หน้าหลัก » บทความ » ลูกมีความลับ (Secrecy Issues in Children)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ลูกมีความลับ

การมีความลับเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการในวัยเด็ก เด็กวัย 2-3ปีจะเริ่มสนุกกับการมีความลับ โดยมากจะเป็นเรื่องไร้สาระมากมายที่เด็กๆ เรียกว่า “ความลับ” และบอกเล่าให้เพื่อนหรือพ่อแม่ ผู้ปกครองฟัง โดยการกระซิบ (ที่ดังเกินกว่าจะเรียกว่ากระซิบได้) เป็นการกระทำที่อาจดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงการเริ่มพัฒนาบุคลิกภาพอย่างหนึ่ง นั่นก็คือความสามารถแยกความแตกต่างว่าอะไร “จริง” หรือ “ไม่จริง” และความแตกต่างระหว่าง “ตัวเอง” และ “คนอื่น” (ego-boundary) ออกจากกันได้

เมื่อเด็กมีความลับ ผู้ปกครองหลายท่านย่อมเกิดความวิตกกังวล และพยายามบังคับให้เด็กบอกทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งห้ามไม่ให้เด็กมีความลับอีก อย่างไรก็ตาม การที่เด็กมีความลับ (แม้นั่นจะรวมถึงพฤติกรรมการโกหกเพื่อปิดบังความลับของพวกเขาเอาไว้ก็ตาม) จริงๆ แล้วเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการของเด็กตามวัย ที่แสดงถึงการพัฒนาทางบุคลิกภาพ และทางจิตใจ จากผลการทดลองพบว่ากว่าร้อยละ 60 ของเด็กชายหญิงอายุ 6-8 โกหกและมีความลับกับผู้ปกครองเป็นครั้งคราว การมีความลับจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ หรือน่ากังวลแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรเอาใจใส่ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กมีความลับในประเด็นที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพกายและใจของเด็กได้ในระยะยาว

ปัญหาเด็กมีความลับมีลักษณะอย่างไร?

พ่อแม่จะทราบได้อย่างไรว่าลูกกำลังปิดบังอะไรอยู่หรือไม่? ถ้าหากเด็กมีความลับบางอย่างกับพ่อแม่ โดยส่วนมากแล้วจะสามารถจับสังเกตได้ไม่ยากนัก เพียงแต่บางครั้งสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้อาจหลุดรอดสายตาพ่อแม่ ผู้ปกครองไปได้ พฤติกรรมของเด็กที่กำลังมีความลับมีหลากหลาย และอาจต่างกันไปขึ้นกับนิสัยของเด็กด้วย เช่น

  • พูดปดทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น
  • พูดถึงเพื่อนใหม่ๆ ที่พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่เคยได้ยินลูกพูดถึงมาก่อน
  • พฤติกรรม หรือความชอบที่เปลี่ยนไป
  • แสดงอาการหงุดหงิดเมื่อถูกถามเซ้าซี้
  • ใช้เวลากับการดูโทรทัศน์มากขึ้นผิดปกติ
  • แสดงอาการเลี่ยงหรืออ่อนไหว เมื่อพูดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ
  • อัตราค่าโทรศัพท์ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติจนผิดสังเกต (กรณีที่ลูกมีโทรศัพท์)
  • ใช้เวลากับคอมพิวเตอร์ และไม่ยอมให้พ่อแม่ ผู้ปกครองดูหน้าจอ
  • มีข้ออ้างแปลกๆ ที่ไม่สมเหตุสมผล

เมื่อได้รับคำตอบที่ไม่ตรงกับความจริงสำหรับเรื่องทั่วๆ ไป หรือเรื่องง่ายๆ การโยกโย้ เฉไฉ และเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างฉับพลัน มีความเป็นไปได้มากว่าเด็กกำลังพยายามปิดบังอะไรบางอย่างอยู่

การใช้โทรศัพท์เป็นอีกทางหนึ่งที่จะบอกได้ว่าเด็กกำลังมีความลับ เช่น การคุยโทรศัพท์นาน หรือคุยด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ เป็นสัญญาณที่สังเกตได้ อย่ามองข้ามชื่อที่เด็กๆ เอ่ยถึง ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นที่ไม่เหมาะสมได้ การใช้คอมพิวเตอร์เป็นอีกทางหนึ่งที่ต้องระวัง เด็กอาจเข้าถึงสื่อบางประเภทที่ไม่เหมาะสมและอาจเป็นอันตรายกับเด็กได้ พ่อแม่ผู้ปกครองควรใช้เวลาร่วมกับลูกในการบริโภคสื่อเหล่านี้เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าการใช้เวลาทำกิจกรรมกับเด็กนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสังเกต ไม่ใช่จ้องที่จะจับผิดเด็ก

การมีความลับไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับเด็ก เพราะเด็กต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการพยายามปิดบังความจริงสักอย่างหนึ่ง ความพยายามนั้นเองจะส่งผลต่อพฤติกรรมบางอย่างของเด็กได้ เช่น การนอน การรับประทานอาหาร การตอบสนอง ความสงบหรือกระวนกระวาย และสภาพอารมณ์ของเด็ก ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เช่น การดูโทรทัศน์นานกว่าปกติ ก็อาจเป็นผลมาจากการที่เด็กต้องการหาทางออกจากความกดดันในการเก็บความลับได้ พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ควรมองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อย หรือคิดว่าปกติเด็กแทบจะไม่เคยมีความลับ หรือพูดปดเลย เพราะทุกอย่างล้วนมีครั้งแรกเสมอ

ปัญหาเด็กมีความลับ มีสาเหตุมาจากอะไร?

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า การมีความลับเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการในวัยเด็ก ตั้งแต่อายุ 2-3ปี ซึ่งเป็นการเริ่มพัฒนาบุคลิกภาพอย่างหนึ่ง นั่นก็คือความสามารถแยกความแตกต่างว่าอะไร “จริง” หรือ “ไม่จริง” และความแตกต่างระหว่าง “ตัวเอง” และ “คนอื่น” (ego-boundary) ออกจากกันได้

บางครั้งผู้ปกครองเองก็เป็นสาเหตุหนึ่งของพฤติกรรมการมีความลับของเด็ก เช่นการบอกเด็กว่า “อย่าบอกพ่อ/แม่นะว่า...” เช่นนี้เด็กจะเรียนรู้ว่าเป็นเรื่องที่รับได้ถ้าจะแอบซ่อนข้อมูลบางอย่างจากคนบางคน และเมื่อเด็กโตขึ้น โลกของพวกเขาก็จะกว้างขึ้นเกินกว่าแค่สถาบันครอบครัว เช่นเดียวกันกับการพัฒนาความคิดเรื่องตัวตน ความเป็นส่วนตัว และความลับด้วย เมื่อถึงเวลานั้นผู้ปกครองจะรู้สึกเหมือนถูกปฏิเสธ เมื่อลูกไม่ยอมแบ่งปันทุกๆสิ่งที่พวกเขารู้สึกนึกคิดออกมา

สาเหตุหลักๆที่ทำให้เด็กมีความลับ ได้แก่

  • การเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกตามวัย ในกรณีนี้มักจะเป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งห่างไกลจากสิ่งที่เป็น “ความลับ” จริงๆ อยู่มาก อาจจะได้รับอิทธิพลมาจากเกมและเพื่อนที่โรงเรียน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และไม่อันตราย
  • ความไม่รู้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กมักไม่สามารถแบ่งแยกเรื่องที่ควรหรือไม่มีความจำเป็นต้องบอกกับผู้ปกครอง บางครั้งเด็กก็สามารถลืมเรื่องที่สำคัญไปโดยไม่ได้ตั้งใจ กรณีนี้ผู้ปกครองไม่ควรตำหนิเด็ก แต่ควรชี้ให้เห็นความสำคัญ และบอกกับเด็กด้วยดี
  • เป็นเรื่องที่น่าอาย เรื่องบางเรื่องที่เกิดกับเด็กอาจทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ และไม่กล้าบอกใคร เช่น เมื่อถูกเพื่อนล้อเรื่องที่พวกเขาไม่อยากได้ยิน จึงเลือกที่จะเก็บเป็นความลับมากกว่าบอกผู้ใหญ่
  • เป็นเรื่องที่ไม่รู้จะบอกกับใคร ในบางกรณีเด็กเลือกที่จะมีความลับ เพราะไม่รู้จะพูดคุยเรื่องดังกล่าวกับใคร ความรู้สึกว่าเป็นเรื่อง “ส่วนตัว” หรือคิดว่าไม่มีใครเข้าใจ ในกรณีที่เด็กขาดความใกล้ชิดกับผู้ปกครอง เด็กอาจไม่กล้าพูดคุยในบางเรื่อง รวมถึงกลัวถูกดุด้วย
  • เป็นเรื่องที่ถูกข่มขู่ให้เก็บเป็นความลับ กรณีนี้อาจเกิดขึ้นได้ ผู้ปกครองและคนใกล้ชิดเด็กจึงควรสังเกตและสอนให้เด็กรู้ว่าเรื่องบางเรื่องจำเป็นต้องบอกผู้ใหญ่เสมอ ไม่ว่าจะถูกขู่ไม่ให้บอกก็ตาม เช่นการถูกเพื่อนแกล้งแรงๆ เมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามาพูดคุยด้วยหรือมอบสิ่งของให้ ไปจนถึงการถูกเอาเปรียบหรือล่วงละเมิด

ปัญหาเด็กมีความลับมีความสำคัญอย่างไร?

พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนมากอาจต้องการรู้เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของลูกๆ ไม่ว่าจะเป็นความคิดและความรู้สึกส่วนตัว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับปัญหาลูกมีความลับคือ การที่เด็กไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเก็บเป็นความลับได้ และอะไรไม่ควรเก็บเป็นความลับ

ความลับเป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน สิ่งที่ผู้ปกครองควรคำนึงถึงเสมอคือ การเคารพในความเป็นส่วนตัวของลูก พ่อแม่ควรสอนให้ลูกไม่มีความลับในเรื่องที่เป็นปัญหา ก่อความรบกวนจิตใจ ล่อแหลมต่อการผิดกฎหมาย หรือศีลธรรมอันดี และอาจเป็นอันตรายต่อพวกเขา เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบจากผู้อื่น เช่น กรณีที่เกิดปัญหาไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ที่เด็กอาจต้องการความช่วยเหลือ และไม่สามารถรับมือได้โดยลำพัง หรือการถูกรังแกทั้งทางกายและทางใจ การเก็บปัญหาเหล่านี้เป็นความลับย่อมจะลุกลามและยากต่อการป้องกันแก้ไข

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาเด็กมีความลับ ได้อย่างไร?

เมื่อพบสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกกำลังมีความลับ อาจเป็นเรื่องยากที่จะยับยั้งความต้องการที่จะบีบบังคับให้ลูกบอกความจริง แต่อย่าลืมว่าพวกเขายังเด็ก การแสดงความเข้าใจและพร้อมที่จะช่วยเหลือเป็นสิ่งที่เด็กต้องการจากพ่อแม่มากกว่าการทะเลาะและใช้อารมณ์ อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าพ่อแม่รู้สึกอย่างไรเมื่อเขามีความลับและถามสาเหตุอย่างใจเย็น ร่วมมือกับเด็กในการแบ่งปันความลับและหาทางออกด้วยบทสนทนาที่แสดงว่าพ่อแม่รักและเป็นห่วง อย่าขู่เด็กโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกันก็สามารถสอนให้เด็กมีภูมิคุ้มกันเรื่องการเก็บความลับ ได้ดังนี้

  • เมื่อเด็กเริ่มโตพอที่จะเข้าใจเหตุและผล สอนพวกเขาถึงความลับที่ “ปลอดภัย” และ “ไม่ปลอดภัย”

    มีลับที่สามารถเก็บไว้ได้ เช่น

    • การจัดงานวันเกิดเซอร์ไพรซ์ ให้เจ้าของวันเกิดแปลกใจเล่น ซึ่งทุกคนที่จัดรู้อยู่ก่อนแล้ว แต่เจ้าของวันเกิดเพียงคนเดียวที่จะไม่รู้
    • ของขวัญที่จะมอบในโอกาสพิเศษๆ ที่ท้ายที่สุดก็จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป เมื่อผู้รับเปิดของขวัญ
    • การเล่นกันสนุกๆ ของเด็กๆ วัยเดียวกัน ซึ่งไม่เป็นฝ่าฝืนกฎความปลอดภัย และไม่ส่งผลเสียต่อคนที่เกี่ยวข้อง
    • เรื่องซุบซิบนินทาเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัว หรือเพื่อน เว้นแต่จะเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล ถ้าเห็นว่าสำคัญก็สมควรบอกกับผู้ใหญ่ที่เด็กสนิทสนมและไว้ใจ

    ความลับที่อาจเป็นอันตราย และไม่ควรปิดบังจากผู้ใหญ่

    • การเล่นเกมที่ไม่เป็นไปตามกฎความปลอดภัย หรืออาจส่งผลร้ายกับใครคนใดคนหนึ่ง
    • ของขวัญที่ได้รับจากผู้อื่น หรือเมื่อมีใครช่วยทำอะไรให้
    • สิ่งที่ทำเพื่อช่วยคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จักหรือไม่ก็ตาม
    • อะไรก็ตามที่ก่อความไม่สบายใจให้กับพวกเขา

    ในกรณีนี้ผู้ปกครองสามารถใช้โอกาสที่เด็กๆ กำลังกระซิบกระซาบความลับถึงกันในการสอนพวกเขาเกี่ยวกับการเก็บความลับได้ โดยการถามคำถามชักจูง ด้วยน้ำเสียงเล่นๆ เป็นกันเอง สบายๆ เพื่อแสดงให้เด็กเห็นว่า เราเป็นผู้ใหญ่ที่จะไม่ดุ และพร้อมที่จะรับฟังความลับของพวกเขา ที่พวกเขาสามารถพูดคุยด้วยได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กกระซิบกระซาบกัน พ่อแม่ ผู้ปกครองอาจใช้โอกาสนั้น ทำเป็นถาม เหมือนจะเล่นทายความลับของลูกๆว่า “เอาล่ะ พ่อ/แม่ เห็นแล้วว่าลูกสนุกที่จะเล่นกระซิบกันนะ แต่ว่าลูกๆ จะรู้รึเปล่าล่ะว่า ความลับแบบไหนปลอดภัยและแบบไหนไม่ปลอดภัย ลูกๆ ไม่ได้กำลังว่าร้ายใคร หรือทำให้ใครเสียใจหรอกใช่ไหม เพราะความลับที่ทำร้ายคนอื่นแบบนั้น เป็นความลับตัวร้ายที่ไม่ควรจะเก็บไว้กับตัวนะ ที่ลูกแอบกระซิบกันคงไม่ได้เป็นเรื่องปัญหาของใครหรอกใช่ไหม เพราะปัญหาไม่ใช่เรื่องที่ควรเก็บเป็นความลับนะ แล้วก็คงจะไม่ได้เป็นเรื่องเสี่ยงๆ ที่ไม่ปลอดภัยสินะ เพราะเรื่องเสี่ยงๆ ไม่มีทางจะเป็นเรื่องที่ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ จะเก็บเป็นความลับซะด้วยสิ แล้วเป็นความลับเกี่ยวกับของที่ใครให้ลูกมารึเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็ดีแล้วจ้ะ เพราะนั่นก็ไม่ควรจะเป็นความลับเหมือนกัน ขอบคุณที่บอกกันนะเด็กๆ”

  • ไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กจนถึงวัยอนุบาลมีความลับกับพ่อแม่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม

    สำหรับเด็กเล็กๆ การตั้งกฎห้ามมีความลับต่อกัน เป็นวิธีที่ดีกว่า เพราะพวกเขายังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจ และแยกแยะความลับที่ปลอดภัย และไม่ปลอดภัย นั่นหมายความว่าผู้ใหญ่เองก็ต้องไม่พูดในสิ่งที่ไม่อยากให้เด็กเล็กได้ยิน และนำไปพูดต่อ (ต้องไม่ลืมว่าเด็ก มีแนวโน้มที่จะพูดทุกสิ่งทุกอย่างตามที่พวกเขาได้ยินมา พวกเขายังเด็กเกินกว่าจะรู้กาลเทศะของการพูด) เช่น ไม่ควรนินทาเพื่อนหรือคนในครอบครัวต่อหน้าเด็ก เว้นแต่พ่อแม่จะยอมรับได้ถ้าเด็กจะนำข้อความนั้นไปบอกกับคนที่พ่อแม่นินทาแบบไม่ได้ตั้งใจ การที่พ่อแม่พูดกับเพื่อนทางโทรศัพท์ว่า “ป้าอลิสของฉันมีกลิ่นปากด้วยล่ะ” ในขณะที่เด็กนั่งฟังอยู่ใกล้ๆ มีแนวโน้มสูงว่า เมื่อเด็กได้พบหน้าคุณป้าอลิส เขา/เธอพร้อมที่จะบอกกับคุณป้าทุกคำตามที่เคยได้ยิน การที่จะสอนให้เด็กเล็กเข้าใจว่าบทสนทนาบางครั้งก็เป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรเล่าให้ใครฟังต่อ ไม่เพียงแต่จะทำให้เด็กสับสน แต่ยังจะทำให้พวกเขาคิดว่าพ่อแม่ไม่ยุติธรรมอีกด้วย

  • เมื่อคิดว่าเด็กๆ เข้าใจได้ สอนพวกเขาเรื่องความเป็นส่วนตัวและความลับที่ไม่สมควรเปิดเผย

    เมื่อเด็กพัฒนาความสามารถในการทำความเข้าใจขึ้นไปอีกขั้น พวกเขาจะสามารถเข้าใจหลักการที่ว่าปัญหาของพวกเขาไม่ควรเก็บเป็นความลับ แต่ก็มีบางเวลาที่เราควรจะเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น โดยการไม่พูดคุยเรื่องทุกอย่างที่เป็นเรื่องในครอบครัวในที่สาธารณะ

    กรณีนี้ผู้ปกครองสามารถใช้เหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน มายกตัวอย่างในการสอนกฎต่างๆ ให้กับลูกได้ เช่น “พ่อ/แม่รู้ว่า ลูกคิดว่าการที่น้องฉี่รดกางเกงเพราะมัวแต่เล่นของเล่นเพลินเป็นเรื่องตลก มีอะไรที่ทำให้ลูกรู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้รึเปล่า ถ้าไม่ใช่ อย่างนั้นมันก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับลูกแล้วนะ ช่วยอย่าเอาไปซุบซิบกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน หรือเอาไปล้อเลียนน้องของลูกได้ไหม เพราะเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน และน้องของลูกก็มีสิทธิ์ส่วนตัวที่ในเรื่องนี้นะ”

    เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างมากจากการทำความเข้าใจเรื่องความลับ เรื่องบางเรื่องอาจไม่ใช่ความลับทางราชการที่สำคัญและต้องปกปิด เช่น การพูดถึงเพื่อนร่วมงานลับหลัง แต่ก็ล้วนแต่เป็นข้อมูลที่เด็กๆ ไม่ควรจะรับฟังและนำไปเปิดเผยในวงสนทนาทั่วไป ครอบครัวอาจตั้งกฎที่เรียกว่า “ความลับในครอบครัว” ขึ้นมาได้ ซึ่งหมายถึงการไม่นำเรื่องที่พูดคุยกันในเวลาส่วนตัว เช่นบทสนทนาระหว่างมื้ออาหาร ไปพูดต่อในที่สาธารณะ พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ เสมอ โดยการแสดงให้ลูกเห็นเหตุและผลของสิ่งที่ต้องเก็บเป็นความลับนั้น และพยายามจำกัดเรื่องที่ต้องเก็บเป็นความลับให้น้อยที่สุด

  • เมื่อมีเรื่องส่วนตัวเข้ามาเป็นประเด็นของความลับ พ่อแม่ ผู้ปกครองควรมั่นใจว่าเด็กจะมีผู้ใหญ่หลายคนที่เขาไว้ใจในเรื่องต่างๆ ที่เขาพร้อมจะปรึกษาเมื่อมีเรื่องไม่สบายใจ
  • พูดคุยถึงการแยกแยะเรื่องที่ควรเก็บเป็นความลับ และไม่ควรเก็บเป็นความลับเมื่อโอกาส สื่อที่เหมาะสมที่ผู้ปกครองสามารถใช้ในการช่วยให้เด็กเข้าใจความสำคัญของการเก็บความลับและปรึกษาผู้ปกครอง เช่น โทรทัศน์ ทั้งละคร ภาพยนตร์ต่างๆ ที่อาจมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเลือกเก็บความลับในสิ่งที่ไม่ควรเก็บ ทั้งยังมักจะแสดงผลที่ตามมาให้ดูด้วย เมื่อดูโทรทัศน์กับเด็ก ผู้ปกครองสามารถถามเด็กได้ว่าการตัดสินใจของตัวละครในเรื่องที่มีความลับเหมาะสมหรือไม่ และถ้าไม่ทางแก้ควรจะทำอย่างไร เป็นต้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

  • สังเกตพฤติกรรมของเด็ก ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กมีความลับมาจากปัญหาที่เกิดที่โรงเรียน เช่น ถูกเพื่อนล้อเลียน หรือรังแก หรือไม่เข้าใจบทเรียนแต่ไม่กล้าถาม อีกปัจจัยหนึ่งคือปัญหาครอบครัวซึ่งอาจทำให้เด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เป็นต้นว่าเงียบ ไม่ค่อยร่วมกิจกรรม หรือเล่นกับเด็กอื่นๆ หรือก้าวร้าว
  • ประสานกับผู้ปกครองของเด็กเมื่อสังเกตเห็นลักษณะที่อาจเป็นปัญหา
  • ครูสามารถสร้างความสนิทสนมกับเด็ก แสดงให้เด็กเห็นว่าพวกเขาสามารถเข้าถึง และปรึกษาครูได้ บางครั้งครูก็สามารถเป็นที่ปรึกษาและตัวประสานที่ดีให้กับเด็กได้ในเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าพูดคุยกับผู้ปกครองโดยตรง

บรรณานุกรม

  1. Will you allow me a secret? - http://childpsychiatrypune.com/blogs/bhooshan/secret [2013, May 13]
  2. Is Your Child Hiding Something? - http://thinklink.in/is-your-child-hiding-something/ [2013, May 14]
  3. Secrets And Lies: Why Children Develop Better If They Don't Always Tell The Truth - http://worldcrunch.com/ [2013, May 14]
  4. Helping Children Understand "Good" vs. "Bad" Secrets” - http://www.parentsconnect.com/parenting-your-kids/parenting/positive-parenting/toddler_secret_honesty.html [2013, May 13]
  5. What Kinds of Secrets Are Okay for Children to Keep – And What Kinds Are Not? - http://www.kidpower.org/library/article/safe-unsafe-secrets/ [2013, May 15]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน