หน้าหลัก » บทความ » ลูกเอาแต่ใจ (Spoiled Child Problems)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ลูกเอาแต่ใจ

เด็กเอาแต่ใจ (Spoiled Child Problems) หมายถึง เด็กที่มีอารมณ์โกรธรุนแรงเมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ อีกทั้งยังมีพฤติกรรมการไม่ยอมทำตาม ซึ่งการแสดงออกดังกล่าว มักรบกวนและอาจนำไปสู่ปัญหาความเครียดของคนรอบข้างได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ญาติพี่น้อง ครู และเพื่อน การตรวจวิเคราะห์สาเหตุและลักษณะของปัญหาเด็กเอาแต่ใจอย่างถูกต้องถือเป็นสิ่งจำเป็น บ่อยครั้งที่ปัญหาเด็กเอาแต่ใจไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุของลักษณะอารมณ์โกรธรุนแรงในเด็ก นอกจากนี้เด็กที่มีปัญหาเอาแต่ใจยังอาจได้รับการวินิจฉัยที่เกินจริงว่าเป็นโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder - ADHD) เหตุเพราะนิสัยวู่วามซึ่งแปรผันอย่างรุนแรงตามอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กไม่ได้รับการเอาอกเอาใจตามที่ต้องการ อีกทั้งอารมณ์โกรธของเด็กที่เอาแต่ใจบางราย มักมีความรุนแรงมากจนกระทั่งอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) ทั้งนี้ พ่อแม่ถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในการป้องกันเด็ก ครอบครัว และสังคมจากปัญหาอันอาจเกิดจากความเอาแต่ใจ แต่ในทางกลับกัน การเลี้ยงดูของพ่อแม่ก็เป็นปัจจัยจุดประกายนิสัยความเอาแต่ใจในเด็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น หากรักลูก พ่อแม่ก็ไม่ควรทำร้ายลูกตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม โชคดีที่การป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กเอาแต่ใจไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก หากเด็กได้รับการปลูกฝังที่ดีตั้งแต่เล็ก หรือปัญหาได้รับการแก้ไขตั้งแต่พฤติกรรมเอาแต่ใจเริ่มแสดงออก ที่สำคัญหากพ่อแม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้อย่างเหมาะสม ปัญหาเด็กเอาแต่ใจย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น

เด็กเอาแต่ใจมีลักษณะอย่างไร?

เด็กเอาแต่ใจสามารถจำแนกได้เป็น 3 ลักษณะตามระดับความรุนแรง ดังนี้

  • ระดับร้ายแรง (Grandiose/malignant type) โดยเด็กจะมีอารมณ์โกรธรุนแรงอย่างไม่สามารถระงับได้ พยายามบีบบังคับบุคคลอื่นเพื่อให้สถานการณ์เป็นไปตามความต้องการ เข้าใจว่าตนเองมีความสำคัญมาก รู้สึกว่าตนเองมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น ขาดความเห็นอกเห็นใจ และมีแนวโน้มที่จะโทษผู้อื่น
  • ระดับเปราะบาง (Fragile type) โดยเด็กจะยังคงมีความพยายามในการระงับไว้ซึ่งความรู้สึกเจ็บปวดหรือไม่พอใจจากเรื่องเล็กน้อย แต่เด็กจะมีความวิตกกังวล และรู้สึกโดดเดี่ยว รวมถึงไขว่คว้าถึงความรู้สึกของความเป็นคนสำคัญหรือคนพิเศษ อีกทั้งเด็กจะมีทัศนคติทางด้านลบที่แฝงอยู่ภายใน อันเกิดจากความรู้สึกไม่พอใจ และมักมีความรู้สึกโกรธร่วมด้วย เมื่อความความพยายามในการปิดกั้นความรู้สึกหลงตัวเอง (Narcissistic) ล้มเหลว
  • ระดับเรียกร้องความสนใจ (Exhibitionistic) หรือมีความสามารถในการทำงานสูง (High-functioning) ทั้งนี้ แม้ว่าเด็กจะมีความรู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญมาก แต่ความรู้สึกหลงตัวเองในลักษณะดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้เด็กมีพัฒนาการทางความสามารถที่หลากหลาย เช่น การพูดและเขียน การเข้าสังคม โดยเด็กจะมีทักษะในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ดี อีกทั้งยังมีความกระตือรือร้นและมีพลังงานมากอีกด้วย

ทั้งนี้ โดยทั่วไป เด็กที่มีปัญหาเอาแต่ใจ มักมีความคิดและการแสดงออก ดังต่อไปนี้

  • ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และเชื่อว่าความต้องการของตนเองสำคัญที่สุด
  • รู้สึกพึงพอใจได้ยาก
  • ไม่มีความเคารพต่อกฎเกณฑ์ หรือมีเพียงเล็กน้อย
  • ปฏิเสธการประนีประนอม และจะโต้เถียงอย่างไม่เลิกรา
  • ยังคงแสดงพฤติกรรมกรีดร้องอาละวาด (Temper tantrums) ถึงแม้จะเข้าวัยเรียนแล้วก็ตาม
  • มักบ่นว่าเบื่ออยู่เสมอ
  • ไม่เข้าใจหลักในการทำงานหนัก
  • ก้าวร้าว หยาบคาย
  • รู้สึกเปล่าเปลี่ยว ไม่มีความสุข
  • มักมีอารมณ์โกรธที่รุนแรงจนเกินไป ซึ่งมักทำลายความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
  • ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น
  • ปฏิบัติต่อผู้อื่นเสมือนเป็นสิ่งของ ไม่ใช่คน
  • มีภาวะซึมเศร้า
  • ไม่สามารถค้นพบความสุขจากการเป็นผู้ให้
  • ขาดศรัทธา ซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

ปัญหาเด็กเอาแต่ใจมีสาเหตุมาจากอะไร?

ปัญหาเด็กเอาแต่ใจนั้นไม่มีสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่พฤติกรรมโดยตรง ทั้งนี้เพราะการที่เด็กหนึ่งคนจะมีนิสัยเอาแต่ใจได้ ต้องเกิดจากภูมิหลังของเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อทัศนคติและการแสดงออกของเด็ก เช่น เด็กเป็นลูกคนเดียว และไม่ค่อยได้เล่นกับเด็กคนอื่นๆ ในช่วงก่อนวัยเรียน หลังจากนั้นเมื่อต้องเข้าโรงเรียนจึงรู้สึกไม่พอใจเมื่อต้องแบ่งปันสิ่งของให้กับผู้อื่น นอกจากนี้ปัญหาเอาแต่ใจ อาจเกิดจากการที่เด็กรู้สึกว่าพ่อแม่ละเลยตนเองเพราะให้ความสำคัญกับน้องมากกว่า เพราะฉะนั้นเด็กจึงสร้างพฤติกรรมการเรียกร้องความสนใจเพื่อให้พ่อแม่ตามใจขึ้นมา โดยสาเหตุหลักที่มักนำเด็กไปสู่ปัญหาเอาแต่ใจ มีดังนี้

  • เด็กมีความพอใจในความรู้สึกที่ได้รับเพียงชั่วครู่จากการที่พ่อแม่หรือคนรอบข้างตามใจ
  • การซึมซับนิสัยจากการคบเพื่อนที่เอาแต่ใจ
  • ความรู้สึกว่าอยากโดดเด่นและแตกต่าง
  • ความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะหรือบังคับผู้อื่น
  • พ่อแม่ช่างเอาใจ (Permissive parents)
  • ความล้มเหลวของพ่อแม่ผู้ปกครองในการเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของลูก
  • ผู้ปกครองไม่สามารถปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้กับลูกได้
  • ผู้ปกครองเป็นต้นแบบของความเอาแต่ใจ
  • เด็กมีความเห็นแก่ตัว และไม่เต็มใจที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น
  • เด็กปฏิเสธความประพฤติที่ดี ไม่ให้ความสำคัญกับคุณธรรมและจริยธรรม รวมถึงขาดความศรัทธาในศาสนา

ปัญหาเด็กเอาแต่ใจมีความสำคัญอย่างไร?

การตามใจลูกตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มวัยเด็กของผู้ปกครองมักเป็นตัวกำหนดลักษณะพฤติกรรมเอาแต่ใจของเด็ก โดยเด็กจะสร้างพฤติกรรมเอาแต่ใจขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่เน้นลูกเป็นศูนย์กลางมากจนเกินไป โดยพฤติกรรมเอาแต่ใจที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มที่จะติดตัวเด็กเรื่อยไปหรือแม้กระทั่งตลอดชีวิต อันจะนำไปสู่ปัญหาสังคมที่อาจตามมาได้ เพราะเด็กที่พ่อแม่ตามใจมักมีปัญหาในการรับมือกับสถานการณ์ที่ขัดต่อความต้องการของตนเอง เช่น ครูตำหนิ หรือเพื่อนปฏิเสธไม่ให้เล่นด้วย อีกทั้งเด็กมักพบว่าตนเองมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์โกรธ รวมถึงมีความคาดหวังที่สูง และขาดทักษะในการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทั้งพ่อและแม่จำเป็นต้องมีความมุ่งมั่นและร่วมมือกันเพื่อจัดการปัญหาลูกเอาแต่ใจ ในบางครอบครัว พ่อหรือแม่อาจปฏิเสธไม่ให้อีกฝ่ายแก้ไขพฤติกรรมของลูกให้ถูกต้องเพราะไม่หนักแน่นพอที่จะขัดใจลูก ทั้งนี้เพราะตัวผู้ปกครองเอง อาจได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ที่เคร่งครัดในการควบคุมความประพฤติ จึงต่อต้านวิธีการเลี้ยงดูที่ตนเคยได้รับโดยไม่รู้ตัว ปัญหาจึงตกไปอยู่ที่ลูกซึ่งไม่ได้รับการแก้ไขความคิดและพฤติกรรมเอาแต่ใจ จนกระทั่งเป็นปัญหาติดตัวลูกสืบไปในอนาคต นอกจากนี้ พ่อหรือแม่อาจต่อต้านอีกฝ่ายด้วยอารมณ์ และปฏิเสธบทบาทการเป็นผู้ปกครองที่ต้องรับผิดชอบแก้ไขปัญหาของลูก ทั้งนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่า สาเหตุของปัญหาเด็กเอาแต่ใจที่สำคัญที่สุด แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ใครอื่นไกลแต่เป็น “พ่อแม่” นั่นเอง

การแก้ไขปัญหาเด็กเอาแต่ใจไม่ควรดำเนินไปอย่างเคร่งครัดจนเกินไป อีกทั้งพ่อแม่ยังก็ควรอดทน และไม่ใช้อารมณ์กับเด็กหรือแสดงความโกรธให้เด็กเห็นเป็นอันขาด เนื่องจากพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นถึงความประพฤติที่เหมาะสมตามแบบผู้ใหญ่ ลูกถึงจะปฏิบัติตามได้ถูกต้อง

การแก้ไขพฤติกรรมของลูกที่มีประสิทธิภาพอาจเกิดขึ้นในห้องนอนของเด็ก การใช้เวลาร่วมกับเด็กเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเวลาดังกล่าวหมายถึงโอกาสในการสอนให้ลูกเข้าใจพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตนเอง เพื่อปรับปรุงและแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป โดยพ่อแม่ควรพูดคุยกับลูกด้วยเหตุผล และอธิบายให้ลูกเห็นถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นหากลูกยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ในอนาคตลูกอาจจะไม่มีเพื่อน หรืออาจต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปตลอด

อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถร่วมมือกันแก้ไขปัญหาลูกเอาแต่ใจ หรือรู้สึกว่าปัญหาของลูกเกินกว่าความสามารถของพ่อและแม่ การปรึกษาจิตแพทย์เด็กหรือผู้เชี่ยวชาญถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ทั้งนี้เพราะหากพ่อแม่ล้มเลิกความตั้งใจหรือเพิกเฉยต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของลูก ย่อมเสมือนเป็นการอนุญาตให้ลูกแสดงออกเช่นนั้นโดยไม่คัดค้าน ซึ่งไม่ต่างจากการทำร้ายลูกทางอ้อมแต่อย่างใด

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกเอาแต่ใจได้อย่างไร?

ความเอาแต่ใจไม่ใช่คุณสมบัติที่น่าประทับใจ เด็กที่โตมากับความคิดที่ว่า ความต้องการ ความคิดเห็น และความคาดหวังของตนเองเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสนใจเป็นอันดับแรก อาจมีความคิดที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวติดตัวไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ลักษณะผู้ใหญ่ที่เป็นที่ต้องการของสังคม เด็กที่เอาแต่ใจมักรู้สึกไม่ค่อยพอใจกับชีวิตของตนเอง และมักไม่สามารถรับมือกับความรู้สึกทุกข์ใจของตนเองได้ ดังนั้นพ่อแม่จึงจำเป็นต้องช่วยเหลือให้เด็กเรียนรู้การให้โดยไม่หวังผลตอบแทน การเสียสละโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และการให้ความสำคัญแก่ผู้อื่นโดยเอาใจเขามาใส่ใจเรา ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • หลังจากที่เด็กโตเกิน 2 ขวบ หรือพ้นช่วงเวลาที่เรียกว่าวัย “Terrible Two” ลักษณะนิสัยเอาแต่ใจควรจะค่อยๆ ลดลงและหายไป แต่หากเด็กยังคงแสดงออกซึ่งนิสัยเอาแต่ใจอย่างต่อเนื่อง พ่อแม่ควรหยุด โดยการพูดคุยกับลูกอย่างจริงจัง เพื่ออธิบายว่าลูกจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใดบ้าง รวมทั้งประเมินแนวโน้มในอนาคตของลูก โดยเปรียบเทียบให้ลูกเห็นถึงอนาคตที่แตกต่างกันของเด็กที่เอาแต่ใจ กับเด็กที่ไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง
  • ตั้งเป้าหมายความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมที่คาดหวังจากลูกอย่างเหมาะสมตามอายุ แล้วจึงใช้เป็นเกณฑ์ในการปรับเปลี่ยนนิสัยเอาแต่ใจของลูก โดยพ่อแม่ไม่ควรใจอ่อนหรือยอมให้พฤติกรรมกรีดร้องอาละวาด (Temper tantrums) ของลูกมากระทบเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยเด็ดขาด
  • ให้ตัวเลือกแก่ลูกเพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้ตัดสินใจ เช่น การเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่ อาหารที่จะรับประทาน หรือหนังสือที่จะอ่าน ทั้งนี้เพื่อประกอบการสอนให้ลูกเข้าใจว่าในสถานการณ์ไหนบ้างที่ลูกมีตัวเลือก และสามารถเลือกสิ่งที่ต้องการได้ตามใจชอบ หรือในสถานการณ์ไหนที่ลูกจำเป็นต้องปฏิบัติตาม เนื่องจากมีกฎระเบียบหรือข้อบังคับกำหนดไว้
  • ไม่ให้ตัวเลือกแก่ลูก ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย หรือเป็นกฎเกณฑ์ของสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประนีประนอมได้ และลูกจำเป็นต้องปฏิบัติตาม เช่น การคาดเข็มขัดนิรภัยบนรถยนต์ การไม่ทำร้ายร่างกายผู้อื่น การไม่ทำลายทรัพย์สิน เป็นต้น
  • คาดหวังว่าลูกจะต่อต้านเพื่อเตรียมตัวรับมือ ทั้งนั้นเพราะไม่มีเด็กเอาแต่ใจคนไหนที่จะยอมปฏิบัติตามอย่างง่ายดายโดยไม่ต่อต้าน พ่อแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “ความจำเป็น” และ “ความต้องการ” แล้วแยกแยะให้ชัดเจน ทั้งนี้พ่อแม่ย่อมสนับสนุนให้ลูกได้รับทุกอย่างที่เป็นสิ่งที่จำเป็น ในขณะที่สิ่งที่ลูกต้องการนั้นจะอยู่ในดุลยพินิจของพ่อแม่ว่าเห็นสมควรด้วยหรือไม่
  • เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก รวมถึงพยายามหาโอกาสให้ลูกได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ที่พ่อแม่แสดงความเสียสละ ความอดทน หรือการควบคุมตัวเอง
  • ไม่ปกป้องลูกมากจนเกินไป โดยการไม่อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกมากเกินไปหากไม่จำเป็น พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกเรียนรู้การรับมือบางสถานการณ์ด้วยตนเอง เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและทักษะการแก้ปัญหาให้เกิดขึ้นกับลูก
  • สอนให้ลูกมีความอดทน เพราะไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะต้องเป็นไปดั่งใจลูกต้องการ หรือไม่ใช่ว่าการร้องขอทุกอย่างของลูกจะได้รับการตอบสนองในทันที ลูกควรเรียนรู้ที่จะรอคอย เพื่อป้องกันตนเองจากอารมณ์โกรธ และควรต้องได้รับการฝึกฝนการรอคอยอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งคราว
  • ไม่ชมเชยลูกจนเกินควร การให้ความสนใจและชมเชยลูกในทันทีจะยิ่งทำให้เด็กต้องการความสนใจและคำชมเชยมากยิ่งขึ้นและอาจเป็นฝ่ายร้องขอเอง พ่อแม่ควรสนับสนุนลูกโดยการให้คำชมเชยเมื่อลูกสามารถทำสิ่งใหม่ หรือสิ่งที่ยากได้สำเร็จเท่านั้น ไม่ควรชมเชยพร่ำเพรื่อ
  • สอนลูกให้เคารพสิทธิของผู้ใหญ่ โดยเมื่อเด็กได้รับสิ่งที่จำเป็นแล้ว เช่น อาหารหรือเสื้อผ้า ก่อนที่ลูกจะได้สิ่งที่ต้องการ ลูกต้องเรียนรู้ว่าพ่อแม่ก็มีสิ่งที่จำเป็นต้องทำเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นลูกจำเป็นต้องเคารพสิทธิของพ่อแม่เหนือสิ่งที่ตนเองต้องการ วิธีนี้จะช่วยให้เด็กเคารพสิทธิของพ่อแม่ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเคารพสิทธิของผู้ใหญ่ และบุคคลอื่นโดยทั่วไป
  • จดจำว่า การรักลูก ต่างจากการตามใจลูกโดยสิ้นเชิง พ่อแม่ควรแสดงความรักต่อลูก ด้วยการสอนให้ลูกเป็นคนเก่ง มีความน่าไว้เนื้อเชื่อใจ และใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้าง หรือแสดงออกถึงความรักผ่านการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการกอด การหอม และการบอกรัก

เกร็ดความรู้เพื่อครู

  • ครูควรตระหนักว่าก่อนแก้ไขปัญหา ครูต้องเข้าใจปัญหาก่อน ซึ่งเด็กแต่ละคนย่อมมีลักษณะปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้นครูจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการแก้ไขปัญหาเด็กเป็นรายบุคคล โดยครูควรมีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาวิธีการในการช่วยเหลือเด็ก รวมทั้งไม่ด่วนสรุปอาการหรือปัญหาของเด็กหากไม่แน่ใจ
  • พูดคุยเป็นการส่วนตัวหากพฤติกรรมของเด็กส่งผลกระทบต่อนักเรียนคนอื่นๆ หรือรบกวนการเรียนการสอนในห้องเรียน
  • สอนเด็กที่มีปัญหาว่า การเอาแต่ใจไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการเรียกร้องเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ เพราะในความเป็นจริง การแสดงออกถึงนิสัยเอาแต่ใจเปรียบเสมือนการป้องกันตัวเพื่อปกปิดว่าตนเองไม่มีความสามารถในการใช้เหตุผลเพื่อต่อสู้กับคนอื่นมากพอ
  • คอยย้ำเตือนเด็กว่า ทุกการกระทำของเขา อยู่ในสายตาของผู้อื่นเสมอ ดังนั้นจึงควรคิดให้ดีก่อนจะพูดหรือกระทำสิ่งใด เนื่องจากการแสดงออกถึงความเอาแต่ใจก็อาจทำให้ผู้อื่นไม่ชอบใจหรือไม่อยากยุ่งด้วย อีกทั้งควรชี้ให้เด็กเห็นว่า คนอื่นมองว่าเด็กเอาแต่ใจเป็นอย่างไร เช่น ขาดความอดทน ไม่น่าเชื่อถือ ไม่สนใจสิ่งรอบข้างที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง ชอบพูดจาเสียดสีผู้อื่น ซึ่งทำให้ไม่น่าเข้าใกล้หรือไม่น่าคบหาเป็นเพื่อนด้วย
  • อธิบายว่า การเป็นผู้ใหญ่ คือ การเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับมาเป็นผู้ให้ ซึ่งจนกว่าเด็กจะสามารถเปลี่ยนแปลงบทบาทของตนเองได้นั้น เด็กก็จะยังไม่สามารถเข้าใจความสุขจากการได้เป็นผู้ให้ และการเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์
  • สอนให้เด็กรู้จักอดกลั้น รวมทั้งเข้าใจผู้อื่น เช่น การที่เพื่อนตะคอกใส่ ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนเกลียด หรือต้องการข่มขู่แต่อย่างใด เด็กควรให้อภัย และที่สำคัญคือ ไม่แสดงพฤติกรรมดังกล่าวตอบโต้ เพราะไม่ใช่พฤติกรรมที่เหมาะสม
  • ระบุพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่เด็กแสดงออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้เด็กรับรู้ปัญหาของตนเอง และแนะนำวิธีการแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวให้แก่นักเรียน
  • ติดต่อผู้ปกครอง หากเด็กไม่แสดงความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
  • คอยสังเกตความตั้งใจและสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ซึ่งมักต้องใช้เวลาและมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ทั้งนี้เพราะความเอาแต่ใจของเด็กนั้น เป็นนิสัยที่เด่นชัดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของเด็ก ดังนั้นการแก้ไขเพียงชั่วข้ามคืนย่อมเป็นไปไม่ได้
  • เมื่อครูวางแผนที่จะเปลี่ยนแปลงนักเรียนแล้ว สิ่งสำคัญที่สุด คือ “ความหนักแน่น” ตราบใดที่ครูยึดเป้าหมายเป็นหลัก และมีความเอาจริงเอาจัง เด็กย่อมได้รับประโยชน์จากความตั้งใจจริงของครูบ้าง ไม่มากก็น้อย

บรรณานุกรม

  1. Selfish - http://everydaylife.globalpost.com/teach-child-not-selfish-3555.html [2013, May 28]
  2. Selfishness in Children - http://www.livestrong.com/article/515355-selfishness-in-children [2013, May 28]
  3. Selfishness in Youth - http://www.childhealing.com/articles/selfishchild.php [2013, May 28]
  4. Selfish-Self Centered - http://common-problems.blogspot.com/2009/05/selfish-self-centered-reason-why.html [2013, May 28]
  5. Spoiled Child - http://en.wikipedia.org/wiki/Spoiled_child [2013, May 28]
  6. Teaching Empathy to Your Self-Centered Child - http://www.healthyplace.com/parenting/the-parent-coach/teaching-empathy-skills-to-your-self-centered-child [2013, May 28]
  7. The Spoiled - http://www.disciplinehelp.com/teacher/detail.cfm?behaviorID=100&title=The%20Spoiled&step=Action [2013, May 28]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน