หน้าหลัก » บทความ » พัฒนาการด้านอารมณ์: วัยอนุบาล (Kindergarten Children Emotional Development)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

จิตใจของเด็กวัยอนุบาลเปรียบเสมือนฟองน้ำที่พร้อมจะซึมซับทุกสิ่งผ่านเข้ามา และเก็บสะสมข้อมูลที่ได้รับอยู่ตลอดเวลา หากเด็กได้รับการเลี้ยงดูแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสม จะทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านอารมณ์ที่ดี เด็กจะยอมรับนับถือตนเอง ได้ รับการยอมรับจากผู้อื่น และเด็กก็จะมีความสุขมีกำลังใจ มีแรงจูงใจในการทำงานตามที่มุ่งหวัง และสามารถมีกระบวนการคิดแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ดี ทำให้ประสบความสำเร็จ ถ้าเด็กไม่สามารถทำได้ตามขั้นตอนพัฒนาการ เด็กจะรู้สึกเป็นปมด้อย และจะทำงานในขั้นตอนพัฒนาการที่สูงขึ้นได้ยาก

พัฒนาการด้านอารมณ์วัยอนุบาล

พัฒนาการด้านอารมณ์วัยอนุบาลสำคัญอย่างไร?

พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากเห็นลูกเติบโตเป็นคนดีและมีความสุข วัยอนุบาลเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะเป็นช่วง เวลาที่เด็กเรียนรู้เรื่องต่างๆมากที่สุดในชีวิต เด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นไรในอนาคต ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูในช่วงนี้ เป็นช่วงที่หล่อหลอมลักษณะพิเศษของแต่ละคน หรือที่เราเรียกว่า “บุคลิกภาพ” ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ยากเมื่อเติบโตขึ้น ทั้งนี้เพราะเด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ เด็กคือเด็ก ที่มีความรู้สึก มีความคิดเห็นของตัวเอง แต่จะถูกหรือผิดขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ที่จะช่วยอบรมสั่งสอน นำพาเข้าสู่เส้นทางที่ถูกที่ควร เด็กจึงจะเจริญเติบโตเป็นเด็กที่เป็นคนดี มีความสุข และมีความสมดุลในชีวิต ดังนั้น การพัฒนาจึงเริ่มต้นขึ้นที่บ้าน ถ้าพ่อแม่พัฒนาลูกในทุกกิจกรรม ลูกจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง รู้จักกินเป็น ดูเป็น ฟังเป็น บริโภคเป็น มีจิตใจที่ดีงาม มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม พร้อมที่จะออกสู่สังคมนอกบ้านต่อไป เพราะเด็กวัยอนุบาลจะเก็บสะสมข้อมูลที่ได้รับผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น หากเด็กได้รับการเลี้ยงดูแนะ นำที่ถูกต้องเหมาะสม จะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจดี เด็กจะยอมรับนับถือตนเอง ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น และเด็กก็จะมีความสุขตามมา เมื่อเด็กมีความสุข เด็กจะมีกำลังใจ มีแรงจูงใจในการทำงานตามที่มุ่งหวัง และสามารถทนต่อความขัดแย้งได้ดี ทำให้ประสบความสำเร็จ ถ้าเด็กไม่สามารถทำได้ตามขั้นตอนพัฒนาการ เด็กจะรู้สึกเป็นปมด้อย และจะทำงานในขั้นตอนพัฒนาการที่สูงขึ้นได้ยาก

เด็กวัยอนุบาลมีสมรรถนะและพัฒนาการด้านอารมณ์อย่างไร?

ในขณะที่พัฒนาการด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยมีการเจริญเติบโต พัฒนาการทางด้านอารมณ์ก็เช่นเดียวกัน เด็กวัยอนุบาลจะแสดงออกด้านอารมณ์เด่นชัดขึ้น มีความสนใจในเรื่องต่างๆค่อนข้างสั้น เวลาดีใจ เสียใจ โกรธ หรือกลัว ก็จะแสดงอารมณ์ออกมาเต็มที่ ได้แก่ กระโดด กอด ตบมือ โวยวาย ร้องไห้เสียงดัง ทุบตี ขว้างปาสิ่งของ ไม่พอใจเมื่อถูกห้าม ฯลฯ เพียงชั่วครู่ก็จะหายไป อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กวัยนี้มีดังนี้

อารมณ์ด้านบวก

  • รัก เมื่อเด็กรู้สึกมีความสุข จะแสดงออกด้วยการกอด ยิ้ม หัวเราะ อยากอยู่ใกล้ชิดกับบุคคลหรือสิ่งที่รัก และอาจติดสิ่งของบางอย่าง เช่น ตุ๊กตา หมอน ผ้าห่ม
  • สนุกสนาน เกิดจากความสุข การประสบความสำเร็จในกิจกรรมที่ทำ หรือได้รับสิ่งใหม่ๆ เด็กจะแสดงออกด้วยการตบมือ ยิ้ม หัวเราะ กระโดด กอด ฯลฯ

อารมณ์ด้านลบ

  • โกรธ เมื่อถูกขัดใจ ถูกแย่งของเล่น ถูกห้ามไม่ให้ทำพฤติกรรมบางอย่าง เด็กจะแสดงออกด้วยการทุบตี กัด ข่วน หรือแสดงวาจาโกรธเกรี้ยว
  • กลัว กลัวถูกทอดทิ้ง กลัวคนแปลกหน้า กลัวความมืด กลัวผี ซึ่งมักจะมาจากจินตนาการของเด็กเอง
  • อิจฉา เมื่อมีน้องใหม่ และเด็กไม่เข้าใจ อาจแสดงความโกรธ ก้าวร้าว หรือพฤติกรรมเบี่ยงเบนอื่นๆ เช่น ดูดนิ้ว ปัสสาวะรดที่นอน
  • เศร้า เสียใจ เกิดขึ้นเมื่อเด็กรู้สึกสูญเสียสิ่งที่รักหรือสิ่งที่มีความสำคัญ เช่น ของเล่น จึงแสดงออกด้วยอาการที่เศร้าซึม ไม่ยอมเล่น ไม่รับประทานอาหาร หรือรับประทานได้น้อยลง

พัฒนาการทางอารมณ์ตามวัยของเด็กอนุบาล มีดังนี้

3 ขวบ แสดงอารมณ์ตามความรู้สึก
ชอบที่จะทำให้ผู้ใหญ่พอใจและได้คำชม
กลัวการพลัดพรากจากผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดน้อยลง
4 ขวบ แสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับบางสถานการณ์
เริ่มรู้จักชื่นชมความสามารถ และผลงานของตนเองและผู้อื่น
ชอบท้าทายผู้ใหญ่
ต้องการให้มีคนฟัง คนสนใจ
5 ขวบ แสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างเหมาะสม
ชื่นชมความสามารถและผลงานของตนเองและผู้อื่น
ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ให้ลูกวัยอนุบาลได้อย่างไร?

ครอบครัวคือ ศูนย์กลางการสร้างสรรค์สังคม เด็กจะเห็นโลกอย่างไร มีทัศนคติ มีท่าทีต่อโลกอย่างไร อยู่ที่พ่อแม่เป็นผู้ชักนำ โดยพ่อแม่ต้องเริ่มด้วยตัวเอง เป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้ลูกเกิดความรู้สึกและทัศนคติพื้นฐานที่ดี มีเมตตา กรุณา มีความรู้สึกต่อเพื่อนมนุษย์ในทางที่ดี เป็นมิตร มีความรู้สึกต่อโลก ต่อธรรมชาติแวดล้อม ในทางที่มองเห็นความงาม ความน่าชื่นชม สร้างความรู้สึกที่ดี สร้างความรู้สึกต่อสิ่งทั้งหลายในแง่ที่น่าเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้ อยากศึกษา อยากรู้ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร รวมทั้งสร้างความรู้สึกต่อโลกนี้ ในแง่ที่ตนเองจะไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ ทำให้ดีงาม มีความสุขยิ่งขึ้น สามารถทำได้ ดังนี้

  • ให้ความรัก ดูแลใกล้ชิด พ่อแม่มีส่วนช่วยพัฒนาลูกด้านอารมณ์ได้ ด้วยการให้เวลา ดูแลเอาใจใส่ ใกล้ชิด แสดงความรักและความเข้าใจ รับฟังและพูดคุยโต้ตอบกับลูก ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เช่น เล่านิทาน ทำอาหาร เล่นกีฬา ไปเที่ยว ให้โอกาสลูกเรียนรู้ ฝึกทำสิ่งต่างๆในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตร ฝึกให้ลูกเป็นคนมีน้ำใจ มีคุณธรรม ก็จะทำให้ลูกมีจิตใจที่ดี ที่มั่นคง เกิดความมั่นใจ มีความภาคภูมิใจในตัวเอง พร้อมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต
  • เป็นแบบอย่างที่ดี เด็กดี เก่ง น่ารัก สร้างได้จากแบบอย่างที่ดีของพ่อแม่ การเป็นต้นแบบที่ดีของพ่อแม่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะไม่เพียงลูกจะซึมซับและเลียนแบบการกระทำด้วยสิ่งที่รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ยังรวมถึงแนวคิด ทัศนคติ ความเชื่อ บุคลิกภาพ ท่าทาง นิสัย และอื่นๆจากพ่อแม่ เป็นการเรียนรู้แบบทำซ้ำบ่อยๆ รับรู้และเชื่อมโยงจนหล่อหลอมเป็นพฤติกรรมต่อไป สิ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้ในการเป็นต้นแบบที่ดีคือ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างพ่อ แม่ ลูก พูดคุยถึงผลของพฤติกรรมรุนแรงต่างๆที่เกิดขึ้น เคารพความคิดเห็นของลูก เปิดโอกาสให้ลูกได้ตัดสินใจและทำในสิ่งที่ต้องการ หรือให้ลูกมีส่วนรับผิดชอบงานบ้านเล็กๆน้อยๆ เป็นต้น
  • เสริมสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง อย่างที่เราทราบกันดีว่า ช่วง 6 ปีแรกของชีวิต เป็นช่วงวัยที่สำคัญมากที่สุดในการวางพื้นฐานเรื่องพฤติกรรมและบุคลิกภาพ พ่อแม่สามารถช่วยเสริมและสร้างให้ลูกเกิดความภาคภูมิใจในตนเองได้ โดยค้นหาจุดเด่น สังเกตว่าลูกมีความสุขในการทำกิจกรรมใดและสนับสนุนให้ทำกิจกรรมนั้นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอก จากนี้พ่อแม่ควรสอนให้ลูกทำในสิ่งที่ดี ฝึกลูกรักการทำดี เสียสละ มีน้ำใจ ช่วยเหลือแบ่งปันผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่เห็นแก่ตัว ด้วยการที่พ่อแม่ปฏิบัติตนให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง แล้วลูกจะซึมซับพฤติกรรมที่ดีเหล่านี้จนกลายเป็นนิสัยของเขาเอง
  • ตอบสนองต่อพฤติกรรมที่ถูกต้อง การตอบสนองต่อพฤติกรรมที่ดีของลูก จะทำให้ลูกรับรู้ว่า การกระทำนั้นๆ เป็นสิ่งที่ดีและควรทำต่อไป พ่อแม่ควรสังเกตว่าลูกมีความรู้สึกต่อตนเองอย่างไร รีบแก้ไขหากลูกมีความรู้สึกต่อตัวเองที่ผิดๆ ควรชื่นชมให้กำลังใจลูกอย่างสร้างสรรค์ หากลูกได้พยายามและทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม
  • เลี้ยงลูกให้ถูกเพศ เริ่มจากสัมพันธภาพที่ดีระหว่างพ่อแม่ และแสดงบทบาทที่เหมาะสมของพ่อแม่ที่มีต่อกัน เพราะทั้งพ่อและแม่มีความสำคัญในการที่จะสร้างบทบาทที่เหมาะสมให้กับลูก ด้วยการสร้างบรรยากาศที่ดีในบ้าน วางตัวให้ถูก ต้องกับบทบาทเพศชายและเพศหญิง คุณพ่อมีลักษณะของเพศชายที่มีเข้มแข็ง เป็นผู้นำ แต่อ่อนโยน เอาใจใส่ และดูแลคนในครอบครัวให้มีความสุข คุณแม่มีลักษณะที่นุ่มนวล มั่นใจในตนเอง มีความภาคภูมิใจในตัวเอง ลูกจะเกิดความศรัทธาและภูมิใจทั้งในเพศของตัวเองและเพศตรงข้าม ช่วยลดปัญหาการเบี่ยงเบนทางเพศ
  • สร้างวินัยให้ลูก คำว่า “วินัย” หมายถึง การจัดระบบระเบียบชีวิตและการจัดระบบสังคมทั้งหมด ทำให้ชีวิตและสังคมมีระบบระเบียบ ทำอะไรได้คล่อง ดำเนินชีวิตและดำเนินกิจการได้สะดวกขึ้น พ่อแม่จึงควรฝึกวินัยให้ลูกตั้งแต่เป็นเด็ก ด้วยการฝึกกิจวัตรประจำวันให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอ ทั้งเรื่องกิน นอน เล่น อาบน้ำ ขับถ่าย ตื่นเช้าไปโรงเรียน กินอาหารเช้า อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ช่วยเหลืองานเล็กๆน้อยๆที่บ้าน สื่อสารกับลูกให้ชัดเจนเกี่ยวกับกฎระเบียบของบ้าน ฝึกให้ลูกเรียนรู้ขอบเขตของตนเอง ให้รู้ว่าสิ่งใดทำได้และสิ่งใดทำไม่ได้ ฝึกให้รู้จักควบคุมอารมณ์ ฝึกให้รู้จักผ่อนคลายความ เครียด และหาทางออกที่เหมาะสม เช่น โกรธ-แยกอยู่สงบลำพัง ฝึกหายใจลึกๆ ค่อยๆผ่อนลมหายใจ ฝึกให้รู้จักทบทวนการกระทำของตนเอง และฝึกให้เรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยตนเอง ฯลฯ
  • เตรียมลูกเข้าโรงเรียน ด้วยการเตรียมตัวและเตรียมใจลูก พ่อแม่ควรพูดถึงการไปโรงเรียนในภาพพจน์ที่ดี มีคุณครูและเพื่อนที่น่ารัก มีกิจกรรมสนุกๆ และสิ่งต่างๆมากมายน่าค้นหาเรียนรู้ บอกลูกว่า ต้องทำอะไรบ้างที่โรงเรียน ฝึกเรื่องการรักษาเวลา การตรงต่อเวลา ในเรื่องกิจวัตรประจำวัน ให้ลูกช่วยเหลือตัวเองให้ได้ ทำอะไรด้วยตัวเองให้มากที่สุด เข้านอนแต่หัวค่ำ ฝึกเรื่องการบอกความต้องการของตนเองให้ผู้อื่นเข้าใจ เช่น ปวดอึ ปวดฉี่ ควรจะบอกคุณครูอย่างไร และฝึกการรอคอย ฟังผู้อื่น เรียนรู้การแบ่งปันผู้อื่น การเล่นกับเพื่อน แบ่งของเล่น เป็นทั้งผู้รับและผู้ให้

ประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ของลูกวัยอนุบาลได้อย่างไร?

พ่อแม่สามารถประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ลูกได้ดังนี้

ลูกมีสุขภาพจิตดีและมีความสุข




แสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมกับวัย และสถานการณ์
ร่าเริง แจ่มใส อารมณ์ดี
มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และผู้อื่น
มีความมั่นใจในตนเอง และกล้าแสดงออก
พึงพอใจในตนเอง ชื่นชมความสามารถและผลงานของตนเอง และผู้อื่น
ลูกมีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม










มีวินัยในตนเอง และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตัวเอง
จัดเก็บของเล่น ของใช้เข้าที่ได้เรียบร้อย
มุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จด้วยตนเอง
ซื่อสัตย์สุจริต และยอมรับความผิดพลาดของตนเองและผู้อื่น
ไม่หยิบของคนอื่นมาเป็นของตนเอง
รู้จักขอโทษและให้อภัย
มีความเมตตากรุณา และช่วยเหลือแบ่งปัน
แสดงความรักเพื่อน เด็กที่เล็กกว่า และสัตว์ต่าง ๆ
มีน้ำใจ รู้จักแบ่งปัน และเริ่มช่วยเหลือผู้อื่น
รู้จักประหยัด ใช้สิ่งของ / เครื่องใช้ / น้ำ / ไฟ อย่างประหยัด

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูควรอบรมสั่งสอนโดยการปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เด็กตั้งแต่ยังเล็ก เริ่มจากการพัฒนาความเข้าใจของเด็ก ให้เข้าใจความ รู้สึกของผู้อื่น สร้างจิตสำนึกที่ดี รู้จักควบคุมตัวเอง ให้การยอมรับนับถือผู้ใหญ่ นอบน้อม มีสัมมาคารวะ รู้จักการขอบคุณ ขอโทษ เมตตาปรานี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความอดทน สามารถรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้จักการรอคอย และเรียนรู้ที่จะแบ่ง ปัน ด้วยการพัฒนาคุณภาพภายในและภายนอกของเด็กไปพร้อมๆกัน ดังนี้

  • การพัฒนาภายใน หรือการพัฒนาแก่นแท้ของชีวิตในกิจวัตรประจำวัน เช่น การเก็บกระเป๋า ของเล่นของใช้ การรักษาความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ การพับเก็บเสื้อผ้า การเข้าแถวเคารพธงชาติ การสวดมนต์ ฯลฯ การฟังนิทานส่งเสริมคุณธรรม เช่น นิทานชาดก การเข้าร่วมพิธีทางศาสนาที่นับถือ ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ อาทิ การทำงานศิลปะ งานประดิษฐ์
  • การพัฒนาภายนอก หรือการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเด็กทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งในส่วนของเนื้อหาสาระวิชาการ ทักษะการงาน และการดูแลตนเอง รวมถึงความสามารถที่จะระบุคุณค่าแท้ของสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของเด็กตามความเหมาะสมของวัย และความพร้อมของประสบการณ์ผ่านกิจกรรมหลากหลายทั้งที่เป็นวิถีชีวิต เช่น การเล่นแบบมีกติกา การบริการผู้อาวุโส การสนทนา การกล่าวคำขอบคุณ ขอโทษ การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การปลูกผัก การทำอาหาร และการทำงานศิลปะ เป็นต้น การปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้เกิดกับเด็กปฐมวัยนั้น ควรเน้นให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนเกิดเป็นความคุ้นชิน เด็กได้มีโอกาสฝึกคิดแก้ปัญหา เชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้ ลงสู่การปฏิบัติ รู้จักธรรมชาติของการงานที่กำลังทำอยู่ว่า ควรจัดการกับงานนั้นๆเพื่อให้ได้ผลงานออกมาตรงตามที่ต้องการ โดยการกระทำแต่ละอย่างด้วยความประณีต ละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นการเล่น การทำงานฝีมือ การเคลื่อนไหวร่างกาย การทำอาหาร ตลอดจนการสนทนาพูด คุย ฯลฯ ซึ่งเมื่อเด็กมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งที่เขาเรียนรู้ ก็จะเกิดการจดจำได้ดียิ่งกว่าการท่องจำจากหนังสือหรือคำบอกของผู้ใหญ่ เมื่อเด็กได้เรียนรู้สิ่งที่ตนเองมีประสบการณ์ในมิติต่างๆจากการตั้งคำถามและการเชื่อมโยงของครูผู้สอน เด็กก็จะสามารถคิดพิจารณาอย่างใคร่ครวญด้วยตนเองได้ว่า เขาสามารถนำการเรียนรู้ที่ได้รับไปใช้ในวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้าง อะไรคือ คุณค่าที่แท้ และอะไรคือ คุณค่าที่เทียม เด็กก็จะสามารถพัฒนาทักษะการคิด การตัดสินใจ ตลอดจนการกระทำและการปฏิบัติสิ่งต่างๆที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นได้ในที่สุด

บรรณานุกรม

  1. พุทธทาสภิกขุ. (2543). เด็กจะเป็นผู้สร้างโลกในอนาคต. กรุงเทพฯ: มูลนิธิชมรมไทย-อิสราเอล ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี.
  2. พระธรรมปิฎก,ป.อ.ปยุตฺโต. (2546). พัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย. โครงการตำรา กรมอนามัย (พิมพ์ครั้งที่ ๓) นนทบุรี: ธรรมสภา: โรงพิมพ์พระพุทธศาสนา.
  3. อดิศร จันทรสุข. (2548). รายงานการวิจัยการปลูกฝังคุณธรรมในเด็กปฐมวัยผ่านกระบวนสร้างสรรค์ของแกนนำโรงเรียนวิถีพุทธ. โครงการวิจัยภายใต้ทุนสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).
  4. ชุดวิชาการศึกษานอกโรงเรียน ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคเหนือ. พัฒนาการและจิตวิทยาเด็กอายุ 3-5 ปี. เข้าถึงได้จาก www.northeducation.ac.th (วันที่ค้นข้อมูล 1 พฤศจิกายน 2555)
  5. ปิยรัตน์ เที่ยงภักดิ์. (2554). แบบบันทึกการเผยแพร่เอกสารระดับปฐมวัย 2554. เข้าถึงได้จาก www. lopburi1. go.th (วันที่ค้นข้อมูล 1 พฤศจิกายน 2555)
  6. ศิวาพร. (๒๕๕๑). องค์ความรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย. เข้าถึงได้จาก http://siwaporn8.blogspot.com/2008/02/ blog-post.html (วันที่ค้นข้อมูล 1 พฤศจิกายน 2555)

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
Taii