หน้าหลัก » Blogs » ลดการบ้าน ลดความเครียดเด็ก? (ตอนที่ 4 และตอนสุดท้าย)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายชินภัทร ภูมิรัตน กล่าวว่า นโยบายและมาตรการต่างๆ จะเริ่มดำเนินการทันทีในปีการศึกษา 2556 ระหว่างนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) “กำลังจัดทำคู่มือสำหรับแจกครู เพื่อแนะนำการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการครบวงจร ตั้งการวางแผนการสอน การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน การประเมินผลและการให้การบ้าน และจะมีการจัดอบรมครูให้เข้าใจเรื่องนี้ในช่วงปิดภาคเรียนเดือนเมษายน ด้วย”

การบ้าน (Homework) ที่ได้ประสิทธิผลต้องเน้นหนักการเรียนรู้ซึ่งปรกติต้องใช้เวลาในการฝึกฝนหลายวันหรือหลายสัปดาห์ อาทิ 50% ของการเรียนรู้ให้เข้าใจ (Mastery) จะสัมฤทธิ์ผลได้หลังจากการฝึกฝน 4 ครั้ง แต่ต้องใช้การฝึกฝึนถึง 28 ครั้ง เพื่อให้บรรลุ 80% ของระดับความเข้าใจ

พ่อแม่บางคน เฝ้าติดตาม (Monitor) การใช้อินเตอร์เน็ตของลูก เนื่องจากพบว่า เว็บไซต์บางแห่งหลอกลวงเด็กนักเรียน หรือเป็นสถาบันการศึกษาที่ไม่เหมาะสม ในขณะเดียวกัน อินเทอร์เน็ตก็เป็นแหล่งทรัพยากร ที่ให้โอกาสนักเรียนคัดลอกผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ (Plagiarism) ได้ง่าย [พ่อแม่จึงควรเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องนี้]

การบ้านได้กลายเป็นประเด็นในวัฒนธรรมอเมริกันมาในประวัติศาสตร์ ในสมัยก่อน มีนักเรียนจำนวนน้อยที่สนใจจะศึกษาต่อถึงขั้นอุดมศึกษา และเนื่องจากความจำเป็นที่ต้องช่วยทำงานบ้านประจำวัน การบ้านจึงไม่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากพ่อแม่และจากโรงเรียนในชุมชน ในปี พ.ศ. 2444 รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้มีการออกกฎหมายยกเลิกการบ้านสำหรับนักเรียนอนุบาล จนถึงระดับ (Grade) 8

แต่ในคริสต์ทศวรรษ 1950 (ราว พ.ศ. 2493) สหรัฐอเมริกาได้รับแรงกดดันที่จะต้องนำหน้าการแข่งขันกับรัสเซียในสงครามเย็น (Cold War) ทำให้ต้องฟื้นฟูการบ้านกันใหม่ ในขณะที่เด็กๆ ได้รับการส่งเสริมให้สามารถแข่งขันกันได้กับเด็กๆ ชาวรัสเซีย เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลงในคริสต์ทศวรรษ 1990 (ราว พ.ศ. 2533) ความเห็นของคนส่วนใหญ่ในวงการศึกษา ต้องการให้มีการบ้านสำหรับนักเรียนทุกระดับชั้น

ในการวิจัย ณ มหาวิทยลัย Michigan ในปี พ.ศ. 2550 สรุปผลการศึกษาว่า ปริมาณการบ้านที่สั่งให้นักเรียนทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านพ้นไป โดยใช้ตัวอย่างนักเรียนอายุระหว่าง 6 ถึง 9 ขวบ พบว่า นักเรียนใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับเพียง 44 นาทีต่อสัปดาห์ในปี พ.ศ. 2524

Harris Cooper ซึ่งเป็นศาสตราจารย์จิตวิทยา และหัวหน้าภาควิชาจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ประสาท (Neuroscience) ณ มหาวิทยาลัย Duke กล่าวสรุปว่า หลังจากได้วิเคราะห์นักเรียนนับสิบๆ คน ที่ทำคะแนนสอบมาตรฐาน (Standardized test) พบว่า การบ้านได้ช่วยปรับปรุงผลการทดสอบมาตรฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (Middle school) และชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (High school) แต่เด็กที่ทำการบ้านระหว่าง 60 ถึง 90 นาทีในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และมากกว่า 2 ชั่วโมงในมัธยมศึกษาตอนปลาย กลับทำคะแนนสอบได้แย่ลง

อย่างไรก็ตาม ยังมีการวิจัยอีกหนึ่งฉบับที่สนับสนุนความคิดที่ว่า การบ้าน ไม่ได้ให้คุณค่าการศึกษา (Educational value) มากนัก โดยเฉพาะสำหรับเด็กอายุ 14 ปีหรือต่ำกว่า อาจมีผลกระทบในทางลบต่อการเรียนรู้ด้วยซ้ำ

แหล่งข้อมูล

  1. สพฐ เดินหน้าลดชั่วโมงในชั้นเรียน เพิ่มกิจกรรมนอกห้องเรีขน แก้เด็กเครียด - http://www.naewna.com/local/44048 [2013, March 12].
  2. Homework -http://en.wikipedia.org/wiki/Homework [2013, March 12].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน