หน้าหลัก » บทความ » ลูกทะเลาะกับเพื่อน (Child Argument)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ปัญหาเด็กทะเลาะกันที่ใครหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่หากไม่แก้ไขให้ถูกวิธีอาจทำให้ลูกไม่อยากไปโรงเรียน หรือลุกลามเป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างปัญหาให้พ่อแม่ทะเลาะกันไปด้วยก็ได้ ทั้งนี้ การอยู่ร่วมกันในสังคมของมนุษย์นั้นคงจะหลีกเลี่ยงปัญหาจากการกระทบกระทั่งกันได้ยาก ดังนั้น ความสามารถในการแก้ไขปัญหา การป้องกันปัญหา หรือการหลีกเลี่ยงปัญหา ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะของเด็กที่ประสบกับปัญหา การเผชิญกับปัญหา และการแก้ไขสถานการณ์ที่เป็นปัญหาจากการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็กเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ปกครองตลอดจนครูผู้ดูแลเด็กต้องมีส่วนในการแก้ปัญหาและคลี่คลายสถานการณ์ให้ความรุนแรงเบาบางและหมดสิ้นไปในที่สุด การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการทะเลาะกันของลูกกับเพื่อนๆ ต้องมีการศึกษาถึงสาเหตุ ที่มาที่ไปของสาเหตุที่เกิดการทะเลาะกันเพื่อการแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องตรงประเด็น และหาวิธีป้องกันการเกิดการทะเลาะกันอีก ซึ่งปัญหาบางครั้งมากจากเรื่องประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ที่พ่อแม่และครูอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กไม่น่าจะเกิดการทะเลาะกันด้วยสาเหตุนี้ได้เลย แต่ในวุฒิภาวะของเด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้ว่าเหตุแห่งการทะเลาะนั้นสมควรหรือไม่สมควร เพียงแต่ชนวนสาเหตุมาจากความไม่พึงพอใจในความรู้สึกของเด็กเองเพียงเล็กน้อย เช่น เพื่อนเดินเตะรองเท้าของลูกกระเด็น หรือทำดินสอของลูกหล่นลงจากโต๊ะ เพียงแค่นี้ก็เป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะกันได้ และเช่นเดียวกัน การทะเลาะของเด็กก็เกิดขึ้นง่ายและสามารถจบสิ้นลงได้เร็วเช่นกัน ถ้าพ่อแม่เก็บเอาปัญหามาเป็นอารมณ์หรือความเครียดที่ใหญ่โตอาจจะลุกลามเป็นปัญหาระหว่างผู้ปกครองแทนก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นการเลือกแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาลูกทะเลาะกับเพื่อนๆ อาจจะมีสองแนวทางโดยศึกษาจากสาเหตุว่าลูกของเราเริ่มต้นการทะเลาะหรือว่าลูกของเราเป็นผู้ถูกกลั่นแกล้งหรือถูกกระทำในการทะเลาะกัน ทั้งสองแนวทางสามารถแก้ไขและช่วยลดปัญหาการทะเลาะกันได้ และแน่นอนว่าแนวการป้องกันและแก้ไขควรเป็นทั้งแก้ไขเฉพาะหน้าและการใช้แนวทางแก้ไขปัญหาที่ไม่ทำให้เกิดการทะเลาะขึ้นอีกในอนาคต

ปัญหาลูกทะเลาะกับเพื่อนมีความสำคัญอย่างไร?

เด็กจะเริ่มพบกับความเครียดแบบใหม่ เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับเพื่อนๆ ที่เขาไม่รู้จักมักคุ้นมาก่อน โดยอาจจะเป็นเพื่อนที่เขาได้พบเมื่อเข้าเรียนในชั้นอนุบาล หรือกลุ่มเพื่อนใหม่ที่พ่อแม่พาเขาไปพบเจอ หรือแม้จะเป็นกรณีที่เด็กรู้จักมักคุ้นกันแล้วก็ยังอาจเกิดความเครียดขึ้นได้ หากเขาพบว่า เพื่อนมีการกระตุ้น ท้าทาย ให้เขาทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ ปัญหาลูกทะเลาะกับเพื่อนเป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในแต่ละวัน บางวันอาจจะมีการทะเลาะกันหลายครั้ง ความสำคัญของปัญหาลูกทะเลาะกับเพื่อนขึ้นอยู่กับว่าการทะเลาะกันนั้นรุนแรงมากแค่ไหน บางครั้งอาจทะเลาะกันทางวาจา บางครั้งอาจรุนแรงถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันก็มี พ่อแม่และครูต้องศึกษาถึงต้นเหตุแห่งการทะเลาะกัน เพราะหากไม่แก้ไข อาจส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ทะเลาะกันของลูกกับเพื่อนอย่างไม่มีวันสิ้นสุดและอาจจะเพิ่มความรุนแรงของการทะเลาะมากขึ้นด้วย เพราะการที่ลูกๆ ต้องเผชิญกับสภาวะเครียดในการการทะเลาะกัน ลูกก็จะแสวงหาความรุนแรงที่จะต้องนำมาต่อสู้กับเพื่อนเพื่อให้เกิดชัยชนะหรือทำอย่างไรก็ได้ให้เพื่อนถอยห่างจากตนเองไป ซึ่งแน่นอนว่า ด้วยวุฒิภาวะของเด็กที่ยังแยกแยะความรุนแรงหรือความเหมาะสมของพฤติกรรมยังไม่ได้ ก็ต้องเลือกวิธีที่เขาสามารถชนะเพื่อนได้ หรือทำอย่างไรก็ได้ที่เพื่อนไม่มาทะเลาะกับเขาอีก หรือเพื่อนต้องยอมเขาตลอดทุกครั้งที่ทะเลาะกัน และแน่นอนทีเดียวว่าพฤติกรรมส่วนใหญ่ที่เขาใช้ต่อสู้กับเพื่อนๆ อาจมีพฤติกรรมที่เป็นเชิงลบที่สร้างความรุนแรง หากพฤติกรรมที่รุนแรงนั้นไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะพอกพูนเพิ่มขึ้นกลายเป็นพฤติกรรมประจำตัวของลูกไปจนโต ดังนั้น การแก้ปัญหาลูกทะเลาะกันนั้น พ่อแม่จะต้องศึกษาเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการทะเลาะกัน เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง

ปัญหาลูกทะเลาะกับเพื่อนมีสาเหตุและวิธีการแก้ไขอย่างไร?

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ลูกทะเลาะกับเพื่อน มีประเด็นที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ดังนี้

  • นิสัยชอบเอาชนะ ธรรมชาติของเด็กนั้น การเล่นถือเป็นเรื่องจริงจังมาก เพราะพวกเขายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าการเล่นพลาด เล่นแพ้นั้น ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเท่ากับการมีชีวิตอยู่ การเล่นเป็นแค่เกมเกมหนึ่งเท่านั้น เด็กส่วนใหญ่จะถือเอาชัยชนะเป็นกรรมสิทธิ์และอิ่มเอมใจ ชัยชนะไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็ตาม เด็กมักจะถือเป็นความสำเร็จใจช่วงเวลานั้น ในขณะที่เด็กหลายคนเมื่อแพ้จะรู้สึกล้มเหลว ล่มสลาย ยอมรับไม่ได้ นิสัย “ชอบเอาชนะ” นอกจากจะเกิดจากธรรมชาติของเด็กที่ต้องการเป็นผู้ชนะแล้ว ปัจจุบันพบว่า พ่อแม่บางคนคิดว่าโลกทุกวันนี้นั้นเป็นโลกของการแข่งขัน และคนชนะเท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้ จึงผลักดันให้ลูกเข้าสู่การแข่งขันตั้งแต่เยาว์วัย การเล่นด้วยกันของเด็กแทนที่จะเน้นไปที่ความสนุกสนานกลับพุ่งเป้าไปที่ชัยชนะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทะเลาะวิวาทกันของเด็กและเป็นที่มาของความล้มเหลวในการอยู่ร่วมกันในสังคม
  • นิสัยไม่ชอบแบ่งปัน เด็กวัยนี้ส่วนใหญ่มักจะผูกพัน รัก และรู้สึกเป็นเจ้าของของเล่นหรือสมบัติของตัวเองทุกชิ้น การที่จะให้เด็กแบ่งปันสิ่งของของตนเองไปให้คนอื่นนั้น จึงเป็นเรื่องที่เด็กต้องการกำลังใจอย่างมากในการกระทำ อย่างไรก็ตามผู้ใหญ่ไม่ควรบังคับให้เขา “ต้อง” ทำเช่นนั้นเด็ดขาด เพราะการถูกบีบบังคับให้เด็กต้องทำในสิ่งที่เขาไม่พึงพอใจไม่ต้องการ พฤติกรรมที่เด็กจะแสดงออกมาจะเป็นการต่อต้านและแสดงออกถึงพฤติกรรมที่เป็นเชิงลบออกมาให้พ่อแม่ต้องปวดหัวอีกเช่นกัน
  • พฤติกรรมการชอบโกง เมื่อเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งสำหรับเด็กหลายคนที่จะต้องแพ้ ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะหลีกเลี่ยงการแพ้ เด็กที่โกงบ่อยๆ นั้นก็เพื่อหลีกเลี่ยงการพ่ายแพ้ ซึ่งจะทำให้เขารู้สึกว่าเจ็บปวดเกินไปที่ไม่สมารถคว้าชัยชนะมาและการพ่ายแพ้ที่มาจากการโกงของเพื่อนทำให้เขาต้องต่อสู้และดิ้นรนที่จะได้ชัยชนะจากการถูกโกงมา
  • ปัญหาที่มาจากเพื่อน เพราะพื้นฐานการเลี้ยงดูแตกต่าง เพื่อนบางคนก็อาจชอบแกล้ง เป็นฝ่ายมารังแกลูก ทางที่ดีให้ลูกหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะถูกรังแกเสีย ถ้าเขายังตามมารังควาน ก็ให้บอกผู้ใหญ่ เช่น ถ้าที่โรงเรียนก็บอกครู อย่าให้ลูกใช้กําลังตัดสินปัญหา เพราะการใช้กำลังแก้ปัญหา ความรุนแรงของการทะเลาะกันก็จะลุกลามใหญ่โต
  • ปัญหาที่มาจากตัวลูก ความมีนิสัยชอบแหย่ ชอบหยอก เพราะอยากเล่นกับเพื่อน ซึ่งบางทีเพื่อนไม่ชอบหรือไม่เข้าใจ ก็ทําให้เกิดการทะเลาะกันได้ ตรงจุดนี้พ่อแม่ต้องค่อยๆ อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า บางทีวิธีเล่นของหนูอาจทําให้เพื่อนไม่ชอบ เพื่อนจะหนี ไม่อยากเล่นด้วย ถ้าอยากเล่นกับเพื่อนดีๆ โดยไม่ทะเลาะกันก็ต้องชวนเพื่อนเล่นดีๆ เมื่อลูกเข้าใจตรงจุดนี้ ปัญหาก็จะค่อยๆ ลดลง

แก้ไขปัญหาลูกทะเลาะกับเพื่อนได้อย่างไร?

วิธีการแก้ไขปัญหาลูกทะเลาะกันที่พ่อแม่สามารถช่วยคลี่คลายความทุกข์ในใจของลูกที่เกิดความขุ่นข้องหมองใจเมื่อเกิดการทะเละเบาะแว้งกับเพื่อนนั้น มีแนวทางพื้นฐานดังนี้

  • ทําความเข้าใจธรรมชาติของเด็กและเปิดใจรับฟังลูก พ่อแม่ต้องทําความเข้าใจธรรมชาติของเด็กว่า ทั้ง 2 ฝ่ายที่ทะเลาะกัน ต่างเป็นเด็กทั้งคู่ ปมปัญหาอาจไม่ได้ซับซ้อน หรือขัดแย้งรุนแรงอะไรเลย แต่เป็นเพราะเขายังขาดวุฒิภาวะ ทักษะการใช้เหตุผล และไม่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ดีพอ จึงควรรับฟังปัญหาของลูกอย่างตั้งใจจนจบเสียก่อน อย่าเพิ่งให้คำแนะนำหรือตัดสินใดๆ เพราะการที่พ่อแม่พูดแทรกเข้ามา หรือเริ่มให้คำแนะนำโดยที่ยังฟังปัญหาของลูกไม่จบนั้น ลูกจะจบการบอกเล่าเหตุการณ์อันเป็นประเด็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกทะเลาะกับเพื่อนๆ หรืออาจจะหลีกเลี่ยงการเล่าความจริงทั้งหมดเพราะคำแนะนำอาจทำให้เข้ากลัวที่จะเล่าความจริงว่า เขาเป็นคนเริ่มต้นการทะเลาะครั้งนี้ก็ได้
  • คอยดูแลในระยะที่เหมาะสมและแสดงความคิดเห็นอย่างเข้าใจ หากพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่าง คือ อายุ และความรุนแรงของปัญหา ถ้าลูกยังอายุน้อยมากๆ พ่อแม่อาจเข้าไปมีบทบาทในเรื่องของการเบี่ยงเบนความสนใจของทั้งคู่ออกมาด้วยของเล่น หรืออะไรที่ดูสนุก เพราะวัยก่อน 3 ขวบ ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ แต่พอโตมากขึ้น เช่น 4-6 ขวบ ก็อาจคอยดูอยู่ห่างๆ แต่ใกล้ชิดมากกว่าเด็กโต โดยยังไม่เข้าไปแทรกกลางเมื่อลูกมีปัญหา เพราะวัยนี้สามารถฝึกให้รู้จักแก้ไขปัญหาได้แล้ว ส่วนการแสดงความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจในความทุกข์ของลูกเป็นสิ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้ และนั่นจะทำให้ลูกรู้สึกดีขึ้น เช่น “ลูกคงทุกข์มากเลยสินะที่ทะเลาะกับ...” หรือ “แม่เสียใจด้วยนะจ๊ะที่เรื่องเป็นแบบนี้” ตรงกันข้าม ลูกจะรู้สึกแย่มากขึ้นหากพ่อแม่แสดงความเห็นในเชิงต่อว่า หรือมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ เช่น “อย่าไปใส่ใจกับเรื่องแค่นี้เลยน่า เดี๋ยวลูกก็หาเพื่อนใหม่ได้เองแหละ” เพราะลูกคงรู้สึกว่าความทุกข์ใจที่ลูกแบกกลับบ้านกลายเป็นสิ่งที่ไร้สาระในสายตาของคนที่ลูกคาดหวังว่าจะช่วยคลี่คลายความทุกข์ข้องหมองใจ หรือแม้แต่ช่วยปลอบใจให้ลูกคลายความเครียดได้
  • ไม่เข้าไปก้าวก่ายในความสัมพันธ์ของลูกกับเพื่อน เมื่อเด็กทะเลาะกัน ไม่ว่าใครเป็นฝ่ายผิด พ่อแม่อย่าเพิ่งโวยวาย หรือทําโทษใคร ควรเข้าไปไกล่เกลี่ยอย่างนุ่มนวล บอกว่าเล่นแบบนี้คงไม่สนุกแล้ว และเสนอทางเลือกใหม่ในการอยู่ร่วมกัน ด้วยวิธีที่ดีกว่าเดิม ให้เด็กเรียนรู้ว่า มีทางออกของปัญหาหลายทางที่ดี และน่าสนใจกว่าการทะเลาะกันเสียอีก และไม่พูดถึงด้านไม่ดีของเพื่อนลูก เช่น "แม่ก็ไม่ชอบ....เหมือนกัน" เพราะไม่เป็นผลดีกับใครเลย และจะกลับกลายเป็นการตอกย้ำความรู้สึกไม่ดีกับเพื่อน สร้างความกดดันให้ลูกเพิ่มมากขึ้นไปอีก
  • ไม่เข้าไปทะเลาะกับพ่อแม่ของอีกฝ่าย ปัญหาเด็กทะเลาะกัน มักจะบานปลายหากมีการดึงพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายให้ทะเลาะกันไปด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใครเลย เด็กๆ ก็ได้เห็นตัวอย่างที่ไม่ดีไปด้วย อีกทั้งหากพ่อแม่เข้าไปยุ่มย่ามกับปัญหาของเด็กๆ นั่นเท่ากับว่า เด็กๆ พลาดโอกาสที่จะเรียนรู้การปรับตัว และการอยู่ร่วมกันไป และมันยังทำให้เด็กรู้สึกว่า พวกเขาไม่สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ด้วยตัวเองอีกด้วย
  • เปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับทัศนคติในการมีเพื่อนของลูก พ่อแม่ควรที่จะเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ ให้ได้ปรับพฤติกรรมด้วยตัวเอง หากพ่อแม่เอนเอียงปกป้องเพื่อน ลูกจะเกิดความฝังใจว่า อย่างไรตนก็ไม่ดีอยู่แล้ว ก็จะมีพฤติกรรมนั้นซ้ำๆ หากลูกเป็นฝ่ายที่ถูกปกป้อง ก็จะไม่รู้จักวิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ควรถือเอาความขัดแย้งนี้ เป็นโอกาสดีที่จะให้ลูกได้ฝึกรู้จักการแก้ปัญหา คลี่คลายปมต่างๆ ด้วยตัวของเขาเอง ลูกจะได้เป็นคนที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นทักษะที่จําเป็นต่อการใช้ชีวิตในสังคมยุคปัจจุบัน แต่หากลูกโดนเพื่อนแกล้ง ล้อเลียน กีดกันไม่ให้เข้ากลุ่ม แต่ก็ยังมองเพื่อนในแง่ดี และมองว่าเขาคนนั้นไม่ว่าอย่างไรก็คือเพื่อน ในกรณีนี้พ่อแม่อาจต้องช่วยลูกตั้งค่า "ความเป็นเพื่อน" อีกนิดหน่อย เพราะหากปล่อยเป็นเช่นนี้ต่อไป เด็กอาจเข้าใจว่า การจะทำให้ตนเองมีเพื่อนได้นั้น อาจต้องแลกมาด้วยการเป็นตัวตลก เป็นที่ล้อเลียนของเพื่อนๆ ก็เป็นได้
  • ส่งเสริมการคบเพื่อนให้หลากหลาย การพาลูกไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือพาไปเยี่ยมญาติที่มีลูกหลานวัยใกล้เคียงกัน เป็นอีกหนึ่งทางออกดีๆ ที่พ่อแม่ทำเพื่อลูกได้ นั่นเท่ากับทำให้ลูกมีเพื่อนหลายกลุ่มมากขึ้น และถ้าหากเด็กมีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียน อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเสียทีเดียว เขาสามารถนำปัญหานี้ไปปรึกษาเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งได้อีกด้วย

ป้องกันปัญหาลูกทะเลาะกับเพื่อนได้อย่างไร?

วิธีป้องกันปัญหาลูกทะเลาะกับเพื่อน ควรจะสอนไม่ให้ลูกไปเย้าแหย่ หรือทะเลาะกับใคร ส่วนการสอนให้ลูกโต้ตอบเพื่อนที่มาแกล้งก็ไม่ถูกต้องนัก แม้ว่าพ่อแม่บางท่านเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องสู้บ้าง แต่จริงๆ แล้ว การหลีกเลี่ยงการทะเลาะกันนั้นน่าจะเป็นการดีกว่าแนวทางแก้ไข เมื่อถูกเพื่อนคุกคามนอกจากการเลี่ยงไม่เล่นกับเพื่อนคนนั้นแล้ว บางครั้ง เด็กก็สามารถแสดงสีหน้า ท่าทาง โดยอาจหยุด ยืนมองหน้าเพื่อนคนนั้น และการใช้เสียงดังตอบกลับไปว่า ไม่ชอบ ก็จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่สามารถคุกคามได้ และการที่เด็กใช้เสียงดัง ก็จะทำให้คนรอบข้างหันมาสนใจ อาจมีครูเข้ามาช่วยแก้ปัญหา พ่อแม่บางท่านไม่ทราบ และสอนให้ลูกใช้กำลังโต้ตอบกลับไป มันจะทำให้เด็กซึมซับเรื่องการใช้ความรุนแรง ใครใช้กำลังได้มากกว่าก็จะกลายเป็นหัวโจก ซึ่งในจุดนี้ก็ต้องถามว่า แล้วพ่อแม่จะอยากให้ลูกโตขึ้นไปเป็นคนแบบนี้ไหม คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เด็กสามารถซึมซับการใช้ความรุนแรงเหล่านั้นจากสื่อด้วย เช่น ละครโทรทัศน์หลังข่าว เป็นแหล่งในการถ่ายทอดความรุนแรงสู่จิตใจของเด็กๆ ลำดับต้นๆ เลยทีเดียว ปัจจุบันมีเด็กบางคนพยายามหักขาโต๊ะ ขาเก้าอี้เพื่อนำมาเป็นอาวุธเลียนแบบในละคร หรือละครบางเรื่องก็เน้นการตบตี ใช้กำลัง สิ่งเหล่านี้ พ่อแม่จึงต้องดูแลใกล้ชิด หากยอมให้ลูกดูก็ต้องอธิบายว่านี่มันเป็นละคร นอกจากนี้ การเลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจ การที่พ่อแม่ลูกมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน มีความเข้าอกเข้าใจกัน จะทำให้ลูกปฏิเสธการเล่นแบบเสี่ยงอันตราย หรือโลดโผนได้มากกว่าครอบครัวที่พ่อแม่ลูกไม่เข้าใจกัน หรือปฏิบัติต่อเด็กด้วยความรุนแรงจึงควรสอนลูกให้รู้จักคิดหากลูกถูกเพื่อนกระตุ้นให้ทำบางสิ่งบางอย่าง เพราะเมื่อเด็ก ๆ เล่นด้วยกัน บางครั้งเด็กที่เป็นหัวโจกอาจเกิดไอเดียแผลงๆ และชักชวนให้เพื่อนคนอื่นๆ ทำตาม ดังนั้น หากลูกของเราเป็นเด็กในกลุ่ม พ่อแม่อาจต้องสอนให้ลูกรู้จักคิดเผื่อไว้ก่อน เช่น ก่อนจะทำตามใคร ให้ลูกถามตัวเองว่า เรื่องที่เพื่อนชวนทำนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ ทำไมเพื่อนถึงชวนให้เราทำ การสอนให้เด็กคิด และตั้งคำถามถึงผลที่จะตามมาจะทำให้ลูกได้มีโอกาสทบทวนถึงผลของการกระทำอย่างรอบคอบ นิสัยเหล่านี้ หากฝึกให้คุ้นเคย จะทำให้เมื่อเขาโตขึ้น เขาจะเป็นเด็กที่มีเหตุผล ไม่ถูกเพื่อน หรือรุ่นพี่ชักชวนไปในทางที่ผิดได้ด้วยเปิดโอกาสให้ลูกได้ตัดสินด้วยตัวเองว่าอะไรผิด-ถูกผ่านสถานการณ์จำลอง พ่อแม่อาจลองยกตัวอย่างสถานการณ์จำลองขึ้นมา แล้วลองถามลูกว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ลูกจะทำอย่างไร แน่นอนว่าในการถามคำถามเหล่านี้ พ่อแม่ต้องมีใจเปิดกว้าง เพราะไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด เพียงแต่เป็นการฝึกให้ลูกรู้จักคิดเป็นระบบ คอยสังเกตว่าเวลาใดที่ลูกต้องการความช่วยเหลือแม้ว่าจะมีเด็ก ๆ กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานก็ตาม แต่พ่อแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกของตนเองคลาดสายตา โดยเฉพาะในเวลาที่ลูกถูกเพื่อนร้องขอให้ทำบางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่ต้องการ และเขากำลังจำใจทำ หากพ่อแม่สังเกตเห็นและเข้าไปช่วยเหลือได้ทันเวลา ก็จะทำให้เด็กรอดพ้นจากการถูกเพื่อนบังคับได้ การช่วยเหลือเช่น อาจเรียกให้ลูกกลับบ้าน เพื่อให้เด็กใช้พ่อแม่เป็นข้ออ้างในการถอนตัวออกมาจากกลุ่มการเล่นนั้นๆ อย่างไรก็ดี ส่วนหนึ่งของความเครียดมาจากการไม่อยากปฏิเสธเพื่อน เนื่องจากเด็กบางคนเกรงว่าเพื่อนจะโกรธ และจะพาลไม่เล่นด้วย หรืออาจเกเร แกล้งให้เขาต้องเจ็บตัว แนะนำให้ลูกปฏิเสธเพื่อนเพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะโดยมองตาเพื่อนตรงๆ พูดกับเพื่อนโดยใช้เสียงปกติธรรมดา บอกเพื่อนไปตามตรงว่าเราไม่ต้องการเล่นแบบนี้ เสนอทางเลือกอื่น พร้อมให้เหตุผล ถ้าเพื่อนไม่เข้าใจ หรือยังตื้อไม่เลิก ก็ให้บอกอย่างหนักแน่นว่า "ไม่" ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ให้เดินออกจากกลุ่ม หรือขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่หรือครูให้พาออกไป

เกร็ดความรู้เพื่อครู

เมื่อพบว่าเด็กที่ถูกรังแกพยายามหาวิธีเลี่ยง เช่น มาแจ้งครู ครูควรชมเชยว่า หนูทำให้เพื่อนได้มีโอกาสแก้ปัญหา เด็กจะได้ภูมิใจว่า เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงในการตอบโต้ และเขาก็ได้รับคำชมว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

บรรณานุกรม

  1. ผกา สัตยธรรม. (2550). สุขภาพจิตเด็ก. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  2. ภูมิ หฤษฐ์. (2547). ปัญหาเมื่อลูกเข้ากับเพื่อนไม่ได้. นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 มิถุนายน.
  3. ศรีเรือน แก้วกังวาน. (2549). จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัยแนวคิดเชิงทฤษฎี-วัยเด็กตอนกลาง. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน