หน้าหลัก » Blogs » วัยอนุบาล - ดูแลอย่างไร ไปสู่ความเป็นเลิศ ตอนที่ 114 : การสอนการอ่านออก-เขียนได้ (1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


การสอนการอ่านออก-เขียนได้

วิธีการยอดนิยม (Popular approach) ของการสอนการอ่าน ตั้งอยู่บนพื้นฐาน การออกเสียงและสะกดคำศัพท์ (Phonics) ซึ่งตอกย้ำการสอนการจับคู่กัน (Correspondence) ระหว่างตัวอักษรกับเสียง การเรียนรู้การเชื่อมโยงนี้ เด็กจะสามารถรวมเสียงเป็นคำ อาทิ มอ / แอ / ว = แมว และ ปอ / ลอ / อา = ปลา

ผู้สนับสนุนวิธีการนี้ เชื่อว่า การจับคู่กันระหว่างตัวอักษรกับเสียง ทำให้เด็กสามารถเชื่อมโยงโดยอัตโนมัติระหว่างคำกับเสียง ผลลัพธ์ก็คือเด็กฟังเสียงแล้วเป็นคำด้วยตนเอง ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 (ปี พ.ศ. 2493 – 2502) ได้มีการถกเถียงกันในสหรัฐอเมริกาว่า ในการสอนการอ่านของเด็กอนุบาลนั้น วิธีการนี้ดีที่สุดแล้วหรือยัง

? ในปัจจุบัน วิธีการนี้ได้รับการตอกย้ำใหม่ เนื่องหลักฐานจากการวิจัยแสดงว่า ได้ทำให้เด็กกลายเป็นนักอ่านชำนาญการ (Proficient) ดังนั้น หลายๆ รัฐ จึงได้กำหนดข้อบังคับเฉพาะสำหรับการพัฒนาทักษะการอ่านด้วยวิธีการนี้

ส่วนประกอบสามัญ (Common component) ของโปรแกรมอ่านออก-เขียนได้อย่างสมดุล (Balanced) ก็คือการสอน คำตามที่เห็น (Sight words) ในปี พ.ศ. 2491 ดร. เอ็ดเวิร์ด ดอลช์ (Dr. Edward Dolch) ได้รวบรวมคำในภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยๆ จากหนังสือเด็กเล็กในช่วงเวลาเดียวกับเขา แล้วตีพิมพ์ในหนังสือ “ปัญหาในการอ่าน” (Problems in Reading)

เขาได้คัดเลือก 220 คำ ที่เด็กจำเป็นต้องรู้เพื่อความคล่องแคล่วในการอ่าน (Fluency) หลายคำในจำนวนนี้ ไม่สามารถออกเสียงได้ ดังนั้น จึงต้องเรียนรู้ตามที่เห็น รายชื่อคำของดอลช์มักใช้ในกิจกรรมการศึกษาเพื่อสอนการอ่าน ไม่เฉพาะครูสอนนักเรียนเท่านั้น แต่พ่อแม่ก็ใช้สอนลูกได้ด้วย

วิธีการนี้ มีชื่อเรียกอย่างอื่นว่า “คำเต็ม” (Whole word) และ “เห็น-พูด” (Look-say) เพราะเป็นการสอนการอ่านด้วยการนำเสนอเด็กให้เห็นเต็มคำ เพื่อให้เขาพัฒนาคำศัพท์จากการเห็น (Sight vocabulary) แทนจากการฟัง (Sounding out)

รายชื่อคำของดอลช์ในฉบับดั้งเดิม เกิดขึ้นในบริบท (Context) ของการสอนเด็กเจ้าของภาษาให้อ่านได้เร็ว แต่ต่อมาได้รับความนิยมในการใช้สอนภาษาอังกฤษแก่เด็กที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (English as Second Language [ESL]) หรือภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ (English as Foreign Language [EFL])

รายชื่อคำดังกล่าวได้รับการจัดแจงเป็นระดับ (Grade level) ความถี่ในการใช้ (Frequency) และความยากง่าย (Difficulty) เมื่อเด็กสามารถรับรู้ (Recognize) คำเหล่านี้ได้ทันที เขาก็จะสามารถอ่านเนื้อหาในระดับสูงขึ้นไปได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วครูก็อาจเสริม (Supplement) ด้วยประมวลคำศัพท์ (Vocabulary) จากหนังสือที่เด็กอ่านในชั้นเรียน

ครูปฐมวัยจำนวนมากใช้การติดป้าย (Label) บนวัตถุในชั้นเรียน (อาทิ ตามประตูและที่คั่นหนังสือ) เพื่อเป็นวิธีการสอนคำตามที่เห็น การเอาคำไปติดตามกระดานประกาศ (Bulletin board) หรือบริเวณในชั้นเรียนที่จัดไว้แสดงคำบนกำแพง (Wall words) ในชั้นเรียน ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในอนุบาลศึกษา คำที่ใช้บ่อย (High frequency) และคำใหม่ๆ ได้รับการจัดแจงตามลำดับตัวอักษร (Alphabetically arranged)

แหล่งข้อมูล:

  1. Morrison, George S. (2014). Fundamentals of Early Childhood Education (7th Ed). Upper Saddle River, NJ: Pearson Education, Inc.
  2. Dolch Sight Words: http://www.dolchsightwords.org/ [2015, July 19].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน