หน้าหลัก » บทความ » ภาษาแรกเริ่ม (Emergent Literacy)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ภาษาแรกเริ่ม

ภาษาแรกเริ่ม (Emergent Literacy) หมายถึง พฤติกรรมการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยหรือการรู้หนังสือของเด็กก่อนที่จะเด็กจะเรียนรู้ภาษาอย่างเป็นทางการ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าเด็กมีพัฒนาการทางด้านการพูด การอ่าน การเขียนเป็นไปตามขั้นตอนอย่างไร เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กปฐมวัยสามารถปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมเกี่ยวกับการส่งเสริมภาษาแรกเริ่มให้กับเด็กได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ การเรียนรู้ภาษาแรกเริ่ม (Emergent Literacy) หรือการเรียนรู้หนังสือขั้นต้นของเด็กปฐมวัยจะอาศัยความรู้และประสบการณ์ของตนเองที่ติดตัวมาตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียนการรับรู้และการตระหนักถึงความมุ่งหมายในการใช้ภาษาเพื่อถ่ายทอดความหมายเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ โดยการที่เด็กจะแสดงพฤติกรรมทางการอ่านขั้นต้นและการเขียนขั้นต้นทีละเล็กทีละน้อยก่อนการอ่านการเขียนอย่างเป็นทางการ

ในปัจจุบันนักการศึกษาปฐมวัยต่างให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ภาษาระยะแรกเริ่มของเด็กปฐมวัยกันมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับช่วงอายุที่มีความเหมาะสมในการเรียนรู้ภาษาแรกเริ่ม (Emergent Literacy) ก่อนเรียนรู้อย่างเป็นทางการ และการปฏิบัติที่เหมาะสมเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาในแต่ละช่วงพัฒนาการทางภาษาแรกเริ่ม ซึ่งเป็นพฤติกรรมการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยที่แสดงออกก่อนที่เด็กจะเรียนรู้ภาษาอย่างเป็นทางการ เปียเจต์และกูดแมน (Piaget & Goodman) ได้ให้ความหมายของคำว่า ภาษาแรกเริ่มว่า หมายถึง ภาษาที่เด็กรับรู้ เข้าใจ และถ่ายทอดความคิดด้วยสัญลักษณ์หลายแบบผสมผสานกันอย่างมีจุดมุ่งหมายผ่านการฟัง พูด อ่าน เขียนและคิดจากประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน โดยการเชื่อมโยงความรู้ใหม่ให้เข้ากับความรู้และประสบการณ์เดิมที่ติดตัวมาก่อนของผู้เรียน จนสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ภายในตนเองและสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจได้ การเรียนรู้ภาษาและการใช้ภาษาสื่อสารของเด็กจะแตกต่างจากการเรียนรู้และการใช้ภาษาของผู้ใหญ่ เด็กเรียนรู้ที่จะอ่านเขียนจากประสบการณ์และภาษาที่แวดล้อมตัวเด็ก การเรียนรู้ภาษาในระยะแรกเริ่มหรือการรู้หนังสือขั้นต้นของเด็กเป็นปรากฏการณ์ที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรม ชลอสเซอร์และฟิลลิปส์ (Schlosser & Phillips)ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาษาแรกเริ่มหรือการรู้หนังสือขั้นต้นเป็นทักษะที่ได้รับมาโดยการมีปฏิสัมพันธ์อย่างมีความหมายกับภาษาและตัวหนังสือ นอกจากนี้องค์ประกอบของการอ่านขั้นต้นของเด็กประกอบด้วย 4 ด้าน คือ

  • ความรู้เกี่ยวกับการใช้หนังสือ ได้แก่ การอ่านจากซ้ายไปขวา การหาหน้าแรกและหน้าสุดท้ายของหนังสือ
  • ความรู้เกี่ยวกับตัวอักษร ได้แก่ การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับภาพเสียงกับตัวอักษร
  • เครื่องหมายวรรคตอน
  • ความรู้เกี่ยวกับสิ่งชี้แนะ การคาดคะเน และการตรวจสอบความถูกต้องของสิ่งที่อ่านด้วยตัวเอง

ส่วนองค์ประกอบของการเขียนนั้นมี 4 ประการด้วยกันคือ

  • การสร้างสัญลักษณ์ภาษาเขียน ได้แก่ การใช้ตัวอักษร และ/หรือภาพในการสื่อความหมาย
  • ทิศทางในการเขียน ได้แก่ การเขียนจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง
  • วิธีถ่ายทอดความหมายของสัญลักษณ์ภาษาเขียน ได้แก่ การใช้คำพูด ท่าทางหรือข้อความในการสื่อความหมาย
  • ความซับซ้อนของความหมาย ได้แก่ การใช้คำหรือประโยค ในการสื่อความหมาย

นอกจากนี้มอร์โรว์ (Morrow) ยังได้กล่าวถึงพัฒนาการการรู้หนังสือของเด็กในวัยอนุบาลไว้ดังนี้ คือ

  • พัฒนาการการรู้หนังสือเกิดขึ้นมานานก่อนก่อนที่เด็กจะเริ่มเรียนอย่างเป็นทางการ
  • การรู้หนังสือเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กันและมีความสัมพันธ์ระหว่างพัฒนาการการพูด การอ่าน และการเขียน
  • การเรียนรู้จะได้รับการส่งเสริมเมื่อการรู้หนังสือเป็นประสบการณ์พื้นฐาน ซึ่งมีความจำเป็นในการอ่านและเขียน
  • การเรียนรู้หนังสือจะได้รับการส่งเสริมในสถานการณ์ทางสังคมขณะที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่และเพื่อนในขณะทำกิจกรรมการรู้หนังสือ
  • ถึงแม้ว่าการเรียนรู้เกี่ยวกับการรู้หนังสือของเด็กจะอธิบายไว้อย่างมีขั้นตอน เด็กสามารถผ่านขั้นตอนเหล่านี้ได้หลายวิธีในช่วงอายุที่ต่างกัน
  • ผู้ใหญ่สามารถแสดงพฤติกรรมการเป็นแบบอย่างเกี่ยวกับการรู้หนังสือโดยให้เด็กเห็นประโยชน์ของหนังสือและตัวหนังสือด้วยตนเอง จากทฤษฎี แนวคิดและหลักการเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาแรกเริ่ม

สรุปว่า การเรียนรู้ภาษาแรกเริ่ม หรือการเรียนรู้หนังสือขั้นต้นของเด็กปฐมวัยจะอาศัยความรู้และประสบการณ์ของตนเองที่ติดตัวมาตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียนการรับรู้และการตระหนักถึงความมุ่งหมายในการใช้ภาษาเพื่อถ่ายทอดความหมายเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ โดยการที่เด็กจะแสดงพฤติกรรมทางการอ่านขั้นต้นและการเขียนขั้นต้นทีละเล็กทีละน้อยก่อนการอ่านการเขียนอย่างเป็นทางการ

พัฒนาการทางภาษาสำคัญอย่างไร?

ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารหรือสื่อความหมายให้เข้าใจซึ่งกันและกัน โดยอาศัยกระบวนการพัฒนาทางภาษา ซึ่งประกอบด้วยการรับข้อมูล และการส่งข้อมูลผ่านการคิดและสัญลักษณ์ ภาษามีความสำคัญต่อการศึกษาในทุกระดับโดยเฉพาะในระดับปฐมวัย พัฒนาการทางภาษาของเด็กอายุ 0 –6 ปี เป็นรากฐานสำคัญและมีความจำเป็นที่สุดต่อการพัฒนาทางด้านสติปัญญาและศักยภาพของมนุษย์ เนื่องจากภาษาเป็นระบบที่มีความซับซ้อน เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทางด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย เด็กจะใช้ภาษาในการสื่อสารความคิด ความต้องการของตนเองกับผู้อื่น นอกจากนี้เด็กยังใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทักษะทางสติปัญญาและพัฒนาทักษะในด้านอื่นๆ จากการศึกษาความสำคัญของภาษาที่มีต่อเด็กปฐมวัย สามารถสรุปได้ว่าภาษามีความสำคัญดังนี้

  • ภาษาก่อให้เกิดกระบวนการทางสังคมประกิต (Socialization) หมายถึงเด็กจะใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารถ่ายทอดความรู้ ความคิด ทักษะและเจตคติจากเด็กรุ่นหนึ่งไปยังเด็กอีกรุ่นหนึ่งเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดแนวทางการปฏิบัติให้มีทิศทางเดียวกัน เช่น เด็กในชั้นเรียนที่โตกว่าจะถ่ายทอดแนวทางการปฏิบัติตนต่อครูประจำชั้นให้กับนักเรียนรุ่นน้องได้ปฏิบัติตาม ซึ่งลักษณะการปฏิบัตินั้นๆ เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับและอยู่ในศีลธรรมอันดีเป็นที่ยอมรับของสังคม เป็นต้น
  • ภาษาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์ได้แลกเปลี่ยนความคิดที่เป็นนามธรรมต่อกัน เช่น การบรรยายของอาจารย์เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา เนื่องจากนักศึกษาในระดับนี้จะมีความเข้าใจเกี่ยวกับนามธรรมได้อย่างลึกซึ้งมากกว่าเด็กในวัยต้น
  • ภาษาช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านสังคม เช่น การที่เด็กทำงานกลุ่มจะต้องใช้ภาษาที่แสดงถึงการวางแผน การบอกสิ่งที่ตนต้องการให้สมาชิกในกลุ่มรับรู้ เข้าใจ และทำให้งานกลุ่มประสบความสำเร็จ เป็นต้น
  • ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการการทางสติปัญญา จากการศึกษาผลการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพัฒนาการทางภาษากับระดับสติปัญญาพบว่า เด็กที่มีความสามารถทางภาษามีแนวโน้มที่จะมีระดับสติปัญญาหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงด้วย ซึ่งไวก็อตสกี้ (Vygotsky) กล่าวว่า ภาษามีความสัมพันธ์กับการคิด ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญของการคิด ในช่วงต้นของชีวิตเด็กจะใช้ภาษาในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นซึ่งเรียกว่าเป็นภาษาสังคม (Social Speech) ต่อมาเด็กจะใช้ภาษาที่พูดกับตัวเอง (Private Speech) เพื่อแนะนำการปฏิบัติของตัวเด็กเองในการแก้ไขปัญหาที่เด็กต้องเผชิญ
  • เด็กใช้ภาษาเป็นเครื่องมือแสดงความต้องการ เมื่อเด็กใช้ภาษาจะทำให้เด็กได้รับสิ่งของ การช่วยเหลือ หรือสิ่งอื่นๆตามที่เด็กต้องการ เช่น เด็กทารกจะร้องไห้เพื่อแสดงความต้องการดื่มนม เด็กจะไขว่คว้าเพื่อต้องการให้แม่อุ้ม เป็นต้น
  • เด็กใช้ภาษาเพื่อควบคุมพฤติกรรมของผู้อื่น โดยเริ่มต้นจากการที่เด็กถูกควบคุมโดยภาษาของผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่อาจบอกให้ลูกนอน ดื่มนม กินข้าว เป็นต้น เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กจะเรียนรู้และเปลี่ยนจากการถูกควบคุมมาเป็นการใช้ภาษาเพื่อควบคุมผู้อื่นแทน เด็กอาจใช้ภาษาพูดเพื่อให้ผู้อื่นทำตามในสิ่งที่ตนเองต้องการ เช่น หยิบตุ๊กตาให้หน่อย เอาบล็อกมานี่ เป็นต้น
  • เด็กใช้ภาษาเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยเฉพาะกับแม่หรือบุคคลที่เด็กใกล้ชิด เป็นการใช้ภาษาเพื่อการทักทาย หรือสื่อให้ผู้อื่นหันมาสนใจ ในช่วงแรกของชีวิตเด็กจะใช้ภาษาท่าทางในการสื่อสารกับคนอื่น เช่น การยิ้ม การแกว่งตัว ไขว่คว้า การโบกมือ เป็นต้น
  • เด็กใช้ภาษาในการแสดงความเป็นตัวตนของเด็ก เป็นการใช้ภาษาในการพัฒนาบุคลิกภาพ ในการแสดงความรู้สึกส่วนตัว การมีส่วนร่วมหรือการถอนตัว ความสนใจ ความพึงพอใจ เช่น การพูดเพื่อขอเล่นกับเพื่อน การปฏิเสธการร่วมเล่น การแสดงท่าทีที่บ่งบอกถึงความสนใจในกิจกรรมกับกลุ่ม เป็นต้น
  • การใช้ภาษาเพื่อค้นหาข้อมูล เด็กมีความต้องการที่จะสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว จึงใช้ภาษาในรูปแบบของการถามคำถาม
  • เด็กใช้ภาษาในการคิดจินตนาการ เป็นการใช้ภาษาในลักษณะของการเล่นสมมติ หรือเล่นจินตนาการ เช่น การเล่นบทบาทเป็นตำรวจ หมอ ชาวนา และใช้ภาษาเพื่อแสดงบทบาทของอาชีพนั้นๆ เป็นต้น
  • เด็กใช้ภาษาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เป็นการใช้ภาษาเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แตกต่างกันที่ประสบการณ์จะเป็นไปตามประสบการณ์ที่เด็กคิดและรับรู้

ภาษาจึงเป็นเครื่องสำคัญที่ใช้ในการเรียนรู้ในสาขาวิชาต่างๆ ภาษาช่วยให้เด็กรับรู้ข้อมูลต่างๆ เมื่อเด็กรับรู้ผ่านทางภาษาเด็กจะทำความเข้าใจและพยายามตอบสนองอย่างเหมาะสม เด็กเรียนรู้ภาษาไทยไปพร้อมกับการเรียนรู้คำศัพท์และความคิดรวบยอด เมื่อรู้คำศัพท์เพิ่มมากขึ้น จะทำให้เด็กสามารถขยายการเรียนรู้คำศัพท์ที่มีความยากและวับซ้อนมากขึ้น ทั้งในการเรียนรู้ความหมายของคำศัพท์นั้น และเด็กจะเรียนรู้ความคิดรวบยอดทางภาษาอย่างง่าย นำไปสู่ความคิดรวบยอดที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้เด็กเข้าใจและเรียนรู้สิ่งแวดล้อมต่างๆได้ดีขึ้น ดังนั้นความสามารถในการใช้ภาษาจึงเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดทางไปสู่ความรอบรู้ทางด้านต่างๆ ทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านสติปัญญาและพัฒนาชีวิตไปพร้อมๆ กัน

เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการทางภาษาอย่างไร?

การเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรับรู้และการเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัย มีความสำคัญต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากการที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัยจะช่วยให้มีความสามารถในการช่วยจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถทางภาษาให้กับเด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับช่วงอายุ ความสนใจและความแตกต่างของเด็กแต่ละคนได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ส่งเสริมทักษะทางภาษาทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนให้กับเด็กปฐมวัยในระยะแรกของเด็กได้เหมาะสมกับการรับรู้ภาษาระยะแรกเริ่มของเด็กปฐมวัย เช่น การใช้ภาษาของเด็กในช่วงการเริ่มหัดพูด เด็กจะเรียนรู้กฎเกณฑ์ภาษาแบบอัตโนมัติ ได้แก่ การหัดพูดจากพยางค์หรือคำโดด ก่อนแล้วจึงหัดสร้างประโยคบอกเล่า ประโยคคำถาม หรือประโยคปฏิเสธ ลักษณะการสร้างประโยคของเด็กในขั้นแรกเด็กจะเอาคำมาเรียงต่อกัน เด็กจะเริ่มพูดชัดเจนถูกตามหลักไวยากรณ์เมื่ออายุประมาณ 3 ขวบ และพัฒนาทักษะการเปล่งเสียง พยัญชนะเดี่ยว ควบกล้ำ สระเดี่ยว สระประสม ในช่วงอายุ 4 ขวบ สิ่งสำคัญในการสร้างลีลาและจังหวะการพูด คือ แบบอย่างที่เด็กจะทำตาม การที่เด็กจะสามารถพัฒนาภาษาพูดได้เร็วเพียงใดขึ้นอยู่กับโอกาสที่เด็กจะได้เรียนรู้ ความสามารถของเด็ก และการได้เห็นแบบอย่างการใช้ภาษาในการสื่อความหมายจากผู้ใหญ่เป็นสำคัญ จะทำให้เด็กค้นพบคำศัพท์ใหม่จากบุคคลรอบข้าง ยิ่งเด็กได้เรียนรู้คำศัพท์มากเท่าใดเด็กจะสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้เร็วขึ้นเท่านั้น ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็กจึงมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ภาษาของเด็ก เด็กจะเรียนรู้การใช้ภาษาในการสื่อความหมายให้ผู้อื่นรับรู้ ขณะเดียวกันเด็กจะพยายามค้นหาความหมายตามความเข้าใจของตนว่าตรงกับความหมายที่ผู้อื่นยอมรับหรือไม่ นอกจากนี้ การใช้ภาษาพูดสื่อความหมายของเด็กยังสะท้อนให้เห็นว่า ภาษาที่เด็กใช้เป็นเครื่องมือที่สะท้อนความคิด ความเข้าใจและความรู้สึกของเด็กด้วย การเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัยจะมีลักษณะเป็นไปตามธรรมชาติ ก่อนที่เด็กจะพูดได้เด็กจะสะสมประสบการณ์ทางภาษาไว้เป็นข้อมูล โดยการฟังและสังเกตสัญลักษณ์ทางภาษาและใช้สัญลักษณ์ตามความมุ่งหมาย จะเห็นได้ว่าการฟังและการพูดมีความสัมพันธ์กัน

พัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัยจะมีลักษณะดังนี้

  • ขั้นที่ 1 ขั้นปฏิกิริยาสะท้อน (Reflexive Vocalization) จะเกิดขึ้นกับเด็กในช่วงทารกแรกเกิดจนถึงอายุ ประมาณ 1 เดือนครึ่ง การเปล่งเสียงออกมาของเด็กในระยะนี้ไม่มีความหมายแน่นอน แต่เสียงร้องประกอบกับท่าทางการเคลื่อนไหวบ่งบอกถึงสภาวะร่างกายที่เด็กเผชิญอยู่ เด็กเริ่มหันไปทางเสียงพูดที่เด็กได้ยิน
  • ขั้นที่ 2 ขั้นออกเสียงอ้อแอ้ (Babbling Stage) จะเกิดขึ้นกับเด็กในช่วง 3 –4 เดือน โดยอวัยวะการฟังเสียงและการเปล่งเสียง ได้แก่ หู ปาก ลิ้น เริ่มพัฒนามากขึ้น เด็กจะได้ยินทั้งเสียงของผู้อื่นและเสียงของตนเอง เด็กจะลองทำเสียงต่างๆ ที่ได้ยิน
  • ขั้นที่ 3 ขั้นเลียนเสียง (Lalling Stage) เริ่มเมื่อเด็กอายุได้ 6 เดือน เป็นขั้นที่ประสาทรับฟังเสียงและประสาทตาพัฒนาขึ้นจนสามารถจับเสียงที่ผู้อื่นพูดได้ พร้อมกันนี้ประสาทตาจะสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของริมฝีปากของผู้พูดด้วย เด็กสามารถเลียนเสียงของผู้อื่นและเลียนเสียงของตัวเองได้
  • ขั้นที่ 4 ขั้นเลียนเสียงผู้อื่น (Echolalia) เริ่มเมื่อเด็กอายุประมาณ 9 เดือน เด็กจะลดการเลียนเสียงตัวเอง แต่จะเลียนเสียงผู้อื่นมากขึ้น เพราะระยะนี้เด็กจะให้ความสนใจต่อคำที่เด็กคุ้นเคยบางคำ และเริ่มสนใจต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวภายในบ้านมากขึ้น จึงเห็นได้ว่าพัฒนาการด้านการพูดของเด็กจะพัฒนาจากการพูดอ้อแอ้เป็นการพูดโดยเลียนเสียงตนเองและผู้อื่นจาก 2 –3 คำต่อมาเด็กจะสามารถพูดเป็นประโยคยาวๆ ที่มีคำศัพท์และมีโครงสร้างไวยากรณ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น สำหรับพัฒนาการทางภาษาแรกเริ่มและการสื่อสารของเด็กวัย 3 –5 ปีมีลักษณะ ดังนี้
  • เด็กอายุ 3 –4 ปี สามารถใช้คำศัพท์ได้ประมาณ 2000 –4000 คำ ใช้ประโยคง่ายๆได้โดยใช้คำประมาณ 3 –4 คำ ชอบเล่นนิ้วมือเล่นจังหวะ เรียนรู้คำศัพท์ในเพลงหรือบทกลอนที่มีคำซ้ำๆ ชอบถามด้วยคำว่า ใคร อะไร ที่ไหน ทำไม
  • เด็กอายุ 4 –5 ปี สามารถใช้คำศัพท์ได้ประมาณ 4000 –6000 คำ สามารถใช้คำที่เป็นนามธรรมมากขึ้น สามารถพูด 5 –6 คำ ต่อ 1 ประโยค สามารถร้องเพลงง่ายๆ ได้ และเล่นกับนิ้วมือมากขึ้น เล่าเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวและประสบการณ์ของตนเองได้ สามารถเลียนแบบท่าทางหรือพฤติกรรมของผู้ใหญ่ และสามารถควบคุมระดับเสียงในบางเวลา สามารถใช้โครงสร้างประโยคที่ก้าวหน้ามากขึ้น เช่น ประโยคที่แสดงความสัมพันธ์ ประโยคที่มีคำถามต่อท้าย เช่น เธอน่ารัก ใช่หรือไม่ สามารถเล่าเรื่องซ้ำ 4 –5 ลำดับขั้นหรือ 4 –5 ประโยคในหนึ่งเรื่อง
  • เด็กอายุ 5 –6 ปี สามารถใช้คำศัพท์ได้ประมาณ 5000 –8000 คำ สามารถใช้ประโยคที่ซับซ้อนและสมบูรณ์มากขึ้น จำประโยคต่างๆ จากกลอนง่ายๆ กล่าวซ้ำได้อย่างสมบูรณ์ทั้งประโยค แสดงทักษะการสื่อสารตามรูปแบบอย่างสมบูรณ์ ใช้ภาษาท่าทางได้ สามารถเล่าเรื่องและเล่าเรื่องซ้ำด้วยการปฏิบัติ สนุกสนาน ในการทบทวนเรื่อง กลอนและเพลง สนุกสนานในการแสดงละครและเรื่องต่างๆ สามารถใช้คำพูดในการเสนอความคิดเห็น

พัฒนาการทางการอ่านของเด็กปฐมวัยมีดังนี้

  • ขั้นที่ 1 Emergent Reading ดูหนังสือเรื่องที่ชอบ พูดข้อความในหนังสือด้วยภาษาของตน ทำท่าเหมือนอ่านหนังสือ จับใจความและตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อเรื่องโดยใช้ประสบการณ์เดิมของตนเอง ไม่สนใจข้อความตามลำดับของเรื่อง อ่านเรื่องสั้นๆที่บอกให้ครูบันทึกให้ อ่านและเขียนตัวขีดเขี่ย (Scribbles) อ่านตัวอักษรพยายามลอกหรือเขียนทับ
  • ขั้นที่ 2 Advanced Emergent Reading กวาดตามองข้อความตามบรรทัด ดูข้อความที่มีหนังสือตัวใหญ่และเขียนเว้นคำ ตรวจสอบความถูกต้องโดยการเดา จากประสบการณ์เดิมและจากสิ่งชี้แนะ อ่านข้อความที่มีตัวอักษรและคำที่เห็นอยู่เป็นประจำ หาคำที่มีตัวอักษรคล้ายคลึงกัน โดยตรวจสอบจากจุดที่เริ่มต้นของประโยค
  • ขั้นที่ 3 Emergent to Early Reading รู้จักคำที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันเมื่อเห็นคำนั้นในบริบทหรือสิ่งแวดล้อมคาดเดาคำใหม่โดยดูรูปประโยค และความหมาย กวาดสายตาถูกทิศทางเมื่อมองข้อความที่คุ้นเคย ชี้และบอกชื่อของตัวอักษรส่วนใหญ่ได้ พิจารณาตัวอักษรบางตัวเพื่อจะบอกว่าคือตัวอะไร จำคำบางคำที่มีตัวพยัญชนะต้นเหมือนกันได้
  • ขั้นที่ 4 Early Reading ชี้หรือกวาดตามองจุดเริ่มต้นและจุดจบของคำบางคำ ใช้เสียงพยัญชนะต้นที่รู้จักในการดาดเดา และตรวจสอบคำที่อ่าน บอกข้อสังเกตที่แสดงว่ารู้ว่าคำๆเดียวกันสามารถประสมกับคำอื่นกลายเป็นคำใหม่ได้ ลอกหรือเขียนสื่อความหมายโดยใช้ภาษาง่ายๆของตนเอง ใช้รูปประโยคที่ถูกต้องและกลับมาอ่านได้ เล่นเกมโดยใช้บัตรคำที่คุ้นเคยหรือเรียงบัตรคำให้เป็นประโยคได้ถูกต้อง ชี้หรือกวาดตามองจุดเริ่มต้นและจุดลงท้ายของประโยค
  • ขั้นที่ 5 Advanced Early Reading คาดเดาข้อความจากสิ่งชี้แนะโดยดูพยัญชนะตัวแรกของคำประกอบกับความรู้เดิมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของรูปตัวอักษรกับเสียงตัวอักษร จำและตรวจสอบตัวอักษรที่สัมพันธ์กับเสียงของคำ ตรวจสอบคำที่อ่านด้วยการชี้ตัวอักษรในคำพร้อมๆ กับออกเสียงไปด้วย ใช้รูปและเสียงตัวอักษรเป็นหลักสะกดคำใหม่ที่ไม่รู้จักหรือคำที่ไม่แน่ใจ จึงเห็นได้ว่าการอ่านของเด็กปฐมวัยมีการพัฒนาเป็นลำดับขั้นตอนจากขั้นง่ายไปสู่ขั้นยาก ซึ่งพัฒนาการในแต่ละขั้นต้องอาศัยการเรียนรู้ความสัมพันธ์ของตัวอักษรกับความหมายของคำ ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อ่านเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เด็กมีอยู่และความสนใจในการอ่าน รวมถึงประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากกิจกรรมการอ่านในชีวิตประจำวันและจากสภาพแวดล้อมที่เด็กอาศัยอยู่

พัฒนาการทางการเขียนของเด็กปฐมวัยในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันดังเห็นได้จากแนวคิดของโลเวนเฟลด์และบริเทน (Lowenfeld & Brittain) ได้แบ่งพัฒนาการการเขียนของเด็กปฐมวัยออกเป็น 2 ช่วงอายุ คือ ช่วงแรกอายุ 2 –4 ปี จะมีพัฒนาการการเขียนโดยหยิบจับ ขีดเขียน อย่างสะเปะสะปะ เพราะยังไม่สามารถบังคับมือได้ จนกระทั่งมือประสานสัมพันธ์กันดีและสามารถควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมือกับตาได้ เด็กจะเริ่มเขียนลากเส้นที่สะเปะสะปะไปสู่เส้นโค้ง มีการวาดเส้นทั้งในแนวดิ่งและแนวนอน และลากเป็นวงกลม และช่วงที่ 2 อายุระหว่าง 4 –7 ปี จะมีพัฒนาการในการเขียนโดยการเขียนเริ่มมีความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นการเริ่มต้นสื่อสารด้วยภาพเด็กเริ่มสร้างแบบในการวาดของตน แบบแผนหรือสัญลักษณ์แรกที่เด็กใช้ทำขึ้นได้แก่ รูปคน เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด

พัฒนาการทางการเขียนของเด็กปฐมวัยมีดังนี้

  • ขั้นที่ 1 ขั้นขีดเขี่ย
  • ขั้นที่ 2 ขั้นเขียนเส้นตรงวาดซ้ำๆ
  • ขั้นที่ 3 ขั้นเขียนรูปแบบคล้ายตัวอักษร
  • ขั้นที่ 4 ขั้นเขียนตัวอักษรและพยัญชนะต้นเริ่มมีความสัมพันธ์กับคำที่เขียน
  • ขั้นที่ 5 ขั้นการเขียนสะกดคำตามกฎเกณฑ์ของตนเอง
  • ขั้นที่ 6 ขั้นการเขียนสะกดคำถูกต้องตามหลักภาษา

จึงอาจสรุปได้ว่าพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัยทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องการที่เด็กจะมีพัฒนาการทางภาษาในแต่ละด้านให้สูงขึ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุของเด็กที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับประสบการณ์และสภาพแวดล้อมทางภาษาที่อยู่รอบตัวเด็ก ความสามารถในการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนจะพัฒนาไปพร้อมๆ กันและสัมพันธ์กันมากกว่าการเป็นไปตามลำดับขั้นตอน การศึกษาพัฒนาการทางภาษาของเด็กในระยะเริ่มแรกจะช่วยให้ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่าเด็กมีพัฒนาการทางภาษาในแต่ละด้านอยู่ในขั้นใดและขั้นต่อไปจะเป็นอย่างไรเพื่อจะปฏิบัติได้เหมาะสมกับพัฒนาการทางภาษาในระยะแรกเริ่มได้อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัยในแต่ละช่วงอายุ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาแรกเริ่มให้ลูกได้อย่างไร?

ผู้ปกครองควรมีบทบาทในการมีส่วนร่วมเพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาแรกเริ่มของเด็กปฐมวัย ดังนี้

  • เป็นแบบอย่างในการพัฒนาการภาษาแรกเริ่มให้กับเด็กปฐมวัยทั้งทางด้านการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน
  • เข้ามามีส่วนร่วมกับสถานศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาภาษาแรกเริ่มสำหรับเด็กปฐมวัย
  • ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาแรกเริ่มให้กับเด็กในทุกสถานการณ์ เช่น การพูดคุยเกี่ยวกับคำศัพท์ที่พบตามป้ายโฆษนาระหว่างทางที่ไปโรงเรียน การสนทนาเกี่ยวกับคำพูดที่สุภาพกับญาติผู้ใหญ่ การตอบคำถามเด็กเกี่ยวกับรายการสินค้าในห้างสรรพสินค้า การสนทนาเกี่ยวกับรายการอาหารในการรับประทานอาหารนอกบ้าน ฯลฯ
  • ให้แสดงความชื่นชมหรือการเสริมแรงเมื่อเด็กสามรถพูด อ่านหรือเขียนได้ถูกต้อง เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาภาษาในขั้นต่อไป
  • พ่อแม่ผู้ปกครองควรแก้ไขข้อผิดพลาดทางภาษาทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่านและการเขียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่าความผิดพลาดนั้นเป็นสิ่งที่ร้ายแรง ทั้งนี้พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดเด็กมากที่สุดดังนั้นการพัฒนาภาษาแรกเริ่มควรเริ่มตั้งแต่เด็กก่อนที่เด็กจะเข้าสู่โรงเรียน

เกร็ดความรู้เพื่อครู

แนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยให้ได้รับการเรียนรู้ภาษาแรกเริ่มควรยึดหลักการที่ว่าเด็กสามารถสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง หลักการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและกายภาพ การสร้างแรงจูงใจภายในให้กับเด็กเป็นแรงกระตุ้นการต้องการที่จะเรียนรู้ หลักการเรียนรู้ผ่านการเล่น และการจัดประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมให้กับเด็ก สำหรับครูปฐมวัยควรมีการปฏิบัติอย่างเหมาะสมที่จะส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้ภาษาของเด็ก โดยครูต้องมีความความเข้าใจในพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก รู้ในธรรมชาติความสนใจและความต้อวงการของเด็กและเรียนรู้เกี่ยวกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่โดยครูควรมีบทบาทในการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาแรกเริ่มดังนี้

  • การส่งเสริมบรรยากาศที่ดีสำหรับการเรียนรู้ ครูควรสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและรู้สึกอบอุ่นเพื่อให้เด็กรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและนำไปสู่การสร้างความรู้สึกมั่นใจในตนเองให้กับเด็ก ทั้งนี้ความเชื่อมั่นในตนเองจะส่งผลให้เด็กมีความสำเร็จในการทำกิจกรรมและมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมทางบวกมากขึ้นเท่านั้น
  • การส่งเสริมกลุ่มและตอบสนองเด็กเป็นรายบุคคล ครูควรจัดกิจกรรมกลุ่มแบบมีปฏิสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรม นำวัฒนธรรมและภาษาที่บ้านของเด็กเข้าสู่โรงเรียน
  • ยอมรับความสามารถของเด็กทุกคนและสิทธิของเด็กทุกคนในการเรียนรู้การอ่านเขียนเบื้องต้น
  • บรรยากาศในการเรียนรู้ภาษาแรกเริ่มควรเป็นไปเพื่อกระตุ้นให้เด็กมีความก้าวหน้าทางพัฒนาการทางการอ่านและการเขียนขั้นต้น
  • การจัดกิจกรรมทางภาษาควรคำนึงถึงบริบททางสังคม ภาษาถิ่น และความแตกต่างทางเพศ
  • การวางแผนการจัดกิจกรรมควรเน้นการให้เด็กลงมือกระทำด้วยตนเองสอดคล้องกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเด็กบนพื้นฐานของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
  • การเปิดโอกาสให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นผ่านกิจกรรมบูรณาการทักษะการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน
  • สนับสนุนการจัดประสบการณ์ทางภาษาเสริมเพื่อให้เด็กเกิดทักษะทางภาษาอ่านเขียนขั้นต้นและเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับตัวหนังสือ
  • ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาแรกเริ่มสำหรับบุตร
  • ประเมินตามสภาพจริงด้วยความระมัดระวังช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาในการพัฒนาทางภาษาแรกเริ่ม

บรรณานุกรม

  1. ศรียา นิยมธรรม และประภัสสร นิยมธรรม. (2540). พัฒนาการทางภาษา. กรุงเทพฯ : ม.ป.พ.
  2. สุภัทราคงเรือง. (2539). ผลการใช้กิจกรรมการอ่านตามแนวทางการสอนภาษาแบบธรรมชาติที่มีต่อความคิดรวบยอดเกี่ยวกับตัวหนังสือและหนังสือของเด็กวัยอนุบาล. วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์มหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  3. Bredekamp , S. &Copple , C. (1997). Developmentally Appropriate Practice in Early Childhood Programs Revised Edition.The National Association for the Education of Young Children.Washington D.C.
  4. Bruner.J. (1983).Child ‘s Talk. New York : W.W Notton.
  5. Goodman, K. (1986). What’ s Whole in Whole Language . New Hampshire : Heinemann.
  6. Morrow, L.M. (1993).Literacy Development in the Early Year , Helping Children Read and Write. USA: A Division of Simon and Schuster Inc.
  7. Piaget, J. (1963). The Psychology of the Child New York : Little Field Adams.
  8. Schlosser, K.G. & Phillips , V.L. (1991). Beginning in Whole Language .America : Scholastic.
  9. Vygotsky.L.S. (1978).Mind and Society :the development of higher psychological processes . Cambridge MA: Harvard University Press.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน