หน้าหลัก » บทความ » พี่น้องทะเลาะกัน (Sibling Conflicts)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ปัญหาพี่น้องทะเลาะกัน (Sibling Conflicts) เป็นสิ่งที่พบได้ในทุกครอบครัว หลายๆครั้ง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังแสดงออกถึงความอิจฉา การแข่งขัน และการต่อสู้ระหว่างพี่น้องในครอบครัว โดยสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวอาจเริ่มได้ตั้งแต่วันที่มีน้องคนใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และดำเนินต่อไปตลอดช่วงวัยเด็ก หรือแม้กระทั่งอาจเป็นเงาตามตัวเด็กไปจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หากความสัมพันธ์ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

การแข่งขันบนความสัมพันธ์ของพี่กับน้องถือเป็นเรื่องปกติ และสามารถเป็นบทเรียนสำคัญให้เด็กเรียนรู้การรับมือกับความผิดหวัง รวมถึงสอนให้เด็กรู้จักพูดคุยเพื่อไกล่เกลี่ยและยอมลดละให้แก่กัน ความขัดแย้งตามประสาพี่น้องจึงเปรียบเสมือนส่วนประกอบหนึ่งในครอบครัว อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งดังกล่าวของเด็กมีความรุนแรงจนถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน และกลายเป็นปัญหาถาวรของครอบครัว ย่อมบ่งบอกถึงสัญญาณของความผิดปกติในความสัมพันธ์ของเด็ก ซึ่งผู้ปกครองควรมีบท บาทในการช่วยเหลือและแก้ไข ซึ่งโดยปกติแล้ว การพูดคุยกับลูกและการสร้างข้อตกลงร่วมกันจะช่วยควบคุมปัญหาพี่น้องทะ เลาะกันได้ โดยผู้ปกครองควรลองให้เวลาและความสนใจอย่างเท่าเทียมกันกับลูกทุกคน การใช้เวลาร่วมกันกับลูกแต่ละคนตามลำพัง จะสามารถช่วยให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีความพิเศษสำหรับผู้ปกครอง ซึ่งจะส่งผลดีต่อตัวเด็กเอง รวมทั้งในพัฒนาการด้านอื่นๆด้วย อย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพี่น้องอาจเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยแสดงออกเป็นการทะเลาะ การไม่ยอมเชื่อฟังพ่อแม่ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีท่าทียอมแพ้ ในกรณีที่ความขัดแย้งมีความรุนแรง การทะเลาะกันของเด็กก็จะทวีความก้าว ร้าวมากยิ่งขึ้น และอาจนำมาซึ่งอันตรายต่อตัวเด็ก และอาจทำให้เด็กมีความยากลำบากในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันและกัน รวมถึงกับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อน และท้ายที่สุดอาจส่งผลให้เด็กมีปมปัญหาในการเข้าสังคมได้

ปัญหาพี่น้องทะเลาะกันมีลักษณะอย่างไร?

ถือเป็นเรื่องปกติธรรมชาติที่ลูกคนที่โตกว่าจะมีปฏิกิริยาต่อการมีน้องคนใหม่ด้วยความรู้สึกอิจฉา (jealousy) คับแค้นใจ (resentment) ไม่มั่นใจ (insecurity) โกรธ (anger) และเศร้า (sad) และเมื่อน้องเติบโตขึ้นมาทันกัน ปัญหาก็อาจจะทวีความรุน แรงขึ้นได้ตลอดเวลา หากไม่ได้รับการจัดการแก้ไขอย่างเหมาะสม

สิ่งที่ยากสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองในการทำความเข้าใจความรู้สึกที่ลูกมีต่อกันคือ วิธีการที่ลูกเลือกแสดงออกมาเพิ่อทำให้พ่อแม่รับรู้ ซึ่งมักแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละราย โดยอาจเป็นลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้

  • ลูกอาจพยายามทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายอย่างชัดเจน หรือพูดอย่างเปิดเผยว่าไม่อยากมีพี่หรือน้อง
  • ลูกอาจดีต่อกันในบางครั้ง แต่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อผู้ปกครอง
  • ลูกอาจถอนตัวจากการทะเลาะกับอีกฝ่าย และหันมาดูดนิ้ว หรือปัสสาวะรดที่นอน
  • ลูกอาจมีพฤติกรรมที่ดีที่บ้าน แต่สร้างปัญหาที่โรงเรียน ทั้งนี้เด็กแต่ละคนจะมีความยากลำบากในการรับมือกับปัญหาระหว่างพี่น้องที่แตกต่างกัน
  • ในตอนแรก ลูกอาจไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการมีน้องใหม่ แต่เมื่อลูกโตทันกันและแย่งของเล่นกัน ความโกรธแค้นคับข้องใจจึงเข้ามาแทนที่
  • ปัญหาอาจเพิ่มมากขึ้น เมื่อลูกมีนิสัยชอบเข้าสังคมและสามารถสร้างเพื่อนใหม่ได้มากมาย จนทำให้ลูกไม่สนใจพี่หรือน้องของตน
  • ลูกคนหนึ่งอาจเป็นที่ยอมรับมากกว่าอีกคนหนึ่งที่โรงเรียน อันนำมาซึ่งการเปรียบเทียบ จนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกด้อยกว่าและอาจทำให้เกิดความเครียด

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้องจึงอาจใกล้ชิดกันได้มากในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน ย่อมมีอีกหลายช่วงเวลาที่ความรู้สึกอิจฉาจากการเปรียบเทียบและแข่งขันกันทำให้พี่กับน้องต้องผิดใจกัน

ปัญหาพี่น้องทะเลาะกันมีสาเหตุมาจากอะไร?

เด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กก่อนวัยเรียน ยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอที่จะจัดการกับปัญหาอารมณ์ของตนเอง อันสามารถส่ง ผลให้ปัญหาที่เล็กที่สุดกลายเป็นสาเหตุหลักของการทะเลาะกันอย่างรุนแรง ทั้งนี้สาเหตุของการทะเลาะกันระหว่างพี่กับน้องอาจเกิดได้จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ซึ่งมักได้แก่

  • ความห่างระหว่างอายุของเด็ก เด็กที่มีอายุใกล้เคียงกันย่อมมีแนวโน้มของการทะเลาะกันมากกว่า อย่างไรก็ตาม ในคู่พี่กับน้องที่อายุค่อนข้างแตกต่างกัน ก็อาจทะเลาะกันได้ในเรื่องกฎกติกาในบ้าน เงินค่าขนม และวิธีการลงโทษที่แตกต่างกัน เช่น น้องอาจบ่นเรื่องที่พี่นอนดึกได้มากกว่า ได้เงินค่าขนมมากกว่า หรือสามารถทำกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นได้มากกว่า ในขณะที่พี่ก็อาจ จะบ่นเรื่องที่น้องมักจะได้ในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อยเพียงใด เด็กพร้อมจะรู้สึกเจ็บปวดได้เสมอหากรู้สึกว่าพ่อแม่รักอีกฝ่ายมากกว่าตนเอง และอาจทำให้เด็กรู้สึกขุ่นข้องหมองใจกับพ่อแม่อีกด้วย นอกจากนี้ เด็กที่โตกว่าก็มักรู้สึกโกรธเมื่อถูกลงโทษจากการทำร้ายน้อง ในขณะที่เด็กที่โตกว่าเชื่อว่าน้องแสดงท่าทีว่าเจ็บมากเกินจริง รวมถึงการมอบหมายให้พี่ดูแลน้องก็เช่นกัน ยิ่งในเด็กที่มีอายุห่างกันเพียงเล็กน้อย ความรู้สึกไม่พอใจก็จะยิ่งมากขึ้น ในขณะที่พี่ที่มีอายุห่างกับน้องค่อนข้างมาก อาจรู้สึกสนุกที่ได้ดูแลน้องบ้างเป็นครั้งคราว
  • ความลำเอียงหรือการเลือกที่รักมักที่ชัง พ่อแม่ส่วนใหญ่มักพยายามไม่แสดงความลำเอียงต่อลูกคนใดคนหนึ่งมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งที่พ่อแม่อาจชื่นชอบและชื่นชมลูกคนใดคนหนึ่งมากเป็นพิเศษในบางเรื่อง เช่น พ่อที่ชอบเล่นกีฬา อาจเข้ากันได้ดีกับลูกชายที่ชอบเล่นกีฬาเหมือนกัน เป็นต้น ซึ่งเด็กจะสามารถสังเกตเห็นและรับรู้ได้ถึงความแตกต่างกันระหว่างวิธีปฏิบัติของพ่อแม่ที่มีต่อตนและต่อพี่น้องของตน
  • การหย่าร้างของพ่อกับแม่และความแตกแยกของครอบครัว การหย่าร้างของพ่อกับแม่และความแตกแยกระหว่างครอบครัวอาจนำมาสู่การทะเลาะกันระหว่างพี่กับน้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งถูกมองว่าเป็นสาเหตุของปัญหาดัง กล่าว โดยเด็กอาจจะโทษกันเอง และหากเด็กต้องแยกกันอยู่กับผู้ปกครองแต่ละฝ่าย แนวโน้มของความไม่ลงรอยกันก็สูงขึ้นตามไปด้วย
  • การรับอุปการะและการรับเป็นบุตรบุญธรรม เมื่อเด็กได้รับการอุปการะหรือได้รับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมในครอบครัวที่มีเด็กคนอื่นอยู่ก่อนแล้ว ปัญหาพี่น้องต่างสายเลือดย่อมอาจเกิดขึ้นได้ เด็กที่เป็นฝ่ายถูกรับเลี้ยงมักโหยหาที่พึ่งพิงทางใจ ซึ่งอาจทำให้เด็กเรียกร้องเวลาและความสนใจจากผู้ปกครองเป็นอย่างมาก
  • ความเจ็บป่วยรุนแรง และการไร้ความสามารถของพี่หรือน้อง หากในครอบครัวมีลูกที่ไร้ความสามารถและจำเป็นต้องได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ลูกอีกคนก็อาจจะรู้สึกไม่พอใจได้ง่าย โดยอาจแสดงออกมาในลักษณะที่ผู้ปกครองไม่คาด คิด เช่น สูญเสียความมั่นใจ ผลการเรียนแย่ลง มีลักษณะนิสัยก้าวร้าว หรือมีปัญหาในการคบเพื่อน ทั้งนี้เพราะตัวเด็กเองก็รู้สึกยากลำบากที่จะไม่แสดงอารมณ์โกรธต่อพี่น้องที่เจ็บป่วย เพราะรู้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรและไม่เป็นที่ยอมรับ ในทางกลับ กัน เด็กบางคนจะแสดงออกอย่างชัดเจนที่จะให้ความร่วมมือผู้ปกครองในการช่วยเหลือพี่หรือน้องของตน ซึ่งก็ถือเป็นวิธีการเอา ชนะใจผู้ปกครองอย่างหนึ่ง
  • โรงเรียน การทะเลาะกันระหว่างพี่น้องเรื่องผลการเรียนถือเป็นประเด็นที่พบได้บ่อย แต่เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีศักย ภาพในการเรียนที่ต่างกัน ดังนั้น ปฏิกิริยาของพ่อแม่เมื่อทราบผลการเรียนของลูกย่อมมีผลต่อตัวเด็กมาก ไม่ว่าผลการเรียนนั้นจะดีหรือไม่ก็ตาม
  • เพื่อน ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะมีทักษะการเข้าสังคม สามารถสร้างเพื่อนได้มากมาย และเป็นที่รักของเพื่อน ดังนั้น ลูกคนที่มีเพื่อนน้อย จึงมักรู้สึกด้อยกว่าพี่หรือน้องที่มีเพื่อนมากกว่า รวมถึงเด็กฝ่ายที่มีเพื่อนมากกว่าอาจรู้สึกไม่พอใจ เมื่อพี่หรือน้องของตนอยากมาร่วมเล่นกับกลุ่มเพื่อนของตน และพี่กับน้องอาจล้อเลียนกันเรื่องอีกฝ่ายไม่มีเพื่อน และเด็กฝ่ายที่ไม่มีเพื่อนหรือมีเพื่อนน้อยกว่าก็มักรู้สึกโดดเดี่ยวหรือไม่มีใครต้องการ
  • ปัญหาทางจิตใจของเด็ก เด็กก็สามารถมีปัญหาสุขภาพจิต เช่น เครียด หรือวิตกกังวลได้เช่นเดียวกับผู้ปกครอง ซึ่งเป็นภาวะที่อาจนำไปสู่การทะเลาะกันเมื่อถูกกระทบกระเทือนจากคนรอบข้าง นอกจากนี้ ปัญหาอื่นๆที่สำคัญ เช่น โรคสมาธิสั้น (ADHD) สามารถนำมาซึ่งความยากลำบากแก่ผู้ปกครองและพี่น้องของเด็ก ปัญหาภาวะซึมเศร้า (Depression) ก็มักขัดขวางความ สัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงอีกด้วย ในขณะที่โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-compulsive disorder) ก็ทำให้เกิดความรำคาญใจอันนำไปสู่ปัญหาการทะเลาะกัน รวมไปถึงเด็กที่จัดอยู่ในกลุ่มออทิซึม (Autism) ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ประ สบปัญหาในการสร้างสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือสังคม อันถือเป็นปัญหาที่รุนแรงสำหรับตัวเด็กเองเป็นอย่างมากเช่นกัน
  • ปัญหาทางจิตใจของผู้ปกครอง ปัญหาทางจิตใจของผู้ปกครองที่มีโรคซึมเศร้า (Depression) โรคพิษสุราเรื้อรัง (Alcoholism) การติดยาเสพติด และความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (Personality disorder) สามารถเป็นสาเหตุของความวิตกกังวลของเด็ก และการแข่งขันกันเพื่อให้ได้รับความสนใจจากพ่อแม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อพ่อแม่ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกได้เต็มที่เนื่องจากความผิดปกติของตนเอง เด็กมักจะรู้สึกไม่ปลอดภัยและอ่อนไหวได้ง่าย

ปัญหาพี่น้องทะเลาะกันมีความสำคัญอย่างไร?

การทะเลาะกันของพี่น้องสามารถส่งผลต่อครอบครัวได้นานาประการ โดยเฉพาะเมื่อปัญหาการทะเลาะกันมีความรุน แรงเกินขอบเขต ดังนั้น พ่อแม่จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาหาสาเหตุของพฤติกรรมทะเลาะกันของลูก วิธีการที่จะลดความรุน แรงของการกระทบกระทั่งกัน และแนวทางในการลดผลเสียที่อาจตามมาจากความขัดแย้งระหว่างพี่น้อง เพราะหากปัญหาพี่น้องทะเลาะกันเกิดขึ้นสม่ำเสมอและมีความรุนแรง ย่อมส่งผลให้ระดับความเครียดของคนในครอบครัวสูงกว่าครอบครัวปกติ และหากเด็กโต้เถียงกันเป็นประจำ ผู้ปกครองก็อาจจะต้องคอยรับมือกับปัญหาความเครียดอยู่เสมอ อีกทั้งการทะเลาะกันระหว่างเด็ก 2 คน ก็สามารถกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องคนอื่นๆได้เช่นกัน รวมถึงสมาชิกในครอบครัวอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย

ปัญหาพี่น้องทะเลาะกันยังสามารถนำไปสู่ความล้มเหลวของชีวิตคู่ของพ่อแม่ได้ ทั้งนี้เพราะเด็กมักดึงพ่อแม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับการโต้เถียงด้วย และอาจเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ปกครองคนใดเข้าข้างลูกคนไหน ซึ่งอาจทำให้ปัญหาความขัดแย้งเพียงเล็กน้อยของลูกบานปลายกลายเป็นปัญหาของพ่อแม่เองได้ หากพ่อแม่ใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสินปัญหาในลักษณะเดียวกับที่ลูกทำ

ปัญหาพี่น้องขัดแย้งและทะเลาะกันยังอาจเปลี่ยนมุมมองความเข้าใจตนเองของเด็ก โดยในกรณีส่วนใหญ่ เด็กมักทะ เลาะกันเพราะความรู้สึกอิจฉา เด็กอาจเชื่อว่าพี่หรือน้องอีกฝ่ายได้รับความรัก ความสนใจจากพ่อแม่มากกว่า ซึ่งลักษณะการคิดที่ถูกกระตุ้นด้วยความอิจฉานี้ จะกลับมาทำร้ายเด็กให้รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าหรือไม่เป็นที่ต้องการของพ่อแม่

นอกจากนี้ ผลเสียจากความไม่ลงรอยกันระหว่างพี่น้องยังอาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาการใช้ความรุนแรง ซึ่งอาจติดตัวเด็กไปจนโต อีกทั้งทำให้ผู้อื่นรวมทั้งตัวเด็กเองได้รับความบอบช้ำทางร่างกายและจิตใจ เพราะฉะนั้น หากการทะเลาะกันของลูกแต่ละครั้งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และมีใครอย่างน้อยคนใดคนหนึ่งต้องเจ็บตัว พ่อแม่ควรคำนึงถึงการเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยเหลือให้ลูกมีชีวิตที่มีความสุขอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพี่น้องและครอบ ครัว

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกทะเลาะกันได้อย่างไร?

พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถมีบทบาทในการแก้ไขความขัดแย้งของลูกได้ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ความรู้สึกอิจฉาระหว่างลูกถือเป็นเรื่องปกติตั้งแต่เด็กอายุได้ 2 ขวบ แต่งานวิจัยระบุว่า ความรู้สึกอิจฉาของเด็กนั้นอาจให้ประโยชน์แก่เด็ก โดยเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงภาวะพยายามเข้าใจตนเองของเด็ก ซึ่งไม่มีปัจจัยอื่นที่จะทำให้ปัญหาระหว่างเด็กแย่ลงได้อย่างเฉียบพลัน นอกเสียจากการเข้าไปขัดขวางหรือควบคุมทุกความขัดแย้งของเด็กโดยพ่อแม่ ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองจึงควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้และจัดการกับปัญหาระหว่างพี่กับน้องด้วยตนเอง พ่อแม่เพียงแต่มีหน้าที่เฝ้าสังเกตและดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยจะต้องพร้อมก้าวเข้าไปไกล่เกลี่ยเสมอหากการทะเลาะเบาะแว้งกันนั้นจะนำมาซึ่งความเจ็บเนื้อเจ็บตัว
  • แยกลูกออกจากกัน พี่น้องควรมีช่วงเวลาที่ต้องแยกกันบ้าง หรือบางครั้งก็ควรเรียนรู้ที่จะอยู่เพียงลำพัง เมื่อความขัดแย้งระหว่างพี่น้องถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน พ่อแม่ก็ควรต้องแยกเด็กออกจากกัน การจับลูกแยกกันถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ดับอารมณ์โกรธและอิจฉาของลูกลง และเมื่อลูกแยกจากกันแล้ว พ่อแม่ควรใช้เวลาพูดคุยกับลูกแต่ละคน เพื่อให้เข้าใจปัญหาและความรู้สึกของลูก รวมถึงช่วยชี้ทางให้ลูกเห็นว่าจะสามารถรับมือกับปัญหาดังกล่าวได้อย่างไรในครั้งต่อไป
  • สอนการเจรจาและประนีประนอม พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างของการแก้ปัญหาอย่างสันติให้กับลูกด้วยการหยุดการทะ เลาะของลูก หยุดการร้องตะโกนของลูก และเริ่มพูดคุยด้วยเหตุผล ให้โอกาสลูกได้พูดทีละคน โดยไม่เลือกเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วจึงนำลูกไปถึงขั้นตอนการคิดเพื่อให้เข้าใจปัญหา ร่วมกับคิดหาทางออกที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย พ่อแม่ควรกระตุ้นให้เด็กออกความเห็นก่อน หรือจะเป็นผู้เสนอทางออกเพื่อเป็นแนวทางสำหรับลูกก่อนก็ได้ หลังจากนั้นจึงฝึกให้ลูกปฏิบัติตามเพื่อให้ลูกสามารถเป็นผู้แก้ไขปัญหาให้กับตัวเองได้
  • สอนให้รู้จักแบ่งปัน เด็กมักมีนิสัยขี้หวงในเวลาที่ผู้อื่นเล่นของเล่นของตน ทั้งนี้เพราะเด็กยังไม่เข้าใจหลักการแบ่งปัน โดยพ่อแม่สามารถสอนให้ลูกเรียนรู้การแบ่งปันได้หลายวิธี เช่น การผลัดเวลาการเล่นของเล่นกัน เพื่อให้เด็กรู้สึกเท่าเทียมกัน และมั่นใจว่าตนจะได้เล่นเมื่อถึงเวลา อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ก็ไม่ควรให้เด็กแบ่งของใช้ทุกสิ่งทุกอย่างร่วมกัน อย่างน้อยเด็กก็ต้องเรียนรู้การรักษาของใช้ส่วนตัวเช่นกัน
  • ไม่ยึดติดกับความเท่าเทียมกันมากเกินไป ลูกควรต้องเรียนรู้ความไม่เท่าทียม และการสื่อสารความต้องการของตนเอง ไม่ใช่ใส่ใจแต่เพียงว่าสิ่งอื่นที่คนอื่นมี ตนก็ต้องมีเช่นเดียวกัน การพยายามทำให้ทุกอย่างเท่าเทียมกันไปจนหมด จะทำให้เด็กมีความอิจฉาในเวลาที่ตนได้น้อยกว่าคนอื่น อีกทั้งในชีวิตจริงก็แทบไม่มีความเท่าเทียมกันในสังคม ดังนั้น พ่อแม่จึงควรผลัดให้ลูกได้รับสิทธิพิเศษบ้าง เช่น การสลับกันออกไปซื้อของกับพ่อแม่ เป็นต้น
  • ไม่เปรียบเทียบ การเปรียบเทียบคือ ชนวนนำไปสู่การขัดแย้งของลูก พ่อแม่จึงควรให้ความสำคัญและระมัดระวังคำพูดและการแสดงออก อีกทั้งควรยอมรับในสิ่งที่ลูกแต่ละคนเป็น
  • มอบช่วงเวลาพิเศษแก่ลูก ลูกจะเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่เสมอ และเมื่อรู้สึกว่าตนเองถูกเมินเฉยก็จะยิ่งพยายามเรียกร้องความสนใจ โดยอาจเลือกประพฤติในสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นการทำให้ลูกรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและเป็นคนพิ เศษจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยผู้ปกครองควรแบ่งช่วงเวลาสั้นๆใน 1 วัน เพื่อใช้เวลาร่วมกันตามลำพังกับลูกแต่ละคน เช่น การเล่านิ ทานให้ฟัง หรือสอนลูกทำการบ้าน เป็นต้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

แม้ว่าพี่กับน้องจะไม่ได้นั่งเรียนในห้องเดียว ต่างจากการใช้เวลาร่วมกันที่บ้าน อย่างไรก็ตาม การกระทบกระทั่งระ หว่างพี่น้องที่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันก็อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น ครูจึงควรมีบทบาทในการลดความเสี่ยงและรู้วิธีการรับมือหากเด็กทะเลาะกัน โดยการพิจารณาตามข้อเสนอแนะต่อไปนี้

  • ไม่เปรียบเทียบเด็ก ไม่ว่าจะต่อหน้าเด็กคนใดคนหนึ่งหรือเด็กทั้งคู่ เช่น ครูอาจเคยเป็นครูประจำชั้นของพี่และปัจจุบันกำลังเป็นครูประจำชั้นของน้อง ครูอาจสร้างความอ่อนไหวต่อความรู้สึกของเด็กได้เป็นอย่างมาก หากเปรียบเทียบพี่น้องต่อหน้าเพื่อนคนอื่นของเด็ก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบถึงข้อดีของคนหนึ่งซึ่งเป็นข้อด้อยของอีกคน ดังนั้น ครูจึงไม่ควรก่อชนวนของความขัดแย้งของเด็กเพิ่มขึ้นในโรงเรียน โดยปล่อยให้เด็กใช้ชีวิตของตัวเองที่เป็นอิสระจากกัน
  • สอนให้เด็กรู้จักพูดอย่างสร้างสรรค์แทนการใช้อารมณ์และความรุนแรง และเป็นตัวอย่างที่ดีของเด็กในการโต้แย้งอย่างสันติ
  • สอนทักษะการแก้ไขปัญหาให้กับเด็ก ทั้งนี้เพราะการรับมือกับอารมณ์ในทางที่สร้างสรรค์จะช่วยลดปัญหาพี่น้องอิจฉากันได้เป็นอย่างดี โดยครูควรสอนให้เด็กเรียนรู้การเปิดเผยความรู้สึกต่อผู้อื่น แล้วจึงนำกิจกรรมอื่นมาใช้ร่วมด้วย เพื่อสร้างประ สบการณ์ที่ชัดเจนให้กับเด็ก เช่น การเล่นบทบาทสมมติและการเปลี่ยนบทบาทกัน เพื่อให้เด็กสามารถเข้าใจได้ว่าควรตอบโต้อย่างไรในแต่ละสถานการณ์
  • สอนให้เด็กเข้าใจความโชคดีของการที่พี่หรือน้องจะคอยช่วยเหลือกันไปได้ตลอดชีวิต ส่งเสริมกิจกรรมที่เด็กสามารถทำร่วมกับคนในครอบครัวได้ อันจะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วย
  • หากเด็กมีผลการเรียนที่แย่ลงหรือแสดงพฤติกรรมที่แปลกไปในห้องเรียน ครูควรหาสาเหตุว่าเกิดจากปัญหาที่ครอบ ครัว หรือปัญหาระหว่างพี่น้องหรือไม่ ถ้าใช่ จึงสมควรแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาต่อไป

บรรณานุกรม

  1. Causes of Sibling Rivalry - http://www.thelaboroflove.com/articles/causes-of-sibling-rivalry [2013, August 28]
  2. Negative Effects of Sibling Rivalry - http://www.thelaboroflove.com/articles/negative-effects-of-sibling-rivalry [2013, August 28]
  3. Sibling Abuse - http://www.med.umich.edu/yourchild/topics/sibabuse.htm [2013, August 28]
  4. Sibling Rivalry - http://www.familytherapy.org.uk/Leaflets/siblingrivalry.html [2013, August 28]
  5. Sibling Rivalry - http://www.freeprintablebehaviorcharts.com/siblingrivalry.htm [2013, August 28]
  6. Sibling Rivalry - http://www.webmd.com/parenting/guide/sibling-rivalry [2013, August 28]
  7. Sibling Rivalry - http://www.yrshr.org/informationbase_desc.asp?id=14 [2013, August 28]
  8. Sibling Rivalry Causes Long-Term Psychological Harm but Parents should Leave Squabbling Teens to it to Avoid Further Damage - http://www.dailymail.co.uk [2013, August 28]
  9. Sibling Rivalry Characteristics - http://www.ehow.com/info_12290445_sibling-rivalry-characteristics.html [2013, August 28]
  10. Sibling Rivalry in the Classroom - http://school.familyeducation.com/siblings/emotional-development/42364.html [2013, August 28]
  11. What is Sibling Rivalry? - http://www.wisegeek.com/what-is-sibling-rivalry.htm[2013, August 28]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน