หน้าหลัก » บทความ » ลูกขี้แย (Crying Problems)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ปัญหาลูกขี้แย (Crying Problems) หมายถึง การที่เด็กร้องไห้บ่อยๆ หรือร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล หรือการที่เด็กร้องไห้จากสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะจากความรู้สึกเจ็บป่วย จากบาดแผล จากโรคภัยไข้เจ็บ จากความผิดหวัง เสียใจในเรื่องต่างๆ หรือการที่เด็กรู้สึกหงุดหงิด เมื่อไม่ได้รับการตามใจจากพ่อแม่ผู้ปกครอง และเด็กบางคนอาจจะร้องไห้ เพื่อเรียกร้องให้พ่อแม่ ผู้ปกครองหันมาให้ความสนใจในตัวเด็ก เด็กที่กำลังเจริญเติบโตจะเรียนรู้ที่จะแสดงความรู้สึกหงุดหงิด โกรธ หรือสับสน โดยไม่ร้องไห้ออกมา พ่อแม่ผู้ปกครองอาจพบว่ามีความจำเป็นที่จะสร้างตัวชี้นำให้เด็กมีพัฒนาการทางพฤติกรรมที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชมความสามารถของเด็ก เพื่อไม่ให้เด็กร้องไห้ หรือเพื่อให้เด็กกลั้นการร้องไห้เอาไว้ จนกว่าจะถึงเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม สอนให้เด็กแสดงพฤติกรรมอื่นแทนการร้องไห้ เมื่อรู้สึกเศร้าเสียใจ และพ่อแม่ผู้ปกครองควรกระตุ้นให้เด็กรู้จักใช้คำพูดเพื่ออธิบายว่าอะไรทำให้เด็กรู้สึกอารมณ์ไม่ดี อย่างไรก็ตาม เมื่อเด็กได้มีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหา การที่เด็กมักจะขี้แยก็จะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยธรรมชาติแล้ว เด็กผู้ชายจะร้องไห้น้อยกว่าเด็กผู้หญิง หลายๆคนเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้

ลูกขี้แย

เด็กขี้แยมีลักษณะอย่างไร?

ลักษณะพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กขี้แย คือ การที่เด็กร้องไห้บ่อยๆ งอแง ร้องไห้ง่ายๆ อย่างไม่มีเหตุผล หรือการที่เด็กรู้สึกหงุดหงิด ผิดหวังเมื่อไม่ได้รับการตามใจจากพ่อแม่ หรือต้องการเรียกร้องความสนใจ การร้องไห้เป็นการตอบสนองต่อสภาวะอารมณ์ที่เสียใจ กังวลใจ และไม่มีความสุข เด็กร้องไห้จากสาเหตุหลายๆประการ และระดับความเศร้าขึ้นอยู่กับระดับพัฒนาการ และประสบการณ์ก่อนหน้าของเด็ก เด็กอาจร้องไห้ เมื่อรู้สึกเจ็บ รู้สึกกลัว รู้สึกเศร้า หงุดหงิด สับสน โกรธ หรือเมื่อเด็กไม่สามารถจะแสดงความรู้สึกออกมาได้ การร้องไห้เป็นการตอบสนองโดยทั่วไปให้กับสถานการณ์ที่เด็กไม่สามารถแก้ไขได้ เมื่อเด็กรู้สึกเหนื่อยที่จะแก้ไขสิ่งดังกล่าว เด็กก็จะร้องไห้ออกมาโดยอัตโนมัติ หรือโดยสัญชาตญาณ

ปัญหาเด็กขี้แยมีสาเหตุมาจากอะไร?

  • เด็กอาจมีความเจ็บป่วยทางด้านร่างกาย เด็กจะร้องไห้เมื่อได้รับความเจ็บปวดจากการได้รับบาดเจ็บ หรือจากความเจ็บป่วยต่างๆ แต่สาเหตุความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในเด็กที่ยังพูดไม่ได้ หรือเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี หรือ 3 ปี นั้นยังไม่อาจเห็นได้ชัดเจน การติดเชื้อที่หูเป็นสาเหตุโดยทั่วไปที่ทำให้เด็กเล็กๆรู้สึกเจ็บปวด สิ่งนี้เกิดได้บ่อยขึ้นในช่วงฤดูหนาว หากเด็กมีการติดเชื้อทางจมูก และคอ การที่เด็กร้องไห้บ่อยๆ ในตอนกลางคืน ซึ่งเป็นการรบกวนการนอนของเด็ก เป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้รู้ว่าเด็กมีอาการติดเชื้อที่หู ผู้ที่ดูแลเด็กควรพาเด็กไปพบแพทย์ หากพบว่าเด็กมีอาการเหล่านี้
    • มีอาการเจ็บคอ
    • มีอาการคอแข็ง
    • มีอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น
    • มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง
    • มีอาการอาเจียน
  • การที่เด็กร้องไห้บ่อยๆ ในวัยเด็กที่กำลังหัดเดิน ช่วงเวลาที่เด็กกำลังหัดเดิน คือเด็กที่มีอายุระหว่าง 12 ถึง 36 เดือน นับว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าหงุดหงิดใจของเด็กหลายๆ คน เนื่องจากเด็กที่กำลังหัดเดินนั้นมีความต้องการที่จะเป็นอิสระมากขึ้น ซึ่งเป็นหนทางที่เด็กจะเรียนรู้กฎของครอบครัวและสังคม โดยการเป็นอิสระ การดื้อซน และขาดการใช้เหตุผล ทำให้เด็กเกิดการขัดแย้งกับพ่อแม่ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เด็กไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งอาการไม่พอใจของเด็กเหล่านี้จะแสดงออกมาทางการร้องไห้ และการอาละวาด
  • เด็กจะร้องไห้เมื่อเด็กต้องการเรียกร้องความสนใจ บางครั้งเด็กร้องไห้ก็เพราะต้องการได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่ เด็กจะเรียนรู้ว่าผู้ใหญ่จะมาหาทุกครั้งที่เด็กร้องไห้ หลังจากวัยทารก หรือหลังจากเด็กอายุ 1 ปี เด็กสามารถเรียนรู้ที่จะปลอบตนเอง และเงียบลงเอง เมื่อเด็กได้นอน และไม่มีอาการเจ็บป่วย
  • เด็กจะร้องไห้เมื่อเด็กรู้สึกโมโห โดยสาเหตุที่ทำให้เด็กรู้สึกโมโหนั้นมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการที่เด็กนอนไม่พอ หรือได้รับการรบกวนขณะหลับ การที่เด็กหายใจทางปากบ่อยๆ หรือการที่เด็กหายใจลำบากทางจมูก เมื่อเด็กไม่ได้เป็นหวัด อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่าเด็กมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจขณะหลับ เด็กที่อยู่ในวัยเรียน เป็นวัยที่เด็กต้องทำกิจกรรมต่างๆมากมายทำให้เด็กได้รับการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้เด็กรู้สึกหงุดหงิดได้ หรือการที่เด็กมีปัญหาที่โรงเรียน มีปัญหากับเพื่อน ก็ทำให้เด็กรู้สึกหงุดหงิดได้ จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กร้องไห้ในที่สุด
  • เด็กร้องไห้เมื่อเด็กมีภาวะซึมเศร้า โดยปกติแล้ว เด็กมักจะไม่ได้แสดงอาการของภาวะซึมเศร้าแบบผู้ใหญ่ทั่วไป เช่น การแสดงความโศกเศร้า นอนไม่หลับ ขาดความอยากอาหาร หรือขาดแรงจูงใจ แต่เด็กที่มีภาวะซึมเศร้าจะหงุดหงิดง่าย โกรธง่าย และขี้กลัว โดยเด็กอาจร้องไห้และแสดงความไม่พอใจออกมา

การช่วยเหลือ/แก้ไขปัญหาเด็กขี้แยมีความสำคัญอย่างไร?

การช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาลูกขี้แยนั้นถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะถ้าปล่อยให้ลูกมีนิสัยขี้แยต่อไปเรื่อยๆ เด็กอาจติดเป็นนิสัย และจะทำให้เด็กเป็นคนเอาแต่ใจตนเอง เมื่อเด็กไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ หรือ หากเจ็บปวดจากบาดแผลเล็กน้อย หรือได้รับสิ่งกระทบกระเทือนใจเพียงเล็กน้อย เด็กอาจร้องไห้ หรืออาละวาดได้ง่าย ซึ่งหากปล่อยให้เด็กเป็นแบบนี้ ก็จะทำให้เด็กเติบโตเป็นคนที่มีความอดทนต่ำ และไม่มีความเข้มแข็ง

การช่วยให้เด็กไม่ขี้แย เป็นการปรับพฤติกรรมของลูกตั้งแต่ยังเล็ก ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยให้พ่อแม่เหน็ดเหนื่อยน้อยลง แต่ยังช่วยพัฒนาวินัย และทักษะในการควบคุมตนเอง รวมถึงทักษะในการสื่อสาร และใช้เหตุผลของเด็กตั้งแต่ยังเล็กด้วย ถือเป็นการเอาใจใส่ลูกอย่างถูกทาง

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกขี้แยได้อย่างไร?

  • พ่อแม่ผู้ปกครองควรพยายามลดความหงุดหงิด ความผิดหวัง และการกระตุ้นที่มากเกินไป เนื่องจากเด็กที่เหนื่อย หรือหิว จะมีระดับความอดทนต่ำต่ออาการหงุดหงิดของพ่อ แม่ ผู้ปกครอง เด็กบางคนอาจร้องไห้ง่าย และรู้สึกเศร้าได้ง่ายๆ หากถูกกระตุ้นมากเกินไป หรือหากกิจวัตรประจำวันเปลี่ยนแปลงไป
  • เมื่อเด็กร้องไห้ เพราะของเล่นสุดโปรดพัง พ่อแม่ผู้ปกครองก็ควรพูดกับเด็กว่า “อย่าร้องไห้เลย เดี๋ยวเราค่อยซื้อใหม่” การตอบสนองที่ให้ความหวัง จะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความรัก ความเห็นใจที่มีต่อเด็ก ตัวอย่างเช่น “ลูกดูเศร้าจริงๆ” ถึงแม้สิ่งนี้จะทำให้เด็กร้องไห้ดังขึ้นชั่วคราว แต่จะเป็นการทำให้เด็กเข้าใจ และเป็นการทำให้เด็กได้แสดงความรู้สึกสูญเสียออกมาได้อย่างเต็มที่ เมื่อเด็กได้รับความเจ็บปวดทางด้านร่างกาย ควรทำให้เด็กได้รู้ถึงจุดที่เจ็บปวด โดยพ่อแม่ผู้ปกครองอาจพูดว่า “แม่เห็นแล้วว่าแผลถลอกตรงหัวเข่าดูเจ็บจริงๆ” ซึ่งการทำแบบนี้จะดีกว่าการปฏิเสธ หรือดึงความสนใจเด็กออกจากบาดแผลที่เจ็บปวด
  • บางครั้ง พ่อแม่ผู้ปกครอง อาจปล่อยให้เด็กร้องไห้ หรืออาละวาด แม้ว่าการทำแบบนี้จะต้องอาศัยความอดทนเป็นอย่างมาก ถ้าการร้องไห้โวยวายของเด็กมีความรุนแรงขึ้นมาก ก็ควรพาเด็กไปยังอีกห้องหนึ่ง และมีผู้ใหญ่อีกคนคอยปลอบ อย่าปล่อยให้เด็กต้องร้องไห้คนเดียว

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การปลอบเด็กให้เด็กหยุดร้องไห้มีหลายวิธี ดังนี้

  • พาเด็กไปบริเวณที่เงียบที่สุดของห้องเรียน หรือนอกระเบียงทางเดิน นำเก้าอี้สองตัวมาวางติดกัน โดยให้เด็กนั่งเก้าอี้ตัวหนึ่ง ส่วนครูก็นั่งเก้าอี้อีกตัวข้างๆ เด็ก ครูควรนั่งกับเด็กจนกว่าเด็กจะหยุดร้องไห้ โดยพยายามไม่พูดกับเด็กในขณะที่เด็กกำลังร้องไห้อยู่
  • เมื่อเด็กหยุดร้องไห้ ครูก็สามารถเริ่มถามถึงปัญหาของเด็กได้ พยายามอย่าเร่งเร้าเด็กเมื่อถามคำถาม ครูควรถามคำถามเด็กโดยไม่คาดคั้นเอาคำตอบจากเด็กมากจนเกินไป ตัวอย่างเช่น อย่าถามเด็กว่า “ร้องไห้ทำไม” แต่ควรเปลี่ยนจากประโยคคำถามเป็นประโยคบอกเล่าแทน โดยครูควรพูดกับเด็กว่า “ครูอยากรู้ว่าหนูเสียใจเรื่องอะไร” เมื่อครูพูดเป็นประโยคบอกเล่า จะดูเหมือนครูไม่ได้กำลังสอบถามเด็กอยู่ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูไม่ควรทำ)
  • หากเด็กไม่บอกครูทันทีว่าทำไมเด็กจึงร้องไห้ ก็อย่าบังคับเด็กให้ตอบคำถาม ครูควรบอกเด็กว่า ครูจะปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียวสักครู่ พร้อมทั้งบอกกับเด็กว่า ในช่วงเวลาที่ครูให้อยู่คนเดียว ให้เด็กคิดถึงเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ที่ทำให้เด็กร้องไห้ จากนั้นก็ค่อยกลับไปหาเด็กในอีก 5 ถึง 10 นาทีต่อไป หากเด็กพร้อมที่จะคุย ก็ให้ครูปฏิบัติตามคำแนะนำข้อสอง
  • เมื่อครูค้นพบสาเหตุของปัญหา ครูควรพูดคุยกับเด็กถึงวิธีการแก้ปัญหาที่พอจะเป็นไปได้ และนำเด็กกลับเข้าชั้นเรียน พยายามทำให้เด็กรู้สึกดีขึ้นโดยเริ่มให้เด็กได้ทำกิจกรรมใหม่ และสอนบทเรียนใหม่ ครูควรแจ้งให้พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กได้ทราบด้วย เมื่อเด็กกลับถึงบ้าน อย่างไรก็ตาม แม้การปลอบเด็กไม่ให้ร้องไห้จะเป็นงานที่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อครูไม่เคยประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าวมาก่อน ทั้งนี้ ครูก็ควรจินตนาการว่าตนเป็นเด็ก และพยายามปฏิบัติกับเด็กให้เหมือนกับที่ครูอยากถูกปฏิบัติ

บรรณานุกรม

  1. Crying in childhood - http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/article/002396.htm [2013, June 10]
  2. Teacher tips: How to comfort a crying child - http://www.helium.com/items/1594896-teacher-tips-how-to-comfort-a-crying-child [2013, June 10]
  3. Crying in Childhood - http://www.healthopedia.com/crying-in-childhood/ [2013, June 10]
  4. Understanding Tears and Tantrums - http://www.awareparenting.com/tantrums.htm [2013, June 10]
  5. How to deal with frequent crying of children - http://en.alukah.net/Fatawa_Counsels/0/568/ [2013, June 10]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน