หน้าหลัก » Blogs » พ่อกับการเรียนรู้ของลูก

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


พ่อกับการเรียนรู้ของลูก

แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายเสียงประชาชน (We Voice) ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “พ่อกับการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้ลูก” เนื่องในโอกาส “วันพ่อแห่งชาติ” 5 ธันวาคม 2557 โดยเก็บข้อมูลจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศในช่วงวันที่ 8-20 พฤศจิกายน 2557 จำนวน 1,234 คน ในจำนวนนี้มีสถานะเป็นพ่อ 350 คน

สรุปผลการสำรวจได้ว่า พ่อทุกคนรักลูก ตั้งใจ อยากให้ลูกมีนิสัย “รักการอ่าน” แต่ยังขาดการให้เวลาและมองการอ่านเป็นเพียงอ่านหนังสือเรียน โดย ผู้เป็นพ่อร้อยละ 72.0 ระบุว่า ต้องการให้ลูกมีนิสัยรักการอ่าน แต่เมื่อถามถึงความตั้งใจที่จะเพิ่มบทบาทของพ่อในการสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับลูกเนื่องในโอกาสวันพ่อแห่งชาติปีนี้ พ่อส่วนใหญ่ตอบว่า จะตั้งใจมากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเองด้วย ส่วนอุปสรรคที่ทำให้พ่อไม่สามารถอ่านหนังสือให้ลูกฟังได้มากอย่างที่ต้องการ คือ ไม่มีเวลาเพราะต้องทำงานถึง ร้อยละ 71.3 สำหรับของขวัญปีใหม่ที่พ่อต้องการมอบให้ลูกหลานคือ หนังสือเรียน

นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการสถาบันการ์ตูนไทย มูลนิธิเด็ก แนะนำว่า หากพ่อต้องการให้ลูกรักการอ่าน พ่อก็ควรสร้างบรรยากาศในการอ่าน เช่น การเลือกหนังสือที่มีความเหมาะสมกับวัยและมีความหลากหลาย สามารถตอบสนองความสนใจของลูกได้ ไม่ใช่หนังสือเรียนเพียงอย่างเดียว และควรจัดเวลาให้ลูกได้มีโอกาสผ่อนคลาย มีความสุขกับการอ่านเพียงวันละ 20 นาทีขึ้นไป หรือ 5-10 นาที สำหรับลูกในช่วงวัย 0 -6 ปี ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ในตัวลูกอย่างชัดเจน

ในเรื่องของพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กนั้น เว็บไซต์ Childwelfare.com ของกระทรวงสาธารณสุข สหรัฐอเมริกา (U.S. Department of Health and Human Services) ยืนยันว่า พ่อนั้นมีบทบาทต่อการเรียนรู้ของลูกมาก เด็กๆที่พ่อมีส่วนร่วมในเรื่องการศึกษาจะมีผลการเรียนที่ดีกว่า งานวิจัยหลายชิ้นยังพบด้วยว่า ลูกที่พ่อมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดู และเล่นด้วยตั้งแต่ลูกยังเป็นทารกนั้น จะมี IQ สูงกว่า รวมทั้งมีความสามารถด้านภาษาและการเรียนรู้ที่ดีกว่าอีกด้วย ส่วนลูกวัยเตาะแตะที่พ่อมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูนั้น จะมีความพร้อมในการเรียนมากกว่า รวมทั้งยังใจเย็นและรับมือกับความเครียดและกังวลใจเกี่ยวกับการเรียนได้ดีกว่าเด็กที่พ่อไม่มีส่วนร่วม

การที่พ่อมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูกนั้น ไม่ได้มีผลดีเฉพาะในวัยเด็กเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการเรียนของลูกจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นเลยทีเดียว งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า พ่อที่มีรูปแบบการเลี้ยงลูกด้วยความกระตือรือร้นทำให้ลูกมีทักษะการใช้ภาษาที่ดีกว่า ฉลาดกว่า และมีผลการเรียนที่ดีกว่าวัยรุ่นทั่วไป

เว็บไซต์ ericdigest.com ของ Education Resources Information Center (ERIC) ที่จัดทำขึ้นโดยกระทรวงศึกษาธิการ สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำวิธีการที่พ่อจะเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้ลูกมีการเรียนรู้ที่ดีขึ้นว่า พ่อควรจะกระตุ้นให้ลูกมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้วยการที่พ่อเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญต่อประสบการณ์ในการใช้ชีวิตในสังคมภายนอกของลูก เช่น เล่าเรื่องราวต่างๆ เลือกหนังสือร่วมกันกับลูก และอ่านหนังสือให้ลูกฟังรวมทั้งเรียนรู้วิธีการใช้ท่าทางประกอบที่เหมาะสม โดยครูอาจช่วยเหลือพ่อในเรื่องนี้ด้วยการแนะนำแนวคิด/ทฤษฎี ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆได้ขีดเขียน เรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆ จำแนกตัวอักษรและคำศัพท์ที่สำคัญ เช่น ชื่อ นามสกุล และชื่อเฉพาะอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในสังคมภายนอก เช่น ยี่ห้อสิ่งของต่างๆ นอกจากนั้น ครูยังสามารถกระตุ้นให้พ่อพูดคุยกับลูก ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สำคัญมากแต่พ่อมักจะมองข้าม

โดยสรุปแล้ว พ่อนั้นมีความสำคัญต่อพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของลูกเป็นอย่างมาก ดังนั้น เนื่องในวันพ่อที่จะถึงนี้ จึงขอเชิญชวนพ่อทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเรียนรู้ของลูกด้วยการอ่านหนังสือกับลูก และให้ลูกได้เลือกหนังสือเป็นของขวัญพิเศษบ้าง แล้วลูกจะรักการอ่านและการเรียนรู้ได้ตามที่พ่อหวังไว้อย่างแน่นอน

แหล่งข้อมูล:

  1. ผลสำรวจเรื่อง “พ่อกับการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้ลูก” จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
  2. The Importance of Fathers in the Healthy Development of Children https://www.childwelfare.gov/pubs/usermanuals/fatherhood/chaptertwo.cfm [December 4, 2014]
  3. Fathers' Role in Children's Academic Achievement and Early Literacy http://www.ericdigests.org/2004-3/role.html [December 4, 2014]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน