หน้าหลัก » บทความ » ลูกขี้อาย (Shyness Problems in Children)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ลูกขี้อาย

ปัญหาเด็กขี้อาย (Shyness Problems in Children) หมายถึง เด็กที่มีอาการเก็บเนื้อเก็บตัว ขาดความมั่นใจในการแสดงออก พบปะ พูดคุย และมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ช้ากว่าคนอื่นๆ จึงพยายามหลบเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมรอบข้างหรือหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม

แม้ว่าเด็กกับอาการขี้อายนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่อาการดังกล่าวอาจทำให้ผู้ปกครองหลายๆ คนเป็นกังวล โดยเฉพาะในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับการเข้าสังคม เด็กบางคนอาจมีลักษณะขี้อายอันเป็นผลมาจากประสบการณ์ชีวิตบางประการ แต่ส่วนใหญ่แล้วเด็กที่ขี้อายมักจะมีลักษณะดังกล่าวมาแต่กำเนิด สำหรับเด็กเล็กที่อายุไม่เกิน 10 ขวบนั้น การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหรือการเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่คุ้นเคยอาจเป็นเรื่องน่ากลัว ทำให้เด็กรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเมื่อต้องพบเจอเพื่อนใหม่ๆ โดยพวกเขามักจะไม่อยากเป็นฝ่ายเริ่มเข้าหาหรือเริ่มบทสนทนาก่อน และเลือกที่จะละทิ้งโอกาสในการสร้างมิตรภาพใหม่ๆ แทนการต้องเข้าไปเผชิญกับสิ่งที่ตัวเองไม่คุ้นเคย อาการที่กล่าวมานี้ทำให้เด็กบางคนเกิดความเครียดและความรู้สึกเป็นทุกข์ได้ แต่ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือ มีเด็กจำนวนหนึ่งที่เกิดมาเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวโดยธรรมชาติ และมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ช้ากว่าคนอื่นๆ

เด็กอาจประสบกับสภาวะเขินอายในบางช่วงของพัฒนาการ กล่าวคือ ความรู้สึกอายผสมความหวาดกลัวจะเริ่มเกิดขึ้นในวัยทารกเมื่อเด็กเริ่มพบเจอผู้คนใหม่ๆ ขณะที่เด็กอายุ 2 ขวบจะมีพัฒนาการทางด้านปัญญาและการรู้คิดมากขึ้น ทำให้การตอบสนองทางสังคมของเด็กมีความละเอียดอ่อนมากยิ่งขึ้น และจะเริ่มมีภาวะเขินอายแบบระมัดระวังตัวเพื่อ

หลีกเลี่ยงความน่าอับอายขายหน้าต่างๆ เมื่ออายุราว 4-5 ปี ในเด็กเล็กๆ เราอาจจะไม่สามารถสังเกตเห็นความเป็นคนขี้อายได้มากนัก แต่ในเด็กที่มีอายุแก่กว่าจะสามารถสังเกตได้จากการที่เด็กชอบเล่นคนเดียว หรือการที่เด็กไม่ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ

เด็กที่มีอาการขี้อายมากๆ นั้นอาจประสบกับปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่างๆ เช่น เด็กที่มีอาการขี้อายมากๆ มักไม่สามารถปรับตัวได้ดีเท่ากับเพื่อนๆ ในห้องเรียนหรือในสังคม ยิ่งเด็กตกอยู่ในสภาพแบบนี้นานเท่าไหร่ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งทำยากมากขึ้นเท่านั้น เด็กที่มีอาการขี้อายจะพยายามหลบเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมรอบข้างหรือหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม ซึ่งจะส่งผลอย่างมากให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมไม่ดีนัก หากอาการขี้อายของเด็กมีท่าทีจะแย่ลง อาจเป็นไปได้ว่าเด็กมีภาวะวิตกกังวลหรือพื้นฐานทางอารมณ์ที่เป็นปัญหา ในกรณีนี้ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

เด็กขี้อายมีลักษณะอย่างไร?

ลักษณะขี้อายของเด็กนั้นสามารถพบเห็นได้ทั่วไป อาจกล่าวได้ว่าอาการนี้เปรียบเสมือนวิธีการปรับตัวของเด็กในการรับมือกับสิ่งเร้าทางสังคมใหม่ๆ ที่พวกเขาต้องพบเจอ อาการเขินอายนั้นอาจเปรียบได้เหมือนภาวะที่อารมณ์ต่างๆ ถูกผสมเข้ารวมกัน ซึ่งรวมถึงความกลัว ความตึงเครียด ความสนใจ หรือแม้แต่ความพึงพอใจ อาการเหล่านี้อาจส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นหรือความดันของเลือดเพิ่มขึ้น เราสามารถสังเกตเห็นความขี้อายของเด็กได้จากการเหลือบมองหรือเบนสายตาจ้องมองพื้น และการสงวนท่าที หรือความเงียบ เด็กที่ขี้อายมักพูดด้วยเสียงเบา สั่นไหว ขลาดกลัว และดูลังเล ในเด็กเล็กอาจมีการดูดนิ้วหัวแม่โป้ง สลับกับดึงนิ้วออก สลับกับการยิ้ม

อาการขี้อายหลายๆ ครั้งนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ เด็กบางคนไม่ชอบการอยู่รวมกลุ่ม ส่วนเด็กบางคนที่ปรับตัวได้ช้าก็มักจะสามารถปรับตัวได้ในที่สุดและเข้าร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข แต่ในทางตรงกันข้าม เด็กที่มีอาการขี้อายมากๆ จะหลบเลี่ยงการพบปะกับสังคมและมักจะถูกแยกออกจากกลุ่ม อาการขี้อายจึงอาจเป็นปัญหาที่น่าวิตกในกรณีที่ส่งผลกระทบต่อเด็กในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เพื่อน ครู และบุคคลอื่นๆ ในสังคม

ลักษณะของอาการขี้อายที่อาจทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองวิตกกังวลได้ มีดังนี้

  • เด็กเกาะขาและไม่ยอมปล่อยพ่อหรือแม่เมื่อมีคนอื่นอยู่ใกล้ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ก็จะเริ่มปล่อยและออกไปเล่นเองได้ ซึ่งเป็นลักษณะของเด็กที่ปรับตัวได้ช้า (slow-to-warm-up child)
  • เด็กที่ขี้อายจะยืนอยู่ข้างๆ สนามเด็กเล่นในขณะที่เพื่อนๆ เล่นอยู่ในสนาม ถึงแม้ว่าเด็กจะเพียงแค่เฝ้าดูเพื่อนๆ เล่น แต่เด็กอาจพูดกับพ่อแม่ว่าแค่นี้ก็สนุกแล้ว ดังนั้น พ่อแม่ควรให้เวลาเด็กได้ปรับตัวและพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป
  • เด็กไม่อยากถูกปล่อยไว้กับพี่เลี้ยงหรือไปโรงเรียน ผู้ปกครองอาจต้องอยู่ด้วยในระยะแรกเพื่อให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายและเริ่มออกไปเล่นกับเพื่อนๆ
  • เด็กปฏิเสธที่จะพูดคุยนอกบ้าน ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาได้หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน บางครั้งจึงจำเป็นต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางแก้ไขปัญหานี้
  • เด็กปฏิเสธที่จะมีปฏิสัมพันธ์หรือแสดงความคิดความรู้สึกต่อหน้าคนแปลกหน้า ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพาเด็กไปหาหมอ อาการนี้มักพบเจอได้บ่อยครั้งในเด็กช่วงอายุก่อนเข้าเรียน ทางแก้ไขที่ดีที่สุดนั้นจะต้องพยายามให้เด็กรู้สึกกดดันน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  • เด็กมักเลือกที่จะเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆ คนเดียว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กหลายๆ คน ตราบใดที่พวกเขายังมีเพื่อนอย่างน้อยคนหรือสองคน (สำหรับเด็กที่มีอายุ 4 ปีขึ้นไป)
  • ในบางครั้งอาการขี้อายมักเชื่อมโยงกับความกลัวอื่นๆ เช่น ความกลัวสัตว์บางชนิด หรือการกลัวความมืด

ปัญหาเด็กขี้อายมีสาเหตุมาจากอะไร?

สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กขี้อายมักมาจากการต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมและสังคมใหม่ๆ และจะยิ่งขี้อายมากขึ้นหากตกเป็นจุดสนใจ ในสังคมตะวันตก “การระบาดของความขี้อาย” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ 1980 ทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันด้านการเรียนและหน้าที่การงาน นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยให้ความอิสระกับเด็กอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้เด็กกลายเป็นคนขี้อายได้ ส่วนสภาพแวดล้อมทางสังคมและพื้นฐานทางวัฒนธรรมก็มีผลต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กด้วยเช่นกัน โดยมีงานวิจัยพบว่าเด็กชาวจีนมักจะเงียบและพูดน้อยเมื่อเทียบกับเด็กผิวขาว และพบว่าเด็กชาวสวีดิชมีความรู้สึกอึดอัดในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมากกว่าเด็กชาวอเมริกัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานพบว่าปัจจัยทางด้านพันธุกรรมและพื้นฐานทางอารมณ์ก็มีผลต่อความขี้อายของเด็กด้วย กล่าวคือ ผลการศึกษาวิจัยในเด็กที่ถูกอุปการะเป็นลูกบุญธรรมพบว่าระดับความเข้าสังคมของแม่แท้ๆ ของเด็กสามารถทำนายระดับความขี้อายของเด็กได้ นอกจากนี้ ยังพบความแตกต่างทางด้านกายภาพระหว่างเด็กที่มีพื้นฐานอารมณ์แบบหวาดกลัวต่อสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ (inhibited) กับเด็กที่มีพื้นฐานอารมณ์แบบไม่หวาดกลัวต่อสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ (uninhibited) อันได้แก่ อัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วและสม่ำเสมอกว่า และพบว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 2 ถึง 5 ปี เด็กที่มีพื้นฐานทางอารมณ์แบบหวาดกลัวต่อสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ อย่างมากก็จะยังคงแสดงลักษณะดังกล่าวเมื่อพบเจอกับเพื่อนและผู้ใหญ่คนใหม่ๆ ส่วนงานวิจัยระยะยาวเกี่ยวกับพัฒนาการด้านบุคลิกภาพก็ชี้ให้เห็นว่าลักษณะพื้นฐานทางอารมณ์ดังกล่าวเป็นลักษณะที่มีความคงที่ในแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลักฐานสนับสนุนต่างๆ ข้างต้น นักวิจัยส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าอิทธิพลจากพันธุกรรมนั้นมีส่วนต่อภาวะความขี้อายของเด็กเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะลักษณะต่างๆ ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ ดังจะเห็นได้จากเด็กที่ถูกรับอุปการะเป็นลูกบุญธรรมจะเรียนรู้เกี่ยวกับรูปแบบการปฏิบัติตัวทางสังคมจากพ่อแม่บุญธรรม ขณะที่ทารกที่เกิดมามีพื้นฐานอารมณ์แบบหวาดกลัวต่อสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ก็สามารถเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสังคมได้ง่าย หากได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่ เป็นต้น

ปัญหาเด็กขี้อายมีความสำคัญอย่างไร?

เด็กที่แสดงอาการขี้อายอย่างรุนแรงและเห็นได้ชัด ถึงแม้จะเป็นอาการชั่วคราวก็อาจมีความเสี่ยงที่จะส่งผลเสียอื่นๆ ได้ เพราะเด็กที่มีอาการขี้อายอย่างรุนแรงจะขาดทักษะทางสังคมและมักจะมองตัวเองในด้านลบ ผลการวิจัยยังพบว่าเด็กที่มีอาการเขินอายจะมีความสามารถทางการแข่งขันและความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่าเพื่อนๆ ส่วนเด็กที่เข้าโรงเรียนแล้วจะมองว่าตนเองมีมนุษยสัมพันธ์น้อยกว่าเพื่อนๆ และไม่มีความพอใจต่อตนเอง ปัจจัยที่กล่าวมานั้นจะส่งผลให้เกิดทัศนคติด้านลบจากบุคคลภายนอก ที่สำคัญก็คือ เด็กที่มีอาการขี้อายอย่างรุนแรงมักจะยอมรับว่าตนเองโดดเดี่ยวมากกว่าผู้อื่น มีเพื่อนสนิทน้อย และมีความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามน้อยกว่าเพื่อนๆ เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่

เด็กที่มีอาการขี้อายมักจะเสียเปรียบในสังคมปัจจุบันที่เร่งรีบแบบนี้ เพราะจะสื่อสารกับผู้อื่นและหาทางผ่อนคลายได้ยากกว่าคนอื่นๆ อาจกล่าวได้ว่า อาการขี้อายนั้นจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้ทักษะทางสังคมเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มได้ และที่แย่ไปกว่านั้นคือ เด็กที่มีอาการขี้อายอาจติดนิสัยสันโดษและไม่ยอมพบเจอคนอื่นๆ หรือสร้างมิตรภาพใหม่ๆ หรือแม้แต่การมีความรัก

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญของมนุษย์ ซึ่งมีผลกระทบต่อภาวะทางร่างกายและอารมณ์ของเรา ดังนั้น การปล่อยให้เด็กมีลักษณะขี้อายในระดับที่กระทบต่อพัฒนาการทางด้านสังคมของ

เด็กนั้นย่อมส่งผลเสียต่อตัวเด็กในหลายๆ ด้าน อย่างไรก็ตาม ความขี้อายเป็นปัญหาที่สามารถจัดการได้ หากเด็กได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกขี้อายได้อย่างไร?

  • เข้าใจและยอมรับ: การตอบสนองต่อความรู้สึกนึกคิดและสิ่งที่เด็กสนใจจะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับเด็ก และแสดงให้เด็กเห็นว่าคุณเคารพเขา ซึ่งจะส่งผลให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และอยู่กับตัวเองน้อยลง นอกจากนี้ ควรเห็นอกเห็นใจกับอาการขี้อายของเด็ก และหลีกเลี่ยงการตำหนิติเตียนอาการดังกล่าว เพราะการตำหนิจะเป็นการแสดงให้เด็กเห็นว่าพวกเขาผิดปกติ และจะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกแย่ลง การเห็นอกเห็นใจเด็กนั้นยังช่วยเสริมสร้างให้เด็กพัฒนาทักษะเดียวกันนี้กับผู้อื่น และจะส่งผลให้มีพัฒนาการทางสังคมและสื่อสารกับผู้อื่นได้ดีขึ้น
  • เสริมสร้างให้เด็กมีความภูมิใจในตัวเอง: เด็กที่มีอาการขี้อายอาจติดภาพว่าตนเองไม่ดีและไม่ได้รับการยอมรับ ดังนั้น ควรเสริมสร้างให้เด็กมีความมั่นใจมากขึ้นด้วยการสนับสนุนให้เด็กมีความเป็นตัวของตัวเอง ชมเขาบ่อยๆ เพราะเด็กที่รู้สึกว่าตนเองนั้นดี มักจะไม่ค่อยมีอาการเขินอาย
  • ช่วยพัฒนาและเสริมสร้างทักษะทางสังคม: ควรสอนให้เด็กแสดงพฤติกรรมทางสังคม นักจิตวิทยาแนะนำให้สอน “ทักษะคำพูดทางสังคม” เช่น “ขอฉันเล่นด้วยคนได้ไหม?” ผู้ใหญ่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างโดยการเป็นผู้เริ่มบทสนทนา เช่น การกล่าวสวัสดี การทำตัวเป็นมิตร ยิ้มแย้ม และทักทายผู้คนที่ผ่านไปมาให้เด็กเห็นเป็นต้นแบบ หรือแม้แต่การสอนบทบาทการเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เป็นต้น ควรเริ่มต้นให้เด็กที่ขี้อายพัฒนาทักษะด้วยการเล่นหรือมีส่วนร่วมกับกลุ่มเพื่อนใหม่เพื่อเป็นการเริ่มต้น
  • ให้โอกาสเด็กที่ขี้อายได้พบกับสถานการณ์ใหม่ๆ อย่างเหมาะสม: การฝืนบังคับให้เด็กต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าหวาดกลัวไม่ได้ช่วยเสริมสร้างทักษะการเข้าสังคมให้กับเด็ก แต่การช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นคง หรือแม้แต่การตอบสนองต่อความต้องการของเด็กเพื่อดึงดูดให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม จะเป็นการช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคมได้มากกว่า

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูสามารถช่วยเหลือเด็กให้เอาชนะอาการขี้อายและช่วยให้มีปฎิสัมพันธ์กับสังคมได้ ทั้งนี้ การพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความมั่นคงทางสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยเวลา สิ่งสำคัญคือ ครูต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงให้แก่เด็กแต่ละคน เพื่อให้เด็กเข้าใจว่าความคิด ความหวาดกลัว และอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขานั้นเป็นเรื่องสำคัญ กลวิธีเพื่อช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเองและเข้าใจสภาพแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงช่วยให้เด็กที่มีอาการขี้อายรู้สึกอุ่นใจ และมีส่วนร่วมในห้องเรียนมากขึ้น เช่น

  • มีกิจกรรมแนะนำตัวเพื่อให้เด็กๆ แต่ละคนได้ทำความรู้จักกัน บอกสิ่งที่ชอบ จับมือกับเพื่อนๆในกลุ่ม และให้เด็กแนะนำตัวกับเพื่อนที่ตนเองจับมือด้วย พร้อมกับพูดแนะนำตัวอีกที
  • จัดที่นั่งเป็นกลุ่มเล็กๆ และค่อยๆ เปลี่ยนกลุ่มไปเรื่อยๆ เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสนั่งและรู้จักเพื่อนทุกคนในชั้นเรียน
  • ส่งเสริมให้เด็กเข้าใจและยอมรับว่าทุกคนมีความแตกต่างกัน มีปฎิสัมพันธ์กับเด็กๆ ในห้องเรียนอยู่เสมอ โดยเฉพาะเด็กที่ดูขี้อายกว่าเด็กคนอื่นๆ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเด็กที่มีอาการขี้อายอาจไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควรและยิ่งกลับทำให้เด็กมีความต้องการมีปฎิสัมพันธ์กับเพื่อนน้อยลง
  • สร้างความมั่นใจให้เด็กที่มีอาการขี้อายให้พวกเขาได้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งและได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อชั้นเรียน พร้อมกับการสนับสนุนให้เด็กมีปฎิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่นๆ ในห้อง งานที่ครูสามารถมอบหมายให้เด็กที่มีอาการขี้อายได้ทำในห้องเรียน ได้แก่ การแจกจ่ายเครื่องเขียน หรือรวบรวมการบ้าน รวมทั้งการเป็นหัวหน้า เป็นต้น
  • ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการบ้านของเด็ก และติดบนกระดานหรือฝาผนังเพื่อให้เด็กคนอื่นๆ ได้ดู การทำแบบนี้จะเสริมสร้างให้เด็กมีการสื่อสารระหว่างกัน และจะทำให้เด็กที่มีอาการขี้อายรู้สึกภูมิใจในงานของตน และเพิ่มความพึงพอใจในตนเองด้วย
  • การให้ความสำคัญกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ของเด็กที่มีอาการขี้อาย เช่น การยกมือตอบคำถามหรือการมีส่วนร่วมอื่นๆ ในชั้นเรียน

อย่างไรก็ตาม อาการขี้อายไม่ได้มีแต่ผลเสียเสมอไป เพราะไม่ใช่เด็กทุกคนที่ต้องการเป็นจุดสนใจ คุณลักษณะบางอย่างที่เชื่อมโยงกับอาการเขินอาย เช่น ความอ่อนน้อมถ่อมตน หรือการสงวนท่าทีเล็กน้อย นั้นถือว่าเป็นคุณลักษณะที่ดี ตราบใดที่เด็กไม่ได้แสดงอาการอึดอัด กระอักกระอ่วน หรือไม่ใส่ใจผู้อื่นรอบๆ ตัว

บรรณานุกรม

  1. Shyness: How to Help the Shy Child & Teenager - http://childdevelopmentinfo.com/child-psychology/anxiety_disorders_in_children/shy_child/ [2013, July 2]
  2. Parenting the Shy Child - http://www.shakeyourshyness.com/parentingshychildren.htm [2013, July 2]
  3. Shyness in Children - http://www.healthychildren.org/English/ages-stages/gradeschool/Pages/Shyness-in-Children.aspx [2013, July 2]
  4. 12 Tips to Help Your Child Overcome Shyness - http://www.ahaparenting.com/Default.aspx?PageID=2097797&A=SearchResult&SearchID=6912705&ObjectID=2097797&ObjectType=1 [2013, July 2]
  5. Shyness - http://raisingchildren.net.au/articles/shyness_what_to_do_about_it.html [2013, July 2] 6. 4 Simple Strategies to Help a Shy Student - http://www.teachhub.com/4-simple-strategies-help-shy-student [2013, July 2]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน