติบโตเป็นเด็กที่มีศักยภาพสูง หรือ เขาจะไปต่อยอดทำฝาเรือน หลังคา จั่วบ้านของเขาเอง ช่วง 6 ขวบแรก คือ ช่วงเวลาที่สมองของเด็กจะเรียนรู้ฝึกฝนทั้งด้านกล้ามเนื้อ/ร่างกาย ภาษา/การสื่อสาร (ทั้งภาษาพูดและภาษาท่าทาง) สติปัญญา การรับรู้ และพฤติกรรมพื้นฐานต่างๆ หลังจากนั้นก็จะเป็นการกล่อมเกลาปรับให้ดีขึ้น เชี่ยวชาญชำนาญขึ้นเท่านั้น ด้วยอวัยวะที่มีน้ำหนักเพียงกิโลกว่าๆ นี้เอง สมองของเด็กมีศักยภาพการเรียนรู้ยิ่งกว่าท้องฟ้าที่กว้างไพศาล

เด็กวัยก่อนอนุบาลมีสมรรถนะและพัฒนาการด้านสติปัญญาอย่างไร?

หลังคลอด เด็กจะรับรู้โลกภายนอกผ่านการมองเห็น โดยจะค่อย ๆ เริ่มจ้องมองในเดือนแรก และภายใน 3 เดือนก็จะสามารถจ้องมองมือตัวเองและมองตามสิ่งของไปมาได้ จะเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างพัฒนาการของเด็กหญิงและชาย เด็กหญิงจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก (เสียงและหน้าตา) และมีแนวโน้มจะร้องไห้ตามเด็กคนอื่นๆ ได้ง่ายกว่า เด็กผู้ชายจะดูแลยากกว่า จะหงุดหงิดงอแงง่าย เด็กหญิงมีพัฒนาการทางอารมณ์เร็วกว่า ส่วนเด็กชายจะมีพัฒนาการด้านการรับรู้พื้นที่และการคำนวณดีกว่า สมองของเด็กยิ่งโตขึ้นและซับซ้อนเพื่อให้เด็กพัฒนาความสามารถในการควบคุมสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สมองส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อค่อยๆ พัฒนาจากส่วนที่ควบคุมศีรษะเรื่อยลงมาถึงเท้า (เริ่มจากดูด หันศีรษะ ยิ้ม คืบ คลาน ตั้งไข่ ยืน เดิน) และการสื่อสารกับเด็กอื่นๆ และคนรอบข้างก็จะช่วยเด็กพัฒนาพื้นฐานทางภาษา ดังนั้น เมื่อเด็กประมาณอายุ 8-10 เดือนเด็กจะเริ่มเข้าใจคำพูดและหัดพูดคำแรกเพื่อสื่อสารกับพ่อแม่ได้ ซึ่งพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กแต่ละช่วงวัยมี ดังนี้

  • อายุ 4 สัปดาห์: มองเมื่อคนคุยด้วย พยายามเลียนแบบการพูดด้วยการเผยอปากขึ้นและลง หยุดร้องไห้เมื่อมีคนอุ้มหรือกอด เพราะรู้สึกสบายใจและปลอดภัย เลียนแบบสีหน้าและการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยสามารถบังคับเนื้อบนใบหน้าให้ยิ้มและแสดงความรู้สึก ต่างๆ ได้
  • อายุ 6 สัปดาห์ : ยิ้มและมองตามของเล่นที่เคลื่อนที่ได้
  • อายุ 8 สัปดาห์ : เงยหน้ามอง จ้องวัตถุเมื่อขยับไปมา
  • อายุ 3 เดือน : มองเห็นของเล่นที่แขวนอยู่เหนือศีรษะได้ทันที ยิ้มเมื่อพูดด้วย และจะส่งเสียงอ้อแอ้ตอบ คอยหันมองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
  • อายุ 4 เดือน : แสดงความตื่นเต้นเมื่อถึงเวลาป้อนนม หัวเราะและเอามือปัดป่ายไปเมื่อมีคนเล่นด้วย ชอบให้จับนั่งเพื่อมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว หันไปมองตามทิศที่มาของเสียง
  • อายุ 5 เดือน : เริ่มเข้าใจสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น สามารถแสดงความกลัว และความโกรธ
  • อายุ 6 เดือน : เริ่มสนใจใบหน้าตนเองในกระจกเงา และเริ่มชอบอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ
  • อายุ 8 เดือน : เริ่มรู้จักชื่อของตนเอง และเริ่มเข้าใจคำว่า “ไม่” สามารถส่งเสียงเหมือนเพื่อเรียกคนอื่น เริ่มอยากรับประทานอาหารเอง เริ่มหัดพูด เลียนแบบการขยับปากเป็นคำพูดทีละคำ
  • อายุ 9 เดือน : เริ่มแสดงความต้องการ สนใจของเล่นและเกมต่างๆ อย่างจริงจัง หยิบของเล่นขึ้นมาดูใกล้ๆ รู้จักเปิดผ้าออกดูสิ่งที่อยู่ใต้ผ้าด้วยความสงสัย
  • อายุ 10 เดือน : เริ่มตบมือ โบกมือบ๊ายบายได้ เริ่มเข้าใจคำพูดสั้นๆ ง่ายๆ
  • อายุ 11 เดือน : เริ่มเรียนรู้และสนุกสนานกับเกมที่เล่นง่ายๆ ชอบทิ้งหรือโยนของเล่นลงพื้นแล้วเก็บขึ้นมาใหม่ เริ่มส่งเสียงดัง ชอบหยิบของเล่นมาเขย่าให้เกิดเสียง
  • อายุ 12 เดือน : ชอบทำให้คนหัวเราะและทำซ้ำๆ เริ่มชอบดูภาพในหนังสือ ให้ความร่วมมือในการแต่งตัว โดยการช่วยยกแขน ยกขาขึ้น เริ่มรู้จักคำสั้นๆ ง่ายๆ เช่น ขวดนม อาบน้ำ ลูกบอล ดื่มน้ำ พูดคำที่มีความหมายได้
  • อายุ 15 เดือน : เริ่มอยากทำอะไรด้วยตนเอง เช่น การหวีผม ปัดฝุ่น และตื่นเต้นดีใจเมื่อสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้ สามารถเข้าใจความรวมของรูปประโยคที่ซับซ้อนได้
  • อายุ 18 เดือน : เริ่มทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้ เช่น ช่วยหยิบของให้ ชี้รูปภาพในหนังสือ เช่น หมา ลูกบอล วัว และอาจพูดออกมาดังๆ ว่า “หมา” เป็นการแสดงความเข้าใจและความสามารถในการสื่อสาร เริ่มรู้จักส่วนต่างๆ ของร่างกายและชี้ได้ถูก รวมทั้ง แยกได้ว่าไหนคือจมูกของแม่ และไหนคือจมูกของตนเอง
  • อายุ 21 เดือน : รู้จักขอความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาหรือสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จับดินสอขึ้นมาขีดเล่น รวมทั้งเริ่มเข้าใจและปฏิบัติตามคำขอร้อง เข้าใจคำถาม
  • อายุ 2 ปี : ชอบการอยู่ลำพังและเล่นคนเดียว เริ่มใช้ดินสอขีดเขียนในลักษณะเลียนแบบตัวหนังสือ เริ่มรู้ชื่อ สิ่งของ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาให้ลูกได้อย่างไร?

พ่อแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการด้านสติปัญญาของลูกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ดังนี้

  • พูดกับลูกด้วยเสียงของพ่อแม่เอง ทำได้ตั้งแต่รู้ตัวว่าท้อง พูดกับเขา คุย อ่านหนังสือ ร้องเพลงให้เขาฟัง สม่ำเสมอทุกวัน ไม่ควรใช้เสียงดัง เพลงจังหวะเร่งเร้ากระแทกกระทั้น เพราะเสียงที่เบาอ่อนโยน เนิบช้า จะทำให้เด็กผ่อนคลายและรับรู้อารมณ์ได้ดีกว่า
  • กินอย่างฉลาด เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะสมองและส่วนต่างๆ ของเด็กจะพัฒนาได้ดีก็ต้องอาศัยอาหาร กินให้ครบทุกหมู่ ข้าวแป้ง เนื้อสัตว์ ตับ ไขมัน ไข่ ผักผลไม้ เสริมด้วยวิตามินบี และกรดโฟลิค (เชื่อว่ากรดโฟลิคช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติในระบบประสาทของเด็ก)
  • ห้ามดื่มสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด รวมยาดองเหล้า และยาเสพติดต่าง ๆ หากในระหว่างตั้งครรภ์จำเป็นต้องใช้ยาบางอย่างเพื่อรักษาโรคประจำตัว ให้ปรึกษาแพทย์ที่ฝากท้อง เพื่อขอคำแนะนำให้ปลอดภัยกับเด็กและแม่
  • นอนหลับให้สนิทในเวลากลางคืน และพอเพียงอย่างน้อย 6-7 ชั่วโมง ระยะเวลาที่แต่ละคนต้องการนอนไม่เท่ากัน แต่เราสังเกตได้โดยที่หากเรานอนหลับพอเพียงในเวลากลางคืน เราจะรู้สึกสดชื่นในตอนเช้า ไม่ง่วงเหงาหาวนอน หรือรู้สึกเพลีย การนอนหลับไม่พอจะทำลายสุขภาพทั้งของแม่และเด็กในครรภ์ สังเกตว่าถ้าแม่อดนอน เด็กในท้องจะมีปฏิกิริยา เช่น ดิ้นมากขึ้นหรือไม่ค่อยดิ้น (ผิดไปจากปกติ) น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร แม้แต่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการแท้งหรือตกเลือดได้
  • ผ่อนคลายความตึงเครียดในชีวิตประจำวัน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นมีภาระเรื่องหากินหาอยู่เลี้ยงปากท้องมาก ก็ต้องฝึกฝนวิธีผ่อนคลายความเครียดด้วยตนเอง โดยเฉพาะคนรอบข้าง คือ คุณพ่อ ญาติในบ้าน ต้องช่วยให้กำลังใจ เชิดชูจิตใจเพื่อให้แม่ผ่อนคลาย ไม่วิตกกังวลกับตัวเองและการตั้งท้องมาก ให้แม่มีสุขภาพจิตดี สบาย จะทำให้เด็กในท้องเติบโตได้ดี
  • หลังคลอดให้ดื่มนมมารดา ดังนั้น คุณแม่จะต้องดูแลอาหารของตนให้ครบถ้วนต่อเนื่องไป เพื่อประกันว่าน้ำนมมีคุณภาพพอ หากหย่านมแล้ว ต้องให้อาหารไขมันพอเพียงเพราะสมองเด็กต้องการไขมัน

พ่อแม่สามารถส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาให้ลูกตามวัยได้ ดังนี้

  • ช่วงอายุ 1-3 เดือน พ่อแม่ช่วยลูกให้สามารถเพ่งมองได้ด้วยการเล่นกับลูก โดยพ่อหรือแม่ขยับศีรษะของตัวเองไปทางซ้ายทีขวาทีอย่างช้าๆ ช่วงแรกเด็กจะจับการเคลื่อนไหวได้เฉพาะของใหญ่ที่เคลื่อนไหวช้าๆ ต่อมาก็จะเร็วขึ้นและจับได้รายละเอียดมากขึ้น ด้วยการที่ลูกใช้ประสาทสัมผัสของตัวเองทั้ง ตา หู และ รับสัมผัสการเคลื่อนไหว แล้วลูกก็จะเก็บจำเป็นรอยประทับไว้ในสมอง ซึ่งคือจุดที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการประสานสัมพันธ์ระหว่างเซลล์สมองหลายระบบ เป็นรากฐานของความจำและการเรียนรู้ ใช้โมบายล์ที่ปลอดภัยมีสีสันฉูดฉาดและรูปร่างขนาดแตกต่างกัน มีเสียงด้วยก็จะดี
  • ช่วงอายุ 4-6 เดือน อุ้มเล่น พูดคุย ทำเสียงแปลกๆ เล่นส่องกระจก เล่นเขย่าสิ่งของเพื่อเรียนรู้ความแตกต่างของเสียง โดยพ่อแม่พูดเลียนเสียง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาของลูก
  • ช่วงอายุ 7-11 เดือน ลูกเริ่มเรียนรู้ด้วยการสำรวจ หากระป๋องพลาสติกแข็งแรงปลอดภัย มีฝาปิดที่ลูกเปิดได้ง่าย แล้วใส่สิ่งของหรือของเล่นแบบต่างๆ ที่ปลอดภัยไม่มีคมหรือแหลม ทำด้วยวัสดุที่ไม่แตกง่าย และใช้สีธรรมชาติ เด็กจะสนุกมากในการเปิดและสำรวจดู เปลี่ยนของเล่นและสิ่งของในกระป๋องทุกวัน (ใส่ช้อนเด็ก หรือ ของใช้ในบ้านที่ปลอดภัยก็ได้) ชมเชยลูกทุกวัน ชักชวนกระตุ้นให้เด็กสำรวจของในกระป๋องทุกวัน เพื่อให้เด็กเริ่มมีนิสัยช่างสำรวจ ช่างอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก หมายถึงลูกจะพัฒนาการเรียนรู้และจะเป็นเด็กฉลาดในอนาคต
  • ช่วง 12-18 เดือน เด็กเริ่มพัฒนา “ความจำ” เด็กชอบทำซ้ำๆ เด็กจะเลียนแบบ เพื่อทบทวนความจำในสิ่งที่เคยเรียนรู้มาก่อน ไม่เหนื่อยหรือเบื่อที่จะฟังนิทานซ้ำๆ เล่นของเล่น โยนบอลซ้ำๆ การเรียนรู้หรือทำอะไรซ้ำๆ จะช่วยให้เซลล์ประสาทเชื่อมโยงกันแข็งแรงขึ้น พ่อแม่ช่วยสนับสนุนส่งเสริม และค่อยๆ แนะนำสิ่งใหม่ๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้น เซลล์สมองยิ่งเชื่อมกันดีขึ้น เด็กก็จะใช้เวลาน้อยลงในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  • ช่วงอายุ 18-24 เดือน เด็กจะสนุกกับการได้ฝึกเล่นเกมภาษา เช่น ถามลูกเสมอ ๆ ว่า “หูอยู่ไหน” “แม่อยู่ไหน” วิธีนี้จะทำให้เด็กพัฒนาภาษาขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กจะยังพูดไม่ชัด และอาจจะต่อต้านเมื่อพยายามแก้ไขเขา วิธีที่ดีก็คือ เมื่อลูกตอบด้วยคำพูดที่ไม่ชัด พ่อแม่ต้องย้ำคำพูดของลูกด้วยการออกเสียงถูกต้องชัดเจนทุกครั้ง ในช่วงอายุที่เด็กกำลังพัฒนาภาษา เด็กจะพยายามสื่อสารกับผู้ใหญ่หรือคนรอบข้าง เราอาจเข้าใจเด็กได้ยาก เพราะเด็กยังไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดยาว ๆ ได้ สิ่งที่ไม่ควรทำก็คือ ไม่สนใจหรือแกล้งทำว่าเข้าใจ สิ่งที่ควรทำคือ ให้ความสนใจอย่างอดทน ว่าเด็กพยายามจะสื่อสารอะไรกับเรา ไม่แสดงท่าทีเบื่อหน่าย หรือ พยายามเร่งรัดเด็กให้พูด ค่อยเป็นค่อยไป เด็กจะสามารถสื่อสารกับเราได้มากขึ้นทุกที นี่คือวิธีกระตุ้นพัฒนาการภาษาของเด็ก
  • ช่วงอายุ 2 ขวบ เด็กจะเริ่มพัฒนาความเป็น “ตัวตน” และบางครั้งแสดงความหวง แต่ไม่ต้องตกใจเพราะการควบคุมจัดการตนเองจะค่อยพัฒนาไปตามสมองส่วนหน้า ช่วงแรก ๆ เด็กจะไม่สามารถควบคุมความต้องการของตนเองได้ จึงจะชอบแย่งของเล่นจากเพื่อน เด็กจะเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการ “แบ่งปัน” ซึ่งพ่อแม่หรือครูช่วยเด็กได้ โดยค่อย ๆ สอนและอธิบายอย่างอ่อนโยน ไม่ควรใช้ความรุนแรง เช่น ตีหรือดุว่าด้วยเสียงดังเมื่อเด็กแย่งของเล่นกัน เพราะนั่นคือ การปลูกฝังความรู้สึกหยาบกระด้างและเกลียดชังเด็กคนอื่น ค่อยๆ ปลอบและใช้วิธีฉันแบ่งปันเขา เขาก็แบ่งปันฉัน (เรื่องนี้ เอามาใช้กับเด็กโต ๆ ด้วยได้)

ประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญาของลูกได้อย่างไร?

พ่อแม่สามารถประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญาของลูกได้ ดังนี้

อายุ พัฒนาการ ทำได้ ทำไม่ได้
4 สัปดาห์ มองเมื่อคนคุยด้วย
พยายามเลียนแบบการพูดด้วยการเผยอปากขึ้นและลง
6 สัปดาห์ ยิ้มและมองตามของเล่นที่เคลื่อนที่ได้
8 สัปดาห์ เงยหน้ามอง จ้องวัตถุเมื่อขยับไปมา
3 เดือน คอยหันมองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ส่งเสียงอ้อแอ้ตอบเมื่อพูดด้วย
4 เดือน มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว หันไปมองตามทิศที่มาของเสียง
แสดงความตื่นเต้นเมื่อถึงเวลาป้อนนม
5 เดือน เริ่มเข้าใจสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น
สามารถแสดงความกลัว และความโกรธ
6 เดือน สนใจใบหน้าตนเองในกระจกเงา
8 เดือน รู้จักชื่อของตนเอง
เข้าใจคำว่า “ไม่”
ส่งเสียงเพื่อเรียกคนอื่น
ขยับปากเป็นคำพูดทีละคำ
9 เดือน แสดงความต้องการ
สนใจของเล่น
เปิดผ้าออกดูสิ่งที่อยู่ใต้ผ้าด้วยความสงสัย
10 เดือน เริ่มเข้าใจคำพูดสั้นๆ ง่ายๆ
ตบมือ โบกมือบ๊ายบายเมื่อบอกให้ทำ
11 เดือน ทิ้งหรือโยนของเล่นลงพื้นแล้วเก็บขึ้นมาใหม่
หยิบของเล่นมาเขย่าให้เกิดเสียง
12 เดือน ชอบทำให้คนหัวเราะและทำซ้ำๆ
ชอบดูภาพในหนังสือ
รู้จักคำสั้นๆ ง่ายๆ เช่น ขวดนม อาบน้ำ ลูกบอล ดื่มน้ำ
พูดคำที่มีความหมาย
15 เดือน เข้าใจความรวมของรูปประโยคที่ซับซ้อน
ตื่นเต้นดีใจเมื่อสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ
18 เดือน เริ่มทำตามคำสั่งง่ายๆ
รู้จักส่วนต่างๆ ของร่างกายและชี้ได้ถูก
2 ปี เริ่มรู้ชื่อสิ่งของเข้าใจคำถาม
ใช้ดินสอขีดเขียนในลักษณะเลียนแบบตัวหนังสือ

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การเพิ่มความสามารถทางเชาวน์ปัญญาให้แก่เด็กปฐมวัย สามารถทำได้ ดังนี้

  • จัดเกมการศึกษาให้หลากหลาย เช่น จับคู่ภาพเหมือน/ต่าง จับคู่ภาพกับเงา จับคู่จำนวนกับตัวเลข ต่ออนุกรม ต่อภาพตัดต่อ เรียงลำดับเหตุการณ์ ขนาด จัดหมวดหมู่ ต่อบล็อก ต่อภาพตัดต่อ
  • ให้เด็กได้เล่นกับของจริงก่อนเล่นเกมที่เป็นสื่อกระดาษ เช่น ได้เล่นกับเงาก่อนจับคู่ภาพกับเงา จับคู่สิ่งที่เหมือนกันก่อนจับคู่ภาพเหมือน ฯลฯ
  • เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด พูด แสดงความคิดเห็น และแก้ปัญหาเองก่อนเสมอ
  • บรรณานุกรม

    1. สุจิตรา ศุภรฤทัย และคณะ (2548). คู่มือเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็กวัยแรกเกิด-5 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง. สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.

    สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน