หน้าหลัก » บทความ » ลูกเดินละเมอ (Sleepwalking in Children)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ลูกเดินละเมอ

อาการลูกเดินละเมอ (Sleepwalking in Children) เป็นความผิดปกติของการหลับในกลุ่มอาการละเมอ (Parasomnia) เด็กที่มีอาการเดินละเมอจะลุกขึ้นในช่วงคลื่นสมองทำงานช้าลง (Slow wave sleep) กล่าวคือ เด็กยังมีการรับรู้ทางอารมณ์และความรู้สึก แต่การรับรู้เหล่านี้จะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่เด็กตื่นอยู่ ซึ่งเด็กยังสามารถทำกิจกรรมได้เป็นปกติเกือบเทียบเท่ากับขณะที่ตื่นอยู่ เด็กที่เดินละเมอ (Sleepwalker) ในลักษณะทั่วไปอาจมีพฤติกรรมยามค่ำคืนในรูปแบบต่างๆ เช่น ลุกขึ้นนั่งบนเตียง เดินไปเข้าห้องน้ำ ขับถ่ายไปจนถึงทำความสะอาดร่างกาย เดินขึ้น-ลงบันได หยิบข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เป็นต้น

เมื่อช่วงหลายปีที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า พบเด็กสาวเดินละเมอปีนขอบหน้าต่างหน้าและกระโดดลงมาจากความสูงราว 25 ฟุตจนถึงพื้นดิน เธอมีชื่อว่า มิเชล วอร์ด เมื่อฝ่าเท้าของมิเชลแตะพื้นดิน เธอก็เริ่มรู้สึกตัวและตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ หลังจากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมิเชลก็ตื่นขึ้นจากอาการเดินละเมอและไม่สามารถจดจำเรื่องราวต่างๆได้ ย้อนไปเมื่อปีคริสตศักราช 1987 นายเค็นเน็ต พาร์ค ชาวอเมริกันได้ก่ออาชญากรรมที่คาดไม่ถึงในระหว่างที่เขาละเมอ เค็นเน็ตละเมอเดินลุกออกจากที่นอน ขับรถไปไกลราว 10 ไมล์ เพื่อไปยังบ้านของพ่อแม่ภรรยาของเขา เขาได้ใช้มีดแทงแม่ภรรยาจนเสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นได้ขับรถพาตัวเองไปมอบตัวที่สถานีตำรวจและสารภาพว่าเขาได้ทำร้ายคน ผลการตรวจพิสูจน์ร่างกายโดยทีมนักจิตวิทยาพบว่า ในช่วงก่อนเกิดเหตุเขาประสบปัญหาอาการนอนไม่หลับ (Insomnia) ตกงานและติดหนี้พนัน ความเครียดที่สั่งสมทำให้ร่างกายของเขาตอบสนองด้วยวิธีการดังกล่าว และตำรวจไม่อาจเอาผิดนายเค็นเน็ตได้ เนื่องจากเขาได้รับการยืนยันจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและการให้ปากคำของผู้ก่ออาชญากรรมเองว่า เขานั้นไม่สามารถจำเหตุการณ์อะไรในคืนนั้นได้เลย อย่างไรก็ตามอุบัติเหตุเหล่านี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของคดีแปลกๆที่ได้รวบรวมมา ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดในผู้ใหญ่ ผู้ที่เดินละเมอมักมีความเครียดสะสม หรือนอนในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ฉะนั้นอุทาหรณ์ดังกล่าวได้เตือนใจให้ผู้ปกครองตื่นตัวกับอาการลูกเดินละเมอ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นกับลูกและบุคคลรอบข้าง

การนอนละเมอจัดเป็นปัญหาการนอนอย่างหนึ่ง สามารถแก้ไขได้โดยอาศัยความร่วมมือของพ่อแม่ ผู้ปกครองและครู เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่อาจส่งผลถึงอารมณ์ก่อนเข้านอนของเจ้าตัวน้อยได้

อาการลูกเดินละเมอมีลักษณะอย่างไร?

ปัญหาการละเมอในเด็กแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ

  • ละเมอฝันผวา (Night Terror) ส่วนใหญ่จะเกิดในเด็กอายุ 4-7 ปี อาการสำคัญคือ
    • ตกใจตื่นขึ้นอย่างฉับพลัน
    • หวีดร้อง
    • เด็กจดจำอะไรไม่ได้เลย
  • กรณีเช่นนี้มักไม่เกี่ยวกับสิ่งกระตุ้น แต่เกิดจากระบบประสาทของเด็กยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้การจัดเรียงข้อมูลในสมองทำงานไม่เป็นระเบียบ อาการจะเกิดขึ้นในวันที่เด็กมีความเครียด แต่ไม่ใช่เพราะเด็กมีปัญหาทางอารมณ์

  • เดินละเมอ (Sleepwalking) มักเกิดกับเด็กโตไปจนถึงผู้ใหญ่ ผู้ที่เดินละเมอเหล่านี้สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆได้ตามปกติราวกับตื่นอยู่เต็มที่ ซึ่งขณะนั้นเหมือนคนตื่นนอน มีการลืมตาเดินไปมาตามสถานที่ต่างๆ แต่เมื่อผู้ปกครองเรียกจะไม่มีการตอบสนองแต่อย่างใด เด็กจะไม่รับรู้ว่าตนเองทำอะไรอยู่ เมื่อตื่นขึ้นก็จะไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ต่างๆได้ ลูกๆของผู้ปกครองสามารถทำกิจกรรมในขณะที่เดินละเมอได้มากมาย เช่น เปิดตู้เย็น เปิดตู้เสื้อผ้า เปิดประตูบ้าน ขับถ่ายนอกห้องน้ำ เป็นต้น อาการเดินละเมอพร้อมกับการประกอบกิจกรรมเหล่านี้ ถือว่าเป็นอาการที่มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ เนื่องจากสิ่งแวดล้อมภายในบ้านที่กีดขวาง เช่น พลัดตกบันได เดินชนโต๊ะหรือเตียง กระทั่งหยิบจับของมีคมที่เก็บไว้ไม่เป็นที่เป็นทาง

    ในช่วงที่ละเมอเด็กจะไม่มีสติที่แท้จริง ถึงแม้ว่าดวงตาจะเปิดแต่การตอบสนองทางสัมผัส ทางการได้ยินและความรู้สึกด้านต่างๆนั้นถูกปิดสนิท กระทั่งไม่สามารถตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ในการละเมอแต่ละครั้งใช้เวลาตั้งแต่ 30 วินาทีถึง 30 นาที

อาการลูกเดินละเมอมีสาเหตุมาจากอะไร?

การนอนหลับของเด็กรวมถึงคนทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง

  • ช่วงหลับตื้น
  • ช่วงหลับลึก คือระยะหลังจากหลับไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง

การละเมอจะเกิดขึ้นในช่วงหลับลึก ในทางการแพทย์เรียกอาการกลุ่มนี้ว่า Somnambulism เป็นการนอนที่ผิดปกติ การละเมอเกิดขึ้นในช่วงการหลับลึก (Slow Wave Sleep or SWS) เป็นช่วงที่มีสติสัมปัชชัญญะต่ำ และสามารถทำกิจกรรมที่ทำเป็นปกติในช่วงที่มีสติสมบูรณ์ได้ กิจกรรมเหล่านี้จะเริ่มต้นตั้งแต่การลุกขึ้นจากเตียง เดินเข้าห้องน้ำและทำความสะอาดร่างกาย หรืออาจเป็นกิจกรรมที่เสี่ยงอันก่อให้เกิดอันตรายได้

พัฒนาการของอาการละเมอจะเริ่มจากวัยเด็ก มีสาเหตุมาจากการเจริญเติบโตที่ไม่ปกติ ในคนที่นอนละเมอจะมีคลื่นไฟฟ้าสมอง (Delta wave) ที่สูงมากเมื่อมีอายุ 17 ปี ช่วงระยะเวลานี้มีการพัฒนาอย่างไม่สมบูรณ์ของระบบประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุของการนอนละเมอ เด็กมีแนวโน้มในการนอนละเมอเพิ่มขึ้น 45% ถ้ามีพ่อหรือแม่นอนละเมอ และเพิ่มขึ้น 60% ถ้าทั้งสองคนนอนละเมอ ดังนั้นปัจจัยการถ่ายทอดทางพันธุกรรมกับการนอนละเมอมีความเกี่ยวข้องกัน และอาจมีผลมาจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น ความเครียด เสียงดังรบกวนขณะนอนหลับ อาการเจ็บป่วย เป็นต้น

การนอนละเมอในวัยเด็กคาดว่ามาจาก 2 สาเหตุ คือ

  1. สิ่งกระตุ้นจากภายนอก เช่น
    • ความเครียดจากการเรียน
    • ผลการเรียนทำให้ผิดหวัง
    • ถูกผู้ปกครองต่อว่าเป็นประจำ
    • โดนคุณครูตำหนิที่โรงเรียนและทำโทษ
    • ถูกเพื่อนร่วมชั้นเรียนกลั่นแกล้งและล้อเลียน
    • หนัง ละคร หรือการ์ตูนที่ดูมีเนื้อหารุนแรง มีภาพประกอบที่น่ากลัว และทำให้ภาพต่างๆฝังเข้าไปในความทรงจำของเด็ก
    • เด็กเป็นกังวลเรื่องเพื่อนที่โรงเรียนและชอบอยู่คนเดียว
  2. สิ่งกระตุ้นจากภายใน มักเกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กบางคนที่ระบบประสาทยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เช่น
    • คลื่นไฟฟ้าในสมองของเด็กทำงานไม่สมบูรณ์ ติดขัด ไม่เป็นจังหวะ
    • การถ่ายทอดลักษณะนิสัย ความคิดผ่านพันธุกรรม หากลองย้อนดูประวัติของสมาชิกในครอบครัว อาจพบว่าสมาชิกในครอบครัวบางคนเคยมีประวัติการนอนละเมอ
    • ร่างกายทำงานไม่เป็นปกติ อันเนื่องมาจากความเครียด พักผ่อนน้อย สภาพอากาศ นอนไม่ตรงเวลา

การแก้ไขอาการลูกเดินละเมอมีความสำคัญอย่างไร?

การนอนหลับในแต่ละคืนของเด็กในช่วงหลับลึก ถือว่าเป็นช่วงที่สำคัญมากเพราะมีส่วนช่วยในการทำให้ภูมิต้านทานแข็งแรง ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ และมีการหลั่งของฮอร์โมนที่เร่งการเจริญเติบโต (Growth hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของเด็ก ดังนั้นหากผู้ปกครองละเลยและไม่หาทางเยียวยาอาการลูกนอนละเมอ อาจส่งผลโดยตรงต่อตัวเด็ก ดังนี้้

  • ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต (Growth hormone) มีความผิดปกติ ส่งผลให้เด็กตัวเตี้ยส่วนสูงไม่เพิ่มขึ้น กระดูกไม่แข็งแรง เดินแล้วล้มบ่อยๆ ฮอร์โมนเพศไม่พัฒนาไปตามวัย ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตนี้จะควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูกให้แข็งแรงจนกระทั่งถึงช่วงอายุ 25 ปี เพราะฉะนั้น หากร่างกายมีการผลิตฮอร์โมนนี้มาก จะทำให้เด็กเติบโตมีสัดส่วนสมวัย ไม่แคระแกร็น ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกายให้แข็งแรง กล้ามเนื้อแน่น เสริมสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรค การพัฒนาการด้านสมองเป็นไปตามปกติ
  • เด็กรู้สึกหมดเรี่ยวแรงหลังจากที่ตื่นนอนในช่วงเช้า ร่างกายอ่อนเพลียและล้มป่วยง่าย
  • อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ร้องไห้บ่อย เอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น
  • ปฏิเสธการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ผู้ปกครองสอนสั่ง
  • หันออกห่างจากกิจกรรมสังสรรค์ในหมู่เพื่อนฝูง
  • การปฏิสัมพันธ์และทักษะสังคมมีแนวโน้มลดต่ำลง
  • ขาดสมาธิในระหว่างที่ทำกิจกรรมการเรียนรู้
  • ปฏิเสธการนอนกลางวันไปจนถึงหลับในระหว่างคาบเรียน
  • เบื่ออาหารและบ่นอยากกลับบ้าน
  • พูดจาไม่ดีกับบุคคลรอบข้างไปจนถึงไม่แสดงปฏิสัมพันธ์ใดๆ เลย
  • ปัญหาเหล่านี้เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ อันเป็นเหตุมาจากอาการละเมอ เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข ถ้าการละเมอเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน ก็มักจะหายไปได้เอง แต่ถ้าเด็กแสดงอาการบ่อยครั้งและถี่ขึ้นจนรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อลดความเครียดและปรับพฤติกรรมที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ละเมออย่างทันท่วงที

พ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยแก้ไขอาการลูกเดินละเมอได้อย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองอาจตื่นมาพบกับปัญหาลูกเดินละเมอในช่วงกลางดึก ผู้ปกครองหลายท่านอาจรีบปลุกให้ลูกตื่นจากการละเมอ หรือพยายามพูดคุยกับเขาเพื่อเรียกสติในช่วงนั้น ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เพราะอาจยิ่งทำให้เด็กเกิดอาการเช่นนี้นานขึ้นอีก เช่น แทนที่ลูกจะตื่นมาเแค่ 5 นาที ต่อไปอาจจะกินเวลาถึง 15 นาทีได้ วิธีการที่ถูกต้องสามารถปฏิบัติได้เป็นขั้นตอนอย่างง่าย ดังนี้

  • อุ้มลูกมากอดไว้
  • ลูบหัวลูกเบาๆ
  • ตบก้นลูกเบาๆ
  • โยกตัวลูกเบาๆ
  • ปลอบให้ลูกนอนต่อด้วยคำพูด น้ำเสียง และท่าทีที่อ่อนโยน

สาเหตุที่ไม่ควรปลุกให้ลูกตื่นขึ้นมาทันทีหลังจากที่เราพบว่าลูกละเมอเป็นเพราะลูกจะไม่มีสติ ไม่รู้สึกตัว และไม่สามารถรับรู้ว่าตนเองทำอะไรอยู่ขณะลูกละเมอ ซึ่งเหมือนคนที่กำลังหลับสนิท เมื่อถูกปลุกให้ตื่นมาจะพบว่าต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งกว่าลูกจะจำเหตุการณ์ได้ว่าตนเองหลับหรือตื่นหรือกำลังทำอะไรอยู่

เด็กที่ถูกปลุกทันทีขณะที่หลับสนิทหรือไม่รู้สึกตัว เมื่อตื่นขึ้นมาจะมีอาการตกใจและอาการหวาดกลัวมากกว่าเด็กที่มีสติ และกว่าจะรับรู้ว่าเกิดอะไรในขณะนั้น อาจทำให้เด็กตกใจและเกิดอุบัติเหตุได้ เช่น ลูกอาจพลัดตกบันได เป็นต้น ผู้ปกครองจึงยังไม่ควรปลุกเด็กทันทีในขณะเด็กละเมอ ควรทำตามวิธีดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันภัยจากการเดินละเมอ ผู้ปกครองควรปฏิบัติ ดังนี้

  • ปรับสภาพแวดล้อมเพื่อป้องกันอันตรายเช่น
    • จัดห้องนอนให้เป็นพื้นที่โล่งๆ อย่าให้มีสิ่งกีดขวาง เพราะเด็กอาจละเมอเดินชนได้
    • ต้องปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนา เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเปิดออกไปข้างนอกได้
    • ไม่ควรให้เด็กนอนเตียงสองชั้นเพราะอาจพลัดตกลงมาได้
    • ควรให้นอนบนฟูกระดับความสูงจากพื้นไม่มาก
    • เก็บของมีคมให้มิดชิด อย่าให้เด็กหยิบจับได้ง่าย
    • ไม่ควรให้เด็กนอนคนเดียว
  • พ่อแม่สามารถช่วยให้ลูกนอนหลับอย่างมีความสุขได้ เช่น
    • พูดคุย หยอกล้อกับลูกให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายก่อนเข้านอน
    • กำหนดเวลานอนของลูกให้เป็นเวลา และพาลูกเข้านอนให้เป็นเวลาทุกวัน
    • พาลูกเข้าห้องน้ำก่อนนอน ฝึกการขับถ่ายก่อนนอนให้เสร็จเรียบร้อยทุกวัน เพราะบางครั้งการละเมอก็เริ่มต้นจากการปวดปัสสาวะหรืออุจจาระ
    • หานิทานน่ารักๆ สนุกสนาน มาเล่าให้ลูกฟังก่อนนอน
    • ให้ลูกฟังเพลงจังหวะเบาๆ ผ่อนคลายก่อนนอน
    • หลีกเลี่ยงให้ลูกรับประทานอาหารก่อนเข้านอน
    • ให้ลูกดื่มหรือรับประทานอาหารประเภทที่มีองค์ประกอบของกรดอะมิโน Tryptophan จากอาหารประเภทโปรตีน เช่น ธัญพืชต่างๆ
    • ให้ลูกดื่มเครื่องดื่มประเภท Whole grains ก่อนนอน ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยสาร Niacin จากวิตามินบี 5 ทำให้สมองและร่างกายของลูกผ่อนคลาย และหลับง่าย หลับสบายมากขึ้น

ในบางกรณีลูกมีอาการละเมอติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนน่าเป็นห่วง และส่งผลต่อสภาพร่างกายเด็ก ทำให้ไม่สามารถตื่นนอนไปทันเข้าเรียน ร่างกายอ่อนเพลีย วิธีการแก้ไขเบื้องต้นมีดังนี้

  • จดบันทึกวันและเวลาที่พบว่าลูกละเมอเดินไว้ทุกครั้ง เพื่อนำมาดูว่าเกิดขึ้นกี่ครั้งใน 1 สัปดาห์
  • ถ้าพบว่าลูกละเมอบ่อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ให้ลองปลุกลูกก่อนเวลาที่พบว่าลูกละเมอเดินประมาณ 15 นาที แล้วให้ลูกตื่นอยู่อีกประมาณ 5 นาที จากนั้นค่อยให้หลับต่อ
  • ทำเช่นนี้ให้ติดต่อกันประมาณ 7-10 วัน อาการลูกละเมอจะค่อยๆ น้อยลง

แต่หากผู้ปกครองพบว่าลูกละเมอ 3 ครั้งต่อสัปดาห์หรือมากกว่านั้นเป็นระยะๆ อาจเป็นๆ หายๆ เป็นพักๆ ผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์ ในบางรายอาจจำเป็นต้องใช้ยา เพื่อปรับคุณภาพการนอนให้ดีขึ้น ในปัจจุบันมียาบางตัวสามารถรักษาอาการนอนละเมอได้ เช่น Benzodiazepine, Tricyclic Antidepressants และ Clonazepam แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น

ครูจะช่วยแก้ไขอาการลูกเดินละเมอได้อย่างไร?

ครูเป็นอีกบุคคลหนึ่งซึ่งมีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเด็ก เนื่องจากเด็กๆ มีช่วงเวลาส่วนมากในเวลากลางวันอยู่ที่โรงเรียน โดยการเรียนรู้ การรับรู้ สิ่งต่างๆ ที่มีผลต่ออารมณ์ของเด็กก็มักจะมีส่วนที่ได้รับมาจากการไปโรงเรียน ซึ่งครูเป็นผู้หนึ่งที่จะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการละเมอของเด็กในช่วงกลางคืนได้ อีกทั้งครูเป็นผู้ที่สามารถสังเกตเห็นภาวะความตึงเครียดหรือภาวะวิตกกังวลของเด็กได้ดี เนื่องจากครูคลุกคลีกับเด็กในช่วงเวลากลางวันมากกว่าพ่อแม่ วิธีการดูแลเด็กเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการละเมอในยามค่ำคืนสามารถทำได้ ดังนี้

  • จัดห้องเรียนให้มีสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดโปร่ง ไม่อับทึบ อากาศถ่ายเทได้สะดวก
  • จัดห้องเรียนให้มีบรรยากาศที่สดใส เช่น ผนังห้องเรียน โต๊ะ เก้าอี้มีลวดลายสีสันสดใส มีลายการ์ตูน เป็นต้น
  • กำหนดเนื้อหาการเรียนที่ไม่หนักเกินวัยเด็ก หรือเนื้อหาการเรียนไม่เยอะจนเกินไป
  • สร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูและนักเรียน เช่น ยิ้มแย้ม ไม่ดุ พูดจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล อ่อนโยน
  • จัดกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้ผ่อนคลาย เช่น วาดรูป ระบายสี
  • จัดกิจกรรมให้เด็กได้มีสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อน เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน ไม่เครียด
  • จัดกิจกรรมให้เด็กได้ฝึกออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย เพื่อส่งผลให้เด็กหลับสบายในเวลากลางคืน
  • จัดอาหารให้ครบตามหลักโภชนาการ
  • ในเด็กเล็กที่ต้องนอนกลางวัน ควรจัดสภาพแวดล้อมให้เด็กได้หลับอย่างสนิท ไม่มีสิ่งรบกวน
  • คอยสังเกตพฤติกรรมที่ทำให้เด็กเครียดและวิตกกังวล เพื่อหาทางแก้ไข
  • หากเด็กมีพฤติกรรมผิดปกติควรแจ้งผู้ปกครองเพื่อหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน

บรรณานุกรม

  1. Sleepwalking.http://kidshealth.org/parent/growth/sleep/sleepwalking.html. [ค้นคว้าเมื่อ 27 สิงหาคม 2557.]
  2. Sleepwalking.http://www.nytimes.com/health/guides/disease/sleep-walking/overview.html. [ค้นคว้าเมื่อ 28 สิงหาคม 2557.]
  3. Sleepwalking Treatment & Management. http://emedicine.medscape.com/article/1188854-treatment.[ค้นคว้าเมื่อ 28 สิงหาคม 2557.]
  4. Sleep Disorders and Treatment for Sleepwalking.http://www.webmd.com/sleep-disorders/how-is-sleepwalking-treated . [ค้นคว้าเมื่อ 29 สิงหาคม 2557.]
  5. Sleepwalking : Symptoms, Causes and Treatment Options.http://my.clevelandclinic.org/neurological_institute/sleep-disorders-center/disorders-conditions/hic-sleepwalking.aspx. [ค้นคว้าเมื่อ 29 สิงหาคม 2557.]
  6. 10 unbelievable sleepwalking stories.http://www.oddee.com/item_96680.aspx. [ค้นคว้าเมื่อ 30 สิงหาคม 2557.]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน