หน้าหลัก » บทความ » ลูกยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ลูกยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง

การยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) หมายถึงการที่เด็กไม่สามารถจะนำตนเองเข้าไปแทนที่ผู้อื่นทั้งในด้านความคิด การรับรู้ทางสายตา อารมณ์และความรู้สึก เด็กจะยึดติดกับความคิดของตนเอง ไม่เข้าใจว่าความคิดและความรู้สึกของตนเองแตกต่างจากผู้อื่น ทำให้มีอุปสรรคต่อการพัฒนาด้านสังคมของเด็ก การจัดกิจกรรมเพื่อคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (decentering) ซึ่งหมายถึงเทคนิค วิธีการ กิจกรรมที่นำมาจัดเพื่อลดการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ทั้งในด้านการมองวัตถุ ความคิด การสื่อสาร อารมณ์และความรู้สึก จึงเป็นวิธีการที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เรียนรู้ที่จะรับรู้และเข้าใจทัศนะ อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมให้เด็กมีบุคลิกภาพที่ดีในอนาคต

การยึดตนเองเป็นศูนย์กลางมีลักษณะอย่างไร?

การยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) ของเด็กปฐมวัยมี 3 ลักษณะดังนี้

  • การยึดตนเองเป็นศูนย์กลางด้านการมองเห็นตำแหน่งของวัตถุ (Visual Spatial Egocentrism) คือการที่เด็กไม่สามารถที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ตนมองเห็นกับสิ่งที่คนอื่นมองเห็น โดยเด็กจะรับ (Assimilate) เฉพาะสิ่งที่ตนมองเห็นและคิดว่าคนอื่นจะเห็นเหมือนตน มักคิดว่าการรับรู้ของเขาเป็นสิ่งตายตัวเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เขาจะติดแน่นอยู่เฉพาะสิ่งที่เขามองเห็น ดังนั้นเด็กจะรับรู้มิติของซ้าย – ขวา หน้า – หลัง ของคนที่นั่งตรงกันข้ามไม่ได้ เด็กวัยนี้มิได้สนใจว่าของสิ่งเดียวกันจะปรากฏแก่สายตาของผู้มองได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของการมองที่ต่างกัน
  • การยึดตนเองเป็นศูนย์กลางด้านอารมณ์และความรู้สึก (Affective Egocentrism) คือการที่เด็กไม่สามารถแยกแยะระหว่างอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง กับอารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่นได้ เด็กจะคิดว่าคนอื่นมีความรู้สึกเหมือนตน ถึงแม้จะอยู่ในสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน โดยไม่ใส่ใจกับความรู้สึกที่แท้จริงของผู้อื่น เขาไม่สามารถที่จะเข้าใจในเรื่องความสามารถ ความคาดหวังและปฏิกิริยาของผู้อื่นที่เป็นลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม เด็กวัยนี้ไม่รู้ว่าเมื่อคนๆหนึ่งแสดงพฤติกรรมอย่างหนึ่ง คนอื่นๆจะได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมนั้นด้วย ทั้งนี้เพราะเด็กไม่เข้าใจในอารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น ตัวอย่างเช่นเด็ก 2 คนเมื่อได้รับฟองสบู่จากผู้ใหญ่ เด็กคนหนึ่งเล่นฟองสบู่อย่างสนุกสนาน แต่เด็กอีกคนหนึ่งไม่เล่นและแสดงความไม่พอใจ ผู้ใหญ่จึงนำลูกบอลมาให้เล่นแทน เขาสนุกกับการเล่นลูกบอลมาก เมื่อถามเด็กที่ชอบเล่นฟองสบู่ว่าเพื่อนชอบเล่นอะไร เด็กคนนั้นจะตอบว่าชอบเล่นฟองสบู่ ทั้งนี้เพราะเขาตอบโดยใช้ความรู้สึกของตนเองโดยไม่ใส่ใจต่อความรู้สึกของเพื่อน บางครั้งเด็กวัยนี้จึงไม่ชอบเล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกัน
  • การยึดตนเองเป็นศูนย์กลางด้านการคิดและการสื่อความหมาย (Cognitive Communicative Egocentrism) คือการที่เด็กไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างความคิดของตนเองกับความคิดของผู้อื่น ซึ่งปรากฏอยู่ในการเล่นสวมบทบาท (Role Taking) เด็กที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางจะไม่สามารถเข้าใจในความคิดของผู้อื่น เพราะมีขีดจำกัดในด้านความคิดรวบยอดและการรับรู้ เด็กที่มีการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางด้านการคิดและการสื่อความหมายจะไม่สามารถใส่ใจในผู้ที่เขาพูดด้วย เด็กจะไม่ใส่ใจว่าเขาพูดกับใคร ไม่อาจปรับคำพูดของตนเองให้เหมาะสมกับผู้ฟัง เด็กจึงมักพูดกับตนเองหรือคุยกับผู้อื่นในลักษณะรำพึงความคิดของตนเองออกมาดังๆ เช่น ในการพูดโทรศัพท์ของเด็กกับพ่อซึ่งอยู่ที่ทำงานโดยถามว่า “พ่อหนูแต่งชุดนี้สวยไหม” เด็กจะคิดหรือพูดราวกับว่าพ่อมองเห็นตน เพราะเด็กไม่สามารถรับรู้ว่าพ่อมองไม่เห็น ดังนั้นการคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางจึงขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ ประสบการณ์และการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคม

ปัญหาการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางมีสาเหตุมาจากอะไร?

พัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัยเกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในวัยทารก เมื่อแรกเกิดเด็กเริ่มยิ้มร้องเสียงอืออา มองตามเสียงคน ชอบสัมผัส เป็นพฤติกรรมเริ่มต้นของพัฒนาการทางสังคม การโอบกอดจับของพ่อแม่เป็นการถ่ายทอดพฤติกรรมความรู้สึก วัฒนธรรมและสังคมให้แก่เด็กตามลำดับ เด็กเริ่มเรียนรู้ที่จะสนองตอบพฤติกรรมการสัมผัสทั้งทางบวกและทางลบ เพื่อที่จะทำความเข้าใจด้วยกลไกการเรียนรู้ทางสมองของเด็ก กระบวนการนี้เรียกว่า “กระบวนการปรับตัวทางสังคม” (Socialization) ซึ่งจะรวมถึงการเรียนรู้พฤติกรรมที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆด้วย เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัวก่อนเป็นลำดับแรก เมื่อเริ่มโตขึ้นอายุ 3 – 6 ปี เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกครอบครัวมาสู่โรงเรียน เด็กจะต้องเรียนรู้การปรับตัวให้เข้ากับสังคมเด็กอื่นๆ ทางโรงเรียนเป็นผู้สอนเด็กให้รู้จักปรับตัวเพื่อให้อยู่กับผู้อื่นอย่างมีความสุข เด็กจะเริ่มเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นกลุ่ม ดังนั้นพัฒนาการทางสังคมของเด็กจึงควรได้รับการส่งเสริมจากสถาบันครอบครัวคือพ่อแม่ ผู้ปกครองและสถาบันการศึกษาโดยครูและผู้ดูแลเด็ก

การพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและสังคมต้องเริ่มจากการศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของบุคคลที่อยู่ในสังคมด้านต่างๆให้เข้าใจ แล้วเริ่มปลูกฝังและให้ความรู้ที่ถูกต้องกับเด็กตั้งแต่ก่อนวัยเรียน เพราะจะสามารถสร้างลักษณะนิสัยและวิถีชีวิตแก่เด็กได้ การพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย เป็นการสอนให้เด็กรู้จักเหตุผล รู้จักการแบ่งปัน การให้อภัย รู้จักการอยู่ร่วมกัน ฝึกให้รู้จักสามัคคี ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม รู้จักเสียสละ ฝึกให้ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ฝึกให้รู้จักรอคอย ฝึกความอดทน มีความพอใจและยอมรับความจริง สามารถจัดหรือปรับตนเองให้เข้ากับสังคม ทำให้เกิดความเข้าใจ อบอุ่นใจ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทำให้สามารถอยู่กับคนอื่นได้อย่างมีความสุข ซึ่งหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 ได้กำหนดประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมว่า เป็นการสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆผ่านการเรียนรู้ทางสังคม จากการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของตนเอง เช่น การแต่งตัว ล้างมือ รับประทานอาหาร ฯลฯ การเล่นและการทำงานร่วมกับผู้อื่น การวางแผนตัดสินใจเลือกและลงมือปฏิบัติ การมีโอกาสได้รับรู้ความรู้สึกความสนใจและความต้องการของตนเองและของผู้อื่น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเคารพความคิดของผู้อื่น การแก้ปัญหาในการเล่น และการปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อาศัยอยู่และความเป็นไทย ซึ่งประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมดังกล่าว จะช่วยส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาด้านสังคมให้เป็นไปตามวัย แต่ธรรมชาติของเด็กปฐมวัยจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) จึงสังเกตได้ว่าในช่วงแรกๆที่เด็กเริ่มเล่นหรือทำงานกับเพื่อน เด็กมักจะมีปัญหาความขัดแย้งกับบุคคลที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ซึ่งนับว่าเป็นลักษณะเด่นของเด็กในวัยนี้ เด็กจะมองโลกโดยใช้ความคิดของตนเองเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงผู้อื่นว่าจะคิดหรือรู้สึกอย่างไร และคิดว่าความคิดของตนเองถูกต้องเสมอ การยึดตนเองเป็นศูนย์กลางจึงมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดและการกระทำของเด็กเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการยึดตนเองด้านอารมณ์และความรู้สึก เพราะจะทำให้เด็กไม่เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น เด็กจะคิดว่าการรับรู้ของผู้อื่นเหมือนกับตน จึงทำให้การรับรู้ของเด็กแคบลง ซึ่งมีอุปสรรคต่อการพัฒนาทางด้านสังคมและการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น ถ้าหากเด็กมีการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางน้อยหรือไม่มีเลย จะทำให้เด็กมีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นมากขึ้นและมีพฤติกรรมทางสังคมในลักษณะที่พึงประสงค์ ตลอดจนมีพัฒนาการทางสติปัญญาดีด้วย

พฤติกรรมที่แสดงถึงการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางของเด็กปฐมวัยที่เห็นเด่นชัดคือ การเอาของเพื่อนมาเล่นหรือใช้โดยไม่ขออนุญาต การก้าวก่ายสิทธิผู้อื่น การพูดจาข่มขู่เพื่อน การก่อกวน การทำร้ายร่างกายตนเองหรือผู้อื่น การยึดถือทุกอย่างเป็นของตน หวงของ โต้เถียง ด่าว่ากัน แย่งของกัน พฤติกรรมเหล่านี้ปรากฏอยู่ทั้งในและนอกห้องเรียนตามทฤษฎีของเพียเจท์ (Piaget) เด็กปฐมวัยที่อายุน้อยจะมีการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางสูง และจะค่อยๆคลายลงเมื่อเด็กอายุมากขึ้น จนค่อยๆหมดไปเมื่อเด็กอายุประมาณ 7 ปี โดยธรรมชาติแล้วเด็กเล็กๆจะยังไม่รู้จักนึกถึงความรู้สึกของผู้อื่น แต่จากการที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทำให้เด็กต้องเรียนรู้และรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่น จึงทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคมดีขึ้นและสามารถเรียนรู้การเข้าสังคม แต่การยึดตนเองเป็นศูนย์กลางในเด็กบางคนคงอยู่อย่างถาวรในบางสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง บางคนอาจจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลางอยู่ตลอดเวลาก็ได้ ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาในระยะแรกๆ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคมที่ดี เป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อนและสามารถปรับตัวได้ดีในอนาคต ประสบการณ์ทางสังคมในช่วงปฐมวัยมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพในอนาคตของคนเราเป็นอย่างมาก ดังที่อีริกสัน (Erikson) กล่าวว่าบุคลิกภาพของคนเราจะพัฒนาได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการประสบความสำเร็จในแต่ละช่วงอายุ ถ้าการพัฒนาที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งๆของชีวิตเป็นไปด้วยดี ได้รับการตอบสนองเต็มที่ บุคคลจะมีบุคลิกภาพดีและพร้อมที่จะพัฒนาในขั้นต่อไป เช่น

เด็กทารกในขวบปีแรกจะพัฒนาความรู้สึกไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจต่อสภาพแวดล้อม หากในระยะนี้ทารกมีความสบายทางกาย ได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่ในยามที่เขาต้องการ เด็กจะมีการปรับตัวที่ดีสามารถพัฒนาความรู้สึกไว้วางใจและความรู้สึกมั่นคงขึ้นได้ ทารกสามารถอดทนต่อการจากไปของแม่โดยไม่เกิดความตึงเครียดได้ และในทางตรงกันข้ามถ้าทารกขาดความสุขทางกาย ขาดความรัก ความอบอุ่น ก็จะเป็นผู้ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ กลายเป็นผู้ที่ขาดความรู้สึกมั่นคง มีความกลัวและรู้สึกไม่ไว้วางใจต่อผู้อื่น

และเมื่อเด็กอายุประมาณ 1 – 3 ปี เด็กจะพัฒนาความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ขณะที่กำลังต่อสู้กับความรู้สึกไม่แน่ใจและความละอายซึ่งเป็นขั้นของการทำความตั้งใจให้เป็นจริง ระยะนี้เด็กเริ่มฝึกหัดการขับถ่าย ถ้าเด็กปฏิบัติได้ดีก็จะสามารถผ่านขั้นนี้ไปได้ด้วยดี แต่ถ้าเด็กทำไม่ได้และได้รับการตำหนิ กวดขันจากบุคคลรอบข้าง จะส่งผลทำให้เด็กรู้สึกลังเล สงสัย ไม่แน่ใจในความสามารถของตน ทำให้พัฒนาบุคลิกภาพเป็นไปในทางลบ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง

ในอนาคตเมื่อเด็กเข้าสู่โรงเรียนอนุบาล อายุ 3 – 5 ปี จะเข้าสู่การพัฒนาความคิดริเริ่มและความรู้สึกผิด ในทางกลับกันระยะนี้เด็กพยายามสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองแทนที่จะคิดถึงแต่ตนเองเท่านั้น เด็กสามารถแสดงความรู้สึกและพฤติกรรมที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งทางด้านทักษะความรู้และความพร้อมทางอารมณ์ เด็กสามารถพัฒนาความร่วมมือและการเป็นผู้นำผู้ตามที่ดีได้ มีความอยากรู้อยากเห็น การสำรวจสิ่งของต่างๆและการทะเลาะวิวาทกับผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น ระยะนี้หากเด็กเกิดความกลัว เด็กจะยึดผู้ใหญ่เป็นที่พึ่งตลอดเวลา ทำให้ความคิดจินตนาการและการพัฒนาทักษะทางสังคมถูกจำกัดลงไปด้วย

การยึดตนเองเป็นศูนย์กลางเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัย พฤติกรรมทางสังคมมีรากฐานมาจากครอบครัว นับตั้งแต่วัยเด็กครอบครัวมีความสัมพันธ์กับเด็กอย่างใกล้ชิดที่สุด เพราะเป็นแหล่งถ่ายทอดและปลูกฝังวัฒนธรรม ศีลธรรม จริยธรรมและค่านิยมต่างๆให้แก่เด็ก เมื่อเด็กก้าวเข้าสู่ภายนอก ค่านิยมนั้นก็จะติดตัวเด็กไป สังคมที่เด็กต้องเข้าไปอยู่คือโรงเรียน เด็กจะต้องปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมศีลธรรม ตลอดจนกฎระเบียบของสังคมที่เขาเป็นสมาชิกอยู่ เมื่อเข้าโรงเรียนกลุ่มเพื่อนจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเด็ก เด็กปฐมวัยมักต้องการให้ตนเป็นที่ยอมรับของผู้ที่อยู่ใกล้ชิดและต้องการให้ได้รับความชื่นชมจากกลุ่มเพื่อน นอกจากกลุ่มเพื่อนแล้วยังมีองค์ประกอบอื่นๆของสังคมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก เช่น ความคาดหวังของสังคม ความพอใจของตนเอง ความภาคภูมิใจของตนเอง ความรู้สึกรับผิดชอบ ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่เด็กต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว โดยทั่วไปพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยในระยะ 3 – 6 ขวบ มีลักษณะดังนี้

  • อายุ 3 ปี เล่นและทำกิจกรรมกับเพื่อนที่แตกต่างไปจากตนได้ เล่นในบริเวณเดียวกันกับคนอื่น โดยต่างคนต่างเล่น เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มใหญ่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ แบ่งปันกับเพื่อนและผลัดกันเล่นเมื่อขอร้อง ปฏิบัติตามข้อตกลงง่ายๆ ปฏิบัติตนเป็นผู้นำผู้ตามเมื่อมีผู้ชี้แนะ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นได้บ้าง
  • อายุ 4 ปี เด็กจะร่วมมือกันเล่นกับเพื่อนสนิท สนทนากับเพื่อน มีการเล่นแบบจินตนาการ แต่มักจะมีพฤติกรรมกีดกันเพื่อน พูดไม่มีสาระ โต้เถียง ทะเลาะวิวาท สนใจเพื่อนในวัยเดียวกันมากกว่าผู้ใหญ่ ดูแลเด็กที่อายุน้อยกว่า ขี้อาย มีเพื่อนสนิทเป็นเพศเดียวกับตน
  • อายุ 5 ปี เล่นกับเด็กอื่นได้ดีโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีขนาดเล็ก ไม่ยืนกรานที่จะเล่นวิธีที่ตัวเองชอบและไม่วิตกกังวลกับพฤติกรรมของคนอื่น ชอบเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน หากไม่มีผู้ดูแลเด็กบางคนจะมีพฤติกรรมเกเรมาก ทำตัวเป็นนายและร้องไห้รุนแรงแต่พร้อมที่จะหยุดได้โดยง่าย เล่นกับเพื่อนนอกบ้านมากขึ้นและความสัมพันธ์กับเพื่อนนอกบ้านดีกว่าภายในบ้าน
  • อายุ 6 ปี เด็กสนใจที่จะคบเพื่อนและอยู่กับเพื่อน มักใช้คำว่า “เพื่อนที่โรงเรียน” หรือ “เพื่อนเล่น” อยู่กับเพื่อนได้นานแต่ในการเล่นหากไม่มีคนดูแลจะเล่นได้ไม่นาน อาจจะทะเลาะกันหรือตีกัน เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน มีพฤติกรรมการเล่าเรื่องไม่มีสาระมากขึ้น มีการทำตัวเป็นคนเด่นและเป็นนายของกลุ่ม บางคนจะไม่ยอมให้บุคคลที่สามมาเล่นด้วยโดยมักจะถามว่า “เธอจะเล่นกับคนนั้นหรือคนนี้” “ฉันจะเล่นกับเธอ” เด็กจะไม่ยอมแพ้ในการเล่นและพยายามโกงเพื่อที่จะให้ตัวเองชนะ เด็กมักคิดว่าเพื่อนเล่นโกงหรือทำไม่ถูก พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยจึงมีการพัฒนาเป็นลำดับขั้น บางพฤติกรรมจะมีรากฐานการพัฒนามาจากวัยทารก และบางพฤติกรรมจะปรากฏในระยะเริ่มเข้าเรียนอนุบาล ซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์ต่างๆ เช่น การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน

รูปแบบที่สำคัญที่สุดของพฤติกรรมทางสังคมในการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นนั้นจำแนกได้ 2 รูปแบบคือ

  • รูปแบบของพฤติกรรมการเข้าสังคมกับผู้อื่น (Social Behavior Patterns) หรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ได้แก่ ความร่วมมือ การมีใจคอกว้าง ความต้องการเป็นที่ยอมรับ การพึ่งพาผู้อื่น ความเป็นเพื่อน ความไม่เห็นแก่ตัว การเลียนแบบและการติดบุคคลอื่น
  • รูปแบบของพฤติกรรมการเข้าสังคมกับผู้อื่นไม่ได้ (Nonsocial Behavior Patterns) หรือพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ได้แก่ การต่อต้าน การก้าวร้าว การทะเลาะวิวาท การล้อเลียนและการข่มขู่ การมีอำนาจเหนือผู้อื่น การถือตนเองเป็นใหญ่ ความลำเอียง การแบ่งเพศ

รูปแบบพฤติกรรมที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัยนั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมทางบ้านและทางโรงเรียน ตลอดจนความเข้าใจในพัฒนาการของเด็ก ความใกล้ชิดกับเด็กและการเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกทักษะหรือลักษณะนิสัยที่ดีให้กับเด็ก โดยการได้เห็นแบบอย่างที่ดีและการจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับวัยให้กับเด็ก หากที่บ้านหรือที่โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาด้านสังคม เด็กจะมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งเป็นผลร้ายกับเด็กมาก เพราะจะทำให้เด็กไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมและบุคคลอื่นได้ โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ด้านสังคมที่เกิดจากการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง จากการศึกษาพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัยปรากฏอย่างเด่นชัดว่า เด็กปฐมวัยมีลักษณะการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) ซึ่งเป็นลักษณะที่เด็กไม่สามารถนำตนเองเข้าไปแทนที่ผู้อื่นทั้งในด้านความคิด การรับรู้ทางสายตา ทางอารมณ์และความรู้สึก เด็กจะยึดติดกับความคิดของตนเองไม่เข้าใจว่าความคิดและความรู้สึกของตนเองแตกต่างจากผู้อื่น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการทางสังคมของเด็ก

ปัญหาการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางมีความสำคัญอย่างไร?

การยึดตนเองเป็นศูนย์กลางของเด็กปฐมวัยจะทำให้เด็กมีข้อจำกัดในการพัฒนาพฤติกรรมทางสังคม ซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้และรับรู้ต่างๆ การคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางด้วยการจัดสภาพแวดล้อมและกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาพฤติกรรมทางสังคม จึงเป็นวิธีที่จะคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางของเด็กได้ ดังนั้นการคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางจึงมีคุณค่าและประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยดังนี้

  • ส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ได้แก่ พฤติกรรมความร่วมมือ การมีใจกว้างและรับฟังผู้อื่น การแสดงพฤติกรรมเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับ การยอมทำตามผู้อื่น การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การเอาใจเขามาใส่ใจเรา การพึ่งพา การแสดงความเป็นเพื่อน การไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถเข้าสังคมกับผู้อื่นได้
  • ส่งเสริมให้เด็กสามารถเล่นและทำงานกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางจะช่วยลดพฤติกรรมที่ยึดติดเฉพาะตนเองหรือเอาความคิดของตนเองเป็นหลัก ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมในสังคมได้ โดยเฉพาะสังคมเพื่อนที่โรงเรียนที่เด็กจะต้องสร้างปฏิสัมพันธ์ด้วยการเล่นและการทำงาน ถ้าเด็กเรียนรู้ที่จะเข้าใจเพื่อนคนอื่นๆ ทำให้เด็กรู้จักการช่วยเหลือ การรอคอย การแบ่งปัน การร่วมมือ ซึ่งจะส่งผลทางบวกต่องานที่ได้รับมอบหมายให้ทำเป็นกลุ่ม
  • ส่งเสริมให้เด็กเข้าใจในอารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น ทำให้เด็กสามารถยอมรับความรู้สึกและอารมณ์ของผู้อื่นได้ และสามารถแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่ออารมณ์และความรู้สึกของเพื่อนได้ เช่น เมื่อเด็กเห็นเพื่อนร้องไห้เศร้าโศกเสียใจจะทำให้เขาสามารถปลอบโยนเพื่อนได้ เป็นต้น
  • ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการคิดและการสื่อความหมาย เรียนรู้ว่าคนอื่นอาจคิดไม่เหมือนตนเองและยอมรับฟังความคิดของผู้อื่นที่แตกต่างกันได้ อีกทั้งยังช่วยให้เด็กเรียนรู้คำศัพท์ที่ใช้ในการสื่อสารใหม่ๆได้มากขึ้น โดยไม่ใช้เพียงการพูดคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับตนเอง
  • ส่งเสริมให้เด็กมีคุณลักษณะที่ดีที่เป็นที่ยอมรับของสังคม การคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางจะช่วยให้เด็กสามารถทำสิ่งต่างๆที่เป็นการช่วยเหลือผู้อื่นได้ ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะที่ดี เช่น ความสามัคคี ความเอื้อเฟื้อ การเสียสละ แบ่งปัน ฯลฯ
  • ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ถึงการปฏิบัติตนที่เหมาะสมกับกาลเทศะต่อบุคคลต่างๆ เด็กจะสามารถปรับปรุงคำพูด พฤติกรรมที่เหมาะสมกับบุคคลที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์ด้วย เช่น การใช้ภาษาพูดกับเพื่อน ครู ญาติผู้ใหญ่ เป็นต้น
  • ส่งเสริมให้เด็กมีวินัยในตนเอง การคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามกฎกติกาของสังคม ทำให้เด็กเรียนรู้ด้านวินัยในตนเอง โดยเฉพาะความรับผิดชอบต่อหน้าที่การทำงานให้สำเร็จ การรอคอย การเสียสละ การเก็บของเล่นของใช้เข้าที่ การปฏิบัติตามกฎของห้องเรียนและสถานศึกษา เป็นต้น

พ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกยึดตนเองเป็นศูนย์กลางได้อย่างไร?

ระยะปฐมวัยเป็นระยะที่เด็กเข้าสู่โรงเรียน แม้เด็กจะได้รับการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมจากโรงเรียน แต่ระยะเวลาส่วนใหญ่ของเด็กเป็นเวลาที่เด็กอยู่กับครอบครัว ดังนั้นการส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมจึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรปฏิบัติหรือจัดกิจกรรมเพื่อคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางดังนี้

  • อบรมสั่งสอนเด็กด้วยการใช้เหตุผลประกอบตามระดับพัฒนาการเด็ก โดยการใช้ภาษาแสดงเหตุผลให้เด็กเข้าใจและยกตัวอย่างสิ่งที่เป็นรูปธรรมมาใช้กับเด็ก ทั้งนี้การสอนเด็กควรเป็นไปด้วยความรัก ความอบอุ่น เพื่อให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตนเอง
  • เปิดโอกาสให้เด็กทำสิ่งต่างๆตามความสามารถ ไม่ควรบังคับหรือตำหนิเด็กจนทำให้เด็กรู้สึกผิดหรือขาดแรงจูงใจที่จะทำสิ่งนั้นต่อไป
  • ปรับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็กในทางสร้างสรรค์ ไม่ควรใช้ความรุนแรงหรือก้าวร้าวกับเด็ก เพราะเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมได้
  • ให้เด็กมีโอกาสเล่นหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนหรือบุคคลที่ใกล้ชิด อาจเป็นญาติของเด็กเพื่อให้เด็กรู้จักการเรียนรู้การเข้าสังคม
  • สนทนากับเด็กเกี่ยวกับโรงเรียน เช่น ถามเกี่ยวกับเพื่อน ครู คนอื่นๆ เพื่อให้เด็กได้ใช้ภาษาที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นและลดการพูดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเอง
  • สอนให้เด็กรู้จักแบ่งปัน รอคอยตามความเหมาะสม เช่น การแบ่งของให้เพื่อนบ้าน การเข้าแถวรับบริการต่างๆ เป็นต้น
  • เล่านิทานเกี่ยวกับการคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางให้เด็กฟัง เพื่อให้เด็กเลียนแบบพฤติกรรมทางสังคมที่ดีจากตัวละครในนิทาน

เกร็ดความรู้เพื่อครู

เด็กเรียนรู้พฤติกรรมต่างๆจากการเลียนแบบ ดังนั้นการจัดกิจกรรมของครูควรเน้นให้เด็กได้เลียนแบบพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น พฤติกรรมของครู เพื่อน บุคคลที่แวดล้อมเด็กหรือตัวละครในนิทานหรือภาพยนตร์สำหรับเด็ก และเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม ครูควรให้การเสริมแรงอย่างเหมาะสมเพื่อให้เด็กเรียนรู้ที่จะแสดงพฤติกรรมทางสังคมที่ดีต่อไป

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2542). การเลี้ยงดูเด็กก่อนวัยเรียน 3 – 5 ปี. กรุงเทพฯ : โชติสุขการพิมพ์.
  2. พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์. (2553). ทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  3. ภรณี คุรุรัตนะ. (2535). เอกสารประกอบคำสอน วิชาการเล่นของเด็ก. กรุงเทพฯ : ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
  4. วัฒนา ปุญญฤทธิ์. (2531). การยึดตนเองเป็นศูนย์กลางด้านอารมณ์และความรู้สึกของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียนต่างกัน. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ถ่ายเอกสาร.
  5. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา,กระทรวงศึกษาธิการ. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  6. Andrews,D. (1988). “Social Development in Early Childhood” A paper presented at the conference On development of the model for preschool social skills. Bangkok : The office of The National Primary Education Commission.
  7. Ford,M.E. (1979) “The Construct Validity of Egocentrism” in Psychological Bulletin. p.1169 – 1185. New York : John Wiley and Son Company.
  8. Gesell,A. and F.L. Ilg. (1964). The Child from Five to Ten. New York : Harper and Brother Publishers.
  9. Hurlock,E.B. (1978). Child Development. New York : McGraw Hill.
  10. Maier,H.W. (1969). Three Theories of Child Development. New York : Harper and Row Publisher.
  11. Shantz,C.U. (1975). “The Development of Social Cognition” Review of the Child Development Research. Ed. By E.M. (5) : 6 - 10.
  12. Walsh,H.M. (1980). Introducing the Young Child to the Social World. New York : Macmillan Publishing Company.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน