หน้าหลัก » บทความ » ลูกติดขวดนม (Bottle Weaning)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ลูกติดขวดนม

เด็กติดขวดนม (Bottle Weaning) หมายถึง เด็กที่มีความผูกพันกับขวดนมมากเป็นพิเศษ โดยจะมีขวดนมติดมือไปไหนมาไหนด้วยเกือบตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะนอกจากขวดนมจะเป็นแหล่งของสารอาหารที่สำคัญสำหรับเด็กแล้ว ขวดนมยังอาจหมายถึงความสบายใจและความปลอดภัยอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การให้เด็กเลิกขวดนมก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะตั้งแต่ช่วงอายุ 6 เดือนเป็นต้นไป สารอาหารที่ได้จากนมผงหรือแม้กระทั่งนมแม่เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอต่อการตอบสนองพัฒนาการที่สำคัญของเด็ก เด็กจึงต้องรับประทานอาหารประเภทอื่นเป็นหลักควบคู่ไปกับการดื่มนม อีกทั้งหากปล่อยให้เวลาผ่านไปนานจนเกินไป ความยากลำบากในการแทนที่ขวดนมของลูกด้วยถ้วยให้ประสบความสำเร็จนั้น ย่อมแปรผันสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

กุมารแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำให้พ่อแม่เริ่มให้ลูกใช้ถ้วยแทนขวดนมเมื่อพวกเขาอายุได้ 6 เดือน โดยในช่วงแรก แม้นมส่วนใหญ่ที่ลูกพยายามดื่มจากถ้วยจะหกลงพื้นมากกว่าเข้าสู่ช่องปาก แต่เมื่อลูกอายุได้ 12 เดือน การทำงานประสานกันของร่างกายในเด็กส่วนใหญ่จะดีขึ้น อีกทั้งเด็กจะมีความชำนาญในการใช้มือมากขึ้น โดยจะสามารถถือและดื่มนมจากถ้วยได้เป็นอย่างคล่องแคล่ว ผู้ปกครองจึงควรให้ลูกดื่มน้ำทุกชนิดจากถ้วยในระยะนี้ เพื่อช่วยสนับสนุนพัฒนาการทางกล้ามเนื้อของลูกให้ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกคุ้นเคยกับการใช้ถ้วยแทนขวดนมอีกด้วย สิ่งที่พ่อแม่ควรตระหนักอยู่เสมอก็คือ เด็กแต่ละคนมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน เด็กบางคนสามารถใช้ถ้วยได้เลยในทันที ในขณะที่บางคนยืนยันที่จะใช้ขวดนมเหมือนเดิม ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาในการปรับตัวของเด็กจะอยู่ที่ประมาณตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์ ไปจนถึงหลายเดือน เพราะฉะนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองจึงควรมีความอดทน และค่อยๆ ฝึกลูกให้เคยชินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ ข้อสนับสนุนการเลิกขวดนมตั้งแต่อายุยังน้อยได้รับการยืนยันด้วยงานวิจัย ซึ่งระบุว่าการใช้ขวดนมติดต่อกันเป็นเวลานานสามารถเป็นสาเหตุของโรคฟันผุจากขวดนม (Baby Bottle Tooth Decay: BBTD) หรือโรคฟันผุในเด็กปฐมวัย (Early Childhood Caries: ECC) นอกจากนี้ การใช้ขวดนมยังอาจส่งผลให้เด็กดื่มนมในปริมาณมากจนเกินไป เพราะเด็กที่ติดขวดนมมักดื่มนมตามแต่ความพึงพอใจ โดยอาจนำไปสู่ปัญหาเด็กน้ำหนักเกินและโรคอ้วน (Obesity) รวมถึงปัญหาความไม่สมดุลหรือไม่เพียงพอของสารอาหารที่ร่างกายต้องการ เนื่องจากเด็กดื่มนมในปริมาณมากเกินไป จนส่งผลให้ไม่ยอมรับประทานอาหารชนิดอื่นที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อพัฒนาการของร่างกาย

ปัญหาเด็กติดขวดนมมีลักษณะอย่างไร?

กุมารแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำว่า พ่อแม่ควรให้ลูกเลิกขวดนมได้ตั้งแต่ในช่วงอายุ 6 เดือน และให้เลิกได้อย่างเด็ดขาดภายในอายุ 2 ขวบ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดกับลูก ซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • เด็กมีปัญหาเกี่ยวกับฟัน เนื่องจากเด็กวัยหัดเดิน (toddler) มีแนวโน้มการถือขวดนมติดมือ จึงทำให้เด็กมีแนวโน้มในการบริโภคนมที่มากขึ้น ต่างจากเด็กทารกที่ดื่มนมในอ้อมแขนของแม่ และขวดนมได้รับการนำออกไปเมื่อเสร็จสิ้นช่วงเวลาการให้นม น้ำตาลในนมที่ค้างอยู่ในช่องปากเป็นเวลานานจะถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์ในช่องปากและเกิดเป็นกรด ซึ่งสามารถทำลายแคลเซียมในฟัน (Decalcification) อันจะนำไปสู่ปัญหาฟันผุ (Dental caries) ในที่สุด
  • เด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะธาตุเหล็ก (Iron) เนื่องจากแคลเซียมที่เด็กได้รับจากนมผงจะไปยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็ก นอกจากนี้ การดื่มนมในปริมาณมากเนื่องจากนิสัยติดขวดนมของเด็กยังส่งผลให้เด็กรับประทานอาหารชนิดอื่นได้น้อย ในขณะที่ร่างกายของเด็กต้องการสารอาหารที่เพิ่มขึ้นในการเจริญเติบโต เพราะฉะนั้นเด็กจึงมักมีปัญหาไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอจากแหล่งอาหารอื่น
  • ปัญหาโรคอ้วน (Obesity) เด็กที่ติดขวดนมมักได้รับปริมาณนมในระดับที่สูงกว่าปกติ โดยอาจสูงเกินวันละ 32 ออนซ์ ในขณะที่เด็กควรดื่มนมวันละ 2-3 หน่วยบริโภคหรือประมาณ 16-24 ออนซ์ต่อวันเท่านั้น อีกทั้งในนมยังอุดมไปด้วยสารอาหารในหมู่คาร์โบไฮเดรตและไขมัน จึงอาจทำให้เด็กที่มีปัญหาติดขวดนม ซึ่งมักดื่มนมบ่อยและปฏิเสธอาหารประเภทอื่น มีปัญหาน้ำหนักเกินและปัญหาโรคอ้วนได้
  • เด็กมีบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากเด็กจะให้ความสนใจกับขวดนมมากกว่าการทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้เด็กมักถือขวดนมติดมือไปมา และนอนดูดนมอย่างเพลิดเพลินเมื่อรู้สึกอยาก ทำให้เด็กมีนิสัยกินจุบจิบ อีกทั้งยังมักชอบดูดนิ้วอีกด้วย
  • เด็กมีพัฒนาการบางประการที่ล่าช้า ซึ่งไม่ได้เกิดจากความบกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา หรืออารมณ์ หากแต่เกิดจากการที่เด็กหมกมุ่นอยู่แต่กับขวดนม จนทำให้ขาดโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างหรือแม้กระทั่งสนใจสิ่งรอบข้าง เช่น ขาดทักษะในการทำกิจกรรมหรือการแก้ปัญหา ขาดทักษะในการเข้าสังคม รวมถึงมีพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กไม่เต็มที่ เพราะเด็กมักถือแต่ขวดนม ซึ่งทำให้เด็กไม่ได้ฝึกกล้ามเนื้อหรือความสัมพันธ์ในการทำงานของอวัยวะต่างๆ เป็นต้น

ปัญหาติดขวดนมมีสาเหตุมาจากอะไร?

สาเหตุของปัญหาเด็กติดขวดนมอาจจำแนกได้เป็น 3 ปัจจัย คือ ปัจจัยที่เกิดจากตัวเอง ปัจจัยอันเกิดจากผู้ปกครอง รวมทั้งจังหวะและเวลา ดังนี้

  • ปัจจัยอันเกิดจากตัวเด็ก เช่น เด็กรู้สึกมีความสุขหรือสบายใจเมื่อได้ดูดนมจากขวด เด็กไม่มีความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง หรือเด็กเคยชินกับขวดนมมากจนเกินไป
  • ปัจจัยอันเกิดจากผู้ปกครอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากความใจอ่อนของผู้ปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยอมให้ลูกกลับไปใช้ขวดนมในขณะที่เริ่มฝึกลูกใช้ถ้วยหรือการดูดนมจากกล่องแทนแล้ว ไม่ว่าสาเหตุของการกระทำดังกล่าวของผู้ปกครองจะมาจากการที่ลูกงอแงหรือต่อต้านความเปลี่ยนแปลง แต่ก็สามารถทำให้ลูกรู้สึกสับสน และอาจทำให้การแก้ปัญหาเด็กติดขวดนมเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
  • จังหวะและเวลา โดยตั้งแต่ลูกอายุได้ 6 เดือนเป็นต้นไป จะเริ่มแสดงความสนใจในการดื่มนมหรือการรับประทานอาหารด้วยวิธีใหม่ ดังนั้นหากผู้ปกครองสังเกตเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าจังหวะและเวลาที่เหมาะสมในการเลิกขวดนมของลูกได้มาถึงแล้ว เนื่องจากลูกมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค แต่หากพ่อแม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนลูกมีอายุเกินกว่า 18 เดือน แนวโน้มที่ลูกจะผูกพันกับขวดนมย่อมมากขึ้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเลิกขวดนมของลูกในอนาคต

ปัญหาเด็กติดขวดนมมีความสำคัญอย่างไร?

เด็กแต่ละคนมีความพร้อมในการเลิกขวดนมต่างกัน หรือบางคนอาจเลิกขวดนมได้เองตามธรรมชาติโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ อย่างไรก็ตาม หากเด็กมีแนวโน้มของอาการติดขวดนม การช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนก็สมควรต้องเกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะหากปล่อยไว้ ยิ่งเวลาผ่านไป เด็กจะยิ่งติดขวดนมมากยิ่งขึ้นจนทำให้การเลิกขวดนมกลายเป็นเรื่องที่ยาก โดยในบางกรณี พ่อแม่อาจต้องปรึกษาแพทย์ร่วมด้วย เพราะปัญหาเด็กติดขวดนมอาจเป็นต้นเหตุของปัญหาเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก ซึ่งได้แก่ “โรคฟันผุ” จนอาจกล่าวได้ว่าปัญหาเด็กติดขวดนมและโรคฟันผุเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กไม่สามารถเข้านอนในเวลากลางคืนได้โดยไม่มีขวดนม ทั้งนี้เพราะหากเด็กดูดนมจากขวดเป็นระยะเวลานาน หรือมีน้ำนมค้างอยู่ในช่องปากเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลให้เกิดกรดที่ทำลายผิวฟันจนเกิดฟันผุ (Cavity) ทั้งนี้โรคฟันผุอันเกิดจากขวดนมของเด็ก (Baby Bottle Tooth Decay: BBTD) ซึ่งเป็นปัญหาฟันผุชนิดรุนแรงในเด็กปฐมวัย (Early Childhood Caries: ECC) มักตรวจพบได้ง่ายบริเวณด้านหลังของฟันหน้าและฟันกรามล่าง ซึ่งเป็นฟันส่วนที่สัมผัสจุกนมมากที่สุด รวมถึงเป็นส่วนที่น้ำนมติดค้างอยู่มากที่สุด โดยหากเด็กฟันผุจนถึงขั้นจำเป็นต้องได้รับการถอนฟัน ปัญหาอื่นที่อาจตามมาได้ เช่น การเคี้ยวและกลืนอาหารที่ไม่ปกติ การพูด รวมถึงส่งผลกระทบต่อการงอกของฟันแท้ เช่น ฟันแท้อาจไม่ขึ้น หรือเกิดปัญหาฟันคุด และอาจทำให้ฟันแท้เรียงตัวไม่สวยงามอีกด้วย เป็นต้น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกติดขวดนมได้อย่างไร?

โดยปกติแล้ว เด็กที่ดื่มนมจากถ้วยหรือรับประทานอาหารชนิดอื่นจากช้อน นอกจากเหนือไปจากดื่มนมจากขวดเพียงอย่างเดียว จะเริ่มแสดงความสนใจต่อนมจากอกแม่หรือจากขวดลดลงในช่วงระหว่าง 6-12 เดือน และเด็กจำนวนมากจะเลิกขวดนมเองเมื่ออายุได้ 12 เดือน อย่างไรก็ตามหากเด็กไม่เลิกขวดนมเองหลังจากอายุ 12-18 เดือน ผู้ปกครองควรจะต้องช่วยให้ลูกเลิกขวดนม ซึ่งลูกก็จะปฏิบัติตามได้ดี แต่หากเด็กมีอายุเกินกว่า 18 เดือนแล้ว มักจะติดขวดนมอย่างมาก และจะต่อต้านการเลิกขวดนม ซึ่งการช่วยเหลือให้เด็กเลิกขวดนมนั้นมีแนวทางการปฏิบัติ 2 ลักษณะ คือ แนวทางค่อยเป็นค่อยไปสำหรับเด็กที่ยังไม่พร้อมเท่าที่ควร และแนวทางสำหรับเด็กที่มีความพร้อมอย่างเต็มที่

สำหรับเด็กที่ยังไม่พร้อมเท่าที่ควร ผู้ปกครองสามารถช่วยให้การเลิกขวดนมของลูกประสบความสำเร็จได้โดยการปฏิบัติตามวิธีดังต่อไปนี้

  • เริ่มใช้ถ้วยเป็นภาชนะสำหรับใช้ดื่มให้แก่เด็กเป็นระยะเวลาติดต่อกันสักพักหนึ่ง ให้เด็กลองดื่มจากถ้วย และมอบถ้วยเปล่าให้เด็กเล่นเพื่อให้เด็กรู้สึกคุ้นเคย
  • ใช้ถ้วยแทนขวดนมวันละ 1 ครั้งเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงเพิ่มการใช้ถ้วยให้มากขึ้น โดยใช้ถ้วยแทนขวดสำหรับการดื่มนมของลูกตลอดทั้งวัน
  • ให้เด็กเลือกถ้วยที่ตนเองชอบ อาจจะเป็นลวดลายสีสันที่ออกแบบเอง หรือใช้หลอดแฟนซีกับถ้วยเพื่อดึงดูดความสนใจในระยะแรก
  • เก็บขวดนมให้พ้นสายตาของลูกแล้วแทนที่ด้วยถ้วย โดยหากลูกโตพอที่จะเข้าใจ ผู้ปกครองสามารถอธิบายให้ลูกฟังได้ว่าถึงเวลาที่ลูกต้องเลิกใช้ขวดนมแล้ว และสร้างความมั่นใจให้กับลูก โดยใช้ความรักและเมตตาร่วมกับเหตุและผล โดยอาจให้ลูกมาช่วยในการเก็บขวดนมเข้าห้องเก็บของอย่างถาวร เพื่อเตรียมพร้อมลูกสำหรับความเปลี่ยนแปลง ทำให้ลูกได้ภูมิใจกับการเติบโตไปอีกขั้นของตนเอง
  • แทนที่ขวดนมในเวลาก่อนนอนด้วยถ้วย ทั้งนี้การไม่ให้ขวดนมลูกก่อนนอนถือเป็นสิ่งท้าทายที่สุดในการเลิกขวดนม อย่างไรก็ตาม เมื่อพ่อแม่ตัดสินใจให้ลูกเลิกใช้ขวดนมอย่างเด็ดขาดแล้ว ต่อให้ลูกปฏิเสธหรือร้องขอขวดนม พ่อแม่ก็ไม่ควรใจอ่อน ทั้งนี้เพราะหากพ่อแม่ยอมให้ลูกกลับไปใช้ขวดนม อาจทำให้เด็กสับสน ซึ่งจะยิ่งทำให้การเลิกขวดนมยากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
  • สร้างกิจวัตรก่อนนอนแบบใหม่แทนการดื่มนมจากขวดนม เช่น ให้ลูกดื่มนมจากถ้วยพร้อมกับขนมเล็กน้อย ก่อนจะให้ลูกอาบน้ำ แปรงฟัน ตามด้วยการเล่านิทาน การกอดด้วยความรักใคร่ และการแสดงความรัก เป็นต้น เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและผ่อนคลายอันจะช่วยให้เด็กคล้อยตามการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น

ส่วนเด็กที่มีความพร้อมในการเปลี่ยนจากการดื่มนมด้วยขวดเป็นการดื่มจากถ้วยอย่างเต็มที่นั้น มักจะเริ่มตั้งแต่เด็กอายุได้ 12 เดือน ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในการเลิกขวดนม อีกทั้งหากเด็กได้มีโอกาสใช้ถ้วยในการดื่มนมแล้ว ผู้ปกครองอาจใช้วิธีการดังต่อไปนี้เพิ่มเติม

  • หากพ่อแม่เคยให้เด็กใช้แก้วหัดดื่ม (Sippy cup) มาก่อน ให้เปลี่ยนมาใช้แก้วแบบไม่มีฝาปิดในทันที โดยเก็บแก้วหัดดื่มซึ่งมีฝาปิดไว้ใช้เฉพาะในเวลาที่จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้นมหก เช่น บนรถ
  • ใช้ถ้วยสำหรับใส่น้ำทุกประเภทที่ให้เด็กดื่ม เช่น น้ำเปล่า น้ำผลไม้ และนม

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรรับรู้ คือ การใช้แก้วหัดดื่ม (Sippy cup) ก็อาจทำให้เกิดปัญหาเช่นกัน กล่าวคือ เด็กอาจติดแก้วดังกล่าวในลักษณะที่ติดขวดนม อีกทั้งงานวิจัยยังกล่าวว่า ทั้งขวดและแก้วหัดดื่มต่างเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่ออุบัติเหตุในเด็ก โดยเฉพาะเมื่อเด็กหกล้มระหว่างที่เดินหรือวิ่งในขณะที่มีขวดนมหรือแก้วหัดดื่มในปาก นอกจากนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครองควรตระหนักว่า การให้ลูกดื่มนมที่ถูกต้อง คือ การให้ดื่มในขณะที่หิวเท่านั้น หรือเมื่อลูกโตขึ้น การให้ดื่มนมควรเกิดขึ้นหลังจากที่ลูกได้รับประทานอาหารในแต่ละมื้อแล้ว

เกร็ดความรู้เพื่อครู

โดยปกติแล้ว เด็กควรจะเลิกขวดนมได้เมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงก่อนวัยเรียน ดังนั้น จึงหมายความว่า โรงเรียนจะยังไม่มีบทบาทในปัญหาติดขวดนมในเวลาดังกล่าว เว้นเสียแต่ว่าปัญหาติดขวดนมจะติดตัวเด็กเรื่อยมาจวบจนกระทั่งเด็กเริ่มเข้าโรงเรียน ครูจึงกลายเป็นบุคคลสำคัญที่จะต้องช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาให้กับเด็ก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะนิสัยติดขวดนมที่พบในเด็กที่เริ่มไปโรงเรียน ย่อมสะท้อนถึงระดับปัญหาที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยแนวทางสำหรับครูในการช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาเด็กติดขวดนมเรื้อรัง ได้แก่

  • ประสานกับผู้ปกครอง โดยให้ความรู้และขอความร่วมมือในการใช้เทคนิควิธีการต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กเลิกขวดนม ทั้งนี้ ความรู้ความเข้าใจของผู้ปกรองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ว่าเด็กควรจะเลิกขวดนมเมื่อไหร่ เพราะเหตุใด และจะสามารถช่วยได้อย่างไรบ้าง
  • กระตุ้นพฤติกรรมพึงประสงค์ด้วยการให้รางวัล ชมเชย รวมถึงใช้การเรียนรู้ทางอ้อม ผ่านนิทาน สื่อการสอน และจากสังคมรอบข้างคือเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน เพื่อให้เด็กเห็นถึงประโยชน์ของพฤติกรรมพึงประสงค์และโทษของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
  • จัดกิจกรรมให้เด็กทำเพื่อดึงความสนใจของเด็กจากขวดนม การปล่อยให้เด็กติดขวดนมจะทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะได้ทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น การเล่นของเล่นและพูดคุยกับผู้อื่น ที่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก
  • ส่งเสริมสุขอนามัยทางช่องปาก ด้วยการให้เด็กแปรงฟันและใช้ฟลูออไรด์เพื่อป้องกันปัญหาฟันผุที่อาจเกิดขึ้น
  • ไม่อนุญาตให้เด็กนำขวดนมมาโรงเรียน โดยขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง

บรรณานุกรม

  1. Can Bottle Feeding Damage Your Baby's Teeth? - http://www.kidspot.com.au/familyhealth/Conditions-and-Disorders-Teeth-and-mouth-Can-bottle-feeding-damage-your-babys-teeth+4586+211+article.htm [2013, May 27]
  2. Early Childhood Caries - http://en.wikipedia.org/wiki/Early_childhood_caries [2013, May 27]
  3. Helping Baby Kick the Bottle - http://www.parents.com/toddlers-preschoolers/development/social/helping-baby-kick-the-bottle [2013, May 27]
  4. Helping the Toddlers Give Up the Bottle - http://babyparenting.about.com/od/bottlestoddlers/a/Helping-Your-Toddlers-Give-Up-The-Bottle.htm [2013, May 27]
  5. How to Wean Your Baby off the Bottle - http://www.ehow.com/how_4250_wean-baby-bottle.html [2013, May 27]
  6. Stopping the Bottle - http://kidshealth.org/parent/pregnancy_newborn/feeding/no_bottles.html# [2013, May 27]
  7. Weaning Your Formula-Fed Baby-Switching from Bottle to Sippy Cup - http://www.babble.com/baby/babble-formula-feeding-guide/formula-feeding-guide-weaning-bottle-cup [2013, May 27]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน