หน้าหลัก » บทความ » วอลดอร์ฟ (Waldorf)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

นวัตกรรมการศึกษาแนววอลดอร์ฟ มีรากฐานมาจากมนุษยปรัชญา (Anthroposophy) โดย ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner) โรงเรียนแนววอลดอร์ฟแห่งแรกตั้งขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยการสนับสนุนของเอมิล มอลล์ (Emil Molt) การศึกษาแนววอลดอร์ฟมีเป้าหมายเพื่อพัฒนามนุษย์ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ครูวอลดอร์ฟจึงเริ่ม ต้นยามเช้าด้วยการมาแต่เช้าเพื่อเตรียมห้องเรียน และร่วมกันท่องบทกลอน เพื่อย้ำเจตจำนงความตั้งใจในการปฏิบัติอาชีพครู และบางครั้งในบางโอกาส ในตอนเย็น ครูก็จะท่องกลอนเพื่อนำพาจิตใจให้สงบ ครูวอลดอร์ฟรุ่นพี่ๆจะแนะนำครูรุ่นน้องเสมอว่า หากเธอมีปัญหาที่แก้ไขได้ยากกับเด็กๆในห้องเรียนของเธอ ควรพาปัญหานี้กลับไป หลับฝันไปกับปัญหานี้ เผื่อว่า...ในยามค่ำคืน โลกจิตวิญญาณที่เธอได้สัมผัสยามที่เธอหลับ จะช่วยเธอได้..ด้วยเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ หากเริ่มต้นด้วยความตั้งใจ มีเจตจำนงอันมุ่งมั่นเพื่อจะทำสิ่งนั้น การงานเหล่านั้นย่อมขับเคลื่อนต่อไปได้เหมือนล้อหมุนได้ขยับขับออกจากที่จอดแล้ว ระหว่างทางเป็นประสบการณ์ที่น่าเก็บเกี่ยว เพลิดเพลินเผชิญอุปสรรคไปอย่างคนรู้ตัว ฝึกสติไปกับการงานที่ทำตรงหน้า ยิ้มรับกับโชคชะตาที่ได้มาเดินในเส้นทางสาย “ ครู ”

บทกลอนสำหรับรับอรุณตอนเช้า

เรามีความตั้งใจที่จะปฏิบัติ

และขอให้การปฏิบัติของเรานั้น

ได้รับการอำนวยพรจากโลกแห่งจิตวิญญาณ

เข้ามาสู่วิญญาณและจิต สู่ชีวิตและร่างกาย

เพื่อการต่อสู้บากบั่น เพียรพยายาม

ในการพัฒนาความเป็นมนุษย์ของเรา

แปลจากบทกลอน ของ รูดอร์ฟ สไตเนอร์

บทกลอนสำหรับสำหรับสนทยา ตอนเย็น

ณ ยอดเขาสูงตระหง่าน เงียบสงัด

เพียงยอดไม้สะบัดพริ้วแผ่วเบา

นกน้อยสงบนิ่งในไพรเนา

รอวันเรา......สงบเงียบในไม่ช้า

แปลจากบทกลอน ของ รูดอร์ฟ สไตเนอร์

การศึกษาแนววอลดอร์ฟคืออะไร?

นวัตกรรมการศึกษาแนววอลดอร์ฟมีรากฐานมาจากมนุษยปรัชญา (Anthroposophy)โดย ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner 1861-1925) ได้นำมาจัดการศึกษาในโรงเรียนที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนามนุษย์ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ด้วยการพัฒนากาย (Body) จิต (Soul) และจิตวิญญาณ (Spirit)ให้บรรลุถึง ความดี (Good) ความงาม (Beauty) ความจริง (Truth) แนวคิดของมนุษยปรัชญาที่เป็นรากฐานสำคัญในการจัดการศึกษาวอลดอร์ฟ เชื่อว่า เมื่อมองดูการเกิดและเติบโตของเด็กคนหนึ่ง เราจะเห็นได้ว่า กาย (Body) เป็นส่วนที่พ่อแม่เตรียมไว้ให้ในโลก ส่วนจิตวิญญาณ (spirit) เป็นจิตเดิมแท้ของเด็กเองที่ มาจากโลกเบื้องบน และเชื่อมโยงกันด้วยวิญญาณ (Soul) พ่อแม่และครูมีส่วนช่วยให้การเชื่อมโยงนี้เป็นไปอย่างราบรื่นกลม กลืน ความสำคัญของครูในอนุบาลวอลดอร์ฟ จึงต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจ “เด็กตามธรรมชาติ” (Natural Childhood) และภาวะกึ่งฝัน (Dreamy stated) ที่มีอยู่ในวัยเด็ก การศึกษาจึงเสมือนการทำหน้าที่ปลุกให้เด็กค่อยๆตื่นขึ้นมาในโลก หาวิธีเชื่อมโยงเด็กสู่โลกที่เขาได้ลงมาเกิด ครูยังต้องใส่ใจในการเตรียมสิ่งแวดล้อม สถานที่ อาคาร ห้องเรียน บริเวณสวน ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ และของเล่นที่เด็กเล่น ให้เด็กสามารถเชื่อมโยงที่มาที่ไปในธรรมชาติได้ ตลอดจนพลังธรรมชาติของโลก คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ครูได้นำมาประสานในกิจกรรมต่างๆในอนุบาลวอลดอร์ฟอย่างมีศิลปะ เพื่อให้เด็กได้เข้าถึงธรรมชาติอันแท้จริงของโลก และแบ่งขั้นพัฒนาการของเด็ก ดังนี้

  • (0 – 7 ปี) กาย (Body) พัฒนาผ่านพลัง เจตจำนง (Will) การมุ่งมั่นลงมือทำให้สำเร็จ
  • (7 – 14 ปี) จิต (Soul) พัฒนาผ่านความรู้สึก (Feeling) เข้าถึงความงาม และศิลปะแบบต่างๆ
  • (14 – 21 ปี) จิตวิญญาณ (Spirit) พัฒนาผ่านความคิด (Thinking) การตระหนักรู้ ในคุณธรรม ความดี
ครูอนุบาลยังต้องให้ความสำคัญในการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับอายุและความสามารถตามวัยของเด็ก ให้เกิดความสม ดุลกัน เกณฑ์อายุของระดับอนุบาลวอลดอร์ฟ คือ ก่อน 7 ขวบ หรือก่อนฟันแท้จะขึ้น มนุษยปรัชญายังได้เผยภาพลักษณ์ของมนุษย์อันประกอบไปด้วย กาย 4 กาย ได้แก่ ร่างกาย กายพลังชีวิต กายความรู้สึก กายตัวตน ถึงแม้ว่ากายทั้ง 4 จะมาพร้อมกันเมื่อคนเราเกิดมาในโลก แต่ก็ค่อยๆเผยออกมาทีละกายทุกๆรอบ 7 ปี จนเด็กอายุ 21 ปี จึงมีกายทั้ง 4 ครบสมบูรณ์ หากในระหว่างนั้น มีการสนับสนุนทางการศึกษาอย่างถูกต้องเหมาะสมแก่เด็ก จะยิ่งเป็นประ โยชน์ต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ในระดับอนุบาล เป็นขั้นตอนที่กำลังสร้างร่างกายและบ่มเพาะกายพลังชีวิต การศึกษาสำหรับเด็กอนุบาล ควรส่งเสริมพลังเจตจำนง (Will) ของเด็กและการรักษาจังหวะในชีวิตประจำวัน (Rhythm of life) ของเด็กให้มีความสม่ำเสมอ นอกจากนี้ มนุษย์ยังรับรู้โลกผ่านสัมผัส ทั้ง 12 แต่ในระดับอนุบาล เด็กๆรับรู้ด้วยสัมผัส 4 อย่างขั้นพื้นฐาน ได้แก่
  • สัมผัสรู้ที่ผิวกาย (Touch)
  • สัมผัสรู้พลังชีวิต (Life)
  • สัมผัสรู้การเคลื่อนไหว (Movement)
  • สัมผัสรู้ความสมดุล (Balance)
ความรู้ด้านสัมผัสรู้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เมื่อครูนำไปเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมให้เด็กในอนุบาลวอลดอร์ฟ

การศึกษาแนววอลดอร์ฟมีที่มาอย่างไร?

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โรงเรียนแห่งแรกตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของ เอมิล มอลล์ (Emil Molt) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงงานยาสูบวอลดอร์ฟ แอสโทเรียล ที่สตุทการ์ท ประเทศเยอรมัน ถึงแม้จะทำงานด้านอุตสาหกรรม แต่เขาก็เห็นด้วยกับความคิดด้านมนุษยปรัชญาของ ดร. รูดอร์ฟ สไตเนอร์ และต้องการเปลี่ยนทิศทางของสังคมในเวลานั้น เขาได้เชิญรูดอร์ฟ สไตเนอร์ไปบรรยายแนวคิดด้านมนุษยปรัชญาให้คนงานในโรงงานฟัง จึงเกิดกลุ่มคนที่มีความเห็นร่วมกันว่า หากจะให้ความคิดเช่นนี้เป็นจริงได้ ต้องให้เกิดขึ้นในคนรุ่นหลัง เขาจึงจัดตั้งโรงเรียนขึ้นในโรงงาน ชื่อโรงเรียนวอลดอร์ฟ ดำเนินการสอนลูกหลานของคนงาน ตั้งแต่ปีค.ศ. 1919 เป็นการศึกษาระดับประถม ซึ่งต่อมาภายหลัง ได้ขยายแนวคิดมาในระดับอนุบาล จนบัดนี้กว่า 90 ปีแล้ว การศึกษาวอลดอร์ฟ ทั้งระดับประถมและอนุบาลได้แผ่ขยายไปทั่วโลก

การศึกษาแนววอลดอร์ฟมีลักษณะอย่างไร?

  • ความเข้าใจของครูผู้สอน
การศึกษาวอลดอร์ฟมีจุดเน้นที่ “ครู” คือมีการจัดทำคอร์สฝึกหัดครูในแนวทางวอลดอร์ฟ (Waldorf Early Childhood teacher training) อยู่อย่างต่อเนื่อง ครูและผู้ปกครองที่สนใจสามารถลงคอร์สเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลเด็กทุกฝ่าย มีโอกาสพัฒนาตนให้มีความรู้ความสามารถตามแนวทางของมนุษยปรัชญา เข้าใจธรรมชาติมนุษย์และธรรมชาติวัยเด็ก
  • ทักษะศิลปะของครูผู้สอน
การศึกษาแนววอลดอร์ฟฝึกฝนทักษะชีวิตโดยเฉพาะด้านศิลปะ ความเข้าใจเรื่องสี ฝึกหัดการวาดภาพระบายสี งานปั้น งานหัตถกรรมเย็บปักถักทอ การจัดดอกไม้ ตลอดจนงานในชีวิตประวัน เช่น งานบ้าน งานครัว งานสวน ฯลฯ เพื่อขัดเกลายก ระดับจิตใจตนเองไปสู่ความละเอียดประณีต บรรลุสู่คุณธรรม ความดี ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อการงานและชีวิตของตนเอง ในการทำงานของครูที่เพิ่งทำงานใหม่ ยังต้องทำงานร่วมกับครูที่มีความชำนาญสักระยะ เพื่อเรียนรู้จากชีวิตการทำงานของครูรุ่นพี่ จนมีประสบการณ์เพียงพอที่จะทำงานได้อย่างมั่นใจในตัวเอง
  • การจัดประสบการการณ์เรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยในแนววอลดอร์ฟ
    หลักสูตรและกิจกรรม จัดให้มีความเชื่อมโยงกัน ทั้ง 3 มิติ คือ
    • รอบปี (ฤดู เทศกาล วัฒนธรรม)
    • รอบสัปดาห์ (วิถีชีวิตของคนในชุมชน สังคม ครอบครัว)
    • รอบวัน (จังหวะชีวิตในหนึ่งวัน)
แนวการจัดประสบการณ์ส่งเสริมพลังเจตจำนง (Will) ของเด็ก และรักษาจังหวะในชีวิตประจำวันของเด็กให้มีความสม่ำ เสมอ (Rhythm of life) เช่น การกิน นอน เล่น ขับถ่าย ให้เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก เช่นเดียวกับจังหวะลมหายใจเข้า-ออก ที่มีการเข้าและคลายออก ด้วยความเข้าใจที่ว่า เด็กอยู่ในภาวะกึ่งฝัน และการศึกษาค่อยๆพาให้เด็กตื่นขึ้น จึงมีรูปแบบแตกต่างไปจากศึกษาแนวอื่นๆ ทั้งการจัดห้องและการจัดกิจกรรมต่างๆ จะไม่กระตุ้นเร้าให้เด็กตื่นก่อนวัย รูปแบบการจัดการศึกษา เป็นการบูรณาการทั้งทักษะและสาระการเรียนรู้ ไม่เน้นการสอนของครู ไม่มีการสอนรายวิชา หรือการเรียนเขียนอ่านแบบชั้นประถม ทัศนะคติในใจครูคือ โลกนี้มีความดีงาม (The world is good/The world is beautiful) ครูจึงมุ่งเน้นในการทำเรื่องนี้ให้ปรากฎเสียก่อน

การจัดห้องอนุบาล มีลักษณะเป็น “อนุบาลแบบบ้าน” โดยมีครูเสมือนแม่ การจัดสภาพแวดล้อมภายในเช่นเดียวกับบ้านหนึ่งหลังที่มีพร้อมทุกอย่าง ทั้งห้องครัว ห้องนอน ห้องนั่งเล่น จัดให้มีความสวยงามและเหมาะสมกับการใช้งานในชีวิต ประจำวัน โดยครูจะนำทักษะด้านศิลปะมาจัดห้องเรียนให้อบอุ่นน่าอยู่ เช่น นำผ้าย้อมสีธรรมชาติมาตกแต่งในห้องเรียน จัดมุมฤดูกาลด้วยตุ๊กตาผ้าและวัสดุจากธรรมชาติ รวมทั้งอุปกรณ์และของเล่นเด็กก็มาจากวัสดุในธรรมชาติด้วย

  • ธรรมชาติการเรียนรู้ในวัยเด็ก

เด็กเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบ โดยมีครูทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง (Imitation) การงานในชีวิตประจำวัน ครูจะลงมือทำงานต่างๆด้วยตัวเอง ได้แก่ งานบ้าน งานครัวและงานสวน เช่น การทำความสะอาดบ้าน การปรุงอาหาร และงานฝีมือหัตถกรรม งานทั้งหมดนี้มีพื้นฐานวิชาต่างๆ ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ฯลฯ ทั้งนี้ประสบการณ์ชีวิตที่ได้เรียนรู้ มีความเชื่อม โยงสอดคล้อง กับธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นและตัวเด็ก

  • เล่นอย่างอิสระโดยไม่แทรกแซง (Free play) เสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ (Imagination) เด็กจะได้เล่นอย่างเสรี ด้วยวัตถุที่มาจากธรรมชาติ ทั้งเล่นในห้องเรียน เล่นกลางแจ้ง และกิจกรรมศิลปะรูปแบบต่างๆ วาดภาพ ระบายสีน้ำ ปั้น ร้องเพลง นิทาน ละครหุ่น บทกลอน และบทเพลงที่ครูร้องอย่างไพเราะ เสมีอนการบอกกำหนดเวลา แทนออกคำสั่ง
  • บทบาทครู ( 3 R ) ได้แก่
    • การทำซ้ำ (Repetition) เพื่อให้เกิดมั่นคง ครูควรทำกิจกรรมการเรียนการสอนและงานบ้านต่างๆอย่างสม่ำเสมอ หรือเรียกว่าการทำซ้ำ
    • จังหวะ (Rhythm) เพื่อให้สิ่งแวดล้อมมีบรรยากาศอบอุ่นและผ่อนคลาย เหมาะสมกับธรรมชาติของวัยเด็ก ครูควรจัดตารางประจำวัน ตารางกิจกรรมในสัปดาห์ และเทศกาลประจำปี ให้สอดคล้องกับจังหวะที่ราบรื่นแบบลมหายใจเข้าและออก ให้ตารางของช่วงนั้นๆเหมาะสมลื่นไหล ไม่อัดแน่นหรือติดขัด หรือเรียกว่า การรักษาจังหวะ หรือ ความรู้สึกแบบท่วงทำนอง
    • เคารพ (Reverence) ด้วยความตระหนักรู้ที่ว่า “มนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” ทำให้เราอยู่ในโลกด้วยความรู้สึกกตัญญูและเคารพต่อธรรมชาติ ทั้งยังเคารพต่อศักยภาพของความเป็นมนุษย์

การศึกษาแนววอลดอร์ฟมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

มีคนกล่าวว่า ณ วันแรกที่ตัดสินใจส่งลูกเข้าโรงเรียนวอลดอร์ฟ นั่นก็หมายความว่า เราได้ให้อิสระทางความคิดแก่ลูกไปแล้ว ดังนั้นประโยชน์ที่เด็กได้รับจากการศึกษาแนววอลดอร์ฟจึงมีดังนี้

  • เด็กมีอิสระ พัฒนาตนเต็มศักยภาพที่ตนมี
  • เด็กมีความคิดแยบคาย สดใส มีพลังและสร้างสรรค์
  • เด็กมีความเมตตา กล้าหาญ ใฝ่รู้ เอื้ออาทร
การศึกษาแนววอลดอร์ฟไม่ได้วัดความสำเร็จของการศึกษาจากผลการเรียนรู้ แต่มุ่งดึงศักยภาพ ซึ่งแฝงเร้นอยู่ในตัวเด็กแต่ละคนให้แสดงออกมา ทำให้เด็กค้นพบพลัง ความกระตือรือร้น และปัญญาที่ตนเองมีอยู่ เพื่อนำมาซึ่งคุณภาพสูงสุดของตัวเขาเอง

สถานศึกษาใดที่จัดการศึกษาแนววอลดอร์ฟ?

  • โรงเรียนอนุบาลบ้านรัก ตั้งอยู่ที่ 29 ซอยแสงจันทร์ ถนนสุขุมวิท 40 กทม. ดำเนินการโดย อ.อภิสิรี จรัลชวนะเพท ซึ่งได้รับรางวัล อาโชก้า จากอเมริกา ในฐานะ "นักบริหารงานเพื่อสังคม" และ อ. มาซากิ ซาโต้ ได้เปิดทำการมากว่า 15 ปี ด้วยแนวคิดที่มุ่งมั่นเตรียมพร้อมเด็กตามธรรมชาติของการพัฒนามนุษย์ จึงทำโรงเรียนให้มีสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับระบบนิเวศน์ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาในการเรียนรู้ของเด็กได้ดีที่สุด และยังได้จัดทำหลักสูตรให้สอดคล้องตามฤดูกาล เน้นการเตรียมความพร้อม เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตในระยะยาว จึงเน้นการอยู่ร่วมในสังคมพึ่งพา เปิดโอกาสให้เด็กต่างชาติต่างภาษาและเด็กพิเศษเรียนร่วมด้วย ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนด้วยความเบิกบาน ร่างกายแข็งแรงและสติ ปัญญาที่ถูกบ่มเพาะให้มีไฟแห่งการเรียนรู้ แต่อยู่ในพื้นฐานของเด็กที่มีความสงบสุข
  • ศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์วัดศิริพงศ์ธรรมนิมิต หรือบ้านเรียนแห่งรักและศานติ ซอยวัชรพล ถนนรามอินทรา 55 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. เดิมอยู่ในวัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต แต่ทางวัดมีการประมูลที่ดิน เพื่อจะทำสถานที่ฌาปนกิจของกอง ทัพบก ต่อมามีผู้ถวายที่ดิน 2 ไร่ให้กับวัดในการสร้างโรงเรียนเสถียรธรรมสถาน และชาวบ้านจึงร่วมมือช่วยกันก่อสร้าง และจัดการศึกษาวิถีพุทธระดับปฐมวัย โดยนำความอบอุ่นของบ้าน ความมีวินัยของวัด คือการอยู่ร่วมกันอย่างไม่เบียดเบียนทั้งต่อตนเองและผู้อื่น และการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามวัยของโรงเรียน
  • บ้านเรียนณศิลป์ ตั้งอยู่ที่ 561 ถนนรื่นรมย์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เกิดจากความตั้งใจในการจัดการศึกษาที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่กลุ่มหนึ่งได้อ่านและได้ศึกษาแนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟจากหนังสือ “คุณคือครูคนแรกของลูก – You are your child’s first teacher” โดยได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์อภิสิรี จรัลชวนะเพท มีจุดมุ่งหมายให้เด็กได้รับการศึกษาอย่างทั่วด้านและสมดุล พัฒนาทั้งกาย ใจ และปัญญา เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมีความสุขและมีทักษะพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายของชีวิตและโลกในอนาคต มีความกล้าหาญและรับผิดชอบ มั่นใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้ด้วยมือของตนเอง
  • อนุบาลฟ้ากว้าง จังหวัดเชียงใหม่
  • อนุบาลบ้านกอก จังหวัดขอนแก่น
  • อนุบาลบ้านหนองขาม จังหวัดราชบุรี
  • โรงเรียนปัญโญทัยและโรงเรียนไตรทักษะ กทม. ที่เปิดสอนทั้งระดับประถมและอนุบาล

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะนำการศึกษาแนววอลดอร์ฟมาประยุกต์ใช้กับลูกได้อย่างไร?

ปัจจุบันปัญหาสังคมและภาวะวิกฤติด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านสุขภาพอนามัย ด้านสวัสดิภาพและสิทธิพื้นฐาน ด้านสติปัญญาและความสามารถในการรู้คิด ล้วนมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อเด็กไทย เพื่อให้การอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กอนุบาลเป็นไปอย่างเหมาะสม พ่อแม่จำเป็นต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการเด็กตามธรรมชาติ หรือ Natural Childhood โดยภาพรวม เด็กอายุก่อน 7 ปี อยู่ในช่วงที่ร่างกายยังมีฟันน้ำนม และก่อนที่ฟันแท้จะขึ้นเมื่อใกล้ 7 ปีนั้น ขอให้พ่อแม่ระมัดระวังสิ่งเร้าที่ไม่เหมาะสมจากสังคมที่ห้อมล้อมรอบตัวเด็ก กำหนดขอบเขตให้ชัดเจน อย่าให้ลูกหลงใหลไปกับสิ่งที่จะทำลาย พลังเจตจำนง ( Will )ไปเสียโดยง่าย ด้วยสัญชาติญาณของความเป็นพ่อแม่ ขอให้ห้ามในสิ่งที่ควรห้าม และให้ในสิ่งที่ควรให้ เท่ากับได้ช่วยกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมปลอดภัยกับภาวะกึ่งฝันตามธรรมชาติของวัยเด็ก ด้วยภาวะกึ่งฝันนี้ เด็กจะรับทุกเรื่องทั้งดีและไม่ดี โดยยังไม่สามารถแยกแยะเองได้ พ่อแม่จึงต้องกระทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง นอกจากนี้ การเอาใจใส่ดูแลสังเกตเด็กอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่าเด็กมีความเฉพาะแต่ละบุคคลที่ไม่เหมือนกัน แม้เป็นพี่น้องในครอบครัวเดียวกันก็ยังแตกต่างกัน ถ้าพ่อแม่เข้าใจและให้การดูแลที่เหมาะกับลูกคนนั้นๆ เด็กก็จะมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุลและเต็มศักยภาพ และที่สำคัญ ขอให้มีความสุขในการเลี้ยงลูก

เกร็ดความรู้เพื่อครู

  • ผู้ที่เป็น “ครู” ขอให้มีโอกาสพัฒนาโลกด้านในของตัวเอง (Inner life)
  • อนุบาลยังไม่ใช่โรงเรียน ที่ทำงานก็คือบ้านของเราเอง และทำงานอย่างมีความสุขในบ้าน
  • ติดตามข่าวการอบรมเกี่ยวกับการศึกษาวอลดอร์ฟได้ที่ www.arttherapythai.com , www.facebook.com/baanrak และเครือข่ายอื่นๆในแนวการศึกษาวอลดอร์ฟ (Waldorf Early Childhood Teacher Training)ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

บรรณานุกรม

  1. จันทร์เพ็ญ พันธ์โอสถ. (2551). อนุบาลวอลดอร์ฟ ปฐมบทแห่งการเรียนรู้ แปลจาก Early Childhood Education and the WaldorfSchool Plan. โดย Elizabeth M. Grunelius กรุงเทพฯ: รัถยาคม สถาบันเพื่อการศึกษาแนววอลดอร์ฟและมนุษยปรัชญา.
  2. บุษบง ตันติวงศ์. (2552). การศึกษาวอลดอร์ฟ ปรัชญา หลักสูตรและการสอน. กทม.: คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  3. พร พันธ์โอสถ,น.พ. (2543). การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยตามแนวคิดของวอลดอร์ฟ. กรุงเทพฯ: สถาบันแห่งชาติเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (สศป.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.
  4. สุวรรณา โชคประจักษ์ชัด อุชุคตานนท์. (2551). คุณคือครูคนแรกของลูก แปลจาก You are your child's first teacher โดย Rihima Baldwin Dancy. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น.
  5. วิศิษฐ์ วังวิญญู. (2551). เด็กตามธรรมชาติ คู่มือดูแลและเสริมสร้างศักยภาพเด็กในเจ็ดปีแรก. พิมพ์ครั้งที่ 2 แปลจาก A Gaia Original Natural Early Childhood. กทม.: สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน