หน้าหลัก » บทความ » ลูกถูกรังแก (Being bullied)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การถูกรังแก อาจมีทั้งจากการถูกทำร้ายโดยมีร่องรอยกลับมาบ้านให้เห็น หรือถูกข่มขู่โดยพ่อแม่ไม่ทราย ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้ลูกไม่อยากไปโรงเรียน มีผลต่อการเรียนของลูก หากไม่รีบแก้ไข หรือแก้ไขไม่ถูกวิธีอาจจะลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้

ปัญหาลูกถูกรังแกมีความสำคัญอย่างไร?

เมื่อลูกเข้าสู่สังคมโรงเรียน ได้พบกับเพื่อนๆ ที่มาจากครอบครัวที่มีสภาพและการอบรมเลี้ยงดูที่แตกต่างกันอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ที่พ่อแม่ไม่คาดคิด เช่น การถูกข่มขู่ หรือการถูกรังแก ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกต่อต้านหรืออาจกลัวสังคมเพื่อนและโรงเรียนไปเลยก็ได้ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือปัญหาที่ตามมาจากการถูกรังแกก็จะมีเพิ่มมากขึ้น เช่น การไม่อยากไปโรงเรียน การไม่ยอมรับสังคม การคิดต่อสู้เพื่อนที่มารังแก นั่นหมายความว่าความรุนแรงจากการป้องกันตัวเองจากการถูกรังแกก็จะเพิ่มทวีคูณขึ้น การทะเลาะกันก็จะเพิ่มมากขึ้น และบางครั้ง สาเหตุของการถูกรังแก อาจไม่ได้เกิดจากเพื่อนเสมอไป หากพ่อแม่ทราบข้อมูลจากลูกว่าถูกรังแก แล้วแสดงอาการโมโหโกรธ ออกมาให้ลูกได้รับทราบ นั้นผลเสียที่จะตามมา คือลูกอาจจะเอาเรื่องถูกรังแกจากโรงเรียนมาสร้างสถานการณ์ให้พ่อแม่เกิดความสนในตนเองเพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้าพ่อแม่ไปจัดการเพื่อนคนนั้นที่โรงเรียน โดยไม่ถามถึงสาเหตุที่แท้จริงแล้ว อาจจะเกิดปัญหาลุกลามระหว่างพ่อแม่กับครู หรือพ่อแม่ของเด็กที่รังแกลูกก็เป็นได้ แต่ในทางกลับกัน หากพ่อแม่ไม่จัดการกับความรู้สึกของลูกเมื่อถูกรังแก มองว่าเป็นเรื่องของเด็กทะเลากัน เดี๋ยวก็ดีกัน ผลที่ตามมาคือ ลูกจะรู้สึกว่าตนเองไม่มีที่พึ่งเมื่อถูกรังแก ไม่มีใครมารับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดทางกาย ทางใจของตนเอง และเมื่อถูกรังแกอีกก็จะต้องหาวิธีต่อสู้หรือไม่ก็ หลีกหนีจนกลายเป็นเด็กที่เข้ากับสังคมไม่ได้ ต่อต้านการคบเพื่อนซึ่งจะเกิดภาวะซึมเศร้า ไม่มีเพื่อน ไม่มีพัฒนาการทางด้านสังคมที่สมวัย อีกเช่นกัน ดังนั้นการตั้งสติเมื่อรู้ว่าลูกถูกรังแกจึงเป็นเรื่องสำคัญ ควรที่จะศึกษาสาเหตุ และคอยสังเกตพฤติกรรมของลูกอยู่เสมอเพื่อการแก้ปัญหาที่ทันท่วงที

ปัญหาลูกถูกรังแกมีสาเหตุและวิธีการแก้ไขอย่างไร?

จากพัฒนาการทางอารมณ์ เด็กวัย 3-5 ขวบ มักจะเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ และจะแสดงอารมณ์อย่างเปิดเผยและมีอิสระเต็มที่ เด็กวัยนี้มักกลัวอย่างสุดขีด อิจฉาอย่างไม่มีเหตุผล โมโหร้าย การที่เด็กมีอารมณ์เช่นนี้อาจจะเป็นเพราะเด็กมีประสบการณ์กว้างขึ้น อารมณ์จึงเกิดขึ้นเพราะเงื่อนไขทางสังคม ตั้งแต่สังคมภายในบ้านจนกระทั่งถึงสังคมภายนอกบ้าน เด็กเคยได้รับแต่ความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่และผู้ที่อยู่ใกล้ชิด เมื่อต้องพบกับคนนอกบ้านซึ่งไม่สามารถเอาใจใส่เด็กได้เท่าคนในบ้าน หรือเหมือนเมื่อยังเล็ก เด็กจึงรู้สึกขัดใจ และพยายามปรับตัว เพื่อต้องการให้เป็นที่รักและเป็นที่ยอมรับของบุคคลข้างเคียง การแสดงออกเพื่อเรียกร้องความสนใจหรือระบายความรู้สึกของตนเอง จึงอาจเกิดขึ้นได้โดยแสดงออกกับเพื่อนๆ ซึ่งเป็นการง่ายที่สุด เพราะอยู่ในวัยเดียวกันและใกล้ชิดกัน เมื่อการแสดงออกรุนแรงมากขึ้นกลายเป็นการรังแกกันขึ้นมา และหากการรังแกกันที่ไม่มีบุคคลอื่นเช่น ครู หรือพ่อแม่มาช่วยแก้ไขปัญหา ฝ่ายถูกรังแกก็จะมีปัญหาทางจิตใจมากขึ้น และเด็กที่รังแกผู้อื่นก็จะได้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในการกระทำของตนเองแบบผิดๆ และเกิดความฮึกเหิมรังแกบุคคลที่อ่อนแอกว่าต่อไป จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องศึกษาสาเหตุให้ชัดเจน เพื่อการเลือกวิธีการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง และสอนให้ลูกเผชิญปัญหาด้วยตนเองเมื่อเกิดปัญหาการถูกรังแกขึ้นอีกในอนาคตข้างหน้า ตลอดจนการสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่ดีให้ลูกเพื่อการเตรียมเผชิญกับปัญหาในอนาคตต่อไป ซึ่งสรุปสาเหตุของปัญหาได้ดังนี้

  • เด็กชอบรังแกเพื่อนเพราะความสนุกสนานและขาดทักษะในเรื่องความเห็นอกเห็นใจ ขาดทักษะในการรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่น
  • เด็กชอบรังแกเพื่อนเพราะว่าเด็กนั้นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง จึงซัมซับเอาพฤติกรรมรุนแรงมาเป็นนิสัยที่เคยชินเมื่อกระทำต่อผู้อื่นแล้วก็ไม่สามารถรับทราบได้ว่าเพื่อนๆ จะรู้สึกอย่างไรบ้าง
  • เด็กที่ไม่ได้รับการแก้ปัญหาเมื่อถูกรังแก ไม่ได้รับการปกป้องจากการถูกรังแก จึงต้องป้องกันตนเองด้วยการรังแกผู้อื่นก่อน
  • เด็กรังแกเพื่อนเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากบุคคลรอบข้างไม่ว่าจะเป็นครู พ่อแม่ หรือบุคคลที่ต้องการให้มาใส่ใจตนเองเป็นพิเศษ
  • เด็กบางคนเมื่อรังแกผู้อื่นแล้วรู้สึกมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น รู้สึกตนเองเข้มแข็ง มีพลังมีอำนาจ ต้องการเป็นที่ยอมรับจากเพื่อนๆ
  • เด็กบางคนช่างฟ้องแม้ถูกรังแกนิดหน่อย เพื่อยืมมือคุณครูเพื่อลงโทษเพื่อนคนอื่นๆ
  • เด็กขาดทักษะในการจัดการปัญหาเมื่อถูกรังแก และแก้ปัญหาโดยการร้องเสียงดังแม้ถูกแหย่เพียงเล็กน้อย หรือบางครั้งเพื่อนมาหยอกล้อตามปกติ
  • เด็กที่โรงเรียนซึ่งดูแลไม่ทั่วถึงมักซึมซับการจัดการปัญหาที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนำคนที่รังแกมาตี และเอาใจเด็กคนที่ร้องงอแงโดยไม่หาสาเหตุที่แท้จริง ทำให้เด็กมีพฤติกรรม “สร้างสถานการณ์” คือ สร้างให้ตัวถูกรังแกเพื่อให้เกิดวิธีจัดการปัญหาดังกล่าว
  • เด็กบางคนไม่ได้ตั้งใจแกล้งแต่เป็นเพราะรำคาญ เช่น รำคาญเสียงงอแงของเพื่อนหรือการปะทะที่เกิดจากความไม่ต้องใจ เช่น เดินเบียด หรือเดินเฉี่ยวกันเพียงเล็กน้อย
  • เด็กเกิดการอิจฉากันจึงสนองความรู้สึกทางอารมณ์ เพื่อทดแทนความรู้สึกของตนเองโดยการทำร้าย รังแกผู้อื่น
  • เด็กถูกวางเงื่อนไขในการแสดงพฤติกรรมทางบวกมากเกินไป ทำให้เด็กเก็บกดและแสดงความเกเรในทางอื่น แนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ เมื่อต้องประสบกับปัญหาลูกถูกรังแก
  • พ่อแม่ควรแจ้งกับทางโรงเรียนว่าลูกถูกรังแก และขอความช่วยเหลือจากครูและทางโรงเรียนให้ช่วยกันยุติการรังแกกัน ไม่ควรลังเลใจที่จะแจ้งให้ครูทราบ เพราะกลัวว่า เมื่อแจ้งทางโรงเรียนแล้วสถานการณ์จะแย่ลงกว่าเดิม หรืออายที่ลูกถูกรังแก กลัวจะถูกมองว่าปกป้องลูกของตนเองมากเกินไป หรือเชื่อว่าเป็นหน้าที่ของลูกที่ต้องแก้ปัญหาหยุดการถูกรังแกด้วยตนเอง เพราะเด็กต้องการความช่วยเหลือเมื่อถูกรังแก
  • พ่อแม่ควรศึกษานโยบายและความรับผิดชอบของโรงเรียน เพื่อป้องกันการเกิดปัญหา เพราะเด็กทุกคนควรได้รับการปฏิบัติด้วยความสุภาพ และการเคารพในศักดิ์ศรีจากเพื่อนนักเรียนและบุคลากรของโรงเรียน ครูมีหน้าที่รับประกันให้เกิดบรรยากาศการเรียนที่ปลอดภัย ในบางประเทศมีกฎหมายเพื่อบังคับให้โรงเรียนมีการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติเพื่อต่อต้านการรังแกในโรงเรียนแล้ว
  • พ่อแม่ควรร่วมมือกับโรงเรียนเพื่อแก้ไขปัญหา ถ้าลูกบอกว่าเขากำลังถูกรังแก หรือสงสัยว่าลูกอาจถูกรังแกที่โรงเรียน พ่อแม่ควรจะบันทึกเหตุการณ์ที่ลูกได้เล่าให้ฟัง จดชื่อเด็กที่เกี่ยวข้อง วันที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นเพื่อให้มีหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่สามารถนำมาอ้างอิงได้เมื่อจำเป็น ขอพบครูประจำชั้นของลูกทันทีและอธิบายความห่วงใยหรือไม่สบายใจด้วยท่าทางเป็นมิตร หลีกเลี่ยงการกล่าวโทษหรือตำหนิกัน ถามครูว่าได้สังเกตเห็นเหตุการณ์อะไรบ้าง ครูได้ทราบถึงหรือสงสัยว่ามีการรังแกกันเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ ลูกกับนักเรียนคนอื่นในห้องได้หรือไม่ ครูได้สังเกตเห็นว่าลูกถูกเพิกเฉยจากเพื่อนๆ หรือถูกปล่อยให้อยู่โดดเดี่ยวบ้างหรือไม่ เช่น ไม่ได้ไปเล่นในสนามโรงเรียน หรือร่วมกิจกรรมที่นักเรียนคนอื่นๆ ทำด้วยกัน ถามครูว่ามีความตั้งใจที่จะสืบสวนหรือช่วยยุติการรังแกหรือไม่อย่างไร นัดพบคุณครูเพื่อติดตามความคืบหน้า หากไม่มีอะไรดีขึ้นหลังจากที่ได้รายงานการรังแกให้ครูทราบ ให้ขอพบครูอีกครั้ง จดบันทึกรายละเอียดต่างๆ ทุกครั้งเมื่อพูดคุยกับครูและบุคลากรของโรงเรียน
  • สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก พยายามกระตุ้นให้ลูกได้ใช้เวลาเล่นกับเพื่อนที่หลากหลาย และสร้างความมั่นใจให้ตัวลูก เพื่อลูกจะได้เผชิญกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ฝึกแก้ปัญหา และรับรู้อารมณ์เพื่อนๆ ที่ต่างกัน หรืออาจลูกพาไปร่วมกิจกรรมอื่นๆ นอกบ้านบ้าง เพื่อได้หาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะเป็นภูมิคุ้มกันเมื่อลูกเผชิญปัญหา

ป้องกันปัญหาลูกถูกรังแกได้อย่างไร?

พ่อแม่ควรศึกษาแนวทางในการป้องกันและจัดการกับปัญหา การโดนรังแกของลูก ดังนี้

  • พูดคุยกับลูกถึงเรื่องที่โรงเรียน บางครั้งลูกอาจกลัว อายหรือเสียหน้าเมื่อถูกเด็กรังแก จึงไม่กล้าบอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้คนอื่นรู้ ดังนั้น พ่อแม่จึงควรคุยกับเขาก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้ โดยแสดงให้เขาเห็นว่า พ่อแม่เป็นที่พึ่งพาได้และพร้อมที่จะแก้ปัญหาที่เขาเผชิญได้
  • ฝึกความมั่นใจในตัวเอง ฝึกให้ลูกกล้าพูด หรือลองแก้ปัญหาเบื้องต้นเองหากเป็นความขัดแย้งเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อลูกถูกรังแก ควรให้เขากล้าที่จะเปิดเผยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และเข้าไปช่วยเหลือ
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง การรังแกมักจะเกิดขึ้นในที่ที่ลับตาผู้คน หรือไม่อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ เช่น ห้องน้ำ ใต้อาคารเรียน หลังอาหารเรียน เป็นต้น ดังนั้นจึงควรสอนให้ลูกหลีกเลี่ยงสถานที่เหล่านี้ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ
  • ทำความรู้จักกับเพื่อนของลูก เด็กๆ มักจะให้ความสำคัญกับเพื่อนและเปิดเผยกับเพื่อนมากกว่า ดังนั้นการรู้จักเพื่อน ๆ ของลูก จะเป็นผลดีในการเข้าใจปัญหาของลูกเมื่อเขาถูกรังแก
  • เชื่อใจลูก การเชื่อใจลูกอย่างมีเหตุผลถือเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรมีให้กับลูก เพราะการเชื่อใจลูกจะเป็นวิธีที่ทำให้ลูกเปิดใจ กล้าระบายปัญหาที่เกิดขึ้นให้ฟังมากยิ่งขึ้น
  • ให้เด็กกล้าตัดสินใจเมื่อถูกรังแก เด็กที่ถูกรังแก ก็มักจะโดนรังแกอยู่เป็นประจำ ดังนั้นการฝึกให้เด็กกล้าตัดสินใจ เมื่อถูกรังแกจะทำให้เขาได้เรียนรู้เองว่า จะต้องทำอย่างไรเพื่อให้เขาเลิกโดนรังแก
  • สอนลูกให้รู้จักระวังตัวเอง เด็กส่วนใหญ่ไม่อาจแก้ปัญหาการโดนรังแกได้ด้วยตัวเอง และมักจะต้องการความช่วยเหลืออยู่เสมอ ดังนั้น จึงควรสอนลูกให้ได้รู้จักระวังตัวเอง เช่น หากลูกต้องไปไหนมาไหนคนเดียว ก็ควรสอนให้เขารู้จักวิธีป้องกันการโดนรังแก ด้วยการหาเพื่อนสักคนให้ไปด้วยกัน
  • อย่าสัญญากับลูก การแก้ปัญหาการถูกรังแก ควรได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนด้วย จึงไม่ควรสัญญาที่ว่ารักษาความลับเกี่ยวเรื่องที่ลูกโดนรังแก ให้ลูกได้กล้าเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีพ่อแม่คอยเป็นที่ปรึกษาอยู่เคียงข้าง
  • สอนให้เชื่อมั่นในตัวเอง การที่เด็กมีความมั่นใจในตัวเอง จะทำให้เขากล้าแสดงออก กล้าทำในสิ่งต่าง ๆ ความเชื่อมั่นในตัวเองนี้ก็จะผลักดันให้เขากล้าที่จะบอกกล่าว หรือขอความช่วยเหลือจากการถูกรังแกด้วยตัวของเขาเอง
  • ฝึกให้มีความใจเย็น เด็กที่มีนิสัยเกเรมักจะแกล้ง รังแกเด็กที่แสดงอาการกลัว หรืออ่อนแออยู่เป็นประจำ ดังนั้น จึงควรสอนให้ลูกพยายามที่จะซ่อนความรู้สึกกลัวหรืออ่อนแอ ไม่ให้เด็กเกเรเห็นหรือรับรู้ เพื่อป้องกันการโดนรังแก
  • สอนให้กล้ามีปากมีเสียง วิธีนี้ไม่ใช่ให้เป็นการฝึกเด็กมีนิสัยที่ก้าวร้าว แต่เป็นการสอนให้เด็กรู้จักปกป้องตัวเอง กล้าที่จะห้ามหรือพูดกับเด็กที่มารังแกเขา
  • ให้ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น บอกลูกให้เดินไปขอคำปรึกษาในยามที่เกิดปัญหา หรือต้องการคำปรึกษาทั้งกับเพื่อนๆ หรือครู
  • ส่งเสริมให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเอง มีการสำรวจพบว่า การสอนลูกให้รู้จักป้องกันตนเองด้วยความมั่นใจ เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้ลูกโดนรังแก การมีความมั่นใจในตัวเองผสมผสานกับการเรียนศิลปะป้องกันตัว สนใจในงานอดิเรก เล่นกีฬา ฯลฯ เหล่านี้เป็นการแก้ปัญหาที่ดีเยี่ยม ที่ทำให้ลูกสามารถจัดการกับปัญหาการโดนรังแกของตัวเองได้

เกร็ดความรู้เพื่อครู

เมื่อทราบเรื่องการรังแกกัน ครูควรหาข้อเท็จจริงทันที และแจ้งให้ผู้ปกครองทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ารุนแรงมากน้อยเพียงใด และชี้แจงว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรต่อไป ไม่ควรเรียกที่รังแกและเด็กผู้ถูกรังแกมาพบพร้อมๆ กัน เนื่องจากอาจทำให้ผู้ถูกรังแกอับอายหรือกลัว ครูไม่ควรไกล่เกลี่ยให้เด็กประนีประนอมกัน เพราะการรังแกกันคือ การที่ฝ่ายหนึ่งทำให้อีกฝ่ายหนึ่งตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ไม่ใช่การมีความขัดแย้งต่อกัน จึงไม่ควรไกล่เกลี่ยให้ยอมความกัน ครูเรียกเด็กที่สงสัยว่าเป็นรังแกให้มาพบ แล้วชี้แจงให้ทราบว่าการรังแกกันผิดต่อระเบียบของโรงเรียน และทางโรงเรียนจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น พร้อมกับรายงานให้ผู้ปกครองทราบ

บรรณานุกรม

  1. ผกา สัตยธรรม. (2550). สุขภาพจิตเด็ก. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  2. สมบัติ ตาปัญญา. (2547) คู่มือรับสถานการณ์เด็กรังแกกันในโรงเรียน. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน