หน้าหลัก » Blogs » พาลูกไปเล่นว่าว

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่ สังเกตไหมคะว่าในฤดูร้อนอย่างนี้ ช่วงบ่ายๆ เย็นๆ จะมีลมที่เรียกว่า “ลมว่าว” พัดมา ดังนั้น “พาลูกเรียนรู้โลกกว้าง” สัปดาห์นี้ ครูชมพูจึงอยากชวนคุณพ่อคุณแม่ให้พาลูกไปเล่นว่าวกันค่ะ ว่าวเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันดีมาตั้งแต่เด็ก เป็นทั้งการละเล่นและเป็นกีฬาที่นิยมเล่นกันทั่วทุกภาคของประเทศไทย สถานที่ที่นิยมเล่นว่าวในกรุงเทพฯคงจะไม่มีที่ไหนเอาชนะท้องสนามหลวงไปได้ แต่สำหรับครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัด คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกไปเล่นตามสวนสาธารณะหรือในทุ่งกว้างๆ ก็ได้ค่ะ แต่มีข้อควรระวังคือ ไม่ให้ลูกเล่นใกล้ถนน หรือบริเวณที่พื้นไม่เรียบ มีสิ่งกีดขวาง เพราะลูกอาจมัวแต่เงยหน้ามองว่าว ไม่ทันระวัง ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และที่สำคัญ อย่าให้ลูกเล่นในบริเวณที่มีเสาไฟฟ้าค่ะ เพราะว่าวอาจไปพันกับสายไฟ และก่อให้เกิดอันตรายได้ ถ้ามีใครพยายามดึงมันลงมา ตอนนี้ เรามาเลือกว่าวกันก่อนนะคะ

ประเภทของว่าว

ว่าวไทยมีหลายประเภทค่ะ มีตั้งแต่ราคาก็ไม่กี่บาท ไปจนถึงว่าวตัวใหญ่ราคาแพงสำหรับการแข่งขัน ว่าวที่เหมาะสำหรับลูกวัยอนุบาล คือ ว่าวตัวเล็กๆ สีสันสดใส ขึ้นง่ายๆ ราคาไม่แพง หรือถ้าคุณพ่อคุณแม่ชวนลูกทำเองได้ ก็จะยิ่งประหยัดค่าใช้จ่ายและน่าภูมิใจด้วยค่ะ เพราะวัสดุที่ใช้ทำก็เป็นวัสดุพื้นบ้านที่หาได้ง่าย แต่ต้องมีทักษะว่าวจึงจะขึ้นได้ดี เรียกว่าติดลมค่ะ ปัจจุบันว่าวแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

  1. ว่าวแผง คือ ว่าวที่ไม่มีความหนา มีแต่ส่วนกว้าง และส่วนยาว นิยมนำมาคว้าหรือแข่งขันกัน เช่น ว่าวจุฬา ซึ่งมีลักษณะคล้ายดาวห้าแฉก มุมไม่เท่ากัน ไม่มีหาง ผูกคอซุงที่อก ทำให้ส่ายไปมาได้ ว่าวปักเป้า มีรูปร่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ผูกคอซุงที่อกเช่นเดียวกัน มีหางยาวไว้ถ่วงน้ำหนักที่มุมล่างของตัวว่าว ว่าวอีลุ้ม และว่าวรูปสัตว์ต่าง ๆ
  2. ว่าวภาพ คือว่าวที่ประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษเพื่อแสดงแนวคิด ฝีมือในการประดิษฐ์ ทำสำหรับชักขึ้นอวดรูปร่างว่าวมากกว่าและนิยมชักให้ลอยนิ่งอยู่ในอากาศให้คนชม ได้แก่ ว่าวประเภทสวยงาม ว่าวประเภทความคิด และว่าวประเภทตลกขบขัน ว่าวเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่จะพาลูกไปชมได้ในงานเทศกาลว่าวไทยและว่าวนานาชาติค่ะ

ว่าวในแต่ละภาคของประเทศไทย

ว่าวที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากที่สุดของไทย คือ ว่าวจุฬา กับว่าวปักเป้า แม้จะทำเล่นกันเฉพาะในภาคกลาง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นว่าวประจำชาติ เพราะมีลักษณะแตกต่างจากว่าวของชาติอื่นอย่างสิ้นเชิง ทั้งรูปร่าง การเคลื่อนไหวในอากาศ เป็นว่าวที่สวยงามด้วยรูปทรงและฝีมือการประดิษฐ์ สามารถบังคับให้เคลื่อนไหวแบบต่างๆ ได้อย่างสง่างาม คล่องแคล่วว่องไวด้วยสายป่านเพียงสายเดียว ในขณะที่ว่าวนานาชาติมีความสวยงามที่สีสัน แต่ส่วนมากจะลอยลมอยู่เฉยๆ ไม่สามารถบังคับให้เคลื่อนไหวอย่างว่าวจุฬาและว่าวปักเป้าของเราได้ค่ะ ว่าวไทยในแต่ละภาคของประเทศไทย แยกได้ดังนี้

  • ภาคกลาง ว่าวที่นิยมเล่นกันเป็นแบบดั้งเดิม คือ ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ว่าวดุ๊ยดุ่ย ว่าวหาง ว่าวอีแพรด ว่าวอีลุ้ม ส่วนรูปแบบใหม่ที่รับมาจากต่างประเทศ เช่น ว่าวงู ว่าวนกยูง ว่าวปลา ว่าวคน ว่าวผีเสื้อ
  • ภาคเหนือ เดิมมีชนิดเดียว เป็นรูปแบบที่ทำขึ้นง่ายๆ โดยมีโครงทำจากไม้ไผ่ รูปร่างคล้ายว่าวปักเป้าของภาคกลาง แต่ไม่มีหางและพู่ ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม คือ มีรูปสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น ว่าวงู ว่าวนก
  • ภาคตะวันออก ว่าวที่มีรูปแบบดั้งเดิม และรูปแบบที่เหมือนกับภาคอื่นๆ ได้แก่ ว่าวอีลุ้ม ว่าวหาง ว่าวหัวแตก ว่าวดุ๊ยดุ่ย ว่าวกระดาษ และว่าวใบมะกอก ส่วนว่าวรูปแบบจากต่างประเทศไม่เป็นที่นิยมในภาคนี้ค่ะ
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คนส่วนใหญ่นิยมเล่นว่าวพื้นเมืองกันค่ะ และว่าวที่นิยมมากที่สุดคือ ว่าวหาง หรือว่าวดุ๊ยดุ่ย รองลงไปได้แก่ ว่าวอีลุ้ม (หรือว่าวอีลุ่ม) ว่าวปลาโทดโทง และว่าวประทุน บางครั้งก็มีการแข่งขันในงานบุญ เช่น บุญกุ้มข้าวใหญ่ การแข่งขันว่าวนี้ตัดสินได้หลายอย่าง เช่น ว่าวสวย ว่าวที่ขึ้นได้สูงที่สุด หรือว่าวที่มีเสียงดังเพราะที่สุด ซึ่งจังหวัดอุบลราชธานีจัดการแข่งขันว่าวเป็นกีฬาพื้นเมืองของจังหวัดด้วยค่ะ
  • ภาคใต้ มีว่าวเล่นกันจำนวนมากโดยเฉพาะในเขตจังหวัดสงขลา มีว่าวที่มีรูปแบบต่างๆ เช่น ว่าวนก ว่าวนกปีกแอ่น ว่าวนกยูง ว่าวปลาวาฬ ว่าวปลาปีกแอ่น ว่าวควาย ว่าวใบยาง และว่าวกระป๋อง หรือว่าวกระดาษ เป็นต้น ในเขตจังหวัดที่อยู่ใต้สงขลาลงไป ชาวบ้านนิยมเล่นว่าววงเดือนอย่างเดียว และที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งของภาคใต้คือ มักนิยมติดแอกหรือที่เรียกกันว่าสะนู หรือธนู ไว้ที่ส่วนหัวของว่าวด้วยค่ะ

ประวัติของว่าวไทย

การเล่นว่าวในประเทศไทยเรามีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วค่ะ และไม่ได้เป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น แต่มีการใช้ว่าวในการสงคราม เช่น ตอนที่พระยายมราช (สังข์) เจ้าเมืองนครราชสีมาเป็นกบฏ พระเพทราชาสั่งกองทัพไปปราบไม่สำเร็จ แม่ทัพอยุธยาจึงใช้หม้อบรรจุดินดำผูกสายป่านว่าวจุฬาชักหม้อดินดำไปปล่อยตกระเบิดไหม้เมือง สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงสนับสนุนกีฬาเล่นว่าว มีการประกวดและแข่งขันว่าวจุฬาและว่าวปักเป้าที่ท้องสนามหลวง โดยมีกติกาการแข่งขันเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้การแข่งขันยุติธรรมและสนุกสนาน ในปีพุทธศักราช 2526 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในงาน "มหกรรมว่าวไทย" ณ บริเวณท้องสนามหลวง มีการประกวดว่าวชนิดต่างๆ มากมาย ทั้งว่าวแผง ว่าวภาพ ประเภทสวยงาม ประเภทความคิด และว่าวตลกขบขัน จนถึงปัจจุบันมีงานเทศกาลว่าวไทยและว่าวนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ได้จัดเป็นครั้งที่ 12 แล้วค่ะ

การทำว่าวในอดีต

การทำว่าวจากภูมิปัญญาของคนไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน มีอยู่ 5 ประเภท ดังนี้

  1. การทำว่าวจากวัสดุธรรมชาติ ใช้ใบตองตึง (ไม่ใช่ใบกล้วยนะคะ แต่เป็นชื่อไม้ยืนต้นตระกูลสัก พบมากในเขตภาคเหนือและภาคอีสาน ส่วนภาคกลางเรียกว่า ใบพลวง) เป็นวัสดุในการทำตัวว่าวแบบง่ายๆ เพราะเป็นใบขนาดใหญ่ นำมาตากแห้งเย็บติดกัน ต่อเชือกติดหาง เด็กๆ ในชนบทนิยมนำมาทำเล่นเรียกว่า ว่าวใบไม้
  2. การทำว่าวจากกระดาษ เป็นการทำว่าวที่มีขั้นตอนวิธีทำที่มีแบบแผนมากขึ้น โดยตัดกระดาษทำว่าวตามแบบ ติดกระดาษว่าวเข้ากับโครงไม้ไผ่ ผูกซุงต่อเชือก ต่อหาง เช่น ว่าวประทุน หรือว่าวกระป๋อง ส่วนว่าวอีลุ้มเป็นว่าวไม่มีหาง แต่ถ้ามีหางจะเรียกว่า ว่าวปักเป้า ว่าวหัวฉีก ว่าวปลา ว่าวปลาปีกแอ่น ฯลฯ
  3. การทำว่าวติดอุปกรณ์เสริม มีลักษณะซับซ้อนขึ้น ทำให้เกิดเสียงขณะที่นำว่าวขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยนำแอก สะนู หรือธนู ซึ่งทำจากไม้ไผ่ทรงกระบอก มาติดเข้ากับโครงบริเวณส่วนหัวของว่าว เมื่อว่าวกินลมบนท้องฟ้าจะมีเสียงดังแอกๆ เสียงจะยาวหรือสั้น ดังหรือค่อยขึ้นอยู่กับเทคนิคการทำแอกค่ะ เช่น ว่าวควาย ว่าวนกปีหมอน ว่าวนกปีกแอ่น ว่าววงเดือน
  4. การทำว่าวในลักษณะแฝงความเชื่อ มีการทำว่าวรูปผีหน้าตาน่ากลัว และติดแอกเพื่อทำให้เกิดเสียงดังเวลาชักอยู่บนท้องฟ้า แฝงด้วยความเชื่อว่า ถ้าว่าวผีปลิวไปตกบนหลังคาบ้านหรือบริเวณบ้านใคร จะมีเรื่องไม่ดีเข้ามาสู่บ้าน ต้องนิมนต์พระมาสวดหรือทำบุญให้ครบ 7 วัน มิฉะนั้นจะโชคร้ายค่ะ
  5. การทำว่าวประเภทสวยงาม ปัจจุบันมีการออกแบบตกแต่งว่าวให้สวยงามมีรูปร่างแปลกๆ เป็นพิเศษ เช่น ว่าวแมลงปอ ว่าวงู หรือว่าวประดิษฐ์อื่นๆ ซึ่งเห็นได้ทั่วไปค่ะ

เล่นว่าวกับลูก

เมื่อทราบประวัติและประเภทของว่าวแล้ว คราวนี้เรามาเล่นว่าวกันค่ะ ถ้าลูกเพิ่งเคยเล่นว่าวเป็นครั้งแรก ให้ลูกเป็นคนส่งว่าวก่อนนะคะ โดยใช้สองมือจับริมโครงว่าวด้านบนทั้ง 2 ข้าง คุณพ่อคุณแม่ยืนจับเชือกห่างไปสักนิด นับ 1 2 3 แล้วให้ลูกโยนว่าวขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ก็ดึงเชือกวิ่งได้เลยค่ะ ค่อยๆ ผ่อนสายป่านทีละนิด ไม่ต้องให้สูงมาก เพราะจะตกไกลเกินไปค่ะ พอว่าวขึ้นติดลมบนดีแล้ว จึงให้ลูกเป็นคนถือแกนเชือกค่ะ เมื่อจะขึ้นว่าวครั้งต่อไป ก็เปลี่ยนให้ลูกเป็นคนวิ่งบ้างนะคะ แต่คอยระวัง อย่าให้ลูกใช้ป่านพันกับมือ เพราะอาจถูกเชือกป่านบาดมือได้ค่ะ

ต่อยอดการเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์ว่าวไทย

หากลูกประทับใจการเล่นว่าว คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกไปพิพิธภัณฑ์ว่าวไทยซึ่งตั้งอยู่ที่โรงเรียนทวีธาภิเศก 2 ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พิพิธภัณฑ์นี้เริ่มมาจากโรงเรียนได้จัดโครงการว่าวไทยต้านภัยยาเสพติดในปี พ.ศ. 2541 เมื่อจัดไปได้ 3 ปี ปรากฏว่า ว่าวที่ได้รับรางวัลมีจำนวนมากขึ้น จึงนำมาจัดเป็นพิพิธภัณฑ์โดยเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับว่าวทั้งว่าวไทยและว่าวต่างประเทศ ได้แก่ ประวัติความเป็นมาของว่าวไทยจากภาคต่างๆ ความรู้เกี่ยวกับการเล่นว่าว อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการเล่นว่าว ว่าวไทยของภาคต่างๆ ตลอดจนว่าวต่างประเทศ เขาเปิดตั้งแต่ 9.00 - 16.00 น. วันจันทร์- วันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ไม่เสียค่าเข้าชมด้วยค่ะ โทรศัพท์สอบถามก่อนได้ที่หมายเลข 02 452 3737 ถึง 8

คุณพ่อคุณแม่รีบหาโอกาสพาลูกไปเล่นว่าวก่อนที่ฤดูฝนจะมาเยือนบ้านเรานะคะ แล้วพบกับครูชมพูได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีค่ะ

บรรณานุกรม

  1. เดลินิวส์. (2556).บ้านใบตองตึง. จากคอลัมน์ เรื่องน่ารู้. วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม http://www.dailynews.co.th/agriculture/181512 [ค้นคว้าเมื่อ 24 เมษายน 2556]
  2. ภิญโญ สุวรรณคีรี. (มปป.) ตำนานว่าวไทย. ฝ่ายอุทยานการศึกษา สำนักการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. http://www.stou.ac.th/study/projects/training/culture/content/net1-55/page2-1-55.html [ค้นคว้าเมื่อ 22 เมษายน 2556]
  3. วัฒนธรรม, กระทรวง. (2553). พิพิธภัณฑ์ว่าวไทย. โครงการวัฒนธรรมสรรค์สร้าง สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์. http://creativeculturethailand.com/detail_page.php?sub_id=4432 [ค้นคว้าเมื่อ 22 เมษายน 2556]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
summer.sawatphol