หน้าหลัก » บทความ » ลูกร้องอาละวาด (Temper Tantrums)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การร้องอาละวาด (Temper Tantrums) คือ การตอบโต้ของเด็กโดยทั่วไป เมื่อถูกขัดขวางอิสรภาพในการกระทำสิ่งที่ต้องการ หรือการเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ลักษณะการแสดงอารมณ์โกรธจะเกิดขึ้นในทันทีทันใด โดยไม่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า การร้องอาละวาดไม่ได้เป็นเพียงการกระทำเพื่อเรียกร้องความสนใจแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพราะเกิดจากการขาดทักษะในการสื่อสารของเด็ก รวมถึงตัวเด็กเองยังไม่เคยเรียนรู้การแสดงออกซึ่งอารมณ์โกรธในลักษณะอื่น การร้องอาละวาดนั้นเป็นลักษณะหนึ่งที่พบได้ทั่วไปในเด็ก เพราะถือว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการพัฒนาทางด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคมของเด็ก โดยสัดส่วนเด็กที่มีภาวะร้องอาละวาดนั้น คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของจำนวนเด็กปกติทั้งหมด ทั้งนี้ การร้องอาละวาดของเด็กมักจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลา 30 วินาทีถึง 2 นาที และจะมีความรุนแรงมากที่สุดในช่วง 30 วินาทีแรก โดยจะสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน อย่างไรก็ตาม การร้องอาละวาดก็อาจกินระยะเวลานานกว่า 15 นาที เกิดขึ้นมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเด็กอาจแสดงพฤติกรรมการทำร้าย ทุบตี กัด หรือหยิกทั้งตนเองและผู้อื่น ซึ่งการร้องอาละวาดในลักษณะนี้มักเป็นอาการบ่งบอกถึงปัญหาทางสุขภาพร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของเด็ก แม้ว่าปัญหาการร้องอาละวาดมักจะเกิดก่อนเด็กอายุ 2 ขวบ หรือเป็นช่วงที่เด็กเริ่มทดลองสื่อสารกับผู้อื่นด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของตามที่ต้องการ และมักจะหายไปเมื่ออายุได้ 4 ขวบ แต่ในเด็กบางราย ลักษณะการร้องอาละวาดจะติดตัวต่อไปอีก จนแม้กระทั่งก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วก็ตาม ดังนั้น บทบาทหน้าที่ของผู้ปกครอง และครูจึงมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างลักษณะการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสมให้เกิดขึ้น กับเด็ก เพื่อแทนที่การร้องอาละวาด ซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมการแสดงออกที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลหนึ่งก้าวพ้นช่วงวัยเด็กไปแล้ว ถึงกระนั้น หากปัญหามีความรุนแรงมากผิดปกติ การรับการวินิจฉัยและขอคำปรึกษาจากแพทย์โดยตรง ย่อมสามารถระบุสาเหตุที่แท้จริง อันจะนำไปสู่ทางออกที่ดีได้

ปัญหาเด็กร้องอาละวาดมีลักษณะอย่างไร?

อาการอาละวาดของเด็กมักจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลา 30 วินาทีถึง 2 นาที โดยจะมีความรุนแรงมากที่สุดในช่วง 30 วินาทีแรก ทั้งนี้พฤติกรรมผิดปกติที่มักปรากฏในเด็กที่มีปัญหาร้องอาละวาด ได้แก่

  • ร้องไห้ พร้อมกับกรีดร้อง หรือตะโกน
  • งอหลัง หรือเกร็งร่างกายในขณะที่อาละวาด
  • นอนลงดิ้นกับพื้น
  • เคลื่อนไหวแขนอย่างขาดการควบคุม
  • ปัสสาวะรดที่นอน
  • มีปัญหาการนอนหลับในเวลากลางคืน
  • ดูดนิ้ว
  • กลั้นหายใจจนหมดสติ (breath-holding spells)
    อย่างไรก็ตาม หากการร้องอาละวาดดำเนินไปมากกว่า 15 นาที เกิดขึ้นมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นอาการบ่งบอกถึงความผิดปกติทางด้านร่างกาย จิตใจ หรืออารมณ์ของเด็ก และย่อมถือว่าไม่ใช่ลักษณะการร้องอาละวาดแบบปกติ ดังนั้นเด็กจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ควบคู่ไปกับความร่วมมือระหว่างผู้ ปกครองและโรงเรียน ซึ่งอาการที่มักพบในการอาละวาดลักษณะนี้ ได้แก่
  • เตะ ตี กัด ข่วน ดึงผม หรือหยิกผู้อื่น
  • ขว้างหรือทำลายข้าวของ
  • โขกศีรษะหรือทำร้ายร่างกายตนเอง

การร้องอาละวาดมีสาเหตุมาจากอะไร?

การร้องอาละวาดคือการตอบโต้ของเด็ก โดยทั่วไปเมื่อถูกขัดขวางอิสรภาพในการกระทำสิ่งที่ต้องการ หรือการเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น หงุดหงิดเพราะไม่สามารถติดกระดุมเองได้ หรือเพราะถูกบังคับให้เข้านอน เหตุผลที่เด็กแสดงพฤติกรรมร้องอาละวาดนั้น เนื่องมาจากยังขาดทักษะในการแสดงอารมณ์โกรธหรือขัดขืนในลักษณะที่ดีกว่าได้ ซึ่งเด็กแต่ละคนจะมีสาเหตุและแนวโน้มของการร้องอาละวาดที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

  • การเลี้ยงดู หรือสภาพในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวที่เคร่งครัดจนเกินไป หรือปล่อยปละละเลยเด็กมากเกินไป จนเด็กรู้สึกขาดความรัก จึงต้องการเรียกร้องความสนใจ รวมไปถึงปัญหาอื่นๆ เช่น การแต่งงานใหม่ของผู้ปกครอง การมีสมาชิกในบ้านติดสุราหรือการพนัน การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทะเลาะกันระหว่างพี่น้อง และนอกจากนี้ เด็กจะมีแนว โน้มของการอาละวาดสูง หรือทวีความรุนแรงของการอาละวาด หากผู้ปกครองตอบโต้ต่อพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน หรือแสดงท่าทียอมลูกด้วยการให้ของเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้ลูกหยุดและเงียบ อันจะส่งผลให้เด็กมีความเข้าใจที่ผิดว่า การอาละวาดจะทำให้ตนได้รับรางวัล
  • ระดับความเหนื่อย
  • ระดับความเครียด
  • การนอนหลับไม่เพียงพอในเวลากลางคืน
  • อายุ ซึ่งเป็นตัวกำหนดความสามารถในการสื่อสาร และความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของเด็ก
  • ปัญหาที่โรงเรียน เช่น ถูกเพื่อนรังแก หรือเข้ากับเพื่อนไม่ได้
  • ปัญหาทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์

ปัญหาการร้องอาละวาดมีความสำคัญอย่างไร?

โดยทั่วไป ปัญหาการร้องอาละวาดจะหายไปเมื่อเด็กโตขึ้น เนื่องจากเด็กได้เรียนรู้วิธีการรับมือกับความไม่พึงพอใจ อันจะส่งผลให้สามารถแสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างเหมาะสมกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรเข้ามามีบทบาทในการช่วย เหลือ และแก้ไขปัญหาการร้องอาละวาดของลูกอย่างถึงที่สุด หากพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมนี้ติดตัวลูกไปจนเลยวัย 4 ขวบ และนอกจากนี้ หากปัญหาการร้องอาละวาดไม่มีท่าทีว่าจะหายไป ก็อาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกของปัญหาอื่นที่เด็กกำลังเผชิญอยู่ เช่น ปัญหาในการเรียน หรือปัญหาในการเข้ากับเพื่อน เป็นต้น

นอกจากนี้ สาเหตุของการร้องอาละวาดยังอาจเป็นผลมาจากความผิดปกติของร่างกาย จิตใจ หรืออารมณ์ ดังนั้น เพื่อ ให้สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ปกครองจะต้องพยายามคิดหาวิธีสำหรับรับ มือกับปัญหาของลูก แต่หากพฤติกรรมของลูกมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนถึงขั้นทำร้ายร่างกายตนเองและผู้อื่น หรือพฤติกรรมการร้องอาละวาดยังคงปรากฏเด่นชัดอยู่ แม้เด็กจะเข้าสู่การศึกษาระดับประถมศึกษาแล้ว ผู้ปกครองควรพาลูกไปตรวจวินิจฉัย เพื่อขอคำปรึกษาจากแพทย์โดยตรง

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาเด็กร้องอาละวาดได้อย่างไร?

วิธีการที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาเด็กร้องอาละวาดก็คือ “การหลีกเลี่ยงไม่ให้ปัญหาเกิด” ซึ่งพ่อแม่ ผู้ปก ครองสามารถปฏิบัติตามข้อแนะนำได้ ดังต่อไปนี้

  • ให้ความสนใจและใส่ใจลูก สำหรับลูกแล้ว การตอบโต้ลูกในทางลบยังถือว่าดีกว่าการนิ่งเฉยด้วยความไม่สนใจ ทั้งนี้ งานวิจัยหลายเล่มยืนยันว่า การตอบโต้ของพ่อแม่ ผู้ปกครองต่อการร้องอาละวาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร้องอาละวาดเพื่อเรียก ร้องความสนใจของเด็กนั้น สามารถทำให้พฤติกรรมของลูกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ ดังนั้น แทนที่พ่อแม่จะรอโอกาสในการตอบโต้ต่อการร้องอาละวาดของลูก พ่อแม่ควรหันมาสนใจทุกการกระทำของลูก และชมเชยเมื่อลูกมีความประพฤติที่เหมาะ สม โดยนอกจากจะเป็นการแสดงให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่ไม่ได้ละเลยแต่อย่างใดแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้ลูกเลือกปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีอีกด้วย
  • ให้ลูกจัดการเรื่องเล็กๆน้อยๆของตนด้วยตัวเอง การให้โอกาสลูกได้กระทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง ถือเป็นการตอบสนองต่อความต้องการมีอิสระของเด็ก โดยพ่อแม่ควรให้สิทธิ์ลูกในการเลือก มากกว่ากำหนดให้ว่าลูกต้องทำอะไร อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ก็ควรตระหนักว่า ลักษณะการพูดที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยก็อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงได้ เช่น การถามว่า “จะแปรงฟันก่อนหรือหลังอาบน้ำ” ย่อมต่างจาก “อยากแปรงฟันตอนนี้หรือไม่” ซึ่งคำตอบก็มักจะเป็น “ไม่” และพ่อแม่ก็จำเป็นต้องบังคับลูกในที่สุด
  • เก็บสิ่งของอื่นที่ไม่ใช่ของเล่นให้พ้นตา ในบ้านย่อมมีสิ่งของที่พ่อแม่ไม่อนุญาตให้เด็กเล่นได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น เด็กอยากหยิบจับด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในขณะที่พ่อแม่ก็ต้องคอยห้ามปรามซ้ำแล้วซ้ำอีก พ่อแม่ควรเก็บซ่อนสิ่งของเหล่านั้นให้พ้นจากการเอื้อมถึงของลูก
  • เบนความสนใจ พ่อแม่ควรใช้ประโยชน์จากการมีสมาธิสั้นของลูก เพื่อระงับความขัดข้องใจของลูก เช่น การเริ่มกิจ กรรมใหม่ที่น่าสนใจแทนกิจกรรมที่พ่อแม่ไม่อนุญาต หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนบรรยากาศง่ายๆ เช่น พาลูกย้ายไปยังอีกห้องหนึ่งของบ้าน หรือพาลูกออกไปเดินเล่นนอกบ้าน
  • กำหนดระดับที่เหมาะสมให้กับสิ่งใหม่ที่ลูกพยายามจะทำให้สำเร็จ พ่อแม่ควรเลือกของเล่นหรือกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของลูก โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่ง่ายก่อน เมื่อลูกสามารถทำได้ดีแล้ว พ่อแม่ก็สามารถเพิ่มระดับความยากขึ้นได้
  • ตอบรับคำขอของลูกอย่างเหมาะสม หากการร้องขอของลูกเป็นไปอย่างเหมาะสม พ่อแม่ก็ควรตอบสนองต่อสิ่งที่ลูกเรียกร้อง แต่หากเห็นว่าไม่เหมาะสม พ่อแม่ก็ควรปฏิเสธไปตามจริง พร้อมกับอธิบายด้วยหลักเหตุผล
  • รู้ข้อจำกัดของลูก พ่อแม่ควรรับรู้และเข้าใจสภาพร่างกายและจิตใจของลูกในแต่ละสถานการณ์ เช่น หากพ่อแม่รู้ว่าลูกเหนื่อย ก็ควรให้ลูกได้พัก ไม่ควรพาออกไปซื้อของ หรือใช้ไปทำธุระ เป็นต้น
  • ไม่ยอมแพ้ต่อการร้องอาละวาดโดยเด็ดขาด การยอมแพ้ของพ่อแม่ต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การให้ของที่ลูกชอบ เพียงเพื่อให้เด็กหยุดอาละวาดนั้น อาจทำให้เด็กเชื่อว่าสิ่งที่ตนกระทำลงไปนั้นมีความเหมาะสม ในทางกลับกัน พ่อแม่สม ควรจะชมเชยลูกอย่างยิ่งในกรณีที่ลูกสามารถควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ของตนเองได้
  • ปลอบโยน เด็กมักจะรู้สึกเปราะบาง หรือขาดความมั่นใจหลังจากร้องอาละวาด ดังนั้นเมื่อลูกสงบอารมณ์ได้แล้ว พ่อแม่ก็ควรปลอบโยน และย้ำให้ลูกรับรู้ถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกที่ไม่ได้ลดลง แม้ว่าลูกจะร้องอาละวาดก็ตาม
  • จัดการให้ลูกได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ การนอนหลับอย่างเพียงพอในเวลากลางคืน สามารถลดปัญหาการร้องอาละวาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะย่อมส่งผลให้เด็กมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์ แข็งแรง

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูจะสามารถช่วยหรือแก้ไขปัญหาเด็กร้องอาละวาดที่โรงเรียนได้ด้วยคำแนะนำ ดังต่อไปนี้

  • สร้างบรรยากาศในห้องเรียนไม่ให้น่าเบื่อหรือหนักจนเกินไป เช่น นำนักเรียนทำกิจกรรมที่น่าสนใจ เพื่อเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดในการเรียน หรืออนุญาตให้มีเวลาพักในคาบเรียนอย่างเหมาะสม เป็นต้น
  • สอนวิธีในการขอที่สุภาพโดยไม่ต้องร้องอาละวาดให้แก่เด็ก จากนั้นจึงเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองฝึกดูบ้าง หากทำได้ดี ครูก็ควรตอบรับโดยดีเช่นกัน
  • จัดห้องเรียนโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งรอบตัวได้โดยไม่มีปัญหา อีกทั้งครูก็ไม่จำเป็นต้องคอยห้ามปรามเด็ก เพียงแต่คอยสังเกตและตรวจสอบความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดเท่านั้น
  • หากเด็กมีแนวโน้มของการร้องอาละวาด ครูอาจพาไปเปลี่ยนบรรยากาศ หรือมอบหมายให้เด็กทำสิ่งอื่นแทน
  • หากการร้องอาละวาดเกิดขึ้นเพราะครูมีความจำเป็นต้องขัดใจเด็ก เนื่องจากเด็กแสดงการกระทำในสิ่งที่ไม่ควร หรืออยากได้ในสิ่งที่ไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ ครูควรเบนความสนใจของเด็กด้วยการนำเด็กทำกิจกรรมอื่นแทน
  • ไม่ถามความเห็นเด็กในสิ่งที่เด็กจำเป็นจะต้องทำ มิเช่นนั้นแล้วอาจได้คำปฏิเสธเป็นการตอบแทน และอาจต้องลงเอยด้วยการบังคับจิตใจเด็กให้ปฏิบัติตาม
  • สร้างกิจวัตรและธรรมเนียมปฏิบัติที่ดี เช่น เริ่มต้นการเรียนการสอนด้วยช่วงเวลาแห่งการแบ่งปันระหว่างเพื่อน รวมไปถึงการสร้างโอกาสให้เด็กเรียนรู้การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
  • เปิดโอกาสให้เด็กได้ตัดสินใจเรื่องเล็กๆน้อยๆด้วยตนเอง
  • อดทน อดกลั้น และพร้อมที่จะตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก โดยอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม
  • ฝึกอารมณ์ขัน เพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลับกลายเป็นดี
  • เก็บสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายให้พ้นมือเด็ก เพื่อขจัดปัญหาที่อาจตามมาจากความอยากรู้อยากลอง ในขณะที่ความ สามารถในการใช้งานของเด็กยังไม่มากพอ
  • สอนให้เด็กเรียนรู้การพัฒนาทางด้านพฤติกรรมและสังคมจากการทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม โดยมีครูควบคุมและดูแลอย่างใกล้ชิด
  • ให้รางวัล หรือชมเชยเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม นอกจากนี้ หากเด็กอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการร้องอาละ วาด ครูอาจจะหยุดเด็กไว้ได้ด้วยการชมเชยเช่นกัน โดยการชมเชยจากพฤติกรรมดีที่เด็กกระทำในขณะนั้นซึ่งครูสามารถสังเกต เห็น
  • แจ้งให้เด็กทราบล่วงหน้าก่อนที่จะเสร็จสิ้นแต่ละกิจกรรม เพื่อให้เด็กสามารถเตรียมพร้อมรับมือสำหรับการเปลี่ยนกิจ กรรมได้ หรือเพื่อให้เด็กได้มีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า
  • หากต้องไปอยู่ในสถานที่ใหม่ หรือพบเจอผู้คนที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็ก ครูควรอธิบายให้เด็กทราบถึงสถานที่ที่จะไปหรือคนที่จะพบโดยคร่าวๆ พร้อมทั้งกำชับเด็กในบางประเด็นสำคัญ เช่น ให้เกาะกลุ่มอยู่ด้วยกัน ให้ช่วยกันดูแลตัวเองและเพื่อนๆ เป็นต้น
  • หลังจากที่เด็กแสดงพฤติกรรมร้องอาละวาดแล้ว ครูควรอธิบายให้เด็กเข้าใจว่า มีวิธีอื่นที่ดีกว่าที่เด็กจะสามารถได้ในสิ่งที่ต้องการได้ รวมถึงสอนให้เด็กรู้ว่าทุกคนล้วนมีอารมณ์โกรธ พร้อมทั้งแสดงให้เด็กเห็นถึงตัวอย่างของการแสดงอารมณ์โกรธอย่างเหมาะสม

บรรณานุกรม

  1. Children’s Anger and Tantrums - http://www.ext.colostate.edu/pubs/consumer/10248.html [2013, August 21]
  2. How to Handle your Child’s Temper Tantrum - http://www.wikihow.com/Handle-Your-Child%27s-Temper-Tantrum [2013, August 21]
  3. Tantrums & Meltdowns in the Classroom : Guidelines for Teachers of Aspergers Students - http://www.myaspergerschild.com/2009/11/tantrums-meltdowns-in-classroom.html [2013, August 21]
  4. Temper Tantrums – Topic Overview - http://children.webmd.com/tc/temper-tantrums-topic-overview [2013, August 21]
  5. Temper Tantrums - http://kidshealth.org/parent/emotions/behavior/tantrums.html# [2013, August 21]
  6. Temper Tantrums: Guidelines for Parents - http://www.nasponline.org/resources/behavior/tantrums_ho.aspx [2013, August 21]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน