หน้าหลัก » บทความ » ลูกติดของใช้ (Children’s Attachment to Transitional Objects)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ลูกติดของใช้ (Children’s Attachment to Transitional Objects) หมายถึง ลักษณะพฤติกรรมของเด็กที่หาที่พึ่งสำหรับความอบอุ่นใจเป็นของใช้ใกล้ตัว เช่น ตุ๊กตา หมอน หรือผ้าห่ม จนมีอาการหวงแหนของสิ่งนั้นมากเป็นพิเศษ เพราะเมื่อเด็กพยายามเข้าใจตนเองและเริ่มแยกแยะตนเองออกจากสิ่งรอบข้าง รวมถึงพยายามพึ่งตนเองมากกว่าขอความช่วยเหลือจากครอบครัว เด็กมักหันไปหา “ของใช้” ซึ่งให้ความรู้สึกปลอดภัยเหมือนคนในครอบครัว อีกทั้งยังถือเป็นสิ่งของชิ้นแรกที่เป็นของเด็กอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ในตอนแรกเริ่ม เด็กเล็กมักมองว่าตนเองและแม่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปและเด็กรับรู้ได้ว่าความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เด็กจึงรู้สึกเสมือนบางอย่างได้ขาดหายไป จากที่เคยรู้สึกว่าสามารถพึ่งตนเองได้ จึงกลับกลาย เป็นช่วงเวลายากลำบากในการปรับตัว และนำมาซึ่งความไม่พึงพอใจและความวิตกกังวล เนื่องจากในความเป็นจริงแล้วนั้นแม่ไม่สามารถอยู่กับเด็กได้ตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนั้น เด็กจึงจำเป็นต้องหาที่พึ่งสำหรับความอบอุ่นใจ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็มักเป็นของใช้ใกล้ตัวของเด็กเอง ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา หมอน หรือผ้าห่ม โดยของใช้เหล่านี้ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของแม่ และยังสามารถอยู่กับเด็กได้ตลอดเวลา ในขณะที่แม่เริ่มแยกตัวออกไปเป็นระยะเวลานานขึ้น ซึ่งสิ่งของที่เด็กติดนั้น ถือว่ามีความสำคัญต่อเด็กเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเข้านอนหรือในเวลาที่เด็กมีความเครียด

ในเวลาต่อมา เด็กจะสามารถพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเองและสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองหรือโลกภายนอกได้อย่างชัด เจน ซึ่งทำให้เด็กไม่มีความจำเป็นต้องใช้สิ่งของบางอย่างเพื่อสร้างความรู้สึกอบอุ่นมั่นคงแทนแม่อีกต่อไป

เด็กส่วนใหญ่จะเลิกติดของใช้ไปเองเมื่อโตขึ้น แต่ถึงกระนั้น พ่อแม่ก็สามารถมีส่วนช่วยกระตุ้นขั้นตอนของการเลิกติดของใช้ของลูกได้ ด้วยการค่อยๆจำกัดเวลาที่ลูกใช้อยู่กับของรักของหวงของตน รวมถึงสถานที่ที่ลูกจะสามารถนำสิ่งของดังกล่าวติดตัวไปได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเด็กจะสามารถเลิกพฤติกรรมติดของใช้ได้แล้ว แต่ก็อาจกลับไปติดของใช้ชิ้นเดิมได้อีก เมื่อถูกกระทบด้วยเหตุการณ์สำคัญซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต เช่น การมีน้อง การย้ายบ้าน หรือการเข้าโรงเรียน แต่การกลับไปติดของใช้ของเด็กก็จะปรากฏเพียงชั่วเวลาสั้นๆเช่นเดียวกัน

ปัญหาติดของใช้มีลักษณะอย่างไร?

โดยปกติแล้ว พฤติกรรมการติดของใช้ จะปรากฏขึ้นในช่วงที่เด็กกำลังก้าวผ่านการเป็นผู้พึ่งพิงไปสู่การเป็นผู้ที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เด็กมักพัฒนานิสัยการติดของใช้ขึ้นในช่วงปลายของขวบปีแรก และจะมีลักษณะรุนแรงที่สุดในช่วงอายุ 18-24 เดือน และจะดำเนินต่อไปจนเมื่ออายุ 39 เดือน และหลังจากนั้นจึงจะค่อยๆลดลงและหายไป มีเพียงประมาณ 8% ของเด็กอายุ 5 ขวบครึ่งเท่านั้นที่ยังคงติดผ้าห่ม ของใช้อื่นๆที่เด็กสามารถรู้สึกผูกพันและติดได้ เช่น ผ้าอ้อม หมอน ตุ๊กตา หรืออาจเป็นสิ่งของเกือบทุกอย่างที่มีลักษณะนิ่มและให้ความรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้สัมผัส

แม้ว่าในสายตาของผู้ใหญ่ พฤติกรรมติดของใช้ของลูกอาจไม่ใช่สิ่งที่พึงประสงค์นัก แต่ในทางกลับกัน การติดของใช้นั้นก็เป็นผลดีแก่ตัวเด็กเองเช่นกัน ทั้งนี้เพราะของรักของหวงของลูกเปรียบเสมือนตัวแทนของพ่อแม่ และสามารถช่วยในการแยกจากกันระหว่างพ่อแม่กับเด็ก โดยที่เด็กยังคงสามารถรู้สึกอบอุ่นใจได้ด้วยความรู้สึกคุ้นเคยที่ได้จากของใช้ดังกล่าว นอกจาก นี้ ของใช้ชิ้นโปรดยังช่วยเด็กให้รู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้ง่ายขึ้นในเวลากลางคืน ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่า ในระหว่างการตรวจโรคเด็ก (Pediatric examination) ในเด็กอายุ 3 ขวบ ผลปรากฏว่าเด็กที่ได้รับการอนุญาตให้นำของใช้ของตนเข้าไปด้วยจะมีความกังวลใจน้อยกว่าเด็กที่ไม่มีของรักของหวงในขณะที่ได้รับการตรวจ นอกจากนี้ การมีของใช้ติดตัวยังช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ให้กับเด็กได้อีกด้วย

ในขณะที่พ่อแม่มักรู้สึกรำคาญใจในพฤติกรรมติดของใช้ของเด็ก เพราะภาระหน้าที่ในการตามหาของใช้ที่ลูกนำไปวางไว้ผิดที่ผิดทางย่อมตกอยู่ที่พ่อแม่ อีกทั้งยังต้องคอยปลอบโยนเมื่อของใช้นั้นหายไป นอกจากนี้ สถานรับเลี้ยงเด็กและโรง เรียนยังมักห้ามไม่ให้เด็กนำของใช้ติดตัวมาด้วย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเครียดต่อเด็กโดยไม่จำเป็น

งานวิจัยจาก University of Wisconsin-Milwaukee ระบุว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว ของใช้ที่เด็กผูกพันมากมักจะมีชื่อเล่นที่สามารถทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัยได้เป็นอย่างดี และประโยชน์ของการติดของใช้ ได้แก่ เด็กจะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ที่ไม่คุ้นเคยได้ดีกว่าเด็กโดยทั่วไป รวมถึงช่วยในการเรียนรู้ และทำให้มีสุขภาพจิตที่ดี นอกจากนี้ งานวิจัยดังกล่าวยังระบุอีกว่า พฤติกรรมการติดของใช้ไม่ถือเป็นปัญหาความผิดปกติ โดยในประเทศสหรัฐอเมริกา เด็กจำนวนกว่า 60% จะมีของใช้ที่ผูก พันเป็นพิเศษอย่างน้อยหนึ่งชิ้น

ปัญหาติดของใช้มีสาเหตุมาจากอะไร?

เด็กส่วนใหญ่ติดของใช้ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น ตุ๊กตา หมอน ผ้าห่ม โดยมีสาเหตุของการติดสิ่งของเหล่านั้นในลักษณะที่แทบไม่แตกต่างกัน และถึงแม้ว่าเด็กบางคนอาจไม่ติดของใช้ใดๆ แต่สำหรับเด็กที่ติดของใช้แล้ว สาเหตุสำคัญมักได้แก่

  • ความรู้สึกปลอดภัย เนื่องจากของใช้ที่เด็กติดเหล่านี้มีลักษณะเป็นสื่อโยงใยถึงแม่ ซึ่งให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่เด็กใน ช่วงวัยที่เด็กกำลังเริ่มเรียนรู้โลกภายนอกและพยายามพึ่งตนเอง
  • ความรู้สึกผ่อนคลายในเวลาที่เด็กกลัวหรือขาดความมั่นใจ
  • ความรู้สึกคุ้นเคย ซึ่งทำให้เด็กสามารถเป็นตัวของตัวเองได้เหมือนเวลาอยู่ที่บ้าน
  • สัญลักษณ์ของบ้าน โดยจะทำให้เด็กสัมผัสได้ถึงความรู้สึกด้านบวกและความสะดวกสบายที่ได้รับจากบ้าน และเนื่อง จากเป็นของใช้ที่เด็กถือติดตัวตลอดเมื่ออยู่ที่บ้าน ดังนั้น จึงเป็นเสมือนเครื่องย้ำเตือนว่าเด็กจะได้กลับบ้านไปพบกับคนในครอบ ครัวที่ตนคุ้นเคยอีกครั้ง
  • ผิวสัมผัส บ่อยครั้งที่เด็กติดของใช้บางชิ้นเป็นพิเศษ เนื่องจากผิวสัมผัสที่นิ่มและลื่นมือ
  • กลิ่น อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของปัญหาติดของใช้ ซึ่งอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมเด็กจึงไม่อยากให้ผู้ปกครองซัก
  • ล้างทำความสะอาดของรักของหวงของตน
  • ความทรงจำที่ดี เด็กอาจติดของใช้เนื่องจากเคยผ่านเหตุการณ์ที่ดีร่วมกับสิ่งของดังกล่าว หรือเป็นสิ่งของที่ทำให้เด็กนึกถึงช่วงเวลาที่ดีในอดีต เช่น รูปถ่าย
  • หากเด็กยังคงติดของใช้ในช่วงหลัง 2 ขวบไปจนถึง 5 ขวบ หรือกลับไปติดของใช้อีกหลังจากที่หยุดไปแล้ว อาจเกิดจากสาเหตุทางด้านจิตใจ เช่น เด็กมีภาวะเครียด หรือมีปัญหาที่โรงเรียน เป็นต้น

ปัญหาติดของใช้มีความสำคัญอย่างไร?

โดยทั่วไปแล้ว การติดของใช้ของเด็กนั้นไม่ได้ถือเป็นปัญหาหรือเป็นพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง โดยเด็กส่วนใหญ่ในช่วงอายุระหว่าง 2-5 ขวบจะมีความพร้อมที่จะปล่อยมือจากของรักของหวงของตนเอง แม้ว่าอาจจะกลับมาติดได้อีกเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เครียดจากการเปลี่ยนแปลงในชีวิต อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการติดของใช้จะค่อนข้างเป็นเรื่องปกติ แต่พ่อแม่ก็ควรหมั่นสังเกตลูกอย่างใกล้ชิด หากลูกใช้เวลาอยู่แต่กับของใช้ชิ้นโปรด แทนที่จะเล่นของเล่น ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน หรือเล่นกับเด็กคนอื่นๆ หากเป็นเช่นนั้น พ่อแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะพฤติกรรมดังกล่าวอาจบ่งบอกถึงปัญหาที่แฝงอยู่ เช่น ลูกอาจมีภาวะความเครียดอันอาจเกิดขึ้นจากคนในครอบครัว หรืออาจมีปัญหากับเด็กคนอื่นหรือผู้รับเลี้ยงดูก็เป็นได้

นอกจากนี้ พ่อแม่ส่วนใหญ่มักกังวลว่าลูกจะได้รับเชื้อโรคจากของใช้ที่สกปรก ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่จึงควรสร้างเสริมนิสัยรักความสะอาดให้กับลูก และจัดตารางการทำความสะอาดของใช้ เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับการทำความสะอาดของใช้ของตน อย่าง ไรก็ดี การติดของใช้จำพวกตุ๊กตา หมอน หรือผ้าห่มนั้น ยังถือว่าดีกว่าลูกมีปัญหาติดจุกนม เพราะมิเช่นนั้นแล้ว อาจนำปัญหาในช่องปากมาให้พ่อแม่ปวดหัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย รวมไปถึงสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆที่ไม่เหมาะต่อการเป็นของรักของหวงของลูก เนื่อง จากมีขนาดและรูปร่างที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กได้ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมติดผ้าห่มของลูกก็อาจจะนำไป สู่ปัญหาการดูดนิ้ว (Thumb sucking) ซึ่งเป็นปัญหารบกวนจิตใจพ่อแม่ แต่ถึงกระนั้น อ้างอิงตามสถาบันกุมารเวชศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา (American Academy of Pediatrics) พฤติกรรมการดูดนิ้วไม่ถือเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง เช่นเดียวกันกับการติดของใช้ พฤติกรรมการดูดนิ้วถือเป็นเรื่องปกติและเป็นลักษณะทางธรรมชาติที่เด็กแสดงออกเพื่อผ่อนคลายตนเอง ที่สำคัญที่สุดคือ การติดของใช้รวมถึงการดูดนิ้วล้วนเป็นลักษณะพฤติกรรมแบบชั่วคราว โดยจะหายไปเมื่อเด็กสามารถพัฒนาวิธีการจัด การกับความเครียดที่เหมาะสมกว่าได้

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกติดของใช้ได้อย่างไร?

แม้ว่าปัญหาลูกติดของใช้จะเป็นลักษณะพฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ปกติ หรืออาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเจริญเติบโตของเด็กในช่วงก่อนวัยเรียน อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ก็ยังสามารถช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกติดของใช้ได้ เพื่อให้ลูกสามารถละจากของรักของหวงได้ง่ายขึ้นเมื่อถึงเวลาอันสมควร โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • ไม่ล้อลูกเกี่ยวกับพฤติกรรมติดของใช้
  • ไม่บังคับให้ลูกเลิกใช้ของใช้นั้นๆอย่างเด็ดขาด
  • กำหนดขอบเขตการใช้เพื่อจำกัดไม่ให้ลูกนำของใช้ติดตัวไปไหนต่อไหนตลอดเวลา เช่น อธิบายให้ลูกเข้าใจและตกลงกันว่าลูกสามารถนำของใช้ไปได้ทุกที่ในบ้าน แต่ไม่สามารถเอาออกนอกบ้านได้ หรืออาจเอาขึ้นรถพ่อแม่ไปด้วยได้ แต่เอาลงออกจากรถไม่ได้ ทั้งนี้ เด็กอาจจะยอมรับและปฏิบัติตามได้อย่างดีหากพ่อแม่มีเหตุผลที่เหมาะสม เช่น เพื่อป้องกันไม่ให้ของรักของหวงของลูกหล่นหายหรือสกปรก เป็นต้น
  • ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือลูก เช่น หาที่ให้ลูกเก็บของใช้เพื่อป้องกันการสูญหายหากลูกต้องออกไปเล่นนอกบ้าน หรือแนะนำให้ลูกวางไว้ในรถเข็นของลูก หรือไว้บนเบาะรถของพ่อแม่เมื่อถึงเวลาที่ลูกต้องไปยังสถานรับเลี้ยงเด็ก
  • จัดตารางทำความสะอาดเพื่อทำให้ลูกคุ้นเคยกับการทำความสะอาดของใช้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการรักษาสุขอนามัยของลูกแล้ว ยังทำให้ลูกไม่ยึดติดกับกลิ่นอันคุ้นเคยอีกด้วย
  • ซื้อของใช้สิ่งเดียวกันมาเพิ่ม หากของใช้ชิ้นเดิมเกิดชำรุดหรือหายไป พ่อแม่จะได้รับมือได้ทัน
  • พยายามทำให้มือของลูกไม่ว่าง ด้วยการหากิจกรรมที่น่าสนใจให้ลูก หรือสนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมที่ชอบบ่อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้ลูกได้ใช้เวลากับของรักของหวงน้อยลง เช่น ให้ลูกวาดรูป ระบายสี ต่อของเล่น เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ปกครองยังควรสนับสนุนให้ลูกช่วยเหลือในการจัดความเรียบร้อยในบ้าน โดยมอบหมายให้ลูกกระทำสิ่งต่างๆตามวัย เช่น ให้ลูกเก็บของเล่นด้วยตัวเอง หรือช่วยผู้ปกครองจัดโต๊ะอาหาร เป็นต้น
  • เป็นที่พึ่งให้แก่ลูก โดยการแสดงความรัก ความห่วงใย และหมั่นให้กำลังใจ เพื่อให้ลูกรับรู้ว่ามิใช่มีเพียงแต่ของใช้ของลูกที่สามารถทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายได้

เกร็ดความรู้เพื่อครู

โดยปกติแล้ว พฤติกรรมการติดของใช้มักจะเริ่มหายไปเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กที่ยังคงติดของใช้อยู่แม้ว่าจะเข้าเรียนระดับชั้นอนุบาลแล้ว ครูจะมีบทบาทในการช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาได้ ดังต่อไปนี้

  • ไม่อนุญาตให้เด็กนำของใช้ส่วนตัวมาที่โรงเรียน โดยให้เหตุผลว่า หากนำของใช้ติดตัวมาโรงเรียนด้วยก็อาจจะหายได้ รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับเด็กว่า เมื่อกลับไปบ้านเด็กก็จะได้พบของใช้ของตน
  • ยอมผ่อนปรนให้เด็กนำของใช้ติดตัวมาด้วยหากเด็กยืนกรานว่าจะต้องมีของใช้ติดตัวอยู่เสมอ แต่อย่างน้อย ครูและนัก เรียนต้องมีข้อตกลงร่วมกันคือ เด็กจะนำของใช้ออกมาได้เฉพาะในเวลาพักเท่านั้น
  • ยอมอนุญาตให้เด็กนำของใช้ออกมาได้ หากการกระทำดังกล่าวไม่ได้รบกวนต่อการเรียนการสอน หรือขัดขวางการทำกิจกรรมของเด็ก แต่การนำผ้าห่มออกไปยังสนามเด็กเล่นย่อมไม่ใช่พฤติกรรมที่เหมาะสม ดังนั้น ครูจึงสามารถผ่อนปรนกับเด็กเท่าที่จะสามารถทำได้เท่านั้น
  • คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นหลัก ของใช้ของเด็กอาจทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กได้หากเด็กนำไปทำกิจกรรมต่างๆ ด้วย ดังนั้นครูจึงควรมีมาตรการป้องกันความปลอดภัย
  • พยายามดึงความสนใจของเด็กออกจากของใช้ของตนด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจ
  • สังเกตกิจกรรมที่เด็กชอบมากเป็นพิเศษ และสนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมนั้นบ่อยๆ โดยไม่ให้มีของใช้ที่เด็กติดอยู่ในสายตา
  • ฝึกให้เด็กเก็บของใช้ของตนเองอย่างเป็นระเบียบในที่ที่จัดไว้ให้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการสูญหายและปัญหาที่อาจตามมา เช่น เด็กอาละวาด อันจะทำให้ปัญหาการติดของใช้แย่ลงกว่าเดิม
  • รับผิดชอบเด็ก ของใช้ของเด็ก และการกระทำของตนเอง หากครูอนุญาตให้เด็กนำของใช้มาโรงเรียน ครูจะต้องแบกรับความเสี่ยงของการสูญหาย อันตรายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเด็กนำของใช้ไปไหนมาไหน และอาจรวมถึงคำตำหนิจากผู้ปกครอง ดัง นั้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมา ครูควรจัดการปัจจัยเสี่ยงทุกอย่างให้รัดกุมตามคำแนะนำข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเวลาที่เด็กจะสามารถนำของใช้ออกมาได้ และการจัดที่เก็บของให้เหมาะสม เป็นต้น
  • เป็นครูผู้สร้างความมั่นใจให้แก่เด็ก ทั้งนี้เพราะเด็กที่ติดของใช้หมายถึงเด็กที่ต้องการที่พึ่งทางใจ ดังนั้น หากครูสามารถเป็นที่พึ่งทางใจของเด็กได้แล้ว พฤติกรรมดังกล่าวย่อมค่อยๆลดลงและจะหายไปในที่สุด

บรรณานุกรม

  1. Attachment to a Toy or Blanket - http://www.whattoexpect.com/toddler/behavior/attachment-to-blanket.aspx[2013, August 27]
  2. Comfort Object - http://en.wikipedia.org/wiki/Comfort_object [2013, August 27]
  3. Comfort Objects – http://www.gretchenshouse.com/wp-content/uploads/2009/11/ComfortObjects.pdf[2013, August 27]
  4. Understanding Children’s Attachment to Security Blankets - http://www.livestrong.com/article/274728-understanding-childrens-attachment-to-security-blankets [2013, August 27]
  5. Why Comfort Objects Work for Kids - http://www.hvparent.com/articlepost.aspx?id=596&c=4&t=ARTICLE [2013, August 27]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน