หน้าหลัก » บทความ » พัฒนาการด้านสังคม: วัยประถมต้น (Primary School Children Social Development)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การประพฤติปฏิบัติตนของเด็กที่เกิดจากการเรียนรู้ในการปรับตัวให้สังคมยอมรับเป็นความสามารถทางสังคมของเด็ก ซึ่งเด็กจะต้องเรียนรู้มาตั้งแต่วัยทารกและสืบเนื่องติดตัวมาจนเติบโตเข้าสู่เด็กวัยประถมต้น อายุ 6- 9 ปี ความสามารถทางสังคมของเด็กทำให้เด็กประสบความสำเร็จในชีวิต และดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข

พัฒนาการด้านสังคมวัยประถมต้นสำคัญอย่างไร?

กระบวนการปรับตัวทางสังคม (Socialization process) เป็นกระบวนการสำคัญที่เด็กจะเรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตัวในสังคมที่ถูกต้อง การปรับตัวนี้เพื่อให้บุคคลอื่นยอมรับตนเองและอยู่ร่วมสังคมกับบุคคลอื่นได้ กระบวนการนี้ เด็กจะค่อยๆ เรียนรู้ไปตลอดชีวิต เป็นการด้านสังคมนับตั้งแต่วัยทารก โดยเด็กจะเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับแม่และขยายไปสู่บุคคลรอบข้าง เด็กจะเรียนรู้ภาษา การแสดงความรู้สึกต่อคนอื่น รู้จักการช่วยเหลือตนเอง รู้จักข้อตกลงทางสังคม การเรียนรู้แต่ละช่วงวัยมีผลต่อการประพฤติปฏิบัติอีกวัยหนึ่ง เด็กวัยเรียนหรือวัยประถมจะพัฒนาการทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงจากเด็กปฐมวัย เด็กวัยประถมจะมีพัฒนาทางสังคมเนื่องจากการได้รับอิทธิพลจากเพื่อนและสภาพสิ่งแวดล้อม เด็กวัยนี้ไปโรงเรียนจึงมีความเข้าใจภาษามากขึ้น และจะเริ่มลดการยึดตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง ผลจากการพัฒนาการดังกล่าวจะทำให้เด็กสามารถสร้างสังคมกับบุคคลอื่น และอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันเด็กวัย 6-9 ปี จะไม่สนใจผู้ใหญ่เหมือนเด็กปฐมวัย นักจิตวิทยาให้ความสนใจลักษณะการพัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยนี้ เช่น Sigmund Freud ผู้คิดทฤษฏีพัฒนาการทางเพศ (Psychosexual development) ผู้เชื่อว่า การพัฒนาการทางบุคลิกภาพของเด็กแต่ละคน ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โดยร่างกายจะเปลี่ยนแปลงบริเวณแห่งความพึงพอใจเป็นระยะๆ ในช่วงอายุที่ต่างๆ กัน และบริเวณแห่งความพึงพอใจนั้นจะได้รับการตอบสนองเต็มที่ เด็กจึงจะมีพัฒนาการที่ดีและสมบูรณ์ สำหรับเด็กวัย 6-9 ปี จะอยู่ในระยะแฝง (The latency stage) เป็นระยะที่เก็บกดความพึงพอใจทางเพศไว้ จะไม่มีบริเวณใดในส่วนต่างๆ ของร่างกายที่จะเป็นบริเวณแห่งความพึงพอใจ ในระยะนี้เด็กมักแสดงออกถึงความสนใจในเรื่องอื่น เช่น การแข่งขันในการเรียนและการกีฬา ส่วน Erik H. Erikson ผู้คิดทฤษฏีพัฒนาการทางสังคม (Psychosocial development) กล่าวว่า เด็กวัยประถมนี้จะอยู่ในขั้นพัฒนาความขยันขันแข็งหรือความรู้สึกด้อย (Industry vs. feeling of inferiority) เป็นระยะที่เด็กต้องการทำสิ่งต่างๆ ให้บรรลุความสำเร็จ เด็กจึงพยายามแข่งขันเพื่อให้ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเกิดการล้มเหลว จะทำให้เด็กมีปมด้อย และเกิดความท้อถอยสิ่งใหม่ในอนาคต

เด็กวัยประถมต้นมีสมรรถนะและพัฒนาการด้านสังคมอย่างไร?

เด็กวัยนี้มีลักษณะและพฤติกรรมที่เฉพาะตัวทุกด้าน มีสมรรถนะและพัฒนาการ ดังนี้

  • เด็กสนใจที่จะเรียน เล่น และทำกิจกรรมกับเพื่อนมากขึ้น เพื่อนมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพของเด็กมากกว่าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่
  • เด็กจะรู้ความแตกต่างระหว่างเพศ มีพัฒนาการทางบุคลิกภาพ เด็กผู้ชายจะแสดงความเป็นผู้ชาย และหญิงจะแสดงความเป็นผู้หญิง เป็นวัยของการเรียนรู้หน้าที่ทางเพศของตนเอง เด็กชายและเด็กหญิงให้ความสนใจซึ่งกันและกัน เด็กชายจะรู้จักหยอกล้อเด็กหญิง ส่วนเด็กหญิงจะทำที่ไม่สนใจหรือแสดงอาการโกรธ โมโห
  • สนใจการแข่งขัน การเปรียบเทียบกันในสังคม
  • สนใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
  • สามารถสร้างมาตรฐานแนวปฏิบัติของกลุ่มที่มีแบบอย่างเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ และนำมาปฏิบัติโดยไม่บอกผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องการเล่น จะสามารถสร้างระเบียบกติกาขึ้นเองไว้เป็นแนวปฏิบัติ
  • รับรู้ความสามารถของตนและของเพื่อน เด็กจะเข้ากลุ่ม มีความรู้สึกยอมรับและไม่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน เด็กที่เพื่อนยอมรับเข้ากลุ่มและมีชื่อเสียงในกลุ่มเพื่อน จะพัฒนาการทางสังคมได้ดี สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับคนอื่น เรียนรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่นได้ดี
  • มีความสามารถทางภาษาเพิ่มขึ้น ช่วยให้การเรียนรู้ทางสังคมขยายกว้าง เด็กวัยนี้อ่านหนังสือมากขึ้น
  • ลดการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางลง มีความคิดกว้างขึ้น มีความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น เริ่มมีเหตุผล จึงตัดสินใจสิ่งต่างอย่างมีเหตุผลมากขึ้นโดยดูการกระทำที่มาเกี่ยวข้องด้วย
  • สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
  • มีความรับผิดชอบ ช่วยเหลือตนเอง รู้การปฏิบัติตนในสังคม มีมารยาททางสังคมมากขึ้น

สมรรถนะตามวัย มีดังนี้

  • อายุ 6 ปี ยังคิดถึงแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องอยู่ ความสนใจกิจกรรมในเวลาสั้นๆ แล้วเปลี่ยนไป ไม่สนใจว่างานจะสำเร็จหรือไม่ เด็กจะสนใจและกระตือรือร้นทำงานที่ตนเองชอบ
  • อายุ 7 ปี มีความพยายามที่จะทำให้งานสำเร็จมีมากกว่าวัย 6 ปี มีความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น แต่จะทำงานทีละอย่างได้ดีกว่าการให้ทำกิจกรรมทีเดียวหลายอย่าง
  • อายุ 8 ปี มีความสนใจที่จะทำงานให้สำเร็จ สนใจที่จะทำสิ่งใหม่ๆ มีสมาธิมากขึ้น รับฟังคำแนะนำในการทำงานมากขึ้น มีความสามารถในการเล่นต่างๆ สามารถแสดงละครง่ายๆ ได้ จะมีความอยากรู้อยากเห็น สนใจซักถามมากขึ้น
  • อายุ 9 ปี สามารถแก้ปัญหาและรู้จักหาเหตุผลโดยอาศัยการสังเกต ต้องการอิสรภาพเพิ่มขึ้น มีความรู้ในด้านภาษา และความรู้รอบตัวกว้างขึ้น ชอบอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง สนใจที่จะสะสมสิ่งของ และจะเลียนแบบการกระทำต่างๆ ของคนอื่น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมให้ลูกได้อย่างไร?

พัฒนาการของเด็กวัย 6-9 ปี จะมีลักษณะเฉพาะตัว พ่อแม่ควรสนใจที่จะส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมของลูกให้เหมาะกับระดับความสามรถของเขา เพื่อลูกจะได้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ ดังนี้

  • จัดกิจกรรมการเล่นที่เหมาะสมกับวัย ลูกจะสนใจเล่นกับกลุ่มเพื่อนอย่างอิสระจากผู้ใหญ่ และจะเริ่มกำหนดแนวปฏิบัติการเล่นเอง
  • ส่งเสริมให้อ่านหนังสือ การอ่านหนังสือมีความสำคัญสำหรับเด็กวัยนี้ หนังสือสำหรับเด็กควรเกี่ยวกับสังคม หรือโลกภายนอก เด็กจะสนใจเรื่องที่เป็นจริงมากกว่าวัยอนุบาล สนใจเรื่องราวที่มีเหตุผลมากขึ้น
  • เด็กควรเรียนในโรงเรียนที่ขนาดพอเหมาะกับจำนวนนักเรียน เพื่อให้เด็กมีโอกาสเข้ากลุ่มเพื่อน ได้รับการยอมรับจากเพื่อน เขาจะรู้สึกดีและเกิดความอบอุ่นที่ได้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อน เกิดความรู้สึกว่าตนมีคุณค่า
  • สนับสนุนให้เด็กมีกลุ่มตามความสนใจ เช่น การเข้าเป็นสมาชิกชมรมคนรักหนังสือ สมาชิกลูกเสือ เพื่อจะทำให้เด็กมีกลุ่มเพื่อนที่สนใจสิ่งเดียวกัน
  • จัดสภาพสิ่งแวดล้อมในครอบครัวที่เอื้อต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกอย่างเหมาะสม เช่น มีหนังสือสำหรับเด็ก หนังสือพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์รายการที่เหมาะสมตามวัย พ่อแม่มีบทบาทที่จัดเวลาการดูโทรทัศน์ และเลือกรายการให้แก่เด็ก และผู้ใหญ่อ่านข่าว ฟังข่าวเอาใจใส่เหตุการณรอบตัวให้เด็กเห็นแบบอย่าง
  • จัดกิจกรรมทางศาสนาให้เด็กได้ซึมซับและมีทัศนคติที่ดีต่อศาสนา เช่น การไปวัดฟังเทศน์ ตักบาตรทำบุญ เวียนเทียนในวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันเข้าพรรษา วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา เป็นต้น เพื่อให้เด็กมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นคนดีในสังคม
  • เป็นแบบอย่างการเข้าสังคมที่ดีให้เด็กเห็น ถึงแม้ว่าเด็กวัยนี้จะสนใจเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ก็ตาม แต่พ่อแม่ยังเป็นผู้มีอิทธิพลที่เด็กจะเรียนรู้การอยู่ในสังคมที่ถูกต้อง เช่น การที่พ่อแม่แสดงมารยาททางสังคม ใช้ภาษาที่เหมาะสมกับผู้อื่น เด็กจะรับไปเป็นประสบการณ์ของตนเองในการใช้มารยาทนั้น
  • ปลูกฝังให้ลูกมีวัฒนธรรมไทย ด้วยการแสดงออกด้วยท่าทีแบบไทยๆ เช่นการอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ การพูดสุภาพ เบา ทอดหางสียงอย่างอ่อนโยน การทักทายผู้อื่นและไหว้ตามธรรมเนียมไทยที่ถูกต้องเหมาะสมกับวัย หรือสถานะของผู้นั้น เช่น ไหว้พระ ไหว้พ่อแม่ ครู จะแตกต่างกัน เป็นต้น การร่วมประเพณีไทยเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในสังคมไทยและร่วมดำรงรักษาประเพณีไว้สืบต่อไป
  • มอบหมายงานบ้านให้เด็กรับผิดชอบ ให้เด็กได้ทำหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานให้เด็กทำหน้าที่ของต่อตนเองคือ ช่วยเหลือตนเองและและในฐานะสมาชิกของสังคมต่อไป การทำงานของเด็กวัยนี้อาจจะทำร่วมกับพ่อแม่ก็ได้ เด็กจะอยู่ในบรรยากาศครอบครัวอบอุ่น เห็นถึงความรัก และการเอาใจใส่ ช่วยเหลือกันและกัน เป็นการสร้างความผูกพันรักใคร่ในครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งที่เหมาะสมของการเรียนรู้สังคมของเด็ก
  • ชวนเด็กทำกิจกรรมทางสังคมร่วมกับพ่อแม่และชุมชน เช่น กิจกรรมปลูกต้นไม้ในวันพืชมงคล กิจกรรมชุมชนสีเขียว (ทำความสะอาดชุมชน) ร่วมเดินเทิดพระเกียรติวัน 12 สิงหาฯ มหาราชินี เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้เด็กจะได้มีโอกาสเห็นการเข้าสังคมเป็นประโยชน์ต่อสังคมที่ตนเองอยู่ เห็นมารยาทที่ปฏิบัติต่อกัน และแต่ละคนมีความเสียสละ

ประเมินพัฒนาการด้านสังคมของลูกได้อย่างไร?

พ่อแม่สามารถสังเกตพัฒนาการด้านสังคมของลูกได้ดังนี้

พฤติกรรมที่สังเกต ทำบ่อย ไม่ทำ
เล่นกับเพื่อนที่เป็นเพศตรงข้าม
ตั้งกฎเกณฑ์ในการเล่นเอง
รู้จักแบ่งปัน รอคอย ผลัดกันเล่น
รู้จักรับฟัง ประนีประนอม ไว้ใจผู้อื่น
ทำกิจกรรมหรือเล่นเป็นกลุ่ม
สนใจใฝ่รู้
มีความคิดเป็นของตนเอง และสร้างสรรค์
เชื่อมั่นในตนเอง
ให้ความร่วมมือ
มีพัฒนาการทางภาษาดีขึ้น
สนใจการอ่านหนังสือ
ชอบเล่าเรื่อง
แสดงละคร บทบาทสมมุติ แต่งนิทานและวาดภาพประกอบ

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูมีบทบาทในการส่งเสริมในการส่งเสริมพัฒนาการสังคมของเด็กวัย 6-9 ปี เพราะเด็กวัยนี้จะอยู่ที่โรงเรียนและทำกิจกรรมกับครูและเพื่อนมากกว่าที่บ้าน ครูจึงควรทำความเข้าใจว่า การเรียนรู้สังคมของเด็กนั้น ครูมีอิทธิพลต่อเด็กในด้านการเป็นแบบทั้งในด้านบทบาททางเพศ การมีพฤติกรรมทางจริยธรรม เช่น การเป็นคนมีน้ำใจหรือไม่ การเป็นผู้นำผู้ตามที่ดี เป็นต้น ในช่วงวัยนี้เด็กจะอยู่กับเพื่อนเป็นกลุ่ม เพื่อนจะเป็นตัวแบบที่มีอิทธิพลต่อจิตใจเด็กเช่นกัน การที่เด็กได้เห็นพฤติกรรมหรือการกระทำของตัวแบบที่มีชีวิต (Live Model) เด็กจะเรียนรู้ได้จากชีวิตประจำวัน จึงเป็นหน้าที่ของครูที่จะจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม และจัดวิธีสอนให้เด็ก วิธีสอนหนึ่งที่น่าสนใจคือ การสร้างความศรัทธาที่จะเรียนรู้ การฝึกฝนวิธีคิดและนำไปสู่การปฏิบัติ ครูจะต้องเป็นกัลยาณมิตรช่วยให้เด็กมีโอกาสคิด และแสดงออกที่ถูกวิธี เพราะจะช่วยให้เด็กได้พัฒนาปัญญา และแก้ปัญหาได้ สำหรับเด็กวัยประถม การเห็นตัวแบบและมีโอกาสฝึกคิดเพื่อสร้างปัญญาได้ดี นอกจากเห็นแบบจากชีวิตจริงแล้ว การเรียนรู้ผ่านตัวแบบสัญลักษณ์ (Symbolic Model) อาจจะเป็นเอกสาร โสตวัสดุอื่นๆ ที่ทำให้เด็กสนใจและมีแรงจูงใจที่จะยอมรับพฤติกรรมนั้นๆ มาปรับปรุงบุคลิกภาพของตน ซึ่งหนังสือนิทานจะใช้ได้ดี เพราะนิทานจะมีตัวแบบที่เป็นสัญลักษณ์ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการอ่านให้เด็กได้ดีตามวัย เนื่องจากเด็กวัยนี้มีความสามารถทางภาษามากขึ้น

บรรณานุกรม

  1. ประไพพรรณ ภูมิวุฒิสาร. (2530). ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนาการเด็ก. เอกสารการสอนชุดวิชาพฤติกรรมวัยเด็ก หน่วยที่ 2.นนทบุรี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  2. ผ่องพรรณ เกิดพิทักษ์. (2536 ). การปรับพฤติกรรมเบื้องต้น. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
  3. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว. (2555). พัฒนาการเด็ก.กรุงเทพมหานคร: สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว
  4. สุมน อมรวิวัฒน์. (2533). การสอนโดยสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ตรีรณสาร.
  5. Bandura, A. (1977) .Social Learning Theory . New Jersey. Prentice-Hall, Inc.
  6. Morrison, George S. (1998). Early childhood Education today. 7th ed. New Jersey: Prentice Hall, Inc.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน