หน้าหลัก » Blogs » พาลูกน้อยไปทำฟัน (ตอนที่ 2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


พาลูกน้อยไปทำฟัน

แม้ว่าข่าวของหนูน้อย Finley Boyle จากสหรัฐอเมริกา ที่เสียชีวิตจากการใช้ยาสลบเกินขนาดระหว่างการทำฟันภายใต้การวางยาสลบจะทำให้ผู้ปกครองหลายท่านเป็นกังวลที่จะพาลูกน้อยไปรักษาฟัน แต่การพบทันตแพทย์เป็นประจำก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็ก เพราะจะทำให้สุขภาพฟันของเด็กแข็งแรง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมด้วย

อันที่จริงแล้ว การดูแลรักษาฟันของลูกน้อยเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งเป็นช่วงที่มีการพัฒนาของฟัน คุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์จึงควรรับประทานอาหารมีประโยชน์ให้ครบห้าหมู่ และบริโภควิตามินและแร่ธาตุให้เพียงพอตามที่แพทย์แนะนำ นอกจากนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์จำเป็นที่จะต้องพบทันตแพทย์เพื่อรักษาฟันผุและโรคเหงือกของคุณแม่ที่อาจเป็นปัญหาต่อการตั้งครรภ์ได้

ฟันน้ำนมของลูกน้อยจะเริ่มโผล่ขึ้นพ้นปุ่มเหงือกเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน อาจเร็วหรือช้ากว่านี้เล็กน้อย และจะขึ้นครบ 20 ซี่ เมื่ออายุราว 3 ขวบ จะเริ่มหลุดเมื่ออายุประมาณ 6 ขวบ ซึ่งฟันแท้จะเริ่มขึ้นมาที่ด้านหลังฟันน้ำนม และฟันแท้จะขึ้นครบทุกซี่เมื่ออายุประมาณ 12 -21 ปี

แล้วจะเริ่มดูแลฟันของลูกน้อยเมื่อไรดี

เมื่อเด็กอายุครบ 6 ขวบ กุมารแพทย์จะเริ่มตรวจดูสุขภาพฟันคร่าวๆ และอาจแนะนำให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานไปพบทันตแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อสงสัยว่าเด็กอาจมีปัญหาเกี่ยวกับฟัน ซึ่งแพทย์อาจซักประวัติการทำฟันของมารดาด้วย เนื่องจากสุขภาพฟันของมารดาสามารถบ่งบอกถึงสุขภาพฟันของลูกน้อยด้วย หากแพทย์แนะนำให้พาลูกน้อยไปพบทันตแพทย์ ก็ควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์เมื่อเด็กอายุครบ 1 ขวบ หรือ 6 เดือนหลังจากฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น และควรนัดพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน หลังจากนั้น หรือตามที่ทันตแพทย์แนะนำ

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์เมื่ออายุ 1 ขวบ ทารกที่มีปัญหาเรื่องฟันไม่ว่าจะเป็นจากการประสบอุบัติเหตุ จากโรค หรือจากปัญหาพัฒนาการ ควรพบทันตแพทย์เด็กทันที และหากปัญหาสุขภาพฟันส่งผลต่อสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วย ผู้ปกครองก็ควรนำบุตรหลานไปพบกุมารแพทย์หรือแพทย์ประจำครอบครัวด้วยเช่นกัน

เป็นการดีที่สุดที่จะเริ่มฝึกอุปนิสัยการดูแลรักษาเหงือกและฟันให้แก่บุตรหลานทันทีที่ฟันซี่แรกเริ่มโผล่ขึ้นมา

ผู้ปกครองสามารถดูแลรักษาฟันของบุตรหลานด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กมักจะใช้ช้อนร่วมกันเด็ก ซึ่งน้ำลายของผู้ใหญ่ที่ติดอยู่บนช้อนนั้นมีแบคทีเรียที่สามารถทำให้ฟันของเด็กผุกร่อนได้ และในบางกรณี การจูบก็อาจทำให้แบคทีเรียส่งผ่านไปยังเด็กได้เช่นกัน ดังนั้น วิธีแรกที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะดูแลรักษาสุขภาพฟันของลูกน้อยได้ก็คือการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองให้ดี เพราะจะเป็นการลดความเสี่ยงในการส่งผ่านแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดฟันผุไปยังลูกน้อยนั่นเอง
  • พยายามอย่าให้ลูกหลับคาขวดนม หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลก่อนนอน เพราะน้ำตาลและกรดที่อยู่ในเครื่องดื่มเหล่านั้นสามารถทำให้ฟันผุได้ ให้นำขวดนมออกจากปากเด็กทันทีที่หมดขวด หรือหลับ ในขณะเดียวกัน การให้นมแม่ก่อนนอนนั้นปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อฟันผุ อย่างไรก็ตาม พยายามให้ลูกน้อยดื่มนมจากแก้วเมื่ออายุ 4 – 6 เดือน ก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น

แหล่งข้อมูล:

  1. Basic Dental Care: Infants and Children http://www.webmd.com/oral-health/tc/basic-dental-care-infants-and-children [January 20, 2014]
  2. Keeping Your Child’s Teeth Healthy http://kidshealth.org/parent/general/teeth/healthy.html [January 20, 2014]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน