หน้าหลัก » บทความ » ลูกไม่รับประทานผัก (Children’s Aversion to Vegetables)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ลูกไม่รับประทานผัก

ผัก (Vegetables) คือ หนึ่งในปัจจัยหลักของการมีสุขภาพดี ทั้งนี้เนื่องจากในผักมีเส้นใย วิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ซึ่งไม่อาจพบได้ในอาหารประเภทอื่นยกเว้นผักผลไม้ อย่างไรก็ตาม การทำให้เด็กชื่นชอบและมีนิสัยการรับประทานผักเป็นประจำถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของผู้ใหญ่ เพราะตามธรรมชาติแล้วเด็กย่อมสนใจอาหารรสชาติหวานมากกว่าผักซึ่งมักมีรสชาติขม ทั้งนี้เมื่อเด็กมีพฤติกรรมเรื่องมากหรือเลือกรับประทานอาหารโดยหลีกเลี่ยงผัก นอกจากจะทำให้พ่อแม่ต้องปวดหัวทุกครั้งเมื่อเวลาอาหารมาถึง ยังส่งผลถึงพฤติกรรมการรับประทาน (Dietary Behavior) ในอนาคตของเด็กอีกด้วย อย่างไรก็ตาม อาการไม่ยอมรับประทานผักของเด็กไม่จัดว่าเป็นปัญหาที่น่าหนักใจนัก หากเป็นผลมาจากพฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารแบบปกติ (Normal Picky Eating) เพราะถือเป็นอาการหนึ่งที่มักเกิดขึ้นในกระ บวนการเจริญเติบโตของเด็ก ที่สำคัญนิสัยการรับประทานผักยังเป็นสิ่งที่พ่อแม่สามารถสร้างให้กับลูกได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากปัญหาการไม่รับประทานผักของลูกเกิดจากพฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารแบบผิดปกติ (Selective Eating Disorder) การเยียวยาด้วยความร่วมมือระหว่างพ่อแม่และโรงเรียนนั้นไม่สามารถตอบโจทย์ได้ การพาเด็กเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ปัญหาเด็กไม่ยอมรับประทานผักมีลักษณะอย่างไร?

ปัญหาเด็กไม่ยอมรับประทานผักสามารถจำแนกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ พฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารแบบปกติ (Normal Picky Eating) และ พฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารแบบผิดปกติ (Selective Eating Disorder)

ลักษณะของพฤติกรรมเลือกรับประทานแบบปกติ (Normal Picky Eating) มักเริ่มปรากฏในเด็กอายุระหว่าง 18 เดือนถึง 3 ปี โดยเหตุผลที่เด็กเลือกรับประทานจะขึ้นอยู่กับปัจจัยความชอบของเป็นหลัก ซึ่งในทางการแพทย์ไม่ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่น่าหนักใจเพราะเป็นอาการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในกระบวนการเจริญเติบโตของเด็ก นอกจากนี้ อีกสาเหตุหนึ่งของพฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารแบบปกติ อาจเกิดจากอาการกลัวสิ่งใหม่ (Neophobia) ซึ่งส่งผลให้เด็กไม่กล้ารับประทานสิ่งที่ตนไม่คุ้นเคย

ในทางตรงกันข้าม สำหรับลักษณะพฤติกรรมเลือกรับประทานแบบผิดปกติ (Selective Eating Disorder) เด็กจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติตั้งแต่ช่วงแรกเกิดจนถึงอายุ 4 ปี และอาจมีอาการเรื่อยไปจนโต ซึ่งพฤติกรรมลักษณะนี้มีสาเหตุหลักมาจากความผิดปกติของร่างกายและจิตใจ ดังนั้น เด็กจึงต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อีกทั้งยังอาจเชื่อมโยงกับโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder) โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Atrial Septal Defect) ความผิดปกติในการกลืนอาหาร (Swallowing Disorder) ความผิดปกติของกระเพาะอาหารและลำไส้ (Gastrointestinal Disorders) เป็นต้น สำหรับเหตุผลที่เด็กเลือกรับประทานอาหารนั้นเกิดจากความไม่ชอบที่เนื้อผิว (Texture) รสชาติ (Taste) รวมทั้งกลิ่น (Smell) และที่สำคัญ เด็กจะไม่ยอมรับประทานอาหารที่ไม่ชอบหรือไม่คุ้นเคยเด็ดขาด แม้จะหิวก็ตาม

ปัญหาเด็กไม่ยอมรับประทานผักมีสาเหตุมาจากอะไร?

ธรรมชาติของเด็กมักชอบอาหารรสหวานและไม่โปรดปรานอาหารรสเปรี้ยวหรือขม อย่างไรก็ตาม สาเหตุหนึ่งของความ ชอบหรือไม่ชอบรสชาติอาหารมีผลมาจากอาหารที่แม่รับประทานในขณะตั้งครรภ์และระหว่างให้นม งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ในการทดสอบปฏิกิริยาของเด็กอ่อนเมื่อได้รับข้าวผง (Cereal) แต่งกลิ่นแครอทกับข้าวผงธรรมดานั้น เด็กที่แม่ดื่มน้ำแครอทเป็นประจำขณะตั้งครรภ์และระหว่างให้นม เมื่อได้รับข้าวผงแต่งกลิ่นแครอทจะแสดงสีหน้าในทางลบน้อยกว่าเมื่อได้ รับข้าวผงธรรมดา ในขณะที่เด็กอ่อนที่แม่ดื่มเพียงน้ำเปล่าในขณะตั้งครรภ์และระหว่างให้นม ไม่ได้แสดงสีหน้าที่แตกต่างกันทั้งเมื่อได้รับข้าวผงแต่งกลิ่นแครอทและข้าวผงธรรมดา

ความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่แม่รับประทานในขณะตั้งครรภ์และระหว่างให้นมกับปฏิกิริยาของเด็กที่มีต่ออาหาร นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า สาเหตุของปัญหาเด็กไม่รับประทานผักส่วนหนึ่งอาจเป็นผลโดยตรงมาจากแม่ ดังนั้น หากแม่รับประทานผักหลาก หลายชนิดในขณะตั้งครรภ์ แนวโน้มที่ลูกจะชอบผักหลายชนิดย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ปัญหาเด็กไม่ยอมรับ ประทานผัก ไม่อาจตัดสินได้โดยสิ่งที่แม่รับประทานระหว่างตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียว เพราะปกติแล้วพฤติกรรมการเลือกอาหาร (Food Preferences) โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นตลอดช่วงวัยเด็ก เพราะฉะนั้นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อลูกสูงสุดและอาจเป็นสาเหตุของปัญหาเด็กไม่ยอมรับประทานผักก็คือ “ผู้ปกครอง”

สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กและพฤติกรรมการบริโภคของเด็กมักถูกกำหนดโดยผู้ปกครอง หากเด็กได้รับการเลี้ยงดูในสิ่งแวด ล้อมที่ดี มีโอกาสได้รับประทานอาหารและผักหลายประเภทโดยไม่ได้ถูกบังคับขู่เข็ญ พ่อแม่ให้การสนับสนุนและให้กำลังใจ รวมทั้งสร้างระเบียบวินัยในการรับประทานให้ลูก ปัจจัยเอื้อเหล่านี้ล้วนนำไปสู่พฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสมของเด็ก รวมทั้งการรับประทานผักด้วย ซึ่งโดยปกติแล้ว ปัญหาเด็กเลือกรับประทานอาหารมักหายไปเมื่อเด็กโตขึ้น ยกเว้นเมื่อเด็กได้รับการวินิจฉัยว่ามีลักษณะพฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารแบบผิดปกติ (Selective Eating Disorder) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของสภาพร่างกายและจิตใจ และต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเด็กจะไม่ยอมรับประทานสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบหรือไม่คุ้นเคยอย่างเด็ดขาด ถึงแม้ว่าจะหิวก็ตาม

ปัญหาเด็กไม่ยอมรับประทานผักมีความสำคัญอย่างไร?

เนื่องจากร่างกายของเด็กมีความจำเป็นต้องได้รับสารอาหารจำพวกวิตามินและเกลือแร่ ซึ่งมีความสำคัญต่อกระบวนการเจริญเติบโตและสร้างสมดุลของร่างกาย ดังนั้นการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเด็กไม่ยอมรับประทานผักจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย มิเช่นนั้นแล้ว หากเด็กไม่ได้บริโภคผักในปริมาณที่ไม่เพียงพอ ย่อมนำไปสู่ปัญหาความบกพร่องของพัฒนาการและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ซึ่งได้แก่

  1. ภาวะร่างกายขาดวิตามินเอ ซี อี
    • วิตามินเอมีความจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ในร่างกาย
    • วิตามินซีเป็นส่วนประกอบในการสร้างคอลลาเจนสำหรับยึดโครงสร้างเซลล์เข้าด้วยกัน
    • ส่วนวิตามินอีก็เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดแดงให้แข็งแรง

    ดังนั้นการขาดวิตามินดังกล่าวย่อมหมายถึงการทำงานของเซลล์ เม็ดเลือด และเนื้อเยื่อในร่างกายที่ไม่ปกติ

  2. ภาวะร่างกายขาดเกลือแร่ (Mineral Deficiency) เด็กต้องการสารอาหารประเภทเกลือแร่สำหรับกระบวนการเจริญเติบโต เช่น แคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง รวมทั้งธาตุเหล็กที่ช่วยในการลำเลียงออกซิเจนในเซลล์เม็ดเลือดแดงไปเลี้ยงสมองและส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งเกลือแร่ทั้ง 2 ชนิดสามารถพบได้มากในผักใบเขียว
  3. ปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร (Digestive Problems) และระบบขับถ่าย (Excretory Problems) ในผักมีเอนไซม์ซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการทำให้อาหารแตกตัวและการย่อยอาหาร อย่างไรก็ตามเอนไซม์ในผักเหล่านี้อาจสูญเสียไปเมื่อผ่านขั้นตอนการประกอบอาหาร ผู้ใหญ่จึงควรให้เด็กรับประทานผักสดในปริมาณที่พอเหมาะเช่นกัน นอกจากนี้ เส้นใยในผักยังส่งผลดีต่อลำไส้และระบบขับถ่ายอีกด้วย ดังนั้นเด็กที่ไม่รับประทานผักย่อมมีความเสี่ยงต่อปัญหาระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตรวมถึงสุขภาพในระยะยาว

พ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกไม่รับประทานผักได้อย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองบางท่านโชคดีที่ลูกชอบรับประทานผักตั้งแต่เด็ก หรืออย่างน้อยก็สอนได้ไม่ยากเย็นจนเกินไป อย่างไรก็ตาม หากลูกไม่เข้าข่ายลักษณะดังกล่าว วิธีการที่ผู้ปกครองจะสามารถช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาเด็กรับประทานผักไม่ได้ มีดังต่อไปนี้

  • ให้ลูกมีส่วนร่วมในครัวตั้งแต่ยังเล็ก เช่น ให้เขาฉีกผักเป็นชิ้นพอดีคำสำหรับเมนูสลัด หรือให้เด็กช่วยหั่นผักเมื่อโตพอ จะใช้มีดได้ ทั้งนี้เพราะเมื่อเด็กได้ช่วยก็ย่อมรู้สึกอยากชิมอาหารที่ตนมีส่วนร่วมเป็นธรรมดา
  • ให้ลูกมีส่วนร่วมในการปลูกพืชผักสวนครัวไว้สำหรับรับประทานเองในครอบครัว ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นผักที่เขาปลูกเองค่อยๆโตขึ้นแล้ว พ่อแม่ก็จะรู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กันเวลาได้เห็นลูกมีความสุขเมื่อได้รับประทานผักจากแปลงผักของเขาเอง
  • ให้ลูกมีส่วนร่วมในการคิดเมนูอาหารและเลือกซื้อผักสด เพราะเมื่อลูกเป็นฝ่ายตัดสินใจเองว่าจะรับประทานอาหารเมนูอะไร เขามักจะให้ความสนใจกับอาหารเมนูนั้นเป็นพิเศษ อีกทั้งการให้เด็กช่วยเลือกซื้อผักสดก็จะทำให้เขารู้สึกว่าได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
  • แทนที่ขนมขบเคี้ยวด้วยผักและผลไม้ โดยเฉพาะเมื่อลูกหิวระหว่างมื้ออาหาร เพราะเมื่อหิวเด็กมักจะไม่ปฏิเสธ อะไรก็ตามที่อาจทำให้อิ่มได้ เพราะฉะนั้นสลัดถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีและมีประโยชน์มากกว่าขนมขบเคี้ยว
  • ให้ลูกรับประทานผักหรือเมนูผักที่หลากหลาย เช่น เมื่อลูกไม่ชอบผักชนิดหนึ่ง พ่อแม่ก็ไม่ควรด่วนสรุปว่าลูกมีปัญหาไม่ยอมรับประทานผัก แต่ควรลองเปลี่ยนมาให้ลูกรับประทานผักชนิดอื่นๆรวมทั้งค่อยๆเพิ่มเมนูผักใหม่ๆหรือนำผักชนิดที่ลูกยังไม่เคยรับประทานมาก่อนมาประกอบอาหาร เพราะอาจเป็นโอกาสดีที่ลูกจะได้ค้นพบผักที่ตนเองชอบเป็นพิเศษด้วย
  • ค่อยๆสร้างความคุ้นเคยเมนูผักให้กับลูก กล่าวคือ ในกรณีที่ลูกพอจะสามารถรับประทานเมนูผักบางอย่างได้เล็กน้อย พ่อแม่อาจใส่เมนูนั้นไว้ในมื้ออาหารบ่อยๆแรกๆ เขาอาจให้ความสนใจกับจานนั้นเพียงเล็กน้อยเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม วันหนึ่งเขาอาจจะลองรับประทานดูในปริมาณที่มาก แล้วเกิดติดใจก็เป็นได้
  • สร้างทางเลือกใหม่ด้วยน้ำปั่นสีสันสดใส ในกรณีที่ลูกไม่สามารถรับประทานผักได้เพราะไม่ชอบกลิ่น ผู้ปกครองสามารถนำผักมาปั่นรวมกับผลไม้ เพื่อให้กลิ่นของผลไม้ที่เด่นกว่ากลบกลิ่นของผัก ซึ่งจะทำให้ลูกสามารถรับประทานผักได้โดยรับรู้เพียงกลิ่นหอมของผลไม้เท่านั้น หลักสำคัญของวิธีการนี้คือ แม้ว่าผู้ปกครองจะซ่อนกลิ่นของผักไว้ แต่ต้องไม่ซ่อนความจริงว่าน้ำปั่นนั้นมีผักเป็นส่วนผสม ทั้งนี้เพราะจุดประสงค์คือการช่วยให้ลูกรับประทานผักได้แม้จะรู้ว่าเป็นผัก ไม่ใช่เพื่อให้ลูกสามารถรับประทานผักได้แต่ยังเกลียดผักต่อไป
  • ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในอาหาร โดยการจัดแต่งจานอาหารให้สวยงามด้วยผักหลากสีสันหลายรูปทรง ซึ่งนอก จากจะทำให้การรับประทานอาหารน่าประทับใจขึ้นแล้ว การรับประทานผักสีต่างๆยังเป็นสิ่งที่แพทย์แนะนำ เพราะจะส่งผลดีต่อร่างกายและระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย
  • เป็นตัวอย่างในการรับประทานผักให้กับลูก หากทุกคนในครอบครัวแสดงให้เด็กได้ว่าผักทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ เด็กย่อมสนใจและอยากลองชิมตามไปด้วย
  • พ่อแม่ต้องใจเย็นและค่อยเป็นค่อยไป โดยมองว่าการที่ลูกปฏิเสธผักในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปฏิเสธตลอดไป อีกทั้งพ่อแม่ยังควรคิดในแง่บวกว่า การที่ลูกแสดงอาการออกมาให้เห็นถือเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ผู้ปกครองเห็นปัญหาและเริ่มการแก้ไขได้อย่างตรงจุด
  • หลีกเลี่ยงการบังคับ เพราะนอกจากจะทำให้เด็กรู้สึกเครียดแล้ว ยังอาจทำให้เขามีอาการต่อต้านหรือจำฝังใจ จนนำไปสู่ปัญหาการไม่รับประทานผักในระยะยาว

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกรับประทานของเด็กนั้นมีมากมายและหลากหลาย ตั้งแต่อิทธิพลของครอบครัว เพื่อน สังคม ไปจนถึงสื่อบันเทิง รวมทั้งอีกหนึ่งปัจจัยที่ขาดไปไม่ได้เลย ซึ่งก็คือ “โรงเรียน” ด้วยเหตุนี้ครูจึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้สร้างทัศนคติที่ดีต่อการรับประทานผักให้เกิดขึ้นแก่เด็ก เพื่อเปลี่ยนนักเรียนที่เกลียดผักให้กลายเป็นเด็กที่รักการรับประทานผัก ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้เด็กมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว เด็กก็อาจมีส่วนในการชักชวนเพื่อนให้หันมารับประทานผักด้วยกันก็เป็นได้

วิธีการที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำให้เด็กรู้สึกคุ้นเคยกับผักก็คือการทำให้เด็กรู้จักผัก โดยครูควรนำผักมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งอาจโยงไปได้ถึงการสอนความรู้แขนงอื่น เช่น ผักและสี ประโยชน์ของผัก ผักและจำนวนนับ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เป็นต้น จากนั้น ครูควรทำให้เด็กเข้าใกล้ผักมากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยกิจกรรม “สวนผัก” โดยให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ทั้งนี้เพราะเมื่อเด็กรู้สึกว่าสิ่งที่เขาสร้างขึ้นด้วยกำลังของตัวเองกำลังเติบโต ย่อมทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจ และอยากลิ้มลองรสชาติอันเกิดจากความทุ่มเทของเขา ยิ่งไปกว่านั้น ครูอาจจัดกิจกรรมให้เด็กประกอบอาหารจากสวนผักของตนเอง ซึ่งจะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกสนุกสนาน ตื่นเต้น และอยากมีส่วนร่วม อันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางบวก ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของนิสัยเลือกรับประทานของเด็กไปตลอดชีวิตได้เช่นกัน ท้ายที่สุด ครูควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน เพราะหากครูสามารถแสดงให้เด็กเห็นถึงความสำคัญของการรับประทานผัก และเปลี่ยนให้เด็กคิดได้ว่าการรับประทานผักไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด พวกเขาย่อมมีความเชื่อมั่นและพร้อมที่จะลุกขึ้นมาลองรับประทานผักอีกครั้ง

บรรณานุกรม

  1. A Vegetable and Fruit Curriculum Resource - http://www.durham.ca/departments/health/food_nutrition/healthy_eating/VandFCurriculumResource.pdf [2013, May 7]
  2. Encouraging Young Children to Eat Different Vegetables - http://www.eufic.org/article/en/artid/Encouraging-young-children-eat-different-vegetables [2013, May 7]
  3. Picking Eating vs. Selective Eating Disorder - http://mealtimehostage.wordpress.com/2012/12/13/picky-eating-vs-selective-eating-disorder [2013, May 7]
  4. How School can Better Motivate Kids to Eat More Vegetables by Growing Them - http://www.examiner.com/article/how-schools-can-better-motivate-kids-to-eat-more-vegetables-by-growing-them [2013, May 7]
  5. How to Get Kids to Eat Vegetables - http://childparenting.about.com/od/nutrition/a/How-To-Get-Kids-To-Eat-Vegetables.htm [2013, May 7]
  6. What Happens If Children Lack Fresh Fruits and Vegetables? - http://www.livestrong.com/article/554287-what-happens-if-children-lack-fresh-fruits-vegetables [2013, May 7]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน