หน้าหลัก » Blogs » “ลูกของคุณแม่สกปรกและเหม็นมาก”: ข้อความจากใจคุณครู (ตอนที่ 1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ลูกของคุณแม่สกปรกและเหม็นมาก

เมื่อบุตรหลานมีอายุถึงเกณฑ์เข้าเรียน สิ่งที่ช่วยคลายความห่วงกังวลของผู้ปกครองในเรื่องความเป็นอยู่และการเรียนของบุตรหลานได้คือ การพูดคุยกับคุณครูผู้ดูแลโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะส่งผลให้เด็กๆ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ดีขึ้นด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสื่อสารระหว่างครูกับผู้ปกครองไม่ได้ง่ายเสมอไป เพราะสิ่งที่ผู้สื่อต้องการจะสื่อกับสารที่ผู้รับได้รับนั้น อาจคลาดเคลื่อนจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงโดยเฉพาะในเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน

เมื่อไม่นานมานี้ ที่โรงเรียน Build Academy ในเมือง Buffalo มลรัฐ New York สหรัฐอเมริกา ครูคนหนึ่งได้เขียนข้อความถึงผู้ปกครองดังนี้

"Several children aged 3-4 are coming to school (sometimes daily) with soiled, stained, or dirty clothes. Some give off unpleasant smells and some appear unclean and unkempt. … It is a health and safety concern. It also makes it difficult for me to be close to them or even want to touch them”.

(เด็กๆอายุ 3-4 ขวบหลายคนมาโรงเรียน (เกือบทุกวัน) โดยสวมเสื้อผ้าสกปรกเปรอะเปื้อน เด็กบางคนก็มีกลิ่นเหม็น บ้างก็ดูสกปรก บ้างก็ผมเผ้ากระเซิง… เรื่องนี้เป็นเรื่องของสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย และยังทำให้ดิฉันเข้าถึงตัวเด็กได้ยากและแทบไม่อยากแตะต้องเด็กๆเลยด้วยซ้ำ)

ข้อความดังกล่าวซึ่งแฝงเจตนาดีว่าครูคนดังกล่าวเป็นห่วงเด็กๆ ในเรื่องของสุขอนามัย ส่งผลให้ผู้ปกครองหลายคนโกรธมาก พวกเขาเชื่อว่าการพูดถึงความสกปรกของเด็กๆ เช่นนี้เป็นการดูถูก และสื่อให้เห็นถึงความคิดของครูที่แบ่งแยกชนชั้นของนักเรียน ทั้งยังไม่เห็นอกเห็นใจครอบครัวของเด็กๆ ส่วนใหญ่ในโรงเรียนที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นซึ่งเป็นชุมชนยากจน บรรดาผู้ปกครองจึงได้ร้องเรียนไปยังครูใหญ่ ซึ่งมีความเห็นว่าครูและโรงเรียนควรแสดงออกซึ่งความเคารพในตัวเด็กๆ และครอบครัว และได้สั่งห้ามไม่ให้ครูคนดังกล่าวส่งข้อความหรือจดหมายถึงผู้ปกครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากครูใหญ่

การศึกษาวิจัยหลายชิ้นพบว่า เด็กๆ เรียนได้ดีขึ้นเมื่อผู้ปกครองสื่อสารกับครูและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน มีหลายวิธีที่ครูและผู้ปกครองจะสื่อสารกันได้นอกเหนือจากที่จะรอการประชุมครู-ผู้ปกครองเพียงอย่างเดียว โดยมีข้อแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องคำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง

ลำดับแรก ทั้งสองฝ่ายควรนึกอยู่เสมอว่ามีจุดประสงค์ร่วมกัน ซึ่งก็คือ การอบรมบ่มนิสัยเพื่อให้เด็กมีความพร้อมทั้งทางวิชาการและความประพฤติ ครูควรคิดเสมอว่าผู้ปกครองมีความสำคัญต่อความสำเร็จทางการศึกษาของเด็กเช่นกัน ครูและผู้ปกครองควรไว้ใจกันและกันในการอบรมขัดเกลาเด็ก

ทั้งสองฝ่ายควรให้เกียรติ ระวังเรื่องการใช้น้ำเสียง การเลือกใช้คำ การแสดงออกทางใบหน้า อวัจนะภาษาต่างๆ การคำนึงถึงความคาดหวังของอีกฝ่าย รวมถึงระยะเวลาที่เหมาะสมให้อีกฝ่ายต้องรอคอยเพื่อสนทนาด้วย ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ผู้ปกครองและครูบางคนอาจมีปัญหาชีวิตในเรื่องต่างๆ ที่อีกฝ่ายอาจไม่ได้ตระหนักถึง การให้เกียรติจึงสำคัญมากในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ในกรณีของข้อความข้างต้นนี้ นอกจากจะเป็นตัวอย่างของการเลือกใช้คำที่ไม่เหมาะสมแล้ว ยังเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะอีกด้วย Kimberly Wells คุณยายของนักเรียนหญิงคนหนึ่งซึ่งได้รับข้อความเช่นกัน กล่าวว่า “คุณครูน่าจะใช้วิธีโทรศัพท์มาคุยกัน หรือเรียกให้ผู้ปกครองเข้าพบก็ได้”

ในส่วนของครู ต้องคำนึงว่า ผู้ปกครองต่างก็รักบุตรหลานของตนเองทั้งสิ้น และต้องการจะได้ยินได้ฟังในสิ่งดีๆเกี่ยวกับบุตรหลานของพวกเขา ครูหลายคนจะติดต่อสื่อสารกับครอบครัวของเด็กก็ต่อเมื่อมีสิ่งที่เด็กต้องปรับปรุงแก้ไข ซึ่งการต้องรับฟังข้อเสียของบุตรหลานตลอดเวลาทำให้ทั้งผู้ปกครองและตัวเด็กเองหมดกำลังใจ วิธีที่ดีคือ เมื่อต้องการสื่อสารให้ครอบครัวช่วยปรับปรุงพฤติกรรมเด็ก ครูควรจะพูดถึงข้อดีของเด็กๆ ให้ผู้ปกครองได้รับฟังด้วย

แหล่งข้อมูล

  1. ‘Your Children Are Dirty and They Smell’:
  2. Teacher’s note to parentshttp://www.news.com.au/lifestyle/parenting/your-children-are-dirty-and-they-smell-teachers-note-to-parents/story-fngqim8m-1226767697365[March 18, 2014]

  3. Communicating With Parents and Families
  4. http://www.scholastic.com/teachers/article/communicating-parents-and-families [March 18, 2014]

  5. Parent-Teacher Communication
  6. http://urbanext.illinois.edu/succeed/communication.cfm[March 18, 2014]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
supawan