หน้าหลัก » บทความ » ลูกไม่เชื่อฟัง (Disobedient Child)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ลูกไม่เชื่อฟัง (Disobedient Child) หมายถึง เด็กที่มีพฤติกรรมปฏิเสธ ต่อต้าน หรือไม่ยอมทำตามข้อตกลง คำสั่ง กฎกติกา หรือสิ่งที่พ่อแม่มอบหมาย การไม่เชื่อฟังของเด็กมีตั้งแต่ การแสดงความต้องการอย่างตรงไปตรงมา การแสดงอารมณ์หงุดหงิด ต่อต้านเป็นครั้งคราวในระดับที่ไม่รุนแรงนัก จนถึงขั้นผิดปกติ ซึ่งปัญหาลูกไม่เชื่อฟังนี้ เป็นปัญหาหนึ่งที่พ่อแม่บ่นถึงมากที่สุด และเป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กแต่ละคนจะมีพฤติกรรมไม่เชื่อฟังบ้างเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสิ่งที่เขาคิดว่าล้วงล้ำความเป็นอิสระของเขา การไม่เชื่อฟังของเด็กอาจเกิดจากความไม่สบอารมณ์บางประการที่เด็กไม่สามารถหาทางออกได้ และไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไรก็ตาม พฤติกรรมการไม่เชื่อฟังของลูกมักทำให้พ่อแม่รู้สึกอารมณ์เสีย เศร้า หรือแม้กระทั่งเกิดอารมณ์รุนแรงต่างๆ ทั้งนี้ พ่อแม่มากกว่าร้อยละ 65 เชื่อว่าลูกของตนเองเป็นเด็กที่ไม่เชื่อฟัง จึงไม่แปลกนักที่การรับมือกับปัญหาลูกไม่เชื่อฟังเป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่อยากเผชิญมากที่สุด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพ่อแม่ไม่รู้ว่าจะรับมือกับพฤติกรรมดังกล่าวของลูกอย่างไรดี และอีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ บ่อยครั้งที่พฤติกรรมไม่เชื่อฟังของลูกทำให้พ่อแม่รู้สึกไม่ดีทั้งกับตนเองและลูก พ่อแม่จึงต้องใจเย็นและเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นกรณีไป โดยคำนึงเสมอว่าการรับมือกับพฤติกรรมไม่เชื่อฟังของลูกในแต่ละสถานการณ์นั้นย่อมแตกต่างกันออกไป

ลูกไม่เชื่อฟัง

ปัญหาลูกไม่เชื่อฟังมีลักษณะอย่างไร?

เป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กทุกคนย่อมต้องเข้าสู่ช่วงเวลาที่แสดงความต้องการอย่างตรงไปตรงมาและเจ้าอารมณ์เป็นพิเศษ เด็กส่วนใหญ่มักไม่เชื่อฟังพ่อแม่เป็นครั้งคราวในระดับที่ไม่รุนแรงนัก แต่เด็กบางคนอาจมีพฤติกรรมการไม่เชื่อฟังที่รุนแรงมากจนถึงขั้นผิดปกติ การไม่เชื่อฟังพ่อแม่ในระดับที่รุนแรงมากจนถึงขั้นที่ถือว่าเป็นความผิดปกตินั้นเรียกว่า กลุ่มอาการดื้อไม่เชื่อฟังมากผิดปกติ หรือโรคดื้อและต่อต้าน (Oppositional Defiant Disorder) ซึ่งมักพบในเด็กที่มีอายุประมาณ 8 ปี เด็กที่อยู่ในกลุ่มอาการนี้มักมีอารมณ์แปรปรวนมากกว่าเด็กวัยเดียวกันทั่วไป ซึ่งพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอันอาจนำไปสู่กลุ่มอาการดื้อไม่เชื่อฟังมากผิดปกติ อาทิ การไม่เชื่อฟังและทำตัวเป็นปรปักษ์กับพ่อแม่หรือผู้ใหญ่รอบข้าง มีอารมณ์ฉุนเฉียว รำคาญง่าย ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของพ่อแม่หรือตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ในสังคม และตั้งใจก่อกวนและสร้างความรำคาญให้กับผู้อื่น เป็นต้น

นอกจากนี้ พฤติกรรมที่อาจแสดงถึงกลุ่มอาการไม่เชื่อฟังมากผิดปกติยังรวมไปถึง การประสบปัญหาในการเรียน มีผลการเรียนตกต่ำ ทำตัวแปลกแยกจากเด็กรุ่นเดียวกัน มีพฤติกรรมที่รุนแรง โทษคนอื่น และขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เด็กที่มีความผิดปกตินี้มักไม่มองว่าพฤติกรรมของตนเองแตกต่างจากเด็กคนอื่น และหากมีใครพยายามทำให้เขาปฏิบัติตามคำสั่ง เขามักมองว่าคำสั่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิบัติตาม

ปัญหาลูกไม่เชื่อฟังมีสาเหตุมาจากอะไร?

การที่เด็กไม่เชื่อฟังพ่อแม่อาจเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ดังนี้

  • เด็กหรือพ่อแม่บางรายอาจเกิดมาพร้อมกับความไม่มั่นคงทางอารมณ์บางประการ เช่น การควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หงุดหงิดง่าย อาการอยู่ไม่นิ่ง เป็นต้น
  • บ่อยครั้งที่เด็กไม่เชื่อเพียงเพื่อต้องการความเป็นอิสระ
  • เด็กอาจไม่เชื่อฟังเพราะความเครียด ความรู้สึกไม่มั่นคง และความโกรธเคืองจากการที่พ่อแม่แยกทางกัน
  • เด็กบางคนอาจเลียนแบบพฤติกรรมไม่เชื่อฟังจากเด็กคนอื่น
  • มีการจัดการความสัมพันธ์และความสนิทสนมระหว่างพ่อแม่กับลูกได้ไม่ดีนัก และให้เวลากับลูกน้อยเกินไป
  • ไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนและสม่ำเสมอเวลาที่ลูกทำผิด
  • พ่อแม่ไม่สนใจหรือชื่นชมเมื่อลูกประพฤติตนเหมาะสม
  • พ่อแม่ไม่ค่อยใช้เวลากับลูก เนื่องจากเด็กเคยแสดงพฤติกรรมที่ไม่เชื่อฟังเมื่ออยู่ด้วยกัน ส่งผลให้เด็กถูกละเลยไม่ว่าเขาจะมีพฤติกรรมที่ดีหรือไม่ก็ตาม
  • พ่อแม่ไม่ดูแลและควบคุมลูกเพียงพอ ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พ่อแม่อาจทำงานหนักและไม่มีเวลา พ่อแม่อาจเครียดเรื่องอื่นอยู่แล้วจนไม่มีพลังและความอดทนที่จะเข้าหาลูก หรืออาจเพียงแค่ไม่สนใจลูกจริงๆ ในที่สุดแล้ว สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้พ่อแม่ไม่เข้าหาลูกและเพิกเฉยต่อพฤติกรรมไม่เชื่อฟังของลูก คือ พ่อแม่ไม่อยากเผชิญกับพฤติกรรมไม่ดีของลูก เพราะจะทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีตามมา
  • พ่อแม่คอยย้ำเตือนความผิดในอดีตของลูก แม้ว่าเด็กจะมีพฤติกรรมที่ดีขึ้นแล้ว แต่กลับถูกมองข้าม
  • พ่อแม่และลูกมีการสื่อสารและพฤติกรรมอยู่บนพื้นฐานของการข่มขู่และการลงโทษเพื่อทำให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามในสิ่งที่ตนเองต้องการ

นอกจากนี้ พ่อแม่อาจมีพฤติกรรมบางอย่างที่ส่งเสริมการไม่เชื่อฟังของลูกโดยไม่รู้ตัว เช่น เมื่อพ่อแม่สั่งให้ลูกทำความสะอาดห้อง ลูกอาจแสดงพฤติกรรมไม่พอใจ ไม่เชื่อฟัง และข่มขู่เพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามคำสั่งของพ่อแม่ บ่อยครั้งที่การกระทำดังกล่าวประสบความสำเร็จเนื่องจากพ่อแม่ปล่อยให้ลูกฝ่าฝืนคำสั่ง หรือไม่สามารถทำให้ลูกปฏิบัติตามคำสั่งได้ทันที ในกรณีดังกล่าว การกระทำของพ่อแม่ถือเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมไม่เชื่อฟังของลูกโดยปริยาย เพราะพ่อแม่ปล่อยให้เขาหลีกเลี่ยงการทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการทำ และยังสามารถดำเนินกิจกรรมที่เขาต้องการต่อไปได้อีก เช่น ดูทีวี เล่นของเล่น เป็นต้น การที่พ่อแม่ปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีพฤติกรรมไม่เชื่อฟังต่อไปเรื่อยๆ เมื่อใดก็ตามที่พ่อแม่สั่งให้เขาทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบทำ เขาก็จะไม่ปฏิบัติตาม

แต่ในทางกลับกัน พ่อแม่บางคนอาจไม่ยอมแพ้ต่อพฤติกรรมดื้อรั้นของลูก แต่ลงเอยด้วยการใช้เสียงดังหรือดุด่าลูก จนในที่สุดนำไปสู่การใช้กำลังเพื่อทำให้ลูกปฏิบัติตามคำสั่ง และเมื่อลูกยอมปฏิบัติตามคำสั่งและหยุดแสดงพฤติกรรมดื้อรั้นด้วยมาตรการดังกล่าว พ่อแม่ก็มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการเด็ดขาดด้วยการใช้กำลังบ่อยครั้งขึ้นและเร็วขึ้น ส่งผลให้ทั้งพ่อแม่และตัวเด็กเองเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว

ปัญหาลูกไม่เชื่อฟังมีความสำคัญอย่างไร?

การที่เด็กไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ใหญ่เป็นประจำย่อมมีผลต่อการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เขามีแนวโน้มจะมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับเพื่อน พ่อแม่ ผู้ใหญ่คนอื่น และครูที่โรงเรียน จนอาจส่งผลต่อการทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม ทั้งกับเด็กรุ่นเดียวกันและผู้อื่น เช่น การเล่นกีฬา การเล่นเกม เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ยังมีโอกาสที่จะบาดเจ็บมากกว่าเด็กคนอื่นๆ เด็กที่ไม่เชื่อฟังครูมากๆ จะทำลายความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนและนำไปสู่ผลการเรียนที่ไม่ดี

พ่อแม่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาลูกไม่เชื่อฟัง หากพ่อแม่โต้ตอบการไม่เชื่อฟังของลูกด้วยการระเบิดอารมณ์หรือโมโหใส่อาจทำให้เด็กแสดงออกด้วยการไม่เชื่อฟังและไม่เคารพพ่อแม่มากขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม เด็กจะเชื่อฟังพ่อแม่มากขึ้นหากพ่อแม่ตอบกลับด้วยความใจเย็นและไม่โมโหไปกับพฤติกรรมไม่เชื่อฟังของลูก เด็กจะเรียนรู้ที่จะเคารพพ่อแม่หากพ่อแม่ปฏิบัติต่อเขาและคนในครอบครัวด้วยความเคารพ แต่หากลูกยังไม่เชื่อฟังและพ่อแม่ไม่สามารถควบคุมเขาได้ พ่อแม่ควรให้เวลาเขาสักพักจนกว่าเขาจะใจเย็นลงและกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง หากลูกเป็นเด็กที่เชื่อฟังและเคารพพ่อแม่ พ่อแม่ก็ควรชมเชยพฤติกรรมเหล่านั้นของเขา ให้รางวัลเมื่อเขาปฏิบัติตามคำสั่ง รวมทั้งสร้างความร่วมมือและหาทางออกสำหรับความไม่เข้าใจกันร่วมกันกับลูก การกระทำเหล่านี้ย่อมให้ผลที่ดีต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัวมากกว่าการลงโทษ ทั้งนี้ หากลูกมีพฤติกรรมไม่เชื่อฟังและดื้อรั้นมากเป็นระยะเวลานานติดต่อกันจนพ่อแม่ไม่สามารถควบคุมได้ พ่อแม่อาจพาลูกไปปรึกษาจิตแพทย์เด็ก เพื่อหาทางแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมต่อไป

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกไม่เชื่อฟังได้อย่างไร?

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พ่อแม่ทุกคนต้องเผชิญคือ การทำให้ลูกเชื่อฟังตนเอง พ่อแม่ทุกคนย่อมเคยพบสถานการณ์ที่ไม่ว่าจะพยายามพูดหรือทำอย่างไรก็ตาม ลูกก็ไม่ปฏิบัติตาม พ่อแม่บางคนพร้อมจะโบกมือลาและยอมรับว่าพวกเขามีลูกที่ดื้อมาก ในขณะที่พ่อแม่บางคนหันมาใช้มาตรการการลงโทษที่เข้มงวดในการสื่อสารกับลูก และพ่อแม่บางคนอาจพยายามติดสินบนลูกเพื่อให้ลูกทำตามที่ตนต้องการ แต่ในที่สุดแล้ว อาจกล่าวได้ว่าไม่มีวิธีใดเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุดในการทำให้ลูกเชื่อฟัง เด็กแต่ละคนย่อมแตกต่างกันและพ่อแม่ต้องเรียนรู้ในการรับมือกับความแตกต่างของลูก อย่างไรก็ตาม วิธีการพื้นฐานที่พ่อแม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ย่อมมีอยู่ ทั้งนี้พ่อแม่ควรหาวิธีรับมือกับลูกที่ไม่เชื่อฟังโดยคำนึงถึงอายุของเด็ก ดังนี้

  • เด็กเล็ก การรับมือกับเด็กเล็กนั้นถือได้ว่าเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับพ่อแม่ เพราะเขาอาจฟังแต่ไม่สามารถเก็บใจความทั้งหมดของสิ่งที่พ่อแม่บอกได้ หัวใจสำคัญสำหรับการสื่อสารกับเด็กในวัยนี้คือ การแสดงสีหน้าและท่าทาง เมื่อพ่อแม่มีความสุข ให้ยิ้มให้ลูกเห็น ซึ่งอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ลูกรับรู้ได้ว่าพ่อแม่รู้สึกพอใจหรือมีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ ในทางตรงกันข้าม หากเขาทำสิ่งที่พ่อแม่ไม่เห็นด้วย พ่อแม่ก็ไม่ควรยิ้มเพื่อแสดงให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่ไม่ต้องการให้เขาทำสิ่งนั้น อาจกล่าวได้ว่าเมื่อไรก็ตามที่ลูกแสดงอาการไม่เชื่อฟัง พ่อแม่ต้องทำให้ลูกรู้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งว่าพ่อแม่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ หากพ่อแม่ยังยิ้มหรือหัวเราะในขณะที่สื่อสารกับเขาอาจทำให้เด็กสับสนได้ว่าสิ่งที่เขาทำถูกต้องหรือไม่ พ่อแม่ต้องคำนึงเสมอว่า เมื่อลูกไม่เชื่อฟัง พวกเขาต้องไม่แสดงปฏิกริยาตอบสนองแบบเดียวกันกับเวลาที่ลูกทำในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ
  • เด็กโต เมื่อเติบโตขึ้น เด็กจะพัฒนาความสามารถในการใช้เหตุผล บางครั้งคำถามว่า “ทำไม” ของลูกอาจทำให้พ่อแม่หงุดหงิดได้ เด็กในวัยนี้จะถามคำถามมากเป็นพิเศษ ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ทำได้คือ ใช้ความได้เปรียบจากความอยากรู้อยากเห็นนี้ เมื่อไรก็ตามที่ลูกถามว่า “ทำไม” พ่อแม่ต้องอธิบายในลักษณะที่ทำให้ลูกเข้าใจได้ พ่อแม่ต้องคำนึงเสมอว่าหากพวกเขาอธิบายในลักษณะที่เกินความความสามารถในการทำความเข้าใจของลูก เด็กจะปลีกตัวเองออกห่างและไม่สนใจสิ่งที่พ่อแม่พยายามสอนเขาอีกต่อไป หลายครั้งวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้เด็กโตเชื่อฟังคือ การยกตัวอย่าง พ่อแม่อาจจำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติมโดยใช้ตัวอย่างเพื่อทำให้ลูกเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาต้องการสื่อสาร การทำเช่นนี้อาจเพียงพอสำหรับการทำให้ลูกเข้าใจมากขึ้น ซึ่งพ่อแม่ต้องเข้าใจว่าแต่ละสถานการณ์ย่อมแตกต่างกัน ดังนั้น การพูดว่า “ไม่” หรือ “เพราะพ่อ/แม่บอกให้ทำ” ที่เคยใช้ได้กับเด็กเล็กอาจไม่สามารถใช้ได้กับเด็กโต แต่ทั้งนี้พ่อแม่ต้องไม่ลืมบทบาทของตนเองเสมอว่าตนเป็นพ่อแม่ ดังนั้น พวกเขาไม่จำเป็นต้องชี้แจงการตัดสินใจทุกอย่างให้ลูกฟังเสมอไป หากลูกไม่เชื่อในการตัดสินใจของพ่อแม่หลังจากอธิบายเหตุผลให้ลูกฟังแล้ว หลายครั้งที่พ่อแม่อาจจำเป็นต้องตอบว่า “ลูกจะเข้าใจเองเมื่อลูกโตขึ้น” พ่อแม่ต้องอธิบายกับลูกว่าพวกเขาตัดสินใจแบบนี้เพราะรักลูก ทำสิ่งนี้ลงไปเพื่อปกป้องลูก และไม่ได้มีเจตนาต้องการขัดใจหรือทำให้ลูกรู้สึกโกรธ

ในที่สุดแล้ว พ่อแม่ต้องตัดสินใจเองว่าวิธีไหนคือวิธีที่ดีที่สุดในการสื่อสารกับลูก พ่อแม่ต้องคิดว่าไม่มีใครที่จะรู้จักลูกดีเท่ากับพวกเขา ไม่ว่าพ่อแม่จะอ่านบทความหรือเรียนรู้วิธีการรับมือกับลูกในสื่อต่างๆ มากแค่ไหน แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ การรับฟังคำแนะนำจากหลายแหล่งแล้วนำมาปรับใช้ให้เข้ากับวิธีการเลี้ยงลูกในแบบของตนเอง ยิ่งได้รับความรู้จากแหล่งอื่นมากเท่าไร พ่อแม่ก็จะยิ่งมีทางเลือกในการนำไปประกอบการตัดสินใจมากขึ้นเท่านั้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

นอกเหนือจากพ่อแม่ที่บ้านแล้ว ครูเป็นผู้ที่มีอิทธิพลกับเด็กมากที่สุดคนหนึ่ง การรับมือกับเด็กไม่เชื่อฟังของครูควรเป็นไปในทางเดียวกันกับพ่อแม่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยคำนึงถึงอายุของเด็กเป็นสำคัญ การสร้างวินัยและทำให้เด็กเล็กเชื่อฟังอาจทำได้โดยการแสดงสีหน้าและท่าทางเป็นหลัก ในขณะที่เด็กโต ครูควรใช้การให้เหตุผลเข้ามาช่วยเพื่อทำให้เด็กปฏิบัติตามในสิ่งที่ครูต้องการ ทั้งนี้การให้รางวัลและการลงโทษก็สามารถทำได้ตามสมควรเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมที่ดีในอนาคต เคล็ดลับอย่างคร่าวๆ ที่ครูสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อทำให้เด็กเชื่อฟังได้ ดังนี้

  • ส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีและเชื่อฟังของเด็กด้วยการชมเชยมากกว่าเพ่งเล็งและลงโทษพฤติกรรมที่ไม่ดี
  • ตั้งกฏเกณฑ์ที่ชัดเจนภายในห้องเรียน
  • ใช้วิธีการที่แตกต่างกันให้เหมาะสมกับอายุของเด็ก เช่น ใช้การให้เหตุผลและงดไม่ให้เด็กทำในสิ่งที่ตนเองชอบเพื่อเป็นการลงโทษสำหรับเด็กโต
  • สม่ำเสมอในการลงโทษและให้รางวัลสำหรับเด็กทุกคน
  • ใจเย็นและระมัดระวังการแสดงอารมณ์ต่อเด็ก

บรรณานุกรม

  1. Disobedient Kids: Getting Your Children to Listen to You - http://voices.yahoo.com/disobedient-kids-getting-children-listen-to-323778.html [2013, June 7]
  2. Is your child defiant, disobedient and abusive? - http://communities.washingtontimes.com [2013, June 7]
  3. Parent guide to helping children manage conflict, aggression and bullying - http://www.psychology.org.au/publications/tip_sheets/bullying/ [2013, June 7]
  4. The Disobedient Child - http://www.healthychildren.org/English/ages-stages/ [2013, June 7]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน