หน้าหลัก » บทความ » ลูกไม่มีเพื่อน (Friendless/Unpopular Children Issues)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ลูกไม่มีเพื่อน

ปัญหาเด็กไม่มีเพื่อน (Friendless Children Issues) หมายถึง เด็กที่ปฏิเสธหรือถูกปฏิเสธจากเพื่อนๆ ในการคบหา เล่น หรือทำกิจกรรมร่วมกัน แต่ทั้งนี้ การที่เด็กมีเพื่อนน้อยไม่ได้หมายความว่าเด็กมีปัญหาในการคบเพื่อน เด็กบางคนอาจเข้ากับคนอื่นได้ง่ายและมีเพื่อนหลายคน ในขณะที่เด็กจำนวนหนึ่งพอใจกับการมีเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คน การเลือกคบเพื่อนของเด็กในลักษณะดังกล่าวถือเป็นความพึงพอใจส่วนบุคคล ซึ่งทั้งสองลักษณะไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ อย่างไรก็ตาม สัญญาณของปัญหาการคบเพื่อนที่พ่อแม่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่

  • ได้รับแจ้งจากครูว่าลูกมีปัญหากับเพื่อน หรือได้รับการปฏิบัติจากเพื่อนในทางลบ
  • เด็กคนอื่นมักแสดงท่าทีว่าไม่ชอบลูก
  • เด็กคนอื่นชอบกลั่นแกล้งลูก ซึ่งทำให้ลูกรู้สึกโดดเดี่ยวหรือเสียใจ

โดยพ่อแม่ควรคำนึงถึงช่วงเวลาที่มักจะเกิดปัญหาดังกล่าวร่วมด้วย ทั้งนี้เพราะโดยปกติแล้ว หากเด็กย้ายห้องเรียนหรือเปลี่ยนโรงเรียน เด็กย่อมมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องเพื่อน หรือบางครั้งเด็กก็อาจมีปัญหากับเพื่อนเพราะผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น พ่อแม่แยกทางหรือหย่าร้างกัน รวมถึงเมื่อมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในบ้าน ซึ่งเมื่อปัญหาการคบเพื่อนเกิดขึ้นในช่วงที่ชีวิตมีความเปลี่ยนแปลงนี้ ลูกอาจต้องการความช่วยเหลือจากพ่อแม่หรือครู อย่างไรก็ตาม หากลูกมีปัญหาในการคบเพื่อน โดยที่สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน แสดงว่าลูกอาจกำลังเผชิญปัญหาเพื่อนไม่คบอย่างแท้จริง ซึ่งเด็กจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือโดยตรง เพื่อพัฒนาทักษะในการเข้าสังคมและผูกมิตรกับผู้อื่น

ปัญหาลูกไม่มีเพื่อนมีลักษณะอย่างไร?

การถูกเพื่อนปฏิเสธในวัยเด็กสามารถนำไปสู่ปัญหาทางอารมณ์หลากหลายประการ โดยเด็กที่ถูกปฏิเสธมักรู้สึกไม่พอใจตนเองและสังคม เด็กมักไม่เห็นคุณค่าของตนเอง รวมถึงมักรู้สึกโดดเดี่ยว เครียด และมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย นอกจากนี้การถูกเพื่อนปฏิเสธยังสามารถนำไปสู่ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กในอนาคตได้ เช่น การลาออกจากโรงเรียน การกระทำความผิดทางอาญาของเยาวชน (Juvenile delinquency) และปัญหาสุขภาพจิต (Mental health problems) ทั้งนี้ การลาออกจากโรงเรียนถือเป็นการถอนตัวจากสังคมเดิมของเด็กที่พบได้มากที่สุด โดยร้อยละ 25 ของเด็กที่ไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนจะแก้ปัญหาด้วยการลาออกจากโรงเรียน ในขณะที่เด็กปกติที่มีอัตราลาออกอยู่ที่ร้อยละ 8 ส่วนลักษณะของเด็กที่ไม่มีเพื่อน มักได้แก่

  • พัฒนาการของทักษะการเข้าสังคมด้อยกว่าเด็กปกติ ทั้งนี้เพราะเด็กไม่มีโอกาสในการเรียน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนอย่างเต็มที่ เด็กจึงไม่ได้ฝึกฝนการทำงานเป็นกลุ่ม การเข้าหาผู้อื่น การเอาใจเขามาใส่ใจเรา รวมถึงการจัดการกับปัญหา
  • ขาดความมั่นใจในตนเอง ไม่กล้าเข้าหาผู้อื่น โดยเด็กมักเป็นคนขี้อายอยู่แล้ว
  • สับสน ไม่รู้ว่าควรเข้าหาผู้อื่นอย่างไรถึงจะดี
  • หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม
  • ไม่อยากไปโรงเรียน หรือโดดเรียน
  • รู้สึกโดดเดี่ยว และไม่มีความสุข
  • ขี้หงุดหงิด และไม่สามารถระงับอารมณ์โกรธได้
  • มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต ทั้งภาวะความเครียดและซึมเศร้า
  • รู้สึกไม่พอใจตนเอง
  • มีผลการเรียนอยู่ในระดับที่ไม่น่าพึงพอใจ

ปัญหาลูกไม่มีเพื่อนมีสาเหตุมาจากอะไร?

เด็กสามารถมีปัญหาในการคบเพื่อน หรือปัญหาการเข้าสังคมอันเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดจากตัวของเด็กเองโดยทั้งสิ้น ได้แก่

  • เด็กมีพฤติกรรมก่อกวนหรือน่ารำคาญ โดยถือเป็นสาเหตุหลักของปัญหาการไม่มีเพื่อนคบ ทั้งนี้เพราะเด็กก็ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ และมักไม่อยากคบหากับเพื่อนที่จู้จี้จุกจิก เอาแต่ใจตนเอง หรือชอบสร้างปัญหา การเล่นกับคนที่ไม่รู้จักการแบ่งปันหรือไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ก็ย่อมไม่สนุก
  • เด็กขี้อาย รู้สึกอึดอัดหรือทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ใกล้ผู้อื่น แม้กระทั่งเพื่อนที่รู้จักกันมาพอสมควร เด็กอาจลังเลในการแสดงความคิดเห็นหรือเข้าร่วมกลุ่ม
  • เด็กฉลาดเกินไป และความสามารถที่เกินระดับของเพื่อนอาจกลายเป็นอุปสรรคในการคบหากัน โดยเด็กที่ฉลาดเกินไป จะมีความโดดเด่นกว่าเพื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพูด ซึ่งอาจทำให้เพื่อนไม่สามารถเข้าใจได้ นอกจากนี้ เด็กอาจให้ความสนใจแต่เรื่องเรียนจนขาดทักษะในการเข้าสังคม
  • เด็กมีความผิดปกติทางร่างกาย ซึ่งนอกจากเด็กจะมีความโชคร้ายที่เกิดมาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เด็กคนอื่นๆ ก็มักมองคนที่มีร่างกายต่างจากตนเองว่า “แปลก” หรือ “แตกต่าง” และเลือกที่จะคบหาแต่คนที่มีลักษณะเช่นเดียวกับตนเอง โดยแยกคนที่มีลักษณะไม่เหมือนตนเองว่าเป็นคนนอก
  • เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เช่น เด็กมีลักษณะอยู่ไม่สุข (Hyperactive) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสร้างความวุ่นวายให้กับผู้อื่น นอกจากนี้ เด็กที่เรียนรู้ได้ช้า อาจมีการแสดงออกทางอารมณ์หรือลักษณะนิสัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกคบของเพื่อนคนอื่นได้ เช่น นิสัยขี้แย โดยเฉพาะเมื่อเด็กผู้ชายร้องไห้เสียงดังในห้องเรียน ซึ่งอาจทำให้เพื่อนรู้สึกแปลกและเลือกที่จะหลีกเลี่ยง ทั้งนี้เพราะได้รับการปลูกฝังว่าผู้ชายไม่ควรร้องไห้ เป็นต้น

ปัญหาลูกไม่มีเพื่อนมีความสำคัญอย่างไร?

  • ความสัมพันธ์กับเพื่อนมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก เนื่องจากสามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะทางสังคมที่เป็นประโยชน์ เช่น การทำงานเป็นกลุ่ม การเข้าหาผู้อื่น การเอาใจเขามาใส่ใจเรา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการจัดการกับปัญหาร่วมกัน นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนยังก่อให้เกิดสิ่งแวดล้อมของการช่วยเหลือ อันจะนำไปสู่การพัฒนาทางด้านอารมณ์ (Emotional growth) พัฒนาการทางศีลธรรม และการเข้าใจตนเองที่มากขึ้นของเด็ก นอกเหนือจาก การเรียนรู้และการสนับสนุนทางสังคมที่เด็กได้รับจากพ่อแม่ ครอบครัว และครู ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กในวัยเดียวกันก็ช่วยสอนเด็กถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีความเท่าเทียมกัน อีกทั้งเด็กย่อมใช้เวลาอยู่กับเพื่อนแทบจะมากที่สุดตลอดชั่วโมงที่ตื่น ดังนั้น “เพื่อน” จึงมีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อเด็กอย่างมากเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะได้พบคนวัยเดียวกันมากมายทั้งในโรงเรียน หรือในสถาบันกวดวิชาหลังเลิกเรียน แต่เด็กจำนวนไม่น้อยอาจมีเพื่อนที่เต็มใจอยากจะคบหากับเขาเพียงไม่กี่คน โดยสถิติพบว่า ร้อยละ 10 ของเด็กวัยเรียนไม่มีเพื่อนในห้องเรียนคบ รวมถึงถูกปฏิเสธจากเพื่อนส่วนใหญ่อีกด้วย
  • เด็กจำเป็นต้องมีเพื่อน การไม่มีเพื่อนย่อมหมายถึงช่วงเวลาในโรงเรียนที่ลำบากสำหรับเด็ก ซึ่งอาจส่งผลให้เด็กมีผลการเรียนที่ไม่ดีและจำเป็นต้องลาออกจากโรงเรียน ทั้งนี้ เพราะโดยทั่วไปแล้ว ความสุขที่โรงเรียนของเด็กคือการได้เรียนและเล่นกับเพื่อนที่ตนเองชอบ รวมถึงเด็กมักช่วยเหลือกันในเรื่องการเรียนด้วย ในทางกลับกัน เด็กที่จำเป็นต้องใช้ชีวิตในห้องเรียนคนเดียวจึงไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้เด็กยังมักรู้สึกอารมณ์เสีย ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถมีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่เรียนได้ ทั้งนี้ แม้ว่านักเรียนที่ไม่มีเพื่อนบางคนจะสามารถมีผลการเรียนที่ดีได้ แต่ก็จำเป็นต้องลาออกเนื่องจากไม่มีความสุขในการเรียน อีกทั้งการมาโรงเรียนยังทำให้เด็กรู้สึกเครียดและกดดันอีกด้วย
  • ปัญหาไม่มีเพื่อนจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อติดตัวลูกไปจนถึงช่วงวัยรุ่น ทั้งนี้เพราะมีความเป็นไปได้ที่การถูกปฏิเสธจากเพื่อนจะพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ โดยหากปัญหายังคงเรื้อรังติดตัวเด็กต่อไป อาจส่งผลเสียต่อเด็กไปทั้งชีวิต
  • ผลลัพธ์ทางลบอันเกิดจากปัญหาไม่มีเพื่อนที่อาจกระทบต่อชีวิตเด็กในอนาคต เช่น เด็กอาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระหว่างเพื่อนร่วมงาน ปัญหาในการเข้าสังคม หรือเด็กอาจไม่สามารถค้นพบหรือเข้าใจความสุขที่แท้จริงของชีวิตซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการมีเพื่อนที่รู้ใจที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างไม่ว่าในสถานการณ์ใดก็ตาม

เพราะฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่สำคัญของพ่อแม่ที่จะต้องช่วยให้ลูกปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ฝึกฝนให้ลูกผูกมิตรกับคนรอบข้าง และเปิดโอกาสให้ลูกคุ้นเคยกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตในโรงเรียนได้อย่างมีความสุข อีกทั้งสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ งานวิจัยกล่าวว่าเด็กที่มีเพื่อนก่อนหรือตั้งแต่เตรียมอนุบาล จะสามารถปรับตัวได้ดีกว่าเด็กคนอื่นเมื่อเริ่มเข้าโรงเรียน นอกจากนี้เด็กที่มักรักษาไว้ซึ่งมิตรภาพแม้เวลาจะผ่านไป มักมีชีวิตการเรียนที่น่าพึงพอใจ อีกทั้งเด็กที่ชอบสร้างเพื่อนใหม่อยู่เสมอ ก็มักเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโรงเรียนสูงสุด

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกไม่มีเพื่อนได้อย่างไร?

พ่อแม่สามารถเป็นผู้ช่วยให้ลูกมีเพื่อนได้ โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • รับบทบาทเป็นครูฝึกอารมณ์ให้แก่ลูก โดยให้ความสำคัญกับความรู้สึกนึกคิดของลูกด้วยการพูดคุยอย่างเห็นอกเห็นใจ และให้คำแนะนำในทางที่สร้างสรรค์ โดยหากปัญหาของเด็กถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือพ่อแม่เอาแต่ทำโทษเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลให้เด็กมีปัญหาพฤติกรรมตามมา
  • ฝึกฝนการเลี้ยงดูลูกแบบให้อิสระอย่างมีขอบเขต (Authoritative parenting) ไม่ใช่การเลี้ยงดูลูกแบบพ่อแม่เป็นใหญ่ (Authoritarian parenting) ซึ่งเป็นวิธีการที่เคร่งครัดและรุนแรงเกินไป โดยเน้นการลงโทษเป็นหลักแทนที่จะเป็นการพูดคุยกันด้วยเหตุผล อันจะส่งผลเสียให้ลูกไม่สามารถแยกแยะระหว่างความประพฤติที่ถูกต้องเหมาะสมและความประพฤติที่ไม่เหมาะสมได้ อีกทั้งเด็กยังขาดความเป็นมิตรและมีนิสัยก้าวร้าว ในทางกลับกัน การเลี้ยงดูลูกให้มีเหตุผลและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้วยความเข้าใจ จะทำให้ลูกไม่ก้าวร้าว มีความเชื่อมั่น และรู้จักควบคุมตนเอง รวมถึงมีความสามารถในการเป็นเพื่อนที่ดี
  • สอนหลักในการพูดคุยที่เหมาะสมแก่ลูก ทั้งการเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่ดี เช่น เมื่อเป็นผู้พูดก็ควรคิดก่อนพูด พูดจาถนอมน้ำใจผู้ฟัง เริ่มต้นทำความรู้จักกับผู้อื่นจากการเรียนรู้สิ่งที่อีกฝ่ายชอบและไม่ชอบ และเมื่อเป็นผู้ฟัง ก็ควรให้ความสำคัญกับผู้พูด โดยการตั้งใจฟังและตอบโต้อย่างเหมาะสม
  • สอนให้ลูกรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
  • สอนให้ลูกเข้าใจการแสดงสีหน้าของผู้อื่น โดยเด็กระดับประถมศึกษาจะสามารถเข้าใจและใช้ประโยชน์จากการอ่านสีหน้า ได้
  • สอนให้ลูกทักทายผู้อื่นด้วยรอยยิ้ม และคำพูดแสดงไมตรีจิต
  • สอนไหวพริบในการเข้าสังคมให้แก่ลูก ทั้งนี้เพราะการเข้าหาผู้อื่นอย่างมีเทคนิค สามารถช่วยเพิ่มโอกาสที่ลูกจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนได้ เช่น หากลูกต้องการร่วมเล่นกับเพื่อนที่กำลังเล่นขายของกันอยู่ ลูกอาจขอเข้าไปเล่นด้วยโดยเสนอตัวเป็นลูกค้า ซึ่งเป็นตัวละครที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เด็กกำลังเล่น แต่หากลูกเข้าไปหาเพื่อนด้วยท่าทางก้าวร้าว โดยไม่สนใจเพื่อนที่กำลังเล่นกันอยู่อย่างสนุกสนาน โอกาสที่ลูกจะถูกปฏิเสธย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ หากลูกพยายามขอเพื่อนแล้ว แต่เพื่อนปฏิเสธไม่ให้ลูกเล่น ลูกก็ไม่ควรดื้อดึงแล้วจึงเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแทน ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความบาดหมางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงปัญหาที่อาจตามมาได้
  • สอนให้ลูกซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น และรักษาคำพูดของตนเอง
  • เปิดโอกาสให้ลูกแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองในชีวิตจริง เพื่อเพิ่มพูนทักษะในการเข้าสังคม โดยเฉพาะลูกที่ขาดความมั่นใจหรือขี้อาย
  • สนับสนุนให้ลูกพบเจอและทำความรู้จักกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อเป็นการเตรียมตัวลูกก่อนการเข้าโรงเรียน และยังเป็นการเพิ่มโอกาสที่พ่อแม่จะสอน หรือแสดงตัวอย่างพฤติกรรมที่เหมาะสมในการเข้าสังคมให้แก่ลูกได้
  • อนุญาตให้ลูกชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้าน รวมทั้งอนุญาตให้ลูกไปเล่นบ้านเพื่อน เพื่อให้เด็กมีโอกาสได้รู้จักกันมากขึ้น และผู้ปกครองเองก็สามารถมีส่วนเสริมสร้างความสัมพันธ์ของเด็กได้ โดยการจัดกิจกรรมให้เด็กทำร่วมกันก่อน แล้วจึงอนุญาตให้เด็กไปวิ่งเล่นกันได้ตามใจชอบ
  • หากลูกมีแนวโน้มไม่มีเพื่อน หรือปัญหาลูกไม่มีเพื่อนได้เกิดขึ้นแล้ว พ่อแม่จำเป็นต้องค้นหาถึงสาเหตุ และแก้ไขให้ตรงจุดอย่างเร่งด่วน
  • หาแนวร่วมหรือตัวช่วยอื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองท่านอื่น ครู ผู้เชี่ยวชาญ และแพทย์

เกร็ดความรู้เพื่อครู

เนื่องจากปัญหาเด็กไม่มีเพื่อนเกิดขึ้นที่ “โรงเรียน” ดังนั้น “ครู” จึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยเหลือหรือแก้ไข โดยวิธีการที่ครูจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาเด็กไม่มีเพื่อนที่โรงเรียนได้ คือ

  • ปลูกฝังความรัก ความสามัคคี และความเป็นเพื่อนพ้องให้แก่เด็กตั้งแต่ก้าวแรกที่เด็กเข้ามาอยู่ในความดูแลของครู โดยเริ่มจากการปูพื้นฐานทักษะทางสังคมแก่เด็กตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาล เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับก้าวต่อๆ ไปที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  • ควบคุมดูแลความเรียบร้อยของห้องเรียนและเด็กๆ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ปัญหาเด็กไม่มีเพื่อน เช่น การรังแกเพื่อนทั้งต่อหน้าและลับหลังครู การตั้งฉายาล้อเลียนกัน เป็นต้น ทั้งนี้ทุกความเคลื่อนไหวในห้องเรียนควรอยู่ในสายตาของครู และหากครูสัมผัสได้ถึงสัญญาณของปัญหาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ครูควรดำเนินการแก้ไขในทันที
  • ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดเป็นรายบุคคล เพราะเด็กแต่ละคนล้วนมีลักษณะนิสัยหรือปัญหาที่แตกต่างกัน หากครูเข้าใจข้อจำกัด ข้อดี และข้อด้อยของเด็กแต่ละคน ครูย่อมสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • จัดกิจกรรมในห้องเรียนที่จะช่วยส่งเสริมความรัก ความสามัคคี และความเป็นเพื่อนพ้อง เช่น การเล่านิทานที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับความสำคัญของมิตรภาพ การให้เด็กแสดงบทบาทสมมติร่วมกัน และกิจกรรมนันทนาการทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สำหรับกิจกรรมนั้น ครูควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมการแข่งขัน เพราะอาจทำให้เด็กขัดแย้งกันได้
  • สอนให้เด็กเห็นความสำคัญของผู้อื่น และยอมรับในความเท่าเทียม ถึงแม้ว่าทุกคนจะแตกต่าง แต่ทุกคนก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้
  • สนับสนุนให้เด็กช่วยเหลือและส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในเด็กที่ครูเห็นว่ามีปัญหาบางประการ ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่มีเพื่อน เช่น เด็กที่มีความผิดปกติทางร่างกาย ครูควรหาอาสาสมัคร หรือมอบหมายให้เพื่อนที่มีศักยภาพมาคอยช่วยเหลือเด็กที่มีข้อจำกัดดังกล่าว เป็นต้น
  • ฝึกให้เด็กมีความอดทนอดกลั้น และรู้จักให้อภัยผู้อื่น
  • สอนให้เด็กรู้จักคุณค่าของสิ่งของเครื่องใช้ โดยการถนอมรักษาอย่างดี ทั้งนี้เพราะเมื่อรู้สึกโกรธ เด็กอาจปาสิ่งของด้วยอารมณ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ รวมถึงสอนให้เด็กรู้จักแบ่งปันสิ่งของเครื่องใช้ของตนเองให้กับเพื่อนด้วย และเมื่อเพื่อนให้ยืมสิ่งของใดก็ตาม เด็กก็ต้องถนอมรักษาเสมือนเป็นของของตนเองเช่นกัน
  • หมั่นอบรมบ่มนิสัยเด็กด้วยความมุ่งมั่นและอดทน เสมือนกระดาษทราย ครูคือผู้มีหน้าที่ขัดเกลาเด็ก ครูควรย้ำเตือนถึงความสำคัญของมิตรภาพและความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เด็กบางคนดี เด็กบางคนด้อย เพราะฉะนั้นเด็กต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ครูไม่ควรปล่อยให้เด็กมองข้ามความสำคัญของผู้อื่นแล้วคบกันเองเฉพาะกลุ่ม เด็กทั้งห้องคือเพื่อนกัน เด็กทั้งโรงเรียนคือพี่และน้อง เช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคนบนโลก หากครูสามารถส่งเสริมให้เด็กมีทัศนคติดังกล่าวได้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดีต่อทั้งตัวเด็กเองและสังคมในภาพรวม
  • เป็นตัวอย่างความประพฤติที่ดีให้แก่เด็ก เช่น การยิ้มแย้ม การพูดจาสุภาพนุ่มนวล การให้ความสำคัญกับบุคคลอื่นโดยไม่คำนึงถึงอายุ เป็นต้น
  • เป็นเพื่อนของเด็ก โดยเต็มใจรับฟัง ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ และแนะนำให้เด็กรู้จักเพื่อนคนอื่นๆ ทั้งหมด
  • ติดต่อผู้ปกครองอยู่เสมอ เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา

บรรณานุกรม

  1. Bright Hub’s Guide to Teaching Preschool Kids How to Make and Keep Friends - http://www.brighthubeducation.com [2013, May 30]
  2. Children Without Friends, Part 1: Their Problems - http://www.nncc.org/guidance/dc26_wo.friends1.html [2013, May 30]
  3. Friendship in Children: How Parenting and Family Life Affect Peer Relationships - http://www.parentingscience.com/friendship-in-children.html [2013, May 30]
  4. Help Your Child Adjust Socially - http://www.schoolfamily.com/school-family-articles/article/10655-help-your-child-adjust-socially [2013, May 29]
  5. Ways to Make Friends with Small, Easy Steps - http://learningdisabilities.about.com/od/socialskills/qt/makingfriends.htm [2013, May 30]
  6. The Power of Social Experiences - http://allthingsdepression.com/2011/02/the-power-of-social-experiences [2013, May 30]
  7. When Children Have Trouble Making Friends - http://www.fasttrackproject.org/when_children_have_trouble.php [2013, May 30]
  8. Why Does My Child Have No Friends - http://www.wisegeek.org/why-does-my-child-have-no-friends.htm [2013, May 30]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
sirikul