หน้าหลัก » บทความ » พ่อแม่ทะเลาะกัน (Parental Conflict Problems)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ปัญหาพ่อแม่ทะเลาะกัน (Parental Conflict Problems) หมายถึง ปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างพ่อกับแม่ มีขอบเขตตั้งแต่การโต้เถียงกันด้วยคำสบประมาท การทะเลาะเบาะแว้ง ไปจนถึงการใช้ความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) ซึ่งหมายถึง เหตุการณ์อันเกิดจากพฤติกรรมการข่มขู่ ก้าวร้าว และทารุณระหว่างพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัว อย่างไรก็ตาม ความหมายดังกล่าวไม่ได้รวมถึงความเสียหายข้างเคียงที่บ่อนทำลายเด็กซึ่งได้รับการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายทั้งต่อร่างกายและจิตใจ แม้ว่าพ่อแม่จะไม่สามารถจัดการกับความขัดแย้งระหว่างกันได้ แต่อย่างน้อยที่สุด พ่อแม่ก็สามารถช่วยควบคุมและลดผลกระทบที่ลูกอาจได้รับจากความไม่ลงรอยกันของผู้ปกครองด้วยการหลีกเลี่ยงการแสดงออกซึ่งความขัดแย้งกันอย่างเปิดเผยต่อหน้าลูก อย่างไรก็ตาม การช่วยให้ลูกปรับตัวในสังคมได้ดี ไม่ใช่การสร้างภาพที่สมบูรณ์แบบให้แก่ลูก แต่เป็นการสอนให้เด็กรู้จักการควบคุมอารมณ์ และการแก้ปัญหาด้วยเหตุผล เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของครอบครัว ดังนั้น พ่อแม่ควรแสดงให้เด็กเห็นว่าการขัดแย้งระหว่างบุคคลไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องมีขอบเขต โดยทุกครั้งที่ทะเลาะกัน พ่อแม่ควรตระหนักอยู่เสมอว่า ลูกคือคนสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ ผู้ปกครองสามารถทะเลาะกันได้เป็นเรื่องปกติ แต่หากทะเลาะกันรุนแรงเกินไป หรือบ่อยเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องปกติที่ควรเกิดขึ้นในบ้าน ผู้ปกครองสามารถทำผิดพลาดได้ แต่ก็ไม่ใช่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือหากจะโกรธกัน ก็ไม่ควรให้ทิฐินั้นมากระทบความมั่นคงของครอบครัว ทั้งนี้ เพราะปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีสาเหตุมาจากใครอื่น หากแต่เกิดจาก “พ่อแม่” ดังนั้นถ้าพ่อและแม่รักและหวังดีกับลูกจริง พ่อแม่ต้องปรับปรุงตนเอง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน โดยตระหนักเสมอว่าทุกคำพูดหรือการกระทำที่พ่อแม่แสดงต่อกันต่อหน้าลูก ก็คือการแสดงต่อลูกเช่นกัน อีกทั้งการดึงลูกเข้ามามีส่วนร่วมในปัญหาด้วย ย่อมไม่ต่างจากการทำร้ายลูกทางตรงแต่อย่างใด

เด็กที่มีปัญหาพ่อแม่ทะเลาะกันมีลักษณะอย่างไร?

ปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างพ่อและแม่สามารถเป็นตัวกำหนดอนาคตของลูกได้ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงระดับความรุนแรงของปัญหา หรือสถานะของผู้ปกครอง ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ด้วยกันหรือแยกทางกัน ผลกระทบและความเจ็บปวดทั้งหมดล้วนตกไปอยู่ที่เด็ก โดยเด็กที่พ่อแม่ทะเลาะกันมักมีลักษณะที่เป็นปัญหาดังต่อไปนี้

  • เด็กแสดงออกถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือไม่พึงประสงค์ เช่น ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ก้าวร้าว ชอบใช้กำลัง เกเร หรือมั่วสุมกับเพื่อน
  • เด็กมีระดับความเครียดสูง เด็กที่เป็นทุกข์จากปัญหาความขัดแย้งของผู้ปกครองมักมีฮอร์โมนความเครียด (Stress hormone) ในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบด้านลบต่อเด็ก เช่น เด็กที่มีความเครียดจะมีข้อจำกัดในการรับมือกับปัญหาในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียน อีกทั้งเด็กอาจพบปัญหาความยากลำบากในการประสบความสำเร็จตามขั้นพัฒนาการ (Developmental task) เช่น ประสบปัญหาในการพัฒนาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของตนเองใน (Identity) ช่วงวัยรุ่น เป็นต้น
  • เด็กรู้สึกไม่มั่นคงหรือปลอดภัยแม้จะอยู่ในบ้านของตัวเอง อันเกิดจากความเห็นที่ไม่ตรงกันของผู้ปกครอง หรือความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยที่เด็กไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ความรู้สึกไม่มั่นคงหรือไม่ปลอดภัยก็อาจทำให้เด็กมีลักษณะขาดความมั่นใจในตนเองด้วย โดยความรู้สึกในลักษณะนี้ สามารถขัดขวางพัฒนาการของเด็กตั้งแต่ในช่วงต้น และจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเด็กมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
  • เด็กขาดความภาคภูมิใจในตนเอง โดยปกติแล้ว เด็กจำเป็นต้องเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนในครอบครัวให้ความเคารพซึ่งกันและกัน อันจะช่วยส่งเสริมความรัก รวมถึงการให้ความสำคัญและยอมรับสิทธิของตนเองและของผู้อื่น หากเด็กขาดการสนับสนุนให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง เด็กอาจรู้สึกว่าตนเองไม่มีความสำคัญ และอาจหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมกับผู้อื่นหรือถอนตัวออกจากสังคม
  • เด็กโทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุของความขัดแย้งของผู้ปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพ่อแม่ทะเลาะกันต่อหน้าเด็ก แต่ละเลยการปลอบใจเด็กซึ่งอยู่ในเหตุการณ์และกำลังหวาดกลัว ทั้งนี้การโทษตัวเองของเด็ก อาจกระทบความสัมพันธ์ของเด็กกับบุคคลอื่น เช่น ความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือครู อีกทั้งเด็กอาจซึมซับการแสดงความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างผู้ปกครอง และสร้างเป็นนิสัยไม่เชื่อใจผู้อื่นโดยง่ายขึ้นมา ซึ่งอาจส่งผลให้เด็กมองข้ามการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จนนำไปสู่ปัญหาเด็กไม่มีเพื่อนที่อาจส่งผลต่อเสียต่อเด็กในระยะยาว
  • เด็กขาดทักษะในการแก้ไขปัญหา การทะเลาะกันระหว่างพ่อแม่จำกัดโอกาสในการเรียนรู้การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องของเด็ก โดยเด็กไม่ได้เรียนรู้วิธีการแก้ไขความขัดแย้งด้วยความอดทนหรือความเคารพซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังซึมซับตัวอย่างจากพ่อแม่ ซึ่งทำให้เด็กกลายเป็นเด็กที่มีพฤติกรรมการแก้ไขปัญหาที่ไม่เหมาะสม หรือกลายเป็นปัญหาแก่ผู้อื่นเสียเอง
  • เด็กมีความผิดปกติทางด้านกระบวนการคิด โดยเมื่อเด็กสัมผัสกับความขัดแย้งเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน สมองจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการทำงานผิดปกติของสมอง และส่งผลให้เด็กมีความบกพร่องทางการคิด เช่น การแก้ไขปัญหา การใช้เหตุผล การจดจำ รวมไปถึงมีอาการคล้ายกับโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Disorder)

ปัญหาพ่อแม่ทะเลาะกันมีสาเหตุมาจากอะไร?

พ่อแม่อาจเถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือทะเลาะกันได้เกือบทุกเรื่อง อย่างไรก็ตามสาเหตุหลักที่ทำให้พ่อแม่ขัดแย้งกัน มักมีเหตุปัจจัยมาจากปัญหาต่อไปนี้

  • การเงิน หากครอบครัวมีปัญหาการเงิน แนวโน้มของปัญหาพ่อแม่ทะเลาะกันย่อมสูงตามไปด้วย โดยความตึงเครียดทางการเงินถือว่าสามารถก่อให้เกิดความขัดแย้งในความสัมพันธ์ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วกว่าเหตุปัจจัยอื่น
  • รูปแบบการเลี้ยงลูกที่แตกต่างกัน หากพ่อแม่หาจุดพอดีระหว่างรูปแบบการเลี้ยงลูกที่แตกต่างกันไม่ได้ และผู้ปกครองคนหนึ่งพยายามตั้งกฎให้อีกฝ่ายปฏิบัติตาม แนวโน้มของความขัดแย้งในความสัมพันธ์ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย
  • ความรู้สึกในด้านลบอันเกิดจากปัญหาในชีวิตการแต่งงานซึ่งไม่ได้รับการแก้ไข โดยหากผู้ปกครองเก็บปัญหาและความรู้สึกเหล่านั้นไว้ และยังคงปฏิบัติต่อกันเช่นเดิมต่อไป ความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ภายในก็อาจปะทุออกมาจนเป็นสาเหตุของการทะเลาะกันได้
  • การพยายามตัดสินว่าใครเป็นผู้ปกครองที่ดีกว่า ซึ่งเปิดโอกาสให้พ่อแม่เริ่มเปรียบเทียบกัน หรือจับผิดข้อเสียของอีกฝ่าย โดยอาจมีสาเหตุขมาจากความไม่พอใจอีกฝ่ายในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นต้น
  • การพยายามควบคุมอีกฝ่าย พ่อแม่บางคนยึดตนเองเป็นหลักเพราะเชื่อมั่นว่าความคิดของตนดีที่สุด นอกจากนี้บางคนอาจจำเป็นต้องได้รับการรายงานทุกความเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ในขณะที่ฝ่ายที่ถูกบังคับก็มักรู้สึกอายคนรอบข้าง รวมถึงรู้สึกอึดอัด ไม่มีค่า หรือแม้กระทั่งโกรธแค้น ซึ่งเมื่อการใช้ชีวิตร่วมกันของผู้ปกครองขาดความสมดุลเช่นนี้ ปัญหาความขัดแย้งย่อมตามมา
  • ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน หรือที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ “การนอกใจ” อันถือเป็นสาเหตุของความขัดแย้งที่สามารถนำมาซึ่งปัญหาการทะเลาะกันที่รุนแรงที่สุด โดยความไม่ไว้วางใจกันอาจเกิดขึ้นอย่างมีมูลเหตุหรือไม่มีมูลเหตุ ซึ่งพ่อแม่สามารถปรับความเข้าใจหรือประนีประนอมกันได้ แต่สำหรับการนอกใจนั้น อาจนำไปสู่การยุติความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งผลเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางจิตใจ ย่อมตกไปอยู่ที่ฝ่ายถูกกระทำ รวมถึงลูกด้วย

ปัญหาพ่อแม่ทะเลาะกันมีความสำคัญอย่างไร?

เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ผู้ปกครองขัดแย้งกันบ่อยครั้ง อาจไม่มีวันลบความทรงจำที่ผู้เป็นพ่อและแม่ทะเลาะกันออกไปได้ อีกทั้งภาพของช่วงเวลาเหล่านั้น ก็ยังสามารถทำให้เด็กรู้สึกบอบช้ำทางจิตใจไปได้ตลอดชีวิตเช่นกัน การใช้ความรุนแรงในครอบครัวเปรียบเสมือนแผลเป็นซึ่งจะติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเด็ก โดยเด็กที่ใช้ชีวิตประจำวันอยู่กับความรุนแรง มีโอกาสประสบปัญหาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การไม่มีสมาธิในการทำกิจกรรม ปัสสาวะรดที่นอน อาการปวดท้องกำเริบบ่อยๆ ไปจนถึงความบกพร่องทางการเรียนรู้ นอกจากนี้เด็กยังต้องทุกข์ทรมานกับระดับความเครียดที่สูงอีกด้วย พ่อแม่ที่เอาแต่ทะเลาะกันย่อมชักนำลูกให้เป็นอย่างที่ตนเป็นได้โดยไม่ต้องสอน ทั้งนี้เพราะการเห็นภาพเดิมๆ ซ้ำกันทุกวันก็เพียงพอให้ลูกสามารถซึมซับและปฏิบัติตามตัวอย่างได้ไม่ยากเย็นนัก เด็กจะโตขึ้นมาพร้อมกับทัศนคติที่ว่าการทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติธรรมดา หรืออาจทราบดีว่าการทะเลาะกันเป็นความไม่ปกติ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขนิสัยที่ถูกปลูกฝังมาตลอดได้ เด็กจึงหันไปเป็นอันธพาล ทั้งนี้เพราะเกิดจากความต้องการที่อยากจะควบคุมทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ในทางกลับกัน เด็กอาจกลายเป็นคนเฉื่อยชาไปโดยสิ้นเชิง โดยจะดึงตัวเองออกจากความขัดแย้งทุกรูปแบบ เนื่องจากต้องการความสงบสุขซึ่งไม่ได้รับจากพ่อแม่เมื่ออยู่ที่บ้าน

นอกจากนี้เด็กยังมีปัญหาในการเรียนรู้หลักความประพฤติที่ถูกต้องเพราะขาดตัวอย่างที่เหมาะสม การเห็นภาพความรุนแรงตลอดช่วงชีวิตยังอาจส่งผลให้เด็กกลัวและหลีกเลี่ยงการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งรวมไปถึงการแต่งงาน เนื่องจากเกรงว่าจะพบปัญหาลักษณะเดียวกับผู้ปกครอง อย่างไรก็ตาม ไม่น่าแปลกใจนักที่โดยทั่วไปแล้ว เด็กที่มีประสบการณ์พ่อแม่ทะเลาะกัน เมื่อแต่งงานไปแล้วก็มักจะมีชีวิตคู่ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งเช่นเดียวกับพ่อแม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้น พ่อแม่ควรตระหนักว่าทุกคำพูดและทุกการกระทำของตนมีอิทธิพลต่อลูกไม่มากก็น้อย และไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อชีวิตของเด็กในระยะยาว หรือทำให้เด็กมีชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ไปตลอด และที่สำคัญที่สุดคือ มีเพียง “พ่อ” กับ “แม่” เท่านั้นที่สามารถเป็นได้ทั้งผู้เริ่ม และผู้แก้ไขปัญหานี้ได้ในเวลาเดียวกัน

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาการทะเลาะกันได้อย่างไร?

ในเมื่อไม่มีใครอื่นนอกจากพ่อและแม่ที่จะเป็นสาเหตุของปัญหานี้ได้ เพราะฉะนั้นก็มีเพียงแต่พ่อและแม่เท่านั้นที่จะเป็นผู้แก้ไขปัญหานี้ให้หมดไป โดยการพยายามควบคุมหรือลดผลเสียที่อาจเกิดจากการทะเลาะกัน ดังนี้

  • สร้างความสมดุล โดยหากพ่อแม่ทะเลาะกัน ก็ควรปรับสมดุลชีวิตให้เท่าเทียมโดยทดแทนความรู้สึกที่เสียไปด้วยการแสดงความรักต่อกัน เช่น การกอด การพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคู่ของพ่อแม่เท่านั้น แต่ยังมีคุณค่ามหาศาลต่อความรู้สึกของลูก อย่างไรก็ตาม การช่วยให้ลูกปรับตัวในสังคมได้ดี ไม่ใช่การสร้างภาพที่สมบูรณ์แบบให้แก่ลูก แต่เป็นการสอนให้เด็กรู้จักการควบคุมอารมณ์ และการแก้ปัญหาด้วยเหตุผล เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของครอบครัว
  • สร้างความหมายให้กับการทะเลาะกัน กล่าวคือ ทุกครั้งที่การทะเลาะกันจบลง พ่อแม่ควรให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนทั้งต่อตนเองและลูก เช่น พ่อแม่ควรทบทวนว่าเหตุผลของการทะเลาะกันคืออะไร สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทะเลาะกันแต่ละครั้งคืออะไร และวิธีการหลีกเลี่ยงไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดขึ้นอีกคืออะไร นอกจากนี้ บางครั้งพ่อแม่ก็ไม่อาจปิดบังการทะเลาะกันจากลูกได้ ทุกครั้งหลังจากทะเลาะ หากลูกอยู่ในเหตุการณ์ พ่อแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจ หรือยืนยันลูกให้ได้ว่าปัญหาได้คลี่คลายลงแล้ว เป็นต้น
  • ไม่แสดงท่าทีนิ่งเงียบ ทั้งนี้เพราะจะยิ่งทำให้ลูกเป็นกังวลมากยิ่งขึ้น โดยเด็กบางคนอาจพยายามช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นด้วยการเล่นตลกหรือแสดงสิ่งที่น่าสนใจให้พ่อแม่ดู ในขณะที่เด็กบางคนอาจแสดงพฤติกรรมทางด้านลบไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ เพื่อต่อต้านความนิ่งเงียบของพ่อแม่ หรือเด็กที่โตขึ้นมาอีกขั้น อาจจะหนีปัญหาความอึดอัดโดยการปลีกตัวไปอยู่คนเดียว คุยโทรศัพท์ เล่นคอมพิวเตอร์ หรือไม่ก็หนีบรรยากาศในบ้านออกไปหาเพื่อนข้างนอก เป็นต้น
  • ไม่ดึงลูกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในความขัดแย้งของตนเอง หรือใช้ลูกเป็นเครื่องมือในการโต้แย้งอีกฝ่าย เช่น การให้ลูกเป็นคนกลางเพื่อทำหน้าที่ส่งสารระหว่างพ่อและแม่ เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่เคารพสิทธิของลูก นอกจากนี้ยังเสมือนเป็นการหยิบยื่นความรู้สึกผิด ความกังวล และความกลัวให้กับลูก เนื่องจากลูกไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าควรทำอะไร หรือต้องเข้าข้างฝ่ายไหน ทั้งนี้ หากพ่อแม่ไม่สามารถแก้ไขปัญหากันเองได้ ก็ควรไปขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่จากลูก
  • รักษาความทรงจำช่วงวัยเด็กของลูกให้สวยงามเสมอ กล่าวคือ ไม่ว่าปัญหาความขัดแย้งของพ่อแม่จะรุนแรงถึงขนาดไหน พ่อแม่ก็ไม่ควรปล่อยให้การทะเลาะกันมีความสำคัญมากไปกว่าลูก บางครั้งพ่อแม่ควรทิ้งปัญหาไว้ข้างหลัง และนึกถึงความสุขของลูกเป็นลำดับแรก อย่าให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้พ่อแม่ยกเลิกแผนการไปเที่ยวหรือการทำกิจกรรมที่สร้างความสุขให้กับลูก เมื่อพ่อแม่ได้เห็นความสุขของลูกอันเกิดจากสิ่งที่พ่อแม่ร่วมกันสร้างและมอบให้ แนวโน้มที่ความสัมพันธ์ของพ่อและแม่จะกลับมาแน่นแฟ้นหรือเป็นปกติก็มักจะสูงขึ้นตามไปด้วย
  • หมั่นเติมความรักและดูแลซึ่งกันและกัน การเป็นคู่ชีวิตคือการสนับสนุนกันไปจนแก่เฒ่า หากพ่อแม่ทะเลาะกันนอกจากจะมีปัญหากันเองให้หนักใจแล้ว ลูกก็พลอยมีปัญหาตามไปด้วย ซึ่งหมายความว่า นอกจากพ่อแม่จะต้องแก้ปัญหาให้ตัวเองแล้ว ยังต้องแก้ปัญหาที่เกิดจากลูกด้วย เช่น ความเครียดอันเกิดจากการที่พ่อแม่ทะเลาะกันของลูก อาจทำให้ลูกมีปัญหานอนไม่หลับตั้งแต่ยังเล็ก พอโตขึ้นลูกก็ไม่ยอมนอน หรือพอเป็นวัยรุ่นลูกก็ไม่อยากกลับบ้านมานอน ซึ่งบ่อนทำลายสุขภาพจิตของพ่อแม่เช่นกัน ดังนั้น พ่อแม่จึงไม่ควรปล่อยให้ปัญหาค้างคาต่อไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด เพราะการหันหน้ากลับเข้ามาหากัน และเติมเต็มชีวิตคู่ให้สมบูรณ์ ย่อมดีกว่าการทะเลาะและบ่อนทำลายกันและกัน

เกร็ดความรู้เพื่อครู

เมื่อเด็กรู้สึกขาดความมั่นคงในชีวิตจากการที่พ่อแม่ทะเลาะกัน ครูควรเป็นผู้หยิบยื่นความช่วยเหลือและยืนหยัดเป็นที่พึ่งสำหรับเด็ก โดยวิธีการที่ครูจะสามารถช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาให้กับเด็กได้ มีดังต่อไปนี้

  • แบ่งเบาความทุกข์ของเด็กด้วยการรับฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ
  • ตักเตือนและแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่เด็กแสดงออก ซึ่งเด็กอาจซึมซับมาจากพฤติกรรมของผู้ปกครองในขณะที่ทะเลาะกัน อีกทั้งเด็กยังอาจไม่รู้หลักการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเพราะสับสนกับพฤติกรรมของผู้ปกครอง ดังนั้นครูจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เข้าที่เข้าทาง
  • สนับสนุนจุดแข็งของเด็ก โดยการยืนยันให้เด็กมั่นใจในความสามารถของตนเองด้วยการชมเชยอย่างจริงใจ ทั้งนี้เพราะเด็กกลุ่มนี้มักขาดความภาคภูมิใจในตนเอง การรับรู้สิ่งที่ตนเองทำได้ดีย่อมมีความหมายกับเด็กมาก นอกจากนี้ ครูควรสนับสนุกให้เด็กฝึกภาวะผู้นำ เพื่อให้เด็กมีโอกาสเอาชนะข้อจำกัดของตนเอง
  • เฝ้าระวังสัญญาณของความประพฤติที่ไม่เหมาะสมและปัญหาที่ซ่อนอยู่ ทั้งนี้เพราะเมื่อเด็กมีความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมไปในทางลบ อาจหมายถึงบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่ผิดปกติไป โดยเด็กที่ประสบปัญหาพ่อแม่ทะเลาะกันมักแสดงออกถึงอารมณ์ที่รุนแรง หรืออาจพยายามปกปิดความรู้สึกของตนเองไม่ให้ผู้อื่นรับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครอง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเด็กจะแสดงออกหรือไม่แสดงออก ความเครียดของเด็กก็มักจะส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนของเด็กไม่มากก็น้อย ดังนั้นครูจึงควรสังเกตถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเด็กอย่างใกล้ชิด
  • จัดกิจกรรมกลุ่มให้เด็กเข้าร่วม เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะการเข้าสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงเป็นโอกาสดีที่จะสอนให้เด็กรู้ว่า แม้คนเราจะเห็นต่างกัน แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยมีความเคารพซึ่งกันและกันเป็นตัวเชื่อม
  • เป็นตัวอย่างในการเข้าสังคมที่ดีให้กับเด็ก
  • ช่วยให้เด็กมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัญหาของผู้ปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กควรปรับเปลี่ยนทัศนคติให้ถูกต้องว่า เด็กไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อแม่ทะเลาะกัน
  • แนะนำให้ผู้ปกครองใส่ใจในสิ่งที่ลูกสนใจ ทั้งนี้เพราะเด็กจะได้รับประโยชน์สูงสุดหากได้รับการสนับสนุนด้วยความรักจากทั้งพ่อและแม่ นอกจากนี้ ผู้ปกครองเองก็สามารถได้รับประโยชน์จากการช่วยเหลือกันเพื่อสนับสนุนความฝันของลูกอีกด้วย
  • หมั่นติดต่อกับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตของเด็ก โดยการร่วมกันแก้ไขปัญหา รวมถึงร่วมกันสนับสนุนและต่อยอดความสามารถของเด็ก

บรรณานุกรม

  1. 5 Ways Parental Fighting Can Hurt Your Child - http://embracingpurpose.over-blog.com/article-5-ways-parental-fighting-can-hurt-your-child-107787868.html [2013, May 31]
  2. Eight Ways Teachers Can Help Children When Their Parents Divorce - http://www.pedro-carroll.com/professionals/education [2013, May 31]
  3. High Conflict Divorce and Parenting - http://www.divorcehelpforparents.com/high-conflict.html [2013, May 31]
  4. Parent’s Fighting Affects Children - http://www.indianwomenshealth.com/Parents%27-fighting-affects-children-394.aspx [2013, May 31]
  5. Protecting Children from the Impact of Marital Strife - http://www.pbs.org/thisemotionallife/blogs/protecting-children-impact-marital-strife [2013, May 31]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน