หน้าหลัก » บทความ » ลูกไม่สนใจเรียน (Lack of Attention)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ปัญหาลูกไม่อยากไปโรงเรียน ไม่สนใจการเรียน ไม่รับผิดชอบตัวเอง ไม่ทำงานที่ครูให้ทำ ทำไม่เสร็จ จดงานหรือจดการบ้านไม่เสร็จ ลืมสมุดการบ้าน ทำหนังสือหาย ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ส่งผลเสียถึงอนาคตของลูกหากไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง

ปัญหาลูกไม่สนใจเรียนมีความสำคัญอย่างไร?

ปัญหาลูกไม่สนใจการเรียนอาจส่งผลกระทบต่อปัญหาพฤติกรรม เช่น ไม่ยอมไปโรงเรียน หนีเรียน ขาดเรียนบ่อย รวมไปถึงปัญหาด้านอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า และวิตกกังวล นำไปสู่ปัญหาทางการเรียนรู้และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กลายเป็นวงจรของปัญหาการเรียนรู้ของเด็ก เป็นสาเหตุต่อเนื่องไปถึงปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรม อาจเริ่มจากผลการเรียนที่ไม่ดี ทำให้เด็กมีปมด้อย ขาดความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจ ท้อแท้หมดกำลังใจ หาสิ่งชดเชย มีปัญหาพฤติกรรม และเอาดีทางอื่นทดแทน ซึ่งจิตแพทย์เด็กถือว่า ปัญหาเด็กมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ หรือเด็กเรียนอ่อน เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในทางสุขภาพจิต และจิตเวช ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจเข้าใจผิดว่า เด็กเรียนอ่อนคือ เด็กขี้เกียจ ไม่ใส่ใจเรื่องการเรียน ไม่มีความพยายาม ทั้งนี้ในความเป็นจริง ปัญหาการเรียนรู้ของเด็กไม่ใช่เกิดจากสาเหตุทางสติปัญญาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสาเหตุมาจากโรคทางจิตเวชและปัจจัยอื่นประกอบด้วย ได้แก่ สาเหตุปัญหาทางอารมณ์ ซึ่งจัดเป็นทั้งเหตุและผลจากผลการเรียนที่ไม่ดี ปัญหาทางอารมณ์ที่อาจเริ่มจากเรื่อง พ่อแม่ทะเลาะกัน ความยากจน ปัญหาโรคทางจิตเวชคือ สมาธิสั้น และความบกพร่องทางการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุการขาดแรงจูงใจที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กเรียนอ่อน เด็กที่ฉลาด ปัญญาดี แต่ผลการเรียนต่ำ ไม่สนใจการเรียน ไม่ทำการบ้าน ทำไม่เสร็จ ไม่ส่งงาน ทำงานไม่เรียบร้อย ไม่ชอบครู ขาดความพยายามและความมุ่งมั่น ชอบผัดวันประกันพรุ่ง สนใจเรื่องอื่น และสามารถเพิ่มความคิดเห็นที่บ่งว่าเป็นเด็กฉลาดหรือมีความสร้างสรรค์ เช่น ชอบเครื่องจักรกล ชอบวาดรูป ชอบประดิษฐ์ และมักจะทำได้ ทั้งนี้สาเหตุของการขาดแรงจูงใจมักเกิดจากการเลี้ยงดูที่ขาดการฝึกฝนอบรมนิสัยเรื่องวินัยและการควบคุมตนเอง มักใช้วิธีหลีกเลี่ยง หาข้ออ้างแก้ตัวอยู่เสมอ แทนที่เด็กกลุ่มนี้จะใช้ความฉลาดกับการเล่าเรียนกลับใช้พลังงานไปในทางหาวิธีจัดการกับผู้ใหญ่รอบข้างเพื่อให้ตนพ้นผิดและรู้สึกปลอดภัย ในแง่มุมของการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาทางการเรียน เป็นสิ่งที่เด็กต้องการความช่วยเหลือมากไปกว่าการที่เด็กไม่พยายามหรือแกล้งทำ ซึ่งจะนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปในการจัดการศึกษาพิเศษในรูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละราย อิงตามหลักของการเรียนรู้ โดยสร้างแรงจูงใจ ทำได้ด้วยการให้เด็กมีความสุข กับการเรียนรู้ เนื่องจากเมื่อเด็กมีความสุขในการเรียนจะมองตนและสิ่งรอบข้างในแง่ดี มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน ตลอดจนสามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนและครูได้ ขณะที่การสอนต้องเริ่มสอนจากสิ่งที่ง่ายที่สุด โดยการเริ่มต้นในระดับที่ต่ำกว่าความสามารถของเด็กเล็กน้อย เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้และได้รับความรู้สึกของการประสบความสำเร็จในการเรียน ทำให้เด็กมีกำลังใจที่จะเรียนในระดับที่ยากขึ้นต่อไปขณะเดียวกันต้องสอนจากสิ่งที่เด็กคุ้นเคยไปหาสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งเด็กจะสามารถเข้าใจในบทเรียนได้ง่าย หากเรียนรู้จากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและสิ่งที่เด็กสามารถมองเห็นภาพหรือจินตนาการได้ง่าย หลังจากนั้นจึงเชื่อมโยงไปยังสิ่งที่ยากขึ้นหรือสิ่งที่เด็กไม่คุ้นเคย รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้โอกาสเด็กได้เลือกเรียนหรือเลือกกิจกรรมที่สนใจ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เด็กรู้สึกสนใจและเรียนรู้ได้ ดียิ่งขึ้น การให้เด็กมีประสบการณ์ตรงโดย ให้โอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ๆ ในเรื่องนั้น ๆ จะช่วยให้เด็กได้เข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น และเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง “การส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ตามขีดความสามารถของตน โดยการเรียนการสอนต้องจัดให้สอดคล้องกับความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก ส่งเสริมให้ได้แสดงความสามารถพิเศษ ยอมรับในจุดด้อยและเปิดโอกาสให้เด็กมีโอกาสแสดงความเป็นผู้นำและผู้ตามเพื่อพัฒนาความภาคภูมิใจและปฏิบัติในแต่ละบทบาทให้เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ล้วนแต่เป็นการช่วยเหลือทางการศึกษาโดยอิงหลักของการเรียนรู้และการสร้างแรงจูงใจให้เด็กที่มีปัญหาทางด้านการเรียนได้

ปัญหาลูกไม่สนใจเรียนมีสาเหตุและวิธีการแก้ไขอย่างไร?

ปัญหาลูกไม่สนใจเรียนมีสาเหตุได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ สาเหตุภายในตัวเด็กทั้งด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และสาเหตุทางสิ่งแวดล้อม ดังนี้

  • เด็กที่มีการเจริญเติบโตทางสมองช้า เด็กกลุ่มนี้จะมีเชาว์ปัญญาต่ำ ซึ่งสังเกตได้ตั้งแต่เล็กๆ ว่ามีการยิ้ม ชันคอ คว่ำ นั่ง ยืน เดิน และพูดช้ากว่าเด็กอื่น เมื่อเข้าสู่วัยเรียนเด็กอาจเรียนไม่ได้เลย เรียนไม่ทันเพื่อนหรือเรียนได้เฉพาะชั้นต้นๆ แต่จะมีความลำบากขึ้นจนเรียนต่อไปไม่ได้ในชั้นสูงๆ ขึ้นไป ซึ่งมีวิชาเรียนมากขึ้นและบทเรียนยากขึ้น
  • เด็กที่มีความผิดปกติทางสมองที่ทำให้มีขีดจำกัดในวิธีการเรียนรู้บางอย่าง เช่น มีความลำบากในการพูด การสะกดคำ การอ่าน การเขียน หรือการคิดคำนวณ ทั้งๆ ที่มีระดับเชาว์ปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติแต่จะมีผลการเรียนต่ำในด้านที่สัมพันธ์กับปัญหาดังกล่าว
  • เด็กปัญญาเลิศ คือเด็กที่มีเชาว์ปัญญาสูงกว่าปกติมาก มีลักษณะฉลาดเกินวัยมีความคิดสร้างสรรค์ และอาจมีความถนัดเป็นพิเศษทางด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ศิลปะ ดนตรี แต่ยังคงเป็นเด็กที่มีความต้องการอื่นๆ เหมือนเด็กทั่วๆ ไป ปัญหาที่พบมักจะเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของเด็กกลุ่มนี้ และไม่สามารถเอื้ออำนวยต่อความต้องการ และความสามารถของเด็กได้อย่างเหมาะสม จึงพบปัญหาการปรับตัวได้ เช่น การแยกตัวจากกลุ่มเพื่อน เบื่อหน่ายการเรียนไม่ได้เรียนสิ่งที่ตนสนใจหรือคับข้องใจที่ได้รับการส่งเสริมแต่เพียงการใช้ความสามารถทางเชาว์ปัญญา แต่ขาดการตอบสนองทางอารมณ์ตามวัย
  • เด็กที่เป็นโรคซนและสมาธิสั้น ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของสมองบางส่วนคาดว่าอาจเกิดจากสารเคมีในสมองบางส่วนไม่สมดุล เด็กจะมีอาการสำคัญคือ ซน อยู่ไม่นิ่ง ชอบวิ่ง ปีนป่าย กระโดด มีสมาธิสั้น เหม่อลอย วอกแวกง่าย หุนหัน วู่วาม ลำบากในการคุมตัวเอง
  • เด็กมีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการ โรคไต โรคมะเร็ง หรือมีโรคที่มีผลกระทบต่อสมอง เช่น โรคลมชัก ทำให้เด็กต้องขาดเรียนบ่อยต้องหยุดพักรักษาตัวนาน ทำให้เรียนไม่ทันเพื่อนได้
  • เด็กมีความผิดปกติทางสายตา การได้ยิน หรือความพิการ ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเรียน
  • สาเหตุจากลักษณะเฉพาะของเด็ก เช่น เด็กมีลักษณะสมยอม ขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ และปล่อยความรู้สึกเบื่อการเรียนให้เป็นไปโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นภายในอนาคต
  • สาเหตุด้านอารมณ์จิตใจ มักจะมีความกังวล ครุ่นคิด แต่ปัญหาที่ไม่สบายใจ มักจะแสดงอาการ เหม่อลอย อ่อนเพลีย เป็นลม กลับมามีปัสสาวะรดที่นอนอีก หรือหงุดหงิด ก้าวร้าวเปลี่ยนไปจากเดิม มีผลให้ความสนใจและสมาธิในการเรียนลดลง เรียนไม่ได้เต็มความสามารถ
  • ปัญหาภายในครอบครัว เช่น ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ พ่อแม่แยกกันอยู่ หย่าร้าง ทอดทิ้งเด็ก มีการทะเลาะ หรือใช้ความรุนแรงมีผลกระทบต่ออารมณ์ และการเรียนรู้ของเด็กได้
  • การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม และความคาดหวังของผู้ใหญ่ เช่น การปล่อยปละละเลย ตามใจ หรือบังคับเข้มงวด ตลอดจนมีความคาดหวังในการเรียนของเด็กมากเกินไป ล้วนก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ พฤติกรรมและการเรียน
  • ปัญหาการเงิน เช่น ครอบครัวที่ต้องการแรงงานจากเด็กเพื่อช่วยหารายได้เข้าครอบครัวมักจะทำให้เด็กขาดโอกาสได้เรียนอย่างเหมาะสมหรือครอบครัวที่ประสบปัญหาการเงิน เช่น พ่อหรือแม่ตกงาน ย่อมทำให้เกิดความเครียดในครอบครัว และอาจมีผลกระทบต่อโอกาสการเรียนของลูกได้
  • ปัญหาโรงเรียน เช่น ระบบโรงเรียน มาตรฐานการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกัน เช่น อนุบาลมีทั้งแบบเตรียมความพร้อม แบบกลางๆ และแบบเร่งรัด หรือความแตกต่างระหว่างโรงเรียนรัฐบาลกับเอกชนที่มีชื่อเสียง โรงเรียนในเมืองหลวงกับต่างจังหวัด ฯลฯ ล้วนมีผลต่อวิธีการ บรรยากาศ และโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กหรือทัศนคติ และความคาดหวังของพ่อแม่มาก
  • ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครูและเพื่อน จะพบว่าเด็กที่ขาดความสัมพันธ์อันดีกับครู มีการเปลี่ยนครูบ่อย เข้ากับเพื่อนไม่ได้ รังแกเพื่อน หรือถูกเพื่อนข่มขู่ รังแก อาจมีผลกระทบต่อการเรียนได้ เมื่อประสบกับปัญหาและทราบสาเหตุที่ส่งผลให้ลูกเกิดพฤติกรรมไม่สนใจการเรียนแล้วควรศึกษาและหาวิธีการแก้ไขปัญหาดังนี้
  • เข้าใจและยอมรับในปัญหาที่เกิดขึ้น ลดการตำหนิติเตียนหรือดูถูก และสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสพูดหรือเล่าปัญหาของตนเองบ้าง
  • ถ้าพบว่าลูกเริ่มมีปัญหาด้านการเรียนควรรีบพาไปปรึกษาจิตแพทย์แต่เนิ่นๆ โดยอธิบายให้เด็กเข้าใจถึงความห่วงใยและความจำเป็นในการมาพบแพทย์เพื่อช่วยให้ลูกมีความสุขในการเรียนมากขึ้น
  • พ่อแม่ควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดีในครอบครัว พูดคุยกันด้วยเหตุผลและเป็นตัวอย่างที่ดี ในเรื่องความรับผิดชอบ
  • พ่อแม่ควรพยายามควบคุมอารมณ์ตนเองและไม่ตำหนิหรือลงโทษรุนแรงเมื่อเด็กทำผิด
  • แบ่งหน้าที่การทำงานในบ้าน ควรให้เด็กได้ฝึกรับผิดชอบงานบ้านตามความเหมาะสมและชมเชยเมื่อเด็กทำได้ดี เช่น เก็บที่นอน ล้างจาน ควรมีการตกลงกันระหว่างเด็กและพ่อแม่ถึงเวลาในการทำการบ้าน เล่นอิสระ อาบน้ำ และควรเข้านอนไม่เกินกี่ทุ่ม ถือเป็นการฝึกวินัยเบื้องต้น จะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่ว่าพ่อแม่ต้องช่วยกัน เฝ้าติดตามผลและปฏิบัติกับลูกอย่างต่อเนื่องและจริงจัง จนลูกทำกิจกรรมต่างๆ จนเป็นนิสัย
  • พ่อแม่ควรช่วยกันมองหาจุดเด่นหรือข้อดีในตัวลูก และคอยชื่นชมส่งเสริมให้ทำอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับเด็ก เช่น นิสัยดีมีน้ำใจ เล่นกีฬาเก่ง วาดรูปเก่ง กล้าแสดงออก เป็นต้น ในเวลาเดียวกันหากลูกมีจุดอ่อนบางด้าน เช่น เรียนไม่เก่ง หรือมีปัญหาด้านการปรับตัวกับเพื่อนๆ ควรเข้าใจยอมรับคอยให้กำลังใจและคอยช่วยเหลือ เช่น ทบทวนบทเรียน พูดคุยกับลูกบ่อยๆ หาครูที่เข้าใจสอนเสริมให้ ให้ลูกมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิต
  • มีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีและช่วยให้พ่อแม่ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของลูก
  • พ่อแม่ควรยอมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการตามวัยของลูก โดยเฉพาะเมื่อลูกเริ่มจะเข้าสู่วัยรุ่นที่ต้องการความเป็นอิสระ ต้องการความไว้วางใจจากพ่อแม่ ดังนั้น เวลามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ควรรับฟังอธิบายจากลูกก่อน ที่จะปรักปรำหรือลงโทษจะช่วยให้เด็กรู้สึกดีกับพ่อแม่
  • พ่อแม่และครูควรช่วยเหลือและร่วมมือกันประคับประคองเด็กให้มีโอกาสเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ และยอมรับว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถและความถนัดแตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่ต้องเก่งเหมือนกัน

ป้องกันปัญหาลูกไม่สนใจเรียนได้อย่างไร?

  • พ่อแม่ควรสนับสนุนหรือส่งเสริมให้ลูกได้มีโอกาสอยู่ในสภาวะอยากรู้อยากเห็น ทดลอง อยากเรียนรู้และมีโอกาสทดลองทำสิ่งแปลกใหม่ในขอบเขตที่เหมาะสมเพิ่มขึ้นตามวัย เนื่องจากธรรมชาติของวัยเด็กเป็นช่วงวัยที่มีพัฒนาการความสามารถในด้านต่างๆ ในอัตราที่รวดเร็วอย่างยิ่ง การกระทำดังกล่าวจะมีส่วนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนารากฐานของชีวิตที่ดี และเจริญเติบโตขึ้นเป็นคนดีมีคุณภาพของสังคมได้โดยพ่อแม่นับเป็นบุคคลสำคัญบุคคลแรก ที่มีส่วนช่วยเพาะบ่มอุปนิสัยใจคอที่รักการเรียนให้เกิดขึ้นในลูกตั้งแต่ยังเล็กๆ
  • พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างของการเรียน โดยเป็นแบบอย่างด้วยชีวิต ท่ามกลางบุคคลที่อยู่ล้อมรอบตัวลูก พ่อแม่นับเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดตัวเด็กมากที่สุด ดังนั้นพ่อแม่จึงเป็นตัวแปรหลักที่มีอิทธิพลต่อตัวเด็กมากที่สุดเช่นกัน พ่อแม่จึงต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกและเป็นอย่างต่อเนื่อง กระบวนการซึมซับรับเอาแบบอย่างจากบุคคลและสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ ของเด็กนั้นมิใช่จะเกิดขึ้นได้ในช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงไม่กี่วันหรือสองสามสัปดาห์ ทว่าพ่อแม่จำเป็นต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการเรียนสิ่งต่างๆ อย่างต่อเนื่องจนเด็กได้เห็นและซึมซับเอาแบบอย่างดังกล่าวหล่อหลอมกล่อมเกลาเข้าเป็นอุปนิสัยของเด็กไปโดยไม่รู้ตัว
  • พ่อแม่ควรสร้างให้เด็กมีนิสัยใฝ่การเรียน โดยการให้มีส่วนร่วม ในช่วงเวลาแห่งการสร้างความสนใจในการเรียนให้เกิดขึ้นในเด็ก เป็นวัยที่เด็กมีความผูกพันใกล้ชิดกับพ่อแม่มากที่สุด พ่อแม่จึงควรฉวยโอกาสในการนำลูกให้เข้ามามีส่วนร่วมมีปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อสร้างความรัก ความอบอุ่นระหว่างกัน เช่น อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน และสอนหรือแนะนำลูก เพราะครูคนแรกของลูกก็คือพ่อแม่ และบ้านหรือครอบครัวคือโรงเรียนแห่งแรกของลูกนั่นเอง จึงควรเริ่มต้นสอนหรือฝึกหัดลูกให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบด้านได้ตั้งแต่เขายังเด็ก ให้รู้จักสังเกตสิ่งรอบตัว ตั้งคำถามเพราะคำถามจะเป็นการเปิดทางให้ลูกเรียนรู้ และเล่าประสบการณ์ในชีวิตของพ่อแม่ โดยพ่อแม่แบ่งปันเรื่องราวในชีวิตที่น่าสนใจที่เหมาะสมกับแต่ละวัยของเด็กก็จะช่วยให้เด็กเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น เล่าเรื่องตื่นเต้นผจญภัยสำหรับลูกชาย หรือเล่าเรื่องราวเป็นลักษณะนิทานสำหรับลูกสาว รวมทั้งสอนให้ลูกสนใจใฝ่เรียนในทางที่ถูกต้องเหมาะสม โดยคอยสอนหรือชี้แนะลูกเพื่อที่ลูกจะสามารถเข้าใจ และแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด อะไรสมควรและไม่สมควรทำ นอกจากนี้ควรมีการจัดสรรบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนแก่เด็ก ได้แก่ จัดให้มีห้องสมุดหรือมุมหนอนหนังสือภายในบ้าน โดยมุมนี้อาจตกแต่งในสไตล์ของเด็ก เช่น นำภาพประกอบสวยๆ มีสีสันสดใสติดไว้ที่ผนัง มีเทปเพลงสื่อการเรียนการสอนที่อาจมีเกมแสนสนุกประเทืองปัญญา หรือเครื่องดนตรีที่สามารถเล่นได้ง่ายและจัดให้มีมุมสวนนอกบ้านด้วย
  • พ่อแม่ควรดูแลให้เด็กรักษาวินัยแห่งการเรียนอย่างสม่ำเสมอ มีคำกล่าวที่ว่า หากทำสิ่งใดต่อเนื่องกันเป็นเวลา 45 วัน สิ่งนั้นจะกลายเป็นความเคยชินและเป็นอุปนิสัยของเราได้ในที่สุด จึงควรต้องดูแลรักษาให้คงอยู่และพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป ซึ่งอาจกระทำได้โดย การสร้างวินัยแห่งการเรียนในตัวเด็ก เพื่อให้เด็กยังคงรักษาความต่อเนื่องในการเรียนรู้ มีกรอบ มีเป้าหมายและมีทิศทางซึ่งจะช่วยให้เวลาที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยในช่วงเวลานั้นเด็กก็ยังคงสามารถนำพาตนเองให้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ได้ แต่ในระยะแรกโดยเฉพาะเด็กเล็กพ่อแม่ยังคงต้องคอยวางแผน คอยกำกับดูแลอย่างเป็นธรรมชาติให้เด็กรู้สึกสนุกสนานท้าทาย และคอยสนับสนุนให้กำลังใจ

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูควรคอยสังเกตความสม่ำเสมอในการส่งงาน และความสนใจการเรียนของเด็ก อีกทั้งยังต้องมีความรู้และทักษะในการช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น ให้งานและติดตามประเมินตามระดับความสามารถ หรือการให้เด็กสมาธิสั้นมานั่งหน้าห้อง เรียกให้ตอบบ่อยๆ ติดตามดูแลเด็กที่ช้ามากเป็นพิเศษ ถ้ามีปัญหาสามารถขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาพัฒนาการได้

บรรณานุกรม

  1. กรมสุขภาพจิต, กระทรวงสาธารณสุข. (2544) คู่มือดูแลสุขภาพจิตเด็กวัยเรียน โรงพิมพ์ ร.ส.พ. กรุงเทพ.
  2. พนม เกตุมาน. (2535). สุขใจกับลูกวัยรุ่น บริษัทแปลน พับลิชชิ่ง จำกัด. กรุงเทพฯ.
  3. Massoglia, Elinor Tripato. (1977). Early childhood education in the home. Delmor Publishers.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 4 คน
kitanai dollytaa MameemamIrin tortoo25