หน้าหลัก » Blogs » ลดการบ้าน ลดความเครียดเด็ก? (ตอนที่ 2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กล่าวต่อว่า สพฐ. ได้ศึกษาและพบว่า การบ้านบางประเภทนั้นไม่เหมาะสมจะให้นักเรียนกลับมาทำที่บ้าน เช่นการบ้านประเภทแก้โจทย์ปัญหา เพราะมีความซับซ้อนและยากเกินกว่าที่เด็กจะทำได้โดยลำพัง กลับกลายเป็นการสร้างความเครียดให้เด็ก แถมยังไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้วย

ครูจำเป็นต้องรู้สิ่งที่นักเรียนเข้าใจและสามารถทำได้ตามลำพัง ดังนั้น ครูมักต้องแนะนำมิให้พ่อแม่ทำการบ้านแทนลูก หรือแก้ไขข้อผิดพลาดในการบ้านที่ลูกทำ แล้วให้ลูกคัดลอกเฉพาะสิ่งที่ถูกต้องไปส่งครู พ่อแม่ต้องเข้าใจว่า คะแนนที่ครูให้และเสียงสะท้อน (Feedback) อื่นๆ จากครู แสดงถึงผลลการเรียนของนักเรียน ไม่ใช่ของพ่อแม่ หรือผลงานร่วมของนักเรียนกับพ่อแม่

อย่างไรก็ตาม ก็มีครูบางคนที่สั่งการบ้านเกินความสามารถที่นักเรียนจะทำได้ตามลำพัง และคาดหวังให้พ่อแม่มีส่วนร่วมในการทบทวนและแก้ไขการบ้านของลูกก่อนนำส่งครู [เป็นการให้พ่อแม่มีส่วนร่วมสอนให้ลูกเกิดการเรียนรู้] แต่พ่อแม่ที่ดีต้องช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกโดยการแนะนำแหล่งข้อมูลหรือวิธีใช้ปทานุกรม เป็นต้น มากกว่าบอกคำตอบให้เลย

การให้เด็กอ่านดังๆ จะช่วยให้พ่อแม่ สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดของเด็ก และช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การอ่านที่ดีขึ้น และเมื่อพ่อแม่ทำการบ้านของตนเองในเวลาเดียวกันกับเด็ก ก็เป็นการสร้างตัวอย่างที่ดีให้เด็กได้เห็นแล้วทำตาม และเป็นการหล่อหลอมทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้

บทบาทสำคัญหนึ่งของพ่อแม่ในการเจรจากับครูและโรงเรียน คือการมิให้มีการบ้านมากเกินไปจนเด็กไม่สามารถรับภาระได้ หรือไม่เหมาะสมกับวัยของเด็ก โดยคุยกับครูเป็นรายบุคคล พูดกับผู้บริหารของโรงเรียน หรือประสานงานผ่านสมาคมผู้ปกครองและครู (Parent-Teacher Association : PTA) เพื่อลดภาระการบ้านทั้งชั้นเรียน หรือทั้งโรงเรียน

การเรียนรู้ของนักเรียนเพิ่มขึ้น เมื่อการบ้านเหมาะสมกับทักษะของแต่ละบุคคล และสอดคล้องกับหัวข้อปัจจุบันที่สอนในชั้นเรียน การได้เสียงสะท้อน (Feedback) ในเรื่องการบ้านจากครูในเวลาอันรวดเร็ว อาทิ ภายใน 24 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มการเรียนรู้ของนักเรียน โดยการแก้ไขความเข้าใจผิด การตรวจสอบกระบวนการของการบ้าน และชี้แนะข้อผิดพลาดในการคิด ข้อชี้แนะที่เกิดจากการบ้านจะเป็นเสียงสะท้อนที่ดีกว่าแค่คะแนนสูงที่ได้จากการบ้าน

การบ้านที่ได้ประสิทธิผลต้องเน้นหนักการเรียนรู้ซึ่งปรกติต้องใช้เวลาในการฝึกฝนหลายวันหรือหลายสัปดาห์ อาทิ 50% ของการเรียนรู้ให้เข้าใจ (Mastery) จะสัมฤทธิ์ผลได้หลังจากการฝึกฝน 4 ครั้ง แต่ต้องใช้การฝึกฝึนถึง 28 ครั้ง เพื่อให้บรรลุเพียง 80% ของระดับความเข้าใจ

ครูที่มีประสิทธิผลต้องรายงานให้พ่อแม่ทราบถึงผลของการบ้านที่นักเรียนทำ ให้โอกาสพ่อแม่คุ้นเคยกับเนื้อหาที่สอน และความก้าวหน้าของเด็ก ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้พ่อแม่เริ่มมีส่วนร่วมกับกระบวนการทำการบ้าน การสื่อสารระหว่างครูกับพ่อแม่ผ่านนักเรียน (Student post [กล่าวคือ นักเรียนทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์]) มักไม่ได้ผลเพราะข้อความบางส่วน จะสูญหายระหว่างทาง ดังนั้น การสื่อสารโดยตรงเป็นวิธีที่ได้ผลกว่า และป้องกันความขัดข้องใจหมองใจ (Frustration) มีหลากหลายวิธีการสำหรับที่ครูจะรายงานการบ้านให้ทราบทั้งนักเรียนและพ่อแม่ อาทิ โทรศัพท์ อีเมล และจดหมาย

แหล่งข้อมูล

  1. สพฐ เดินหน้าลดชั่วโมงในชั้นเรียน เพิ่มกิจกรรมนอกห้องเรีขน แก้เด็กเครียด - http://www.naewna.com/local/44048 [2013, March 11].
  2. Homework -http://en.wikipedia.org/wiki/Homework [2013, March 11].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน