หน้าหลัก » บทความ » พัฒนาการด้านสังคม: วัยก่อนอนุบาล (Young Children Social Development)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

พัฒนาการด้านสังคมหมายถึง การพัฒนาความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น เป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อการดำราชีวิตที่เป็นปกติสุข การพัฒนาทางสังคมของคนเราเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น สามารถสร้างสังคมได้โดยอาศัยการอบรมเลี้ยงดูที่ถูกต้องตามวัย

พัฒนาการด้านสังคมวัยก่อนอนุบาลสำคัญอย่างไร?

การพัฒนาการทางสังคมช่วยให้คนเราได้เรียนรู้และเข้าใจตนเองและผู้อื่นเพื่อการปรับตัว และสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข พัฒนาการด้านสังคมของทารกเมื่อแรกเกิดจะต้องดูดนมแม่ให้ได้เพื่อบรรเทาความหิวและช่วยให้ทารกจึงเรียนรู้ว่า ในโลกนี้มีคนอื่นอยู่ด้วยและช่วยตอบสนองความต้องการของเขาได้ ซึ่งการเรียนรู้นี้เป็นกระบวนการปรับตัวทางสังคม (Socialization process) จากการที่ทารกได้สัมผัสใกล้ชิดแม่ และคนในครอบครัว ทารกจึงพัฒนาไปสู่การรู้จักเพื่อนและคนอื่น ได้ใช้ภาษา ได้เล่น ได้แสดงความรู้สึก ได้เรียนรู้ข้อตกลง กฎเกณฑ์ต่างๆ ของสังคมตามวัยแต่ละช่วงอายุ พัฒนาการทางสังคมจึงมีความสำคัญดังนี้

  • ช่วยให้เด็กช่วยเหลือตนเองได้ เช่น การกิน การหัดพูด การเดิน การหัดขับถ่ายในกระโถนหรือส้วม การล้างทำความสะอาดอวัยวะขับถ่าย การหัดสวมรองเท้าเอง เป็นต้น
  • เกิดการเรียนรู้ทางสังคม เพราะคนเราจะอยู่กันเป็นสังคม เด็กจะพัฒนามาตั้งแต่แรกเกิด รู้จักพ่อแม่ที่เป็นบุคคลใกล้ชิดที่สุด แล้วขยายมารู้จักบุคคลอื่นในครอบครัว เพื่อน ครูตามลำดับ ช่วยให้เขาเรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่นและการปฏิบัติต่อกัน ดังทฤษฏีการเรียนรู้ทางสังคมของ Albert Bandura ที่กล่าวว่า เด็กจะเลียนแบบบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเป็นการเรียนรู้ทางสังคมของเด็ก
  • การพัฒนาทางสังคมมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิตใจของความเป็นมนุษย์ เมื่อเด็กเรียนรู้ว่าจะต้องอยู่กับผู้อื่นในโลกนี้ แต่เขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีความสุขในสังคมที่ดีด้วย คือ มีจริยธรรมเป็นหลักชีวิต ดังปรากฏในมงคลชีวิตซึ่งธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า การที่อยู่ด้วยความสุขจะต้องฝึกเป็นผู้เสียสละ ผู้ให้ หรือผู้มีความเอื้อเฟื้อซึ่งเป็นพื้นฐานความดีของมนุษย์ชาติ และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการจรรโลงสันติสุข การฝึกให้จะช่วยลดการเป็นศูนย์กลางของตนเองลงและพัฒนาจิตใจให้สูงตามลำดับวัยของเด็ก
  • เด็กจะค่อยลดอัตตาจากตนเองเป็นศูนย์กลางไปสู่สังคมแวดล้อมภายนอก เมื่อเขาค่อยเจริญวัยและได้รับสัมผัส การเลี้ยงดูที่ดีจากพ่อแม่ โดยเฉพาะช่วงวัยแรกเกิดหรือวัยทารก ซึ่ง Erik H. Erikson นักจิตวิทยา กล่าวว่าเป็นช่วงที่เด็กจะรู้สึกเชื่อมั่น (The Sense of Trust) เป็นระยะที่เด็กรู้สึกสบายและเมื่อได้รับความรักจากแม่ เด็กจะพัฒนาความไว้วางใจผู้อื่น แต่ถ้าไม่ได้รับการตอบสนองเด็กจะรู้สึกกลัว ขาดความไว้ใจผู้อื่น
  • มีการพัฒนาทางภาษาเพื่อใช้สื่อสารทางสังคม การพูดและการสนทนาของพ่อแม่ ทำให้เด็กได้ยินเสียง และเรียนรู้ที่จะใช้ภาษา

เด็กวัยก่อนอนุบาลมีสมรรถนะและพัฒนาการด้านสังคมอย่างไร?

  • พัฒนาการด้านสังคมตามแนวคิดของ Sigmund Freud นักจิตวิทยา กล่าวไว้ว่า วัยทารกเด็กยังอยู่ในระยะ Id ซึ่งเป็นแรงผลักที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เป็นระยะที่มนุษย์ต้องการแต่การสนองตอบความต้องการของตนเองเท่านั้น พฤติกรรมแรกๆ ของเด็กวัยทารกเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอะไร แต่พฤติกรรมของผู้ที่อยู่แวดล้อมมีผลต่อพฤติกรรมของเด็ก และเด็กจะค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ
  • Erik H. Erikson แบ่งพัฒนาการทางบุคลิกภาพวัยทารก (แรกเกิด – 1 ปี) ว่าอยู่ในระยะที่ 1 ขั้นปาก (Oral Stage) เด็กจะรู้สึกไว้ใจหรือไม่ไว้ใจ (Trust versus mistrust) และวัยเด็ก 1-3 ปี เป็นระยะที่ 2 ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) เป็นช่วงรู้สึกเป็นตัวของตัวเองกับความละอายใจ ไม่แน่ใจ (Autonomy versus Doubt or Shame) เป็นระยะการพัฒนาทางบุคลิกภาพ ซึ่งเขาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมว่ามีผลต่อบุคลิกภาพของเด็ก ในช่วงอายุแรกเกิดถึง 3 ปี
  • ส่วน Harry Stack Sullivan ได้กำหนดขั้นพัฒนาการจากพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และประสบการณ์ส่วนตัวระหว่างบุคคล และการเรียนรู้ที่เกิดจากการที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมจะนำไปสู่ความมั่นคงและปลอดภัย เรียนรู้วัฒนธรรมที่เขามีส่วนร่วมอยู่ เมื่อเด็กมีวุฒิภาวะพอที่จะใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสาร เขาก็จะเรียนรู้วิธีการที่จะปฏิบัติกับบุคคลอื่น การพัฒนาการทางสังคมของเด็กแรกเกิดจึงอยู่ในขั้น Gratification of needs ซึ่งเป็นการตอบสนองความพึงพอใจขั้นพื้นฐาน

สมรรถนะและพัฒนาการทางสังคมของเด็กก่อนอนุบาลที่พ่อแม่สามารถสังเกตได้ มีดังนี้

  • อายุ 1 เดือน มองหน้า
  • อายุ 2 เดือน มองจ้องหน้า
  • อายุ 3 เดือน สบตา ยิ้มตอบ
  • อายุ 4 เดือน ทำท่าดีใจเมื่อเห็นคนเลี้ยง
  • อายุ 6 เดือน รู้จักความแปลกหน้า แยกคนเลี้ยงกับผู้อื่นได้
  • อายุ 8 เดือน ติดคนเลี้ยง
  • อายุ 9 เดือน รู้จักเล่นจ๊ะเอ๋ ร้องตามแม่
  • อายุ 12 เดือน ตบมือ เลียนแบบท่าทาง
  • อายุ 15 เดือน เล่นกลิ้งบอลกับผู้ใหญ่ได้ เลียนแบบการกระทำของผู้ใหญ่ได้
  • อายุ 18 เดือน ดื่มน้ำจากถ้วยได้
  • อายุ 2 ปี บอกได้เวลาจะถ่าย เลียนแบบผู้ใหญ่ได้

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมให้ลูกได้อย่างไร?

ในช่วงวัยก่อนอนุบาล ครอบครัวมีความสำคัญต่อเด็กที่จะส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เนื่องจากเด็กเรียนรู้สังคมจากผู้เลี้ยงดูที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะแม่ เพราะสัมผัสแรกที่ได้รับจากการโอบอุ้มของเด็กส่งผลต่อความรู้สึก เด็กจะเรียนรู้ที่จะตอบสนองจากพฤติกรรมสัมผัสทั้งทางบวกและทางลบ ต่อมาเมื่อเด็กเติบโตขึ้น รู้จักที่เข้ากลุ่ม เด็กจะเห็นพฤติกรรมเพื่อนหรือผู้อื่น การเล่นจะเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ทางสังคมของเด็ก พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูสามารถส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้ดังนี้

  • พ่อแม่ดูแลลูกด้วยความรักและเอาใจใส่ ถึงแม้พ่อจะไม่มีน้ำนมให้ลูกดื่มตามธรรมชาติ แต่พ่อโอบอุ้มลูก พูดหยอกล้อ กล่อมลูกนอน เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อ-ลูกดีเท่าแม่ และจะช่วยสร้างเสริมการเรียนรู้ทางสังคมให้แก่เด็กได้เป็นอย่างดี ดังงานวิจัยของ Furstenberg พบว่า เด็กที่ความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อจะมีพัฒนาการที่ดี
  • การเป็นอย่างที่ดีในการปฏิบัติตนในสังคม ทั้งการใช้ภาษา การปฏิบัติตนต่อเด็ก เพราะสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานการเรียนสังคมที่เด็กสัมผัสรับรู้จากการปฏิบัติตนต่อกัน เด็กจะเลียนแบบการปฏิบัติตนในสังคมจากพ่อแม่ ในเด็กวัยทารก 6 เดือนขึ้นไป การหยอกล้อด้วยเสียงร้องเล่น เช่น บทร้องจับปูดำ ขยำปูนา จับปูม้าคว้าปูทะเล นอกจากกระตุ้นพัฒนาทางภาษาของเด็กแล้วการหยอกล้อเป็นการสัมผัสรัก เด็กเริ่มรู้วิธีการเลียนแบบต่างๆ ตามมา รวมทั้งเลียนแบบพฤติกรรมทางสังคม เช่น มารยาทการรับประทานอาหาร การแต่งตัวตามเพศของตน เป็นต้น
  • ให้แรงเสริม แสดงความชื่นชมกับความสำเร็จ ให้กำลังใจต่อการสู้ปัญหาอุปสรรค เช่น ตบมือ กอด หอมแก้มเด็ก เมื่อเขาเริ่มหัดเดิน สวมเสื้อตัวแรกด้วยตนเอง เมื่อเขาหกล้ม พูดกับเขาอย่างนุ่มนวล ไม่เป็นไร ลุกเดินใหม่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นการกล่อมเกลาบุคลิกภาพของเด็กวัยทารก เขาจะเลียนแบบและจดจำท่าทีที่พ่อแม่แสดงต่อเขาไว้ในความรู้สึกนึกคิดของเขาและสะท้อนออกแสดงต่อผู้อื่นเฉกเช่นกัน
  • การนำเด็กไปพบปะเยี่ยมญาติผู้ใหญ่และพี่น้องกัน ช่วยให้เด็กเรียนรู้สังคมที่กว้างขึ้น เป็นการเตรียมเด็กก่อนเข้าสู่สถานศึกษา
  • ให้เด็กได้เล่น ช่วงขวบแรก เด็กจะเล่นอยู่ที่ตนเอง เล่นการเคลื่อนไหวร่างกาย ส่งเสียงอืออา ฟังเสียงตนเอง และพัฒนาไปสู่การเล่นกับคนเลี้ยงหรือสิ่งของ คำร้องเล่นที่พ่อแม่แต่งร้องเอง ทำน้ำเสียงและหน้าตาหยอกล้อเด็ก เช่น ร้องว่า นั่นนกเขาขันเสียงจุ๊กรู้ จุ๊กกรู้ กุ๊ก เมื่อจบคำสุดท้าย จิ้มไปบนร่างกายเด็ก เด็กจะส่งเสียงหัวเราะชอบใจ
  • เล่านิทานให้เด็กฟัง เพราะนิทานจะช่วยสร้างบุคลิกภาพให้แก่เด็กได้ดี เพราะนิทานมีพลังในการโน้มน้าวทัศนคติและพฤติกรรมของบุคคลและสังคมได้ เด็กวัย 2 ขวบ ฟังนิทานสั้นๆ ประกอบคำร้องและมีภาพประกอบเรื่องราวใกล้ เรื่องพ่อแม่ลูกหรือ เป็นสัตว์เลี้ยงน่ารัก เป็นการปลูกฟังให้รู้จักผู้อื่นด้วยความคิดที่ดีงาม เหมือนเพาะเมล็ดพันธ์พืชที่ดีรอเวลาเจริญงอกงาม
  • ประเมินพัฒนาการ เด็กอายุต่ำว่า 3 ขวบเป็นวัยแห่งการเจริญเติบโตที่เกิดการเปลี่ยนแปลงความสามารถและการแสดงออกตามสภาพสิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดู เด็กจึงควรได้รับการประเมินพัฒนาทุกช่วง เพื่อวัดความพร้อมของเด็กและใช้ในการวางแผนพัฒนาเด็ก โดยพ่อแม่บันทึกพัฒนาการลูกลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กที่กระทรวงสาธารณสุขให้มาตั้งแต่ลูกเกิด เป็นแบบบันทึกพัฒนาการเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงสองขวบที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และพ่อแม่จะได้รับคำแนะนำจากโรงพยาบาลอย่างดีอยู่แล้ว ที่ใช้หลักการประเมินว่าประเมินพัฒนาการเด็กไปพร้อมๆกันทุกด้าน และทำอย่างสม่ำเสมอ

ประเมินพัฒนาการด้านสังคมของลูกได้อย่างไร?

ชื่อเด็กที่สังเกต................วันที่............เดือน.............พ.ศ. .............. สถานที่..............
รายการที่สังเกต ข้อคิดเห็น ระดับคะแนน
- ใช้ช้อนตักอาหารเอง
- ดื่มน้ำจากแก้วได้เอง
- มีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม
- บอกเมื่อจะไปห้องน้ำ
- ใช้คำว่า ขอบคุณ สวัสดี ขอโทษ ถูกต้อง

ให้ระดับคะแนนแต่ละข้อในรายการที่สังเกต ตามกำหนดดังนี้

  • 3 หมายถึง ทำได้ดี และสม่ำเสมอทุกสถานการณ์
  • 2 หมายถึง ทำได้บ้างบางครั้ง โดยมีผู้ใหญ่ เตือน บางครั้ง
  • 1 หมายถึงทำไม่ได้ ผู้ใหญ่ช่วยเหลือ ตักเตือนตลอดเวลา

ลงชื่อ......................................ผู้บันทึก

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การพัฒนาทางสังคมของเด็กทารกแรกเกิดวัยสองขวบ สำหรับครูมีข้อที่คำนึงถึงคือ เด็กวัยทารกในช่วงขวบแรกในสังคมไทยนั้น เด็กจะอยู่กับครอบครัวมาก่อน ผู้ที่รู้จักเด็กอย่างดีคือ พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็ก ดังนั้นการที่ครูขอข้อมูลจากพ่อแม่เป็นสิ่งจำเป็นและจะต้องร่วมมือกันพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง การจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาสังคมของเด็กจะช่วยให้เด็กเจริญเติบโตได้ดีตามวัย เพราะพัฒนาการของเด็กต้องเปลี่ยนไปตามวัย เช่น ทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กจะดีขึ้นตามพัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญา แต่ยังอยู่ในขีดจำกัดอยู่มาก เด็กจะต้องอาศัยคำแนะนำจากครูอยู่ การเรียนรู้ทางสังคมของเด็กจะเกี่ยวกับการบ่มเพาะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่ครูต้องเอาใจใส่

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลชีวะ. (2547). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอดินสัน เพรส โปรดักส์ จำกัด.
  2. นิตยา ภัสสรสิริ. (2533). การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย. เอกสารการสอนชุดวิชาฝึกอบรมครูและผู้เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช.
  3. สมชาย ฐานวุฑโฒ, พระมหา. (2551). มงคลชีวิต . กรุงเทพมหานคร: บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์.
  4. ประไพพรรณ ภูมิวุฒิสาร. (2530). ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนาการเด็ก. เอกสารการสอนชุดวิชาพฤติกรรมวัยเด็ก หน่วยที่ 2 .นนทบุรี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  5. ธีรพร อุวรรณโณ. (2530). ครอบครัวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก. เอกสารการสอนชุดวิชาพฤติกรรมวัยเด็ก หน่วยที่ 5 นนทบุรี: โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมริราช.
  6. ธนาภรณ์ ธนิตย์ธีรพันธ์. (2547). รายงานวิจัยเรื่องการสร้างสัมพันธ์ภาพของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบเพลง. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. สาขาการศึกษาปฐมวัย บัณฑิตวิทยาลัย.
  7. ศิริชัย กาญจนวาสี. (2550). ทฤษฏีการประเมิน. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  8. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภา.
  9. Hills, T.W.Z. (1993). Assessment in context: Teacher and Children at Work Young Children, 48 (5),20.
  10. Morrison, George S. (1998). Early childhood education. 7 ed. New Jersey: Prentice Hall Inc.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน