หน้าหลัก » บทความ » พัฒนาการด้านอารมณ์: วัยก่อนอนุบาล (Young Children Emotional Development)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การแสดงออกทางอารมณ์ของวัยก่อนอนุบาลหรือเด็กเล็กจะเป็นไปอย่างชัดเจน เปิดเผย ไม่ซับซ้อน มักจะเกิดขึ้นกะทันหัน และแปรเปลี่ยนได้ง่าย อารมณ์ที่พบโดยทั่วไปของเด็กวัยนี้ คือ มีความสุข มีความกลัว มีความวิตกกังวล หงุดหงิด โกรธ เศร้า จึงมักแสดงออกด้วยการทำเสียงอืออาอยู่ในคอ ยิ้ม ร้องไห้ หรือแผดเสียงร้องดังออกมา สิ่งสำคัญ คือ พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องสังเกตว่าลูกเป็นอะไร และช่วยเหลือให้ลูกมีพัฒนาการในการแสดงออกที่เหมาะสม ส่งเสริมให้เด็กมีความสุข ร่าเริง เบิกบาน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการปรับตัวด้านอารมณ์เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

พัฒนาการด้านอารมณ์วัยก่อนอนุบาลสำคัญอย่างไร?

หากเด็กวัยขวบปีแรกเจริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก ความอบอุ่น ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ได้รับการสัมผัสโอบกอดจากพ่อแม่และผู้เลี้ยงดู จะเป็นการกระตุ้นเด็กให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวและมีพัฒนาการด้านอารมณ์ที่ดี เด็กควรได้เรียนรู้ที่จะแสดงออกซึ่งความรู้สึกต่างๆ อย่างเหมาะสม ถูกกาลเทศะ มีจิตใจที่แจ่มใส ร่าเริง หนักแน่น ไม่เอะอะโวยวาย สามารถควบคุมอารมณ์ได้ สามารถเผชิญปัญหาและใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหาได้ รู้จักแบ่งปัน รู้จักการรับและให้ความช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือในปฏิบัติตามกฎระเบียบกติกาต่างๆ รู้จักขอบคุณและขอโทษ มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง เติบโตขึ้นอย่างมีความสุข และพร้อมจะสร้างประโยชน์ให้เกิดกับผู้อื่นต่อไป

เด็กวัยก่อนอนุบาลมีสมรรถนะและพัฒนาการด้านอารมณ์อย่างไร?

เด็กวัยนี้ยังไม่มีการควบคุมอารมณ์ และมักจะเผชิญกับปัญหาต่างๆ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรสมควรที่จะแสดงความโกรธ หรือเมื่อไรจะร้องไห้ได้ เด็กจะมีความวิตกกังวลและความคับข้องใจ เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ดังปรารถนา เพราะขาดทักษะทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญา สมรรถนะและพัฒนาการแต่ละช่วงวัยมีดังนี้

  • ทารกแรกเกิด จ้องใบหน้า เมื่อผู้ใหญ่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ และเริ่มจดจำใบหน้านั้นได้
  • อายุ 1 เดือน มองใบหน้าที่ยื่นมาใกล้ ขยับริมฝีปากหากพูดคุยด้วย ถ้าร้องไห้แล้วมีคนอุ้มเข้าสู่อ้อมกอดจะเงียบ
  • อายุ 2 เดือน ยิ้มให้และมองตามของเล่นที่เคลื่อนที่ได้ เช่น โมบาย มองตามกรุ๋งกริ๋งที่เคลื่อนผ่านไปมา
  • อายุ 3 เดือน ยิ้ม เมื่อมีคนพูดคุยด้วย และส่งเสียงตอบอ้อแอ้อย่างอารมณ์ดี ร้องไห้เมื่อหิวหรือเจ็บป่วย
  • อายุ 4 เดือน หัวเราะเสียงดัง เมื่อมีคนเล่นด้วย
  • อายุ 5 เดือน ชอบเล่นกระจกเงา ชอบเลียนแบบ สามารถแยกความแตกต่างใบหน้าคนได้ เริ่มกลัวคนแปลกหน้า
  • อายุ 8 เดือน เริ่มรู้จักชื่อตัวเอง เริ่มเข้าใจคำว่า “อย่า”หรือ “ไม่” เริ่มหัดพูด
  • อายุ 9 เดือน เริ่มแสดงความต้องการโดยการชี้หรือสื่อให้ผู้เลี้ยงดูทราบว่าตนต้องการอะไร สามารถตอบโต้เสียงเรียกได้ ชอบเล่นกับผู้อื่น เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ เข้าใจเสียงห้ามของผู้ใหญ่
  • อายุ 10 เดือน เริ่มตบมือได้ บ๊ายบายได้
  • อายุ 11 เดือน ชอบส่งเสียงหัวเราะดัง ชอบโยนของเล่น
  • อายุ 12-18 เดือน สนใจการกระทำของผู้ใหญ่ รับรู้อารมณ์จากท่าทางและสีหน้าคนอื่น จะโกรธเมื่อถูกขัดใจ ตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำอะไรด้วยตนเอง หวงของเมื่อถูกแย่งของเล่น
  • อายุ 18-24 เดือน ชอบทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง เช่น ใช้ช้อนตักอาหารเองได้ แต่หกเลอะเทอะบ้าง ดื่มน้ำจากแก้วได้เอง เลือกเสื้อผ้าเอง เด็กบางคนชอบวิ่งเล่นนอกบ้าน ต้องการความสม่ำเสมอในกิจวัตรประจำวัน ชอบส่องกระจกและรับรู้ว่าเป็นภาพของตนเอง เริ่มมีพฤติกรรมเลียนแบบ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ให้ลูกวัยก่อนอนุบาลได้อย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองควรดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด ด้วยความรักและความเข้าใจ ให้โอกาสลูกเรียนรู้ และฝึกทำสิ่งต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตร รับฟังและพูดคุยโต้ตอบกับลูก ให้เวลาและเอาใจใส่ลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นคงทางจิตใจ ฝึกให้ลูกเป็นคนมีน้ำใจ มีคุณธรรม จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป แนวทางที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรจะปฏิบัติต่อลูกน้อย มีดังนี้

  • เลี้ยงดูให้อยู่รอดและปลอดภัย วัยเด็กเล็กนี้พ่อแม่ควรดูแลใกล้ชิด และลูกควรได้รับนมแม่
  • ส่งเสริมพัฒนาการโดยกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้วยการสัมผัสทางกาย อุ้มกอดลูกด้วยความรัก ความนุ่มนวลอ่อนโยน สัมผัสทางเสียง พูดคุยกับลูก ร้องเพลง หรือเปิดเพลงให้ฟังเบาๆ สัมผัสทางการลิ้มรส ลูกได้รับนมแม่ จะคุ้นเคยกับรสชาติของน้ำนมแม่ สัมผัสทางการดมกลิ่น ลูกจะคุ้นเคยกับกลิ่นน้ำนม กลิ่นกายคุณแม่ สัมผัสทางสายตา อุ้มลูกไว้ใกล้บริเวณใบหน้า พูดคุยและจ้องมองลูก ขยับใบหน้าไปมาให้ลูกมองตาม หรือให้จ้องมองของเล่นที่มีสีสดใส
  • เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก เพราะลูกจะเลียนแบบพฤติกรรมจากผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัว
  • ให้ความรัก แสดงความรัก ความเมตตา ดูแลเอาใจใส่ในความสัมพันธ์ที่สม่ำเสมอและสามารถคาดเดาได้ ด้วยการกอด สัมผัส พูดชมเชยให้กำลังใจลูกอย่างสร้างสรรค์ โดยพูดถึงความพยายามของลูกมากกว่าพูดถึงผลลัพธ์ การพูดชมเชยด้วยใจจริง ลูกจะสามารถรับรู้ได้
  • เข้าใจพื้นอารมณ์ของลูก และปรับวิธีการให้เหมาะสม การยอมรับในตัวลูก มีความเข้าใจ มีความคาดหวังในความสามารถของลูกตามอายุ และใช้วิธีการให้เหมาะสมกับพื้นอารมณ์ของลูก จะทำให้ลูกเป็นเด็กที่เข้าใจตนเองและมีการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ได้ดี
  • สร้างบรรยากาศที่ดีและปลอดภัย สังเกตว่าลูกมีความสุข มีรอยฟกช้ำดำเขียวหรือไม่
  • สังเกตและแก้ไขความรู้สึกที่ผิดๆ ของลูก พ่อแม่ควรให้ลูกได้รับรู้และมองโลกตามความเป็นจริง ด้วยการตอบสนองต่อพฤติกรรมอย่างถูกต้อง จะทำให้ลูกรับรู้ว่า การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ควรหรือไม่ควรทำ
  • ส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้และได้เล่นสนุก เพราะการเล่นของเด็กคือการเรียนรู้ ให้ลูกได้มีโอกาสเล่นกับเด็กคนอื่นๆ สอนให้ลูกรู้จักปรับตัวเข้าสังคม รู้จักแบ่งปัน รู้จักแก้ปัญหา พ่อแม่ควรให้ความช่วยเหลือ โดยแสดงให้ดูว่าทำอย่างไรที่จะเหมาะสม และให้กำลังใจ เมื่อลูกทำสำเร็จ ลูกจะรู้สึกมีความภาคภูมิใจในตัวเอง
  • เปิดโอกาสให้ลูกได้เผชิญกับปัญหาหรือความยากลำบากในชีวิตบ้าง ลูกควรมีโอกาสได้เรียนรู้วิธีการจัดการกับปัญหาด้วยตัวเอง โดยมีผู้ใหญ่คอยเฝ้าดู ให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษาอยู่ห่างๆ ได้ฝึกความอดทน เข้มงวดและกำหนดขอบเขตของระเบียบวินัยที่สม่ำเสมอ คงที่
  • ทำเป็นไม่สนใจ เพิกเฉย หลีกเลี่ยงไม่ใส่ใจกับการแสดงโต้ตอบต่างๆ ของเด็กที่แสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม รับรู้ถึงอารมณ์ของความผิดหวัง เมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ตักเตือนให้แสดงออกทางอารมณ์ที่ดี และแสดงความชื่นชมเมื่อลูกแสดงออกได้ถูกต้อง สอนลูกให้รู้จักควบคุมอารมณ์และมีวิธีระบายความเครียดที่เหมาะสม

ประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ของลูกวัยก่อนอนุบาลได้อย่างไร?

อายุ พัฒนาการ ทำได้ ทำไม่ได้
แรกเกิด ร้อง หยุดฟังเสียง
1 เดือน ทำเสียงในคอ
2 เดือน ฟังเสียงคุยแล้วยิ้มตอบ หันหาเสียง
4 เดือน ส่งเสียงจ้อแจ้โต้ตอบ หัวเราะ ส่งเสียงแหลมรัวเวลาดีใจ หรือสนุก
6 เดือน หันหาเสียงเรียก เล่นน้ำลาย ส่งเสียงหลายเสียง
9 เดือน ฟังรู้ภาษาและเข้าใจสีหน้า ท่าทางได้ เปล่งเสียง เลียนเสียงไม่มีความหมาย
12 เดือน พูดเป็นคำที่มีความหมายหลายคำ ชี้บอกความต้องการ
18 เดือน ชี้รูปภาพตามคำบอกได้

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การสร้างให้เด็กมีภูมิคุ้มกันทางใจ พร้อมจะเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ และสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งการช่วยให้เด็กรู้สึกถึงความเป็นส่วนสำคัญของครอบครัวและสังคม ที่อุดมด้วยความรัก ความห่วงใย ให้กำลังใจกันเสมอ ปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยมีพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก เด็กได้รับการชี้แนะ ฝึกทักษะการแก้ไขปัญหาและการจัดการอารมณ์ที่เหมาะสม ฝึกให้เด็กรู้จักพูดคุย เล่าความรู้สึกนึกคิด ระบายความทุกข์ใจ ไม่เก็บกดไว้ ฝึกมองด้านบวก จะทำให้เด็กสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และเจริญเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข

บรรณานุกรม

  1. ศึกษาธิการ, กระทรวง สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. 2554. แนวแนะหลักในการปฏิบัติต่อลูกวัย 0-3 ปี ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็ก. กรุงเทพมหานคร : บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
  2. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). 2549. สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ. กรุงเทพฯ : ธรรมสภา.
  3. Pearce, John. (2539). พัฒนาการของทารกและเด็ก. (แปลและเรียบเรียงจากเรื่อง Growth and Development โดย มัจฉรานี พุ่มสุวรรณ) กรุงเทพมหานคร; บริษัท สำนักพิมพ์ข้าวฟ่าง จำกัด.
  4. Ibuka, Masaur. (2555). รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว. (แปลจาก Yochien Dewa Ososugiru โดยธีระ สุมิตร และ พรอนงค์ นิยมค้า) กรุงเทพมหานคร; สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน.
  5. แพทยศาสตร์, คณะมหาวิทยาลัย เชียงใหม่.(2555). เลี้ยงลูกอย่างไรให้มี EQ ดี. http://www.med.cmu.ac.th/hospital/nped/2011/

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน