หน้าหลัก » บทความ » ภาษาธรรมชาติ (Whole Language Approach)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การสอนภาษาแบบธรรมชาติเกิดจากความเชื่อว่า เด็กเรียนรู้ภาษาอย่างธรรมชาติตามชีวิตจริง การสอนภาษาแบบธรรมชาติ หรือการสอนภาษาแบบองค์รวมจึงหมายถึง การสอนภาษาแบบบูรณาการทั้งด้านการฟัง พูด อ่าน เขียนให้แก่เด็กพร้อมกันอย่างมีความหมาย สอดคล้องเหมาะสมกับวัย และเป็นแบบธรรมชาติของคนเรา และเน้นให้เด็กกระทำด้วยตนเองซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาของเด็ก

การสอนภาษาแบบธรรมชาติคืออะไร?

การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach) คือ การที่เด็กได้เรียนรู้การใช้ภาษาทั้งด้านการฟัง พูด อ่าน เขียนไปตามธรรมชาติ อย่างมีความหมาย สอดคล้องเหมาะสมกับวัย โดยไม่แยกว่าต้องอ่านก่อน หรือเขียนก่อน แต่จะเน้นให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเอง เช่น อ่านนิทาน เล่าเรื่องราว ฟังนิทานที่ครูหรือเพื่อนเล่า เขียนคำที่ตนสนใจจากเรื่องที่ได้อ่านหรือได้ฟัง เป็นต้น

การสอนภาษาแบบธรรมชาติมีที่มาอย่างไร?

การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach) เกิดจากหลักการและแนวคิดของนักการศึกษา นักวิจัยทางภาษาที่มีชื่อเสียง คือ Jean Piaget ผู้เชื่อว่า การที่เด็กได้เคลื่อนไหวสัมผัสสิ่งต่างๆ รอบตัวจะเป็นการคิดสร้างความรู้ขึ้นภายในตนหรือเด็กเป็นผู้กระทำ (Active) มิใช่การรับเข้าไปเฉยๆ (Passive) การเรียนรู้ของเด็กเกิดจากอิทธิพลของสังคมและผู้อื่น จึงเน้นให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ ซึ่งการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับภาพ เสียงกับตัวอักษร เป็นความรู้เกี่ยวกับตัวอักษรที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการอ่านของเด็ก เชื่อว่าการสอนภาษาเป็นความสำคัญที่เด็กจะใช้เพื่อการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของเด็กและภาษามีความหมายต่อชีวิต การเรียนภาษาต้องมาจากสิ่งที่เป็นจริงและเกี่ยวข้องกับเด็ก โดยเรียนภาษาแบบองค์รวมคือ เรียน ฟัง พูด อ่าน เขียน ไปพร้อมกัน การสอนภาษาแบบธรรมชาติแพร่หลายในประเทศ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา มาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา สำหรับประเทศไทย มูลนิธิไทย-อิสราเอลนำมาเผยแพร่ในช่วงปี พ.ศ. 2538 – 2539 มีนักการศึกษาไทยนำไปใช้และศึกษาวิจัย

การสอนภาษาแบบธรรมชาติมีลักษณะอย่างไร?

  • เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ เด็กมีโอกาสเลือกกิจกรรมปฏิบัติอย่างอิสระ ครูเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ และร่วมมือจัดการเรียนการสอนร่วมกันระหว่างเด็กกับครู ตั้งแต่วางแผนการเรียนว่า จะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ใช้อุปกรณ์อะไรและใครร่วมรับผิดชอบบ้าง
  • คำนึงถึงการมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับสังคม เพราะเด็กจะต้องอยู่ในสังคม ห้องเรียนเป็นสังคมหนึ่ง ที่ครูสร้างความรู้สึกที่ดีให้เด็กอยู่ในกลุ่มเพื่อนอย่างมีความสุข โดยไม่มีกลุ่มเด็กเรียนเก่ง เรียนอ่อนในห้องเรียน
  • สนับสนุนให้เด็กใช้ภาษาแบบองค์รวมเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเด็กจะได้ ฟัง พูด อ่านเขียน เพื่อสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีจุดมุ่งหมาย มิใช่การทำแบบฝึกหัดและแยกสอนทักษะภาษา
  • เด็กเรียนรู้ภาษาจากการเลียนแบบ ดังนั้น ครู พ่อแม่ และทุกคนที่อยู่รอบตัวเด็กจึงมีความหมายต่อการเรียนรู้ภาษาของเด็ก เด็กจะเห็นผู้ใหญ่ใช้ภาษาหลายจุดมุ่งหมาย หลายวิธีการ เพราะเป็นเครื่องมือสื่อสารของคนเรา เช่น ฟังเพลงเพื่อความบันเทิง หรือฟังบรรยายเพื่อเก็บความรู้ การอ่านเพื่อเพลินเพลิด หรือการอ่านเพื่อเก็บความรู้ เป็นต้น
  • ผู้ใหญ่เป็นนักอ่านที่ดีให้เด็กเห็นเป็นแบบอย่าง และผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้เด็กฟัง ให้เด็กมีโอกาสซึมซับภาษา (immersion) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ภาษา
  • เชื่อว่าเด็กทุกคนเรียนรู้ภาษาได้ โดยครูทราบเช่นกันว่า เด็กเรียนรู้ภาษาแบบธรรมชาติเป็นอย่างไร
  • เด็กสามารถเกิดประสบการณ์ทางภาษาได้ตลอดเวลาในวันหนึ่งๆ ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ดังนั้น การที่เด็กมาโรงเรียน เขาได้รู้ ได้เห็นสัญลักษณ์ทางภาษารอบตัว เช่น ป้ายทะเบียนรถ ป้ายชื่อร้านค้า เครื่องหมายจราจร เป็นต้น เด็กได้ยิน ได้ฟัง ได้สนทนาโต้ตอบ เป็นการใช้ภาษา
  • เด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีภาษาหรือตัวหนังสือ ในห้องเรียนจะมีหนังสือสำหรับเด็กอย่างเพียงพอกับจำนวนเด็ก มีมุมอ่าน มุมเขียน มุมห้องสมุด มีป้ายประกาศต่างๆ ที่ทำให้เด็กคุ้นเคยกับภาษา เช่น ป้ายชื่อ ป้ายติดผลงาน ป้ายข่าวและเหตุการณ์ มีมุมหุ่น มุมนิทานให้เด็กได้ใช้ภาษาพูด เล่าเรื่องราว เป็นต้น
  • เด็กได้เรียนภาษาอย่างมีความสุข โดยครูจัดการเรียนการสอนที่น่าสนใจ มีความสนุกสนาน เนื้อหาที่เรียนมีอยู่จริงในชีวิตประจำวัน
  • เด็กได้รับการสนับสนุนจากครูและพ่อแม่ให้อ่านหนังสือ โดยโรงเรียนมีหนังสือให้เด็กยืมกลับบ้านไปอ่าน
  • ครูจัดหาหนังสือเพิ่มเติมให้เด็กเสมอ อาจจะหมุนเวียน เปลี่ยนสลับระหว่างห้องเรียน และได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองจัดหามาให้ยืม

การสอนภาษาแบบธรรมชาติมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

  • เด็กเรียนด้วยความสุข เพราะบทเรียนเกิดจากความต้องการของแด็ก
  • เด็กจะอ่านออกเขียนได้โดยวิธีธรรมชาติ เพราะเกิดจากการคุ้นเคยกับหนังสือและมีประสบการณ์กับตัวหนังสือ
  • เด็กจะมีทัศนคติที่ดีกับภาษา เพราะเด็กเกิดการเรียนรู้ภาษาด้วยตนเอง เป็นการสร้างแรงจูงใจภายใน
  • เด็กจะตระหนักรู้ว่า ภาษามีความหมายในชีวิตเพราะเขาเรียนภาษาอย่างมีความหมาย เนื่องจากเขาได้รับประสบการณ์ทางภาษาที่มีอยู่จริง เช่น ภาษาอยู่ที่จดหมาย หนังสือพิมพ์ เสียงเพลง นิทาน ฉลากข้างกล่องใส่ขนมหรืออาหาร เป็นต้น
  • เด็กจะมีบุคลิกภาพที่ดี เพราะมั่นใจในการสื่อสาร ไม่กลัวผิด
  • เด็กจะมีสังคม เพราะการเรียนการสอนเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
  • เด็กจะได้รับการส่งเสริมทักษะทางภาษาทั้ง 4 ด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน เพราะได้รับการส่งเสริมภาษาแบบบูรณาการ
  • เด็กจะรักการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากการอ่านหนังสือ
  • สมองของเด็กได้รับการพัฒนาอย่างถูกวิธี คือ ได้คิด เพราะได้สัมผัสสิ่งของ ทำให้กล้าม เนื้อมือของเด็กได้รับการกระตุ้น เราจะสังเกตเห็นว่าเด็กชอบใช้มือแคะ แกะ ละเลง ลูบมือตามฝาผนัง การกระทำเช่นนั้นส่งผลให้เด็กคิดไปด้วย การคิดเป็นอาหารของสมอง สมองเด็กที่ได้ รับการกระตุ้นจะเป็นเด็กฉลาด

สถานศึกษาใดที่จัดการสอนภาษาแบบธรรมชาติระดับปฐมวัย?

โรงเรียนเกษมพิทยา (ซอยปรีดีพนมยงค์ คลองตัน กรุงเทพมหานคร) ได้ค้นพบว่า ปัจจุบันเด็กปฐมวัยมีปัญหาการเรียนภาษา มีทัศนคติที่ไม่ดี เชื่อว่า เรียนภาษายาก เพราะการสอนของเด็กด้วยระบบเก่า เน้นทักษะและเน้นไวยากรณ์โดยการแจกลูกผสมคำ แต่เด็กอ่านหนังสือไม่ออกในระดับประถมศึกษา ถึงแม้จะฝึกหนักมากก็ตาม การแก้ปัญหาดังกล่าวคือ การเลือกใช้วิธีการสอนที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย เพราะการพัฒนาการทางสมองมีการทำงานแบบองค์รวม ดังนั้น มนุษย์เรียนรู้ภาษาจากการเน้นความหมาย การสื่อสาร และการนำไปใช้ในชีวิตจริง จึงพิจารณาเลือกการสอนภาษาแบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นความเชื่อและปรัชญา ไม่ใช่วิธีการสอนล้วน การสอนภาษาแบบธรรมชาติที่โรงเรียนเกษมพิทยาดำเนินตามหลักการดังนี้

  • ครูต้องเข้าใจคิด แสดงออกและสอนเด็กแบบธรรมชาติ ต้องตระหนักว่า ครูเป็นต้นแบบ เช่น การพูดถูกต้อง การสื่อสารถูกต้อง
  • จัดสิ่งแวดล้อมสนับสนุนการใช้ภาษาและหนังสือ เช่น การจัดป้ายประกาศข่าว การสำรวจอากาศ ฯลฯ
  • ให้เด็กเรียนรู้ภาษาอย่างมีความหมาย เช่น เริ่มจากการรู้จักอ่าน เขียนชื่อของเขาเอง หรือการสนทนาพูดคุยเรื่องที่เขาพบเห็น เป็นต้น
  • ส่งเสริมการอ่านจากการฟังจากนิทานที่ครูอ่านให้ฟัง ขั้นตอนการสอนอ่านดังนี้คือ ครูอ่านครั้งแรกให้เด็กฟังพร้อมกันทั้งชั้น โดยมีจุดมุ่งหมายให้เข้าใจเรื่องราวก่อน ครูไม่ตั้งคำถามระหว่างอ่านหรืออ่านจบเรื่องแล้ว ในรอบที่สองถ้ามีหนังสือเล่มเล็ก เด็กจะอ่านและชวนเด็กอ่านภาพและคำ จากนั้นจะมีกิจกรรมจากการอ่านต่อยอดจากนิทานที่อ่านแล้ว สนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมอ่าน เขียน เกี่ยวกับนิทาน เรื่องที่อ่าน เช่น เขียนจดหมายถึงตัวละคร ครูจะชวนสนทนา ถึงคำที่ใช้ขึ้นต้นจดหมายว่าใช้คำอะไร แล้วครูเขียนให้เด็กเห็นและอ่าน ส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมกับครูในการเขียนหรือเขียนเองตามแบบครู เป็นต้น การสอนเช่นนี้ครูต้องเข้าใจว่าการอ่านคือ การถอดรหัส
  • การยอมรับในตัวบุคคลว่า คนทุกคนมีความแตกต่างกัน

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะนำการสอนภาษาแบบธรรมชาติมาประยุกต์ใช้กับลูกได้อย่างไร?

  • เตรียมความพร้อมทางภาษาให้แก่ลูกผ่านการเล่น ทั้งให้ลูกเล่นตามลำพังและเล่นกับลูก เพื่อให้ลูกได้เตรียมอวัยวะที่จำเป็นในการใช้ภาษา เช่น เล่นเป่ายาง จะทำให้ริมฝีปากของลูกทำงานได้แข็งแรงซึ่งส่งผลดีกับการออกเสียง เล่นนอนกลิ้งตัว เล่นคลาน เล่นปาเป้าทำให้หัว ไหล่และแขนแข็งแรง การเขียนหนังสือจะง่ายขึ้น สิ่งสำคัญคือ การที่เด็กได้สัมผัสสิ่งต่างๆในการเล่น จะทำให้เส้นใยสมองเพิ่มมากขึ้น
  • จัดสิ่งแวดล้อมของบ้านให้มีการใช้ภาษาและหนังสือ เช่น จัดมุมหนังสือหรือชั้นวางหนังสือ มีหนังสือสำหรับเด็ก สร้างบรรยากาศให้ลูกอยากอ่าน คือสงบ มีหมอน มีเสื่อ มีเครื่องเขียน เป็นต้น

  • พ่อแม่มีกิจกรรมการใช้ภาษาให้ลูกเห็นความสำคัญของตัวหนังสือ เช่น อ่านหนังสือแล้วสนทนาถึงเรื่องที่อ่าน (นำมาใช้) อ่านราคาสินค้าที่ซื้อจากใบบันทึกที่ร้านค้าถอดมาจากเครื่อง คำนวณเงินกับราคาที่ป้ายสินค้า ให้โอกาสลูกช่วยอ่านเอกสารง่ายๆ ที่ติดต่อมา เช่น บัตรเชิญพ่อแม่ไปงานเลี้ยงแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ชวนลูกอ่านและสนทนาว่าไปงานใคร ไปทำไม ไปเมื่อ ไหร่ ไปที่ไหน หรือชวนลูกร่วมกิจกรรมทำอาหารอย่างครบวงจรนับตั้งแต่คิดรายการอาหาร ไปจ่ายอาหารสด นำมาปรุง เพราะการทำอาหารเด็กจะมีโอกาสไปซื้ออาหาร ไปอ่านราคาสินค้า ได้รู้จำนวนสินค้าผ่านการชั่งตวง นับจำนวน เชื่อมโยงกับราคาหรือค่าของเงิน การนำมาปรุง ได้รู้ปริมาณของอาหาร การทำอาหารเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้คิดและสามารถประยุกต์เมนูตามความคิดของตนได้ เด็กจะเกิดประสบการณ์จากการทำอาหารกิจกรรม เช่น ชิมหรือรับประทานอาหาร เขาอาจจะมีคำว่า อร่อยมาก เค็มไป รสแซบจัง หอมฉุน เหม็นไหม้ ซึ่งเป็นการใช้ภาษาทั้งสิ้น
  • ทำกิจกรรมเกี่ยวกับภาษาร่วมกัน ทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน เช่น ร้องเพลงคาราโอเกะ เล่นดนตรี วาดภาพ เขียนบันทึกประจำวัน จดรายการท่องเที่ยวที่ครอบครัวจะไปพักผ่อน บันทึกรายรับ รายจ่าย ไปร้านหนังสือ เลือกซื้อหนังสือที่สนใจ ผลิตหนังสือเองร่วมกับลูก เป็นต้น
  • ให้ความสำคัญกับการบริหารกายเพื่อพัฒนาสมอง (Brain Gym) ด้วยการชวนเล่น เช่น ท่าที่ 1 แยกขา ยกเข่าขวาเอามือซ้ายไขว้ไปแตะ ยกเข่าซ้าย เอามือขวาไขว้ไปแตะ ท่าที่ 2 ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า ก้มหน้าเอามือซ้ายขวาไขว้กันแตะเท้า คือ มือซ้ายแตะเท้าขวา มือขวาแตะเท้าซ้าย แล้วยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ แล้ว ก้มหน้าเอามือซ้ายขวาไขว้กันแตะเท้า คือ มือซ้ายแตะเท้าขวา มือขวาแตะเท้าซ้าย แล้วยกมือทั้งสองขึ้น เหนือศีรษะ อีก 2-3 ครั้ง จากนั้นสลับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าบ้าง แล้วก้มหน้าไขว้มือแตะเท้าเหมือนเดิม เป็นต้น
  • เล่านิทานให้ลูกฟังโดยไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ประกอบ เพื่อช่วยให้เด็กมีสมาธิและ มีจินตนาการ
  • อ่านหนังสือทุกวันจากหนังสือหลายหลายรูปแบบ เช่น หนังสือพิมพ์ หนังสือนิทาน หนังสือนิตยสารของเด็ก หนังสือการ์ตูน เป็นต้น
  • ชี้ชวนให้ลูกสนใจตัวหนังสือที่สื่อสารอยู่รอบตัว รวมทั้งสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น ชื่อร้านค้า สัญลักษณ์จราจร ป้ายโฆษณา รถ ชื่อสินค้า ชื่อโรงเรียน อาหาร ยา เลขที่บ้าน เอกสารสำคัญส่วนตัวของลูก เป็นต้น
  • เตรียมอุปกรณ์การเขียนให้ลูก เพื่อให้เขาถ่ายทอดความคิดของเขาผ่านการวาดภาพ การเขียนตัวหนังสือที่ได้เห็นจากการอ่าน การฟัง
  • มีปฏิสัมพันธ์กับลูก ให้กำลังลังใจและช่วยเหลือลูก

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจัดการเรียนการสอนภาษาแบบธรรมชาติไม่เป็นเรื่องยุ่งยากหากครูเปิดใจยอมรับว่า การเรียนรู้ภาษาเกิดจากคนเราต้องการความเข้าใจ และต้องการรู้เรื่อง ต้องมีการกระทำซ้ำๆ เพื่อความชำนาญและทดสอบว่าสิ่งที่กระทำไป (การใช้ภาษา) ได้ตอบสนองความต้องการจริงหรือไม่ และช่วยทำให้เขาอยู่ในสังคมได้ การเปิดโอกาสและการสร้างโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์โดยอัตโนมัติกับภาษา ได้สัมผัส ได้เคลื่อนไหว และได้มีปฏิสัมพันธ์ ช่วยเหลือกัน จะช่วยให้การเรียนรู้ภาษาประสบความสำเร็จ ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กเห็นประโยชน์ของภาษาในความมุ่งหมายต่างๆ กัน การเรียนรู้ของเด็กดำเนินไปตามจุดมุ่งหมายได้โดยมีครูเป็นต้นแบบการใช้ภาษาที่ดีและเป็นผู้ประเมินพัฒนาการทางภาษาร่วมกับเพื่อนนักเรียนและผู้ปกครอง เป็นการประเมินจากสิ่งที่เด็กรู้โดยไม่แยกทักษะย่อยของภาษา

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ (2545). รูปแบบการเรียนการสอนปฐมวัยศึกษา. กรุงเทพมหานคร: บริษัทเอดิสัน เพรสโปรดักส์ จำกัด.
  2. บุบผา เรืองรอง (2550). ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย . นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.
  3. วรนาท รักสกุลไทย (2554). นวัตกรรมการสอนภาษาแบบธรรมชาติ. กรุงเทพมหานคร: Thai Teacher TV . (2554 ) . นวัตกรรมการสอนภาษาแบบธรรมชาติ . กรุงเทพมหานคร: โรงเรียนเกษมพิทยา.
  4. อารี สัณหฉวี (2535). นวัตกรรมปฐมวัยศึกษา. กรุงเทพหมานคร: สมาคมเพื่อการศึกษาเด็ก.
  5. Cutting, B. (1989). Getting started in whole language: Shared reading experience. Auckland: Apple press.
  6. Morrison, G.S.(1998). Early Childhood Education Today .7th ed. USA : Prentice –Hall Inc.
  7. Goodman, Ken.(1986). What’s Whole in Whole Language. New Hampshire: Heinemann.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 3 คน
kul.kuljang praew bonus